รายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ วันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2553 รายการ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ วันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2553 ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ช่วงที่ 1 สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพรักทุกท่านครับ เช้าวันนี้ผมอยู่ที่หอศิลป์ของกรุงเทพมหานครนะครับ เพราะว่าที่นี่ก็จะเป็นจุดหนึ่ง ซึ่งทางรัฐบาลได้ดำเนินการที่จะมีสำนักงานในเรื่องของการที่จะให้มีการประมวลรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนในการเดินหน้าปฏิรูปเพื่อประเทศไทยนะครับ ซึ่งจะเป็นโครงการสำคัญที่เป็นส่วนหนึ่งของแผนของการปรองดอง ซึ่งในเรื่องการปฏิรูปก็ดี การปรองดองก็ดี ในช่วงที่ 2 ก็จะมีพิธีกรรับเชิญมาพูดคุยกันในเรื่องนี้ และช่วงสุดท้ายก็จะมีภาพบรรยากาศของการที่มีการประชุมขับเคลื่อนในเรื่องของการปฏิรูปเพื่อประเทศไทย แต่ว่าในช่วงแรกนี้ขอใช้เวลาเพียงสั้น ๆ นะครับ ในการรายงานการทำงานในการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนหลายต่อหลายปัญหา ซึ่งอยู่ในความสนใจ เรื่องแรกคือเรื่องของภัยแล้ง สถานการณ์น้ำซึ่งรัฐบาลได้มีการติดตามอย่างใกล้ชิดนะครับ มีการมอบหมายท่านรองนายกรัฐมนตรีพลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ ให้มีการรายงานในเรื่องของสถานการณ์เป็นรายวัน ก็ขอเรียนครับว่าสถานการณ์ในขณะนี้เริ่มดีขึ้นบ้างนะครับ ในส่วนของเรื่องของฝนฟ้า ในเรื่องของปริมาณน้ำซึ่งไหลเข้าไหลออก จากเขื่อนหลัก และขอยืนยันครับว่าในการบริหารจัดการน้ำนั้น ในส่วนของน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคนั้น รวมทั้งคุณภาพของน้ำประปานั้นไม่มีปัญหาอะไร แต่ว่าปัญหาที่จะเกิดขึ้นแน่นอนนะครับ คือการเลื่อนการทำนาปี ซึ่งจะเลื่อนไปจนถึงประมาณกลางเดือนกรกฎาคมคือกลางเดือนหน้า และขณะนี้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังมีการไปสำรวจดูว่ามีพี่น้องประชาชนซึ่งมีความจำเป็นในการเลื่อนทำนาปีนะครับ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ชลประทานนั้นก็คงต้องมีการเลื่อนแน่นอน ตามคำขอจากทางกรมชลประทาน และกระทรวงเกษตรฯ ส่วนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและในพื้นที่อื่น ๆ นอกเขตพื้นที่ชลประทานนั้นก็ขึ้นอยู่กับน้ำฝนนะครับ ซึ่งมีการตกกระจายไปในปัจจุบัน ก็จะได้มีการสำรวจเรื่องนี้ และจะมีการดูความเป็นไปได้ในการที่จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ซึ่งในช่วงจากนี้ไปจนถึงเดือนกรกฎาคมซึ่งอาจจะไม่สามารถทำนาได้ ว่าจะมีวิธีการในการช่วยเหลือในเรื่องของอาชีพเสริม หรือในเรื่องของการที่จะช่วยปัจจัยการผลิตเพื่อการบริโภคในครัวเรือนอย่างไรนะครับ และก็ที่สำคัญคือว่าแม้ว่าในช่วงของนาปีผ่านพ้นไป เราก็เชื่อครับว่าฝนฟ้าที่ตกลงมาก็คงทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนนี่เมื่อเทียบกับฝนที่ขาดหายไปในช่วง 5 เดือนแรกทำให้ในต้นปีหน้า น้ำที่จะใช้ในการทำนาปรังนี่จะมีน้อยมาก เพราะฉะนั้นในเบื้องต้นการสำรวจความคิดเห็นความต้องการก็จะต้องเกิดขึ้น เพื่อจะได้เตรียมการสำหรับการที่จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรนะครับ ซึ่งจะไม่สามารถทำนาปรังได้ ก็จะมีพื้นที่ทำนาปรังอย่างที่เคยคุยไว้ในรายการนี้เพียง 2-3 ล้านไร่นะครับ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการให้ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปเร่งสำรวจในเรื่องของปัญหาที่เกิดขึ้น และก็ได้มอบอำนาจให้ผมและท่านรัฐมนตรี และสำนักงบประมาณตกลงกันในการที่จะดูว่าจะมีความสามารถในการที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่เป็นเกษตรกรและขาดรายได้ในช่วงที่ขาดน้ำหรือไม่สามารถทำนาได้อย่างไร เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็ขอเรียนครับว่ามีการติดตามอย่างใกล้ชิดนะครับ และกำลังจะเตรียมการหามาตรการที่จะรองรับปัญหาที่เกิดขึ้น และที่จะตามมา จนถึงในช่วงต้นปีหน้าด้วย ส่วนในสัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องที่เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องเกษตรกร และพี่น้องประชาชนที่ถือว่าเป็นปัญหาเรื้อรังมา แต่ก็มีความคืบหน้ามีความก้าวหน้าไป เรื่องแรกก็คือปัญหาเรื่องของที่ทำกินและที่อยู่อาศัยนะครับ ผมก็ได้มีการประชุมกับทางสมัชชาเครือข่ายปฏิรูปที่ดิน ซึ่งมีปัญหาความขัดแย้งอยู่ระหว่างประชาชนกับภาครัฐนะครับ ก็มีการหยิบยกพื้นที่มา 6-7 พื้นที่ ก็มีการคลี่คลายไปได้ระดับหนึ่งนะครับ ปัญหายังไม่หมดไป แต่ว่าหลายเรื่องก็มีทิศทางที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นที่จะแก้ไขปัญหาอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือการขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ ให้ได้มีการผ่อนปรนเพื่อที่จะสามารถเอื้ออำนวยต่อการที่จะแก้ไขปัญหาร่วมกันได้ แนวคิดเรื่องโฉนดที่ดินก็เป็นที่ยอมรับมากขึ้น มีหลายพื้นที่ซึ่งขณะนี้ก็จะเข้าสู่ความพร้อมในการที่จะจัดทำโฉนดชุมชน ซึ่งระเบียบได้ออกมาแล้ว ก็จะมีการจัดประชุมสัมมนาอีกครั้งหนึ่งนะครับ ในสัปดาห์หน้า และคาดว่าในเร็ว ๆ นี้จะเริ่มแจกโฉนดชุมชนได้ในหลายพื้นที่ ซึ่งก็จะเป็นการแก้ไขปัญหาในเรื่องของที่ทำกิน ส่วนเรื่องของที่อยู่อาศัยนะครับ ปัญหาที่ค้างคากันมานานในเรื่องของความถูกต้องนะครับ เกี่ยวกับเรื่องของบ้านมั่นคง ซึ่งอาจจะมีลักษณะของที่นะครับ หรือการเว้นระยะห่าง การก่อสร้างต่าง ๆ ยังไม่สอดคล้องกับกฎหมายควบคุมอาคารนะครับ เรื่องนี้ทางกระทรวงมหาดไทยได้จัดประชุมไปเมื่อวันศุกร์นะครับ เพื่อที่จะคลี่คลายออกระเบียบต่าง ๆ เพื่อที่จะให้พี่น้องซึ่งเข้าไปอาศัยอยู่ในโครงการบ้านมั่นคง ซึ่งมีการแก้ไขปัญหาในเรื่องของที่อยู่อาศัยแล้วกลับมาเจอปัญหาในเรื่องของข้อกฎหมายนะครับ ไม่สามารถที่จะขอออกเลขบ้านได้บ้าง ไม่สามารถขอน้ำขอไฟได้บ้าง ตรงนี้ก็จะได้มีการปรับแก้กฎกระทรวงต่าง ๆ เพื่อที่จะคลี่คลายปัญหาต่าง ๆ ตรงนี้ไปให้เรียบร้อยนะครับ นอกจากนั้นครับ ในวันศุกร์ที่ผ่านมา ผมได้ไปเริ่มต้นการเปิดโครงการสำคัญของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมครับ ซึ่งจะใช้เวลาในช่วง 2 ปีข้างหน้าในการที่จะชำระสะสางในเรื่องของสภาพพื้นที่ป่านะครับ และการเข้าไปทำกินของพี่น้องประชาชนอย่างเป็นระบบ เพื่อที่จะจัดการแก้ไขปัญหานี้ให้เบ็ดเสร็จไปในแง่ของการหาข้อเท็จจริงครับ เพราะว่าที่ผ่านมาเราจะมีภาพถ่ายทางอากาศ ภาพถ่ายทางดาวเทียม ทั้งก่อนและหลังประกาศเขตพื้นที่ป่าสงวนนะครับ แต่ปรากฏว่ามีความไม่ตรงกัน มีความคลาดเคลื่อน ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงนะครับ รัฐบาลได้อนุมัติโครงการใช้เงินจากกองทุนสิ่งแวดล้อม เข้าไปทำในเรื่องนี้ ใช้เวลา 2 ปีในการที่จะมาขีดเส้นกันให้ชัดเจนไปเลยว่าที่สุดแล้วเขตป่าที่ถูกต้องเป็นอย่างไร พี่น้องประชาชนที่ทำกินอยู่นั้นเข้าไปก่อนหรือเข้าไปหลังนะครับ ซึ่งถ้าเข้าไปก่อนการประกาศเขตป่านั้นก็จะชัดเจนครับว่าจะมีสิทธิ์ในการที่จะได้เอกสารสิทธิ์ ส่วนที่เข้าไปหลังจากโครงการนี้ เราก็จะทราบข้อเท็จจริงครับว่าเข้าไปหลังนั้นเข้าไปประมาณปีไหน อย่างไร และจากนั้นจะมีการนำเสนอไปสู่การแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมกับแต่ละสภาพพื้นที่ต่อไปด้วย อันนี้ก็เป็นเรื่องของปัญหาที่ทำกิน ซึ่งเป็นปัญหายืดเยื้อเรื้อรังนะครับ ก็มีความก้าวหน้าไปพอสมควรจากการเดินหน้าแก้ไขปัญหาของรัฐบาลในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องถัดมา ที่ผมได้เข้าไปติดตามคือปัญหาเรื่องของหนี้สินครับ เมื่อช่วงต้นปีนั้นรัฐบาลได้ทำโครงการในเรื่องของการแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบ มีการให้ประชาชนนั้นมาขึ้นทะเบียน เดิมทีเดียวนั้นเราก็คิดว่าจะมีคนที่จะเข้ามาสู่โครงการนี้แก้ไขปัญหาได้สักประมาณ 3-4-5 แสนคน หรืออาจจะมากกว่านั้นเล็กน้อย เอาเข้าจริงปรากฏว่ามีคนเข้ามาขึ้นทะเบียนเป็นล้านนะครับ เกิน 1 ล้านคน และก็ขณะนี้มีการดำเนินการโดยทางกระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าไปนำเอาเจ้าหนี้ ลูกหนี้นอกระบบมาเจรจากัน ซึ่งก็สามารถที่จะเจรจากันในหลักการได้เรียบร้อยไปเป็นส่วนใหญ่นะครับ และก็เข้าสู่ขั้นตอนในการที่จะขออนุมัติสินเชื่อจากทางธนาคารของรัฐ ในส่วนของการดำเนินการในขณะนี้ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) นั้นจะมีความก้าวหน้ามากที่สุด และขณะนี้จะมีพี่น้องซึ่งเป็นหนี้สินนอกระบบได้รับการอนุมัติในเรื่องของสินเชื่อเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบไปแล้วประมาณ 150,000 ราย ขณะที่กำลังมีการเจรจาหรืออยู่ระหว่างขั้นตอนการขอสินเชื่อจากธนาคารอีกประมาณ 350,000 ราย นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราเร่งรัดทำตรงนี้ก็คาดว่าอย่างน้อย ๆ 3-4 แสนรายจะมีข้อยุติ ผมได้ให้ทางกระทรวงการคลังได้รายงานต่อคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่จะถึงนี้ว่าสำหรับรายที่เหลือนะครับว่ามีปัญหาอย่างไรบ้าง จึงทำให้ขณะนี้ยังไม่สามารถที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาพี่น้องที่เป็นหนี้สินนอกระบบได้นะครับ ส่วนหนี้สินของเกษตรกรในภาพรวมก็เช่นเดียวกันนะครับ เราได้มีการทำข้อตกลงกับทางผู้บริหารในส่วนของกองทุนฟื้นฟู ท่านรองนายกฯ สนั่น ท่านที่ปรึกษาดร.กนก วงษ์ตระหง่าน ได้เข้ามาดูแลในส่วนนี้ ขณะนี้ก็คิดว่ากำลังจะได้ข้อยุติในเชิงของมาตรการและนโยบายนะครับที่จะช่วยให้พี่น้องเกษตรกรที่เป็นหนี้สินนะครับของกองทุนฟื้นฟูฯ มีการโอนไปยังธนาคารต่าง ๆ หรือจะโอนจากธนาคารเข้ามาสู่กองทุนเพื่อแก้ไขปัญหาให้มีลักษณะที่เบ็ดเสร็จมากยิ่งขึ้นเช่นเดียวกัน ซึ่งตรงนี้ก็เป็นความก้าวหน้าที่สำคัญ และวันอังคารนี้ก็จะให้มีการรายงานในเรื่องนี้มาเพื่อกำหนดทิศทางให้ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของพี่น้องต่อไปนะครับ นอกจากนั้นครับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีการประชุมคณะกรรมการหลายชุด และก็หนึ่งในนั้นก็คือกรรมการที่ดูแลในเรื่องของสุขภาพของพี่น้องประชาชน ก็บังเอิญมาเกี่ยวพันกับปัญหาในเรื่องของมาบตาพุด ซึ่งขณะนี้ในแง่ของธุรกิจนั้นก็มีการกำหนดแนวทางของการแก้ไขปัญหานั้น ค่อนข้างจะชัดเจนนะครับ สัปดาห์หน้านั้นก็จะมีการยุติลงของการทำงานของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ซึ่งทำงานเสร็จสิ้นนะครับและพร้อมที่จะเสนอในเรื่องของรายชื่อของธุรกิจซึ่งมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมให้ได้ข้อยุติต่อไป ส่วนกรณีขององค์กรอิสระนะครับที่ทำขึ้นในลักษณะของชั่วคราวโดยระเบียบของฝ่ายบริหารคือรัฐบาลเอง ก็ได้มีการดำเนินการไปแล้ว และตัวกฎหมายที่จะนำเสนอต่อสภาฯ นั้นคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะเดียวกันครับ สำหรับพี่น้องประชาชนในพื้นที่การเร่งรัดในเรื่องของการบริหารแผนจัดการสิ่งแวดล้อมหรือแผนควบคุมมลพิษ โดยเฉพาะการมีโครงการต่างๆ มาลดมลพิษต่าง ๆ นั้น ผมได้เร่งรัดเพื่อให้นำเสนอและได้รับการอนุมัติในการเดินหน้าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป และก็ที่สำคัญคือเมื่อช่วงต้นเดือนนั้นก็เกิดปัญหาก๊าซรั่วขึ้นมานะครับ ทางคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติได้มีการมอบคณะทำงานไปสรุปปัญหาที่เกิดขึ้นจากปัญหาก๊าซรั่ว ตั้งแต่ปัญหาที่ว่าระบบระวังป้องกันไปจนถึงการเตือนภัย ไปจนถึงการดูแลพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ การนำส่งโรงพยาบาลต่าง ๆ ซึ่งมีปัญหาค่อนข้างมากในทางปฏิบัติจากประสบการณ์ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา เรื่องนี้ผมก็จะได้นำเอาข้อเสนอเพื่อแก้ไขปรับปรุงระบบในเรื่องของการบริหารแผนเวลาเกิดสถานการณ์ที่มีความเร่งด่วนฉุกเฉินมาในลักษณะนี้เข้าสู่คณะรัฐมนตรีเพื่อแก้ไขต่อไป แม้ว่าระยะหลังจะมีการดูแลเยียวยาได้ เป็นที่พอใจระดับหนึ่ง แต่ว่าปัญหาในเรื่องของการป้องกัน ในเรื่องของการเตือนภัย และในเรื่องของการบริหารสถานการณ์จริง ยังเป็นเรื่องที่จะต้องมีการปรับปรุง ซึ่งจะได้มีการนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อมอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปปรับปรุงแก้ไขแผนต่าง ๆ ทั้งหมดนะครับ สิ่งเหล่านี้ก็คือการดำเนินการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาบางส่วน พักกันสักครู่ครับ เดี๋ยวมาพูดคุยกันในเรื่องของแผนปรองดองในเรื่องของการปฏิรูปเพื่อประเทศไทย และช่วงท้ายรายการมาดูบรรยากาศของการประชุมของภาคประชาชนเพื่อขับเคลื่อนในเรื่องนี้ด้วยครับ ช่วงที่ 2 ผู้ดำเนินรายการ : สวัสดีครับท่านผู้ชม ผม วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ครับ วันนี้ได้รับเกียรติให้มาเป็นตัวแทนในการถามคำถามเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปประเทศไทยกับท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ถือเป็นเกียรติเป็นอย่างมากครับ ขอบคุณที่ให้โอกาสครับ เพราะผมเองก็เป็นหนึ่งในคนที่อาสามาช่วยในเรื่องนี้ด้วย และในช่วงเวลา 6 เดือนหลังจากนี้ ก็น่าจะอยู่ที่หอศิลป์นี้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในศูนย์บัญชาการของเรื่องนี้เหมือนกันนะครับ เรื่องของการปฏิรูปประเทศไทยนะครับท่านนายกฯ เราอยากจะคุยเรื่องภาพรวมกันโดยกว้างก่อน ผมก็เลยสงสัย เพราะว่าช่วงนี้ มีคนพูดเรื่องปฏิรูปเยอะมาก เรื่องปรองดองก็เยอะมาก ประชาธิปไตยก็เยอะ เลยอยากรู้ความหมายของคำว่าปฏิรูปของท่านนายกฯ คืออะไรหรือครับ และขั้นตอนของแผนร่วมเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย มีขั้นตอนอย่างไรบ้างคร่าว ๆ ครับ นายกรัฐมนตรี : คือตอนนี้ก็จะมีการวิพากษ์วิจารณ์ และความสับสนอยู่พอสมควรนะครับ ซึ่งผมก็เข้าใจนะครับ เพราะว่าสถานการณ์บ้านเมืองก็เรียกว่ามีความขัดแย้ง มีความสับสนกันมาต่อเนื่อง ก็มีคนถามว่า ปฏิรูป ปรองดอง เกี่ยวข้อง เกี่ยวพันกันหรือไม่ อย่างไร ผมก็เลยอยากจะเรียนสั้น ๆ ว่า เรื่องของการปรองดองนี้ บางคนมาเข้าใจว่าจะต้องมีคณะกรรมการปรองดองขึ้นมาชุดหนึ่ง หรืออะไรทำนองนั้น ไม่ใช่ คือการปรองดองนี้เรากำลังพูดถึงการรวมพลังต่าง ๆ ในสังคมของคนทั้งประเทศ ไม่ใช่เรื่องการมาปรองดองระหว่างผมกับฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ปรองดองกับสีนั้น ระหว่างสีนั้นกับสีนี้ ปรองดองระหว่างถูก-ผิด ปรองดองระหว่างดี-ชั่ว ไม่ใช่เลยนะครับ คือเรื่องของการปรองดองเนี้ย ก็คือเราหยิบเอาปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ที่เป็นปม เช่น เรื่องรัฐธรรมนูญบ้าง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ้างนะครับ การใช้สื่อสารมวลชนบ้าง และความเหลื่อมล้ำต่าง ๆ และเราก็บอกว่าเราจะต้องมารวมพลังคนทุกคนมาช่วยกันแก้ปัญหาเหล่านี้ และถ้าการแก้ปัญหาเหล่านี้เดินได้ ประสบความสำเร็จเนี้ย ความปรองดองก็จะเกิดขึ้น อันนี้คือหลักคิดนะครับ ทีนี้พอมีหลักคิดอย่างนี้แล้วเนี้ย ในแต่ละเรื่องก็จะมีการดำเนินการสร้างกลไกขึ้นมา เพราะฉะนั้นผมยกตัวอย่างว่า เรื่องการมาตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับเหตุการณ์เนี้ย ผมก็ได้เชิญท่านอาจารย์คณิต มา ท่านก็กำลังไปหาคณะกรรมการที่จะเป็นอิสระนะครับ ไม่ใช่ท่านมาเป็นคณะกรรมการมาปรองดอง แต่ท่านจะช่วยทำความจริงให้ปรากฏ เพราะผมเชื่อว่าพอความจริงปรากฏ มันก็จะนำไปสู่ความยุติธรรม มันก็จะนำไปสู่ความปรองดอง ทีนี้ก็วกเข้ามาว่าในส่วนของคำว่าปฏิรูป คำว่าปฏิรูปนี้ก็เป็นประเด็นหนึ่ง ซึ่งจะนำไปสู่การปรองดอง เพราะว่าเราเห็นว่าความขัดแย้งที่ผ่านมาเนี้ย มันเกิดจากความเหลื่อมล้ำที่เป็นจริง ความรู้สึกของความเหลื่อมล้ำนะครับ มันมีปัญหาเชิงโครงสร้างของความไม่เป็นธรรมในสังคมหลายอย่างนะครับ ซึ่งมันไม่สามารถแก้ไขได้โดยการบอกว่ามีนโยบายนี้ มีมาตรการนั้น แต่ว่าถึงเวลาที่จะต้องมาชำระสะสางกัน ในลักษณะของการทำเป็นโครงสร้าง ทำให้เป็นระบบนะครับ ตรงนี้ก็พูดถึงการปฏิรูป ทีนี้ก็ ชื่อก็ยังมีการถกเถียงกันอยู่นิดหน่อย ว่าอยากจะใช้ชื่ออะไรอย่างไร แต่ว่าหลักสำคัญก็คือว่า ปัญหาที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรมทั้งหมดเนี้ย หรือว่าปัญหาที่กระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของคน ซึ่งทำให้มีความรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อย ตัวเองด้อยโอกาสเนี้ย อยู่ที่ไหนบ้างนี้ เราก็จะระดมมาทั้งหมดนะครับ รัฐบาลก็ทำไปตามนโยบายของรัฐบาลด้วยนะครับ รวมทั้งการเอื้ออำนวยความสะดวก การตั้งสำนักงานขึ้นมา การไปจัดทำการสำรวจระดับชาติ ซึ่งลงไปแล้วนะครับ สำนักงานสถิติฯ ลงไปแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา จะเก็บ 100,000 ตัวอย่างอะไรต่าง ๆ อย่างนี้เป็นต้น แต่เราจะให้ภาคประชาชนนี้เขาขับเคลื่อนอย่างเป็นอิสระ ผมก็ไปพูดคุยกับภาคประชาชน ภาคประชาชนเขาก็ขอว่าคนที่จะมาทำเรื่องนี้เขาอยากได้ผู้หลักผู้ใหญ่ เอ่ยชื่อมามีคุณหมอประเวศ อดีตนายกฯ อานันท์ คุณไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ผู้ดำเนินรายการ : ภาคประชาชนนี้คือจากฝ่ายไหนบ้างครับ นายกรัฐมนตรี : เขาก็จะมีเครือข่ายซึ่งเขาทำงานอยู่แล้วนะครับ ผ่าน สสส. ซึ่งเป็นองค์กรที่ดูแลเรื่องของสุขภาวะ คณะกรรมการสุขภาพซึ่งเขามีสมัชชาสุขภาพอยู่นะครับ แล้วก็ยังมีสภาพัฒน์ ซึ่งก็ออกไปรับฟังความคิดเห็น เพราะว่ามีการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจอยู่แล้ว องค์กรเหล่านี้ก็เดี๋ยวตอนท้ายรายการจะมีภาพที่เขามากัน 300 - 400 ที่อิมแพ็คนะครับ เขาก็มาบอกว่าขอผู้หลักผู้ใหญ่ ผมก็ไปสอบถามท่านเหล่านั้น ท่านก็เต็มใจทำ เพียงแต่ว่าท่านก็จะขอเวลาในการไปวางรูปแบบต่าง ๆ กับสองคือว่า งานนี้ไม่มีทางเสร็จในสมัยที่รัฐบาลเนี้ยอยู่ คือรัฐบาลนี้อยู่เต็มเหยียดก็ถึงปลายปีหน้านี้ ยังไงก็ไม่เสร็จ เพราะฉะนั้นเราก็จะออกเป็นระเบียบสำนักนายกฯ ว่ากลไกตัวนี้สามารถเดินได้ แม้มีการเลือกตั้งมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลแล้วก็ยังทำงานได้ต่อไป ผู้ดำเนินรายการ : แล้วผลลัพธ์สุดท้ายก็คือนโยบายระยะยาวใช่ไหมครับ นายกรัฐมนตรี : ครับ คือจริง ๆ แล้วเราคาดหวังว่า 2 -3 เดือนแรกจะเข้มข้นในเรื่องของการรวบรวมประเด็นต่าง ๆ นะครับ ภายใน 6 เดือนนะครับ เท่าที่ฟังดูก็จะมีเสมือนกับเป็นการจัดทำแผนออกมา ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง ทำอะไรก่อน-หลัง ทำแล้วต้องใช้เงินงบประมาณ หรือระดมกำลังอะไรต่าง ๆ จากที่ไหนอย่างไรนะครับ แต่ต้องย้ำก็คือว่า เราคงไม่มาทำในลักษณะที่ว่าต้องรอ สำรวจความคิดเห็นเสร็จ มีแผน แล้ว ไม่ใช่ ถ้าหากว่าสมมติว่ามีประเด็นซึ่งเห็นชัดเจนว่า สามารถแก้ไขได้เลยเนี้ยเราก็จะเดินหน้า อย่างที่จะมาทำอยู่ที่นี่ สมมติว่าประเด็นไหนเข้ามาแล้วเห็นได้ชัดว่ามันเป็นประเด็นที่แก้ไขได้เราก็จะเดินหน้าไปเลย เหมือนกับที่ช่วงต้นรายการผมเล่านะครับว่า เราเจอปัญหากับคนไม่มีที่อยู่อาศัย พอเราเข้าไปทำโครงการเรื่องบ้านมั่นคงเสร็จ เจอปัญหานั้นปัญหานี้ติดขัดกฎระเบียบตรงไหน อย่างนี้ไม่ต้องรอว่าจะต้องไปอยู่ในแผนแล้วทำ ก็แก้ไขได้เลย ผู้ดำเนินรายการ : มาตรการซ่อมเร็วครับ ครับผม เหมือนกับว่าคณะกรรมการจะมีเยอะเหลือเกินในช่วงนี้ ไม่ทราบมีคณะกรรมการอะไรบ้างครับที่เข้ามามีส่วนร่วมตรงนี้ นายกรัฐมนตรี : คือถ้าพูดในแผนปรองดองในภาพรวมนะครับ มันก็จะมีคณะกรรมการที่มาดูเรื่องของข้อเท็จจริงนะครับ อาจารย์คณิตก็จะเป็นประธาน จะมีกลไกที่มาดูเรื่องสื่อ ขณะนี้ยังไม่ได้มีตัวกรรมการ แต่ว่าได้มอบหมายไปทางคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ไปทำงานร่วมกับทางวิชาชีพสื่อเขาเอง เขาจะเสนอผมกลับมาว่าจะตั้งในรูปแบบไหน อย่างไรนะครับ ก็มีตัวปฏิรูปนี้นะครับ ซึ่งจะมีทั้งท่านนายกฯ อานันท์ คุณหมอประเวศ คุณไพบูลย์ กำลังจะไปดูรูปแบบที่จะทำเข้ามานะครับ มีเรื่องของการเมืองก็อาจารย์สมบัติ เข้ามาดูในเรื่องกติกาการเมือง เรื่องกฎหมายต่าง ๆ เป็นคณะกรรมการอีกชุดหนึ่งนะครับ แล้วก็อาจจะมีประเด็นอื่น ๆ อีก เช่น เรื่องปฏิรูปตำรวจ เรื่องอื่น ๆ ก็จะตามมาครับ ผู้ดำเนินรายการ : คือจากประสบการณ์ในช่วงม็อบที่ผ่านมานะครับ ผมในฐานะคนกรุงเทพฯ ตอนแรก ๆ ก็เป็นคนชั้นกลาง ก็ไม่เข้าใจว่าเขามาทำไมกัน แล้วก็พอวันดีคืนดีผมก็อยากเข้าใจ ผมก็ลงไปเดินแถว ๆ นี้นะครับ อยู่ใกล้ ๆ หอศิลป์นี่เอง แล้วก็ได้เข้าใจว่าในกลุ่มคนเสื้อแดงเองเนี้ย ก็มีความหลากหลายทางความเห็นเยอะมาก ไม่ได้มาด้วยจุดประสงค์เดียวใด ๆ ทีนี้ก็เลยอยากถามท่านนายกฯ ครับว่าการตั้งคณะกรรมการเหล่านี้ แม้กระทั่งคนเสื้อแดงเองเขาก็มีความเห็นที่ต่างกัน อาจจะต้องมีคนเสนอที่เป็นตัวแทนของคนเสื้อแดงเองตั้งเยอะแล้ว แต่ว่าแน่นอนว่าประเทศไทยก็ไม่ได้มีแค่สองสีใดหนึ่ง แต่ว่ามีกลุ่มอื่นอีกมากมาย เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคณะกรรมการทั้งหมดเป็นตัวแทนของเสียงของคนทั่วไปทั้งประเทศจริง ๆ นายกรัฐมนตรี : คือผมได้เรียนว่าบุคคลที่ผมเชิญมา หรือว่าที่ภาคประชาชนเขาขอให้ผมไปเชิญมานี้ ทุกท่านผมคิดว่ามีใจที่จะทำงานให้กับทุกคน ไม่ได้มีความคิดในการที่จะไปเป็นปฏิปักษ์ เป็นศัตรูอะไรกับใครนะครับ และประเด็นในการแก้ไขนี้เราไม่แยกหรอกครับ ผมยกตัวอย่างเช่นว่า คนที่เดือดร้อนจากปัญหาหนี้สิน คนเป็นหนี้จะมีความเชื่อทางการเมืองหรืออะไร เราก็ต้องแก้ทั้งหมด แล้วก็แก้ในลักษณะที่เป็นมาตรฐานที่ใกล้เคียงกันหรือมาตรฐานเดียวกัน ขึ้นอยู่กับสภาพของปัญหาหนี้สินที่เกิดขึ้น ที่ทำกินก็เหมือนกัน หรือสมมติว่าเราบอกว่า ความเป็นธรรมในเรื่องของโครงสร้างภาษีนี้มันยังใช้ไม่ได้นะครับ รัฐบาลอยากจะทำภาษีทรัพย์สิน แต่อาจจะยังไม่พอในการที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรม คือประเด็นเหล่านี้มันไม่ได้มีการไปเลือกอยู่แล้วว่า ถ้าคุณเป็นคนที่มีความคิดเห็นทางการเมืองอย่างนี้ คุณจะไม่ได้รับความช่วยเหลือ มันไม่มี เพราะฉะนั้นเบื้องต้นนี้โจทย์ที่มันตั้งมันเป็นคำตอบสำหรับทุกคนอยู่แล้ว แต่แน่นอนนะครับ เวลานี้สังคมเราเนี้ย ทั้งสังคมความที่มันมีความแตกแยกกันค่อนข้างที่จะลึกมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเนี้ย พอเอ่ยชื่อคนนั้นคนนี้มาก็มีข้อสงสัย มีความหวาดระแวง ผมก็บอกว่า หนึ่งเนี้ย เราต้องให้คนเหล่านี้ทำงาน ถ้าเกิดว่าการทำงานของกรรมการชุดต่าง ๆ ทำไป 2 เดือน 3 เดือน เห็นได้ชัดว่าเขาไม่สนใจความทุกข์ร้อนของคนกลุ่มนี้ มันก็จะชัดเจนออกมาเองว่าต้องแก้ไขแล้ว แต่ว่าถ้าหากว่าเขาทำงานแล้วเขาพยายามจะแก้ไขนี้ ผมคิดว่าวันนี้ทุกฝ่ายควรที่จะเข้ามามีส่วนร่วมนะครับ คือทางการเมืองนี้ผมเข้าใจ เวลานี้ที่จะวิจารณ์แรงที่สุดก็จะมาจากฝ่ายผู้นำ หรือแกนนำมากกว่า ซึ่งถ้าเป็นธรรมดาเขาอาจจะยังมีความโกรธเคือง มีความรู้สึกที่เป็นลบอยู่นะครับ แต่ว่าเรากำลังจะบอกว่าจริง ๆ แล้วนี้ เราไม่ได้มาแก้ปัญหาปรองดองกับคนกลุ่มเล็ก ๆ นะครับ เรากำลังจะทำในเรื่องของการแก้ปัญหาให้กับทุกคนนะครับ ไม่ว่าเขาจะมีความคิดเห็นทางการเมืองอย่างไร ผู้ดำเนินรายการ : แต่นอกจากความเห็นของนักวิชาการเหล่านี้ คณะกรรมการเหล่านี้ ความเห็นของคนทั่วไปก็จะมีการรวบรวมด้วย ผ่านทางสื่อต่าง ๆ นายกรัฐมนตรี : ใช่ครับ จริง ๆ หลักแล้วเราไม่ได้ต้องการให้คนเหล่านี้เป็นคนที่มากำหนดโจทย์เลยนะครับ รัฐบาลก็ไม่เข้าไปครอบงำ ผู้ดำเนินรายการ : จะมีการสร้างสมดุลระหว่างความเห็นของคนทั่วไปกับความเห็นของคนที่เป็นคณะกรรมการต่าง ๆ อย่างไรบ้าง นายกรัฐมนตรี : ผมว่าหลักเป็นอย่างนี้นะครับ ก็คือว่าในเชิงความต้องการ ความเดือดร้อน ความทุกข์เนี้ย ต้องฟังจากประชาชนนะครับ เอาละ ผม คุณ หรือนักวิชาการ อาจจะรู้หรือคิด มีความคิดของตัวเอง แต่ดีที่สุดคือให้เขาเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรง ซึ่งเราทำหลายวิธีนะครับ อย่างที่เมื่อกี้เล่าให้ฟังว่า มีการไปสำรวจความคิดเห็นโดยสำนักงานสถิติฯ แล้วก็จะมีสำนักสำรวจความคิดเห็นต่าง ๆ มาช่วยอีก เราจะมีศูนย์ที่รับเรื่องราว เป็นโทรศัพท์ เป็นสำนักงานนะครับ เราจะมีการไปจัดเป็นลักษณะของการทำสมัชชา สัมมนา ตามพื้นที่ต่าง ๆ เพราะตอนนี้ผมเองก็จะเดินสายนะครับ ร่วมกับทุกภาคส่วน เช่น ท้องถิ่นเขาก็จะจัดเวทีของเขา มหาวิทยาลัยก็จะจัดเวทีของเขาเนี้ย ผมก็จะเริ่มเข้าไปร่วมในสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นความทุกข์ร้อนต่าง ๆ เหล่านี้เนี้ย จะมาจากประชาชน แต่ว่าสิ่งที่เราได้จากทางวิชาการนี้ก็คือปัญญา ความคิด ประสบการณ์นะครับ ในการที่จะบอกว่า เอาละ เมื่อปัญหาเป็นอย่างนี้ ทางออกมันมี 1 2 3 4 5 ทางที่ 1 เป็นอย่างไร ทางที่ 2 เป็นอย่างไร เป็นทางเลือกมา แล้วเขาก็อาจจะมีข้อยุติ และถึงสุดท้ายก็ต้องมาบอกว่า ต้องมาใช้อำนาจรัฐ คือรู้วิธีแก้เสร็จ ปรากฏว่าคนมีอำนาจแก้นี้ยังเป็นหน่วยราชการอยู่ เขาก็จะส่งมาที่รัฐบาล รัฐบาลก็จะดำเนินการ ผู้ดำเนินรายการ : ถ้าผมลองถามท่านนายกฯ อย่างนี้ดูครับ คิดว่าการปฏิรูปนี้ คำว่าปฏิรูปอาจจะแน่นอนท่านนายกฯ เป็นรัฐบาล ก็ต้องพูดถึงเรื่องการปฏิรูป เรื่องการเมือง มีการระดมความเห็นในการทำนโยบายต่าง ๆ แต่จริงๆ ปัญหาของประเทศนี้จริง ๆ ก็ไม่ได้อยู่แค่ที่เรื่องการเมืองอย่างเดียว นายกรัฐมนตรี : ถูกต้องครับ ผู้ดำเนินรายการ : เพราะฉะนั้น อย่างเรื่องคำถามเนี้ยครับ ท่านนายกฯ คิดว่ารัฐแก้ได้ทุกปัญหาจริง ๆ หรือเปล่าครับ นายกรัฐมนตรี : ไม่ครับ 1 เนี้ย เราคงไม่บอกว่ารัฐไปแก้ทุกปัญหา ผมพูดสองแง่มุม แง่มุมหนึ่งคือบางเรื่องอาจจะไม่เกี่ยวกับรัฐก็ได้ ตอนนี้ผมคุยกับภาคธุรกิจ ผมบอกอย่างปัญหาความเหลื่อมล้ำนี้ภาคธุรกิจเองต้องไปแก้ ยังมีความรู้สึกความเหลื่อมล้ำระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับธุรกิจขนาดเล็ก ระหว่างอุตสาหกรรมกับชุมชน เหมือนกับที่เกิดขึ้นที่มาบตาพุดนะครับ ประเด็นอย่างนี้มันไม่ใช่เฉพาะภาครัฐที่จะไปแก้ได้นะครับ ข้อที่ 2 เนี้ย บางเรื่องเนี้ย อย่างเช่นเราพูดถึงว่าอยากให้คนของเรามีสวัสดิการ มีความมั่นคง ผมก็ไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องที่ว่าจะให้รัฐไปทำทั้งหมด ไม่ใช่นะครับ เพราะว่าระบบสวัสดิการนี้พอรัฐแบกรับทั้งหมดนี้ หลายประเทศก็เห็นแล้ว อยู่ไม่ได้ ต้องเก็บภาษีสูงมาก หรือว่าในที่สุดก็หาสตางค์มาไม่ได้ ก็ต้องมีระบบของการมีส่วนร่วม อย่างเช่นที่รัฐบาลทำเรื่องสวัสดิการชุมชน หรือว่าการที่ชุมชนเองเข้ามาจัดการ อย่างที่ผมพูดเรื่องที่ทำกิน โฉนดชุมชน รัฐบาลเข้าไปแก้เองไม่ได้ ชาวบ้านต้องรวมตัวกันก่อน มีเป็นชุมชนขึ้นมา ที่จะสามารถบริหารในเรื่องของการใช้ที่ทำกินต่าง ๆ ผู้ดำเนินรายการ : แต่ในทางหนึ่งเป็นเพราะว่าเรายังมีอุดมคติหรือว่าค่านิยมว่ารัฐบาลแก้ได้ทุกเรื่องอยู่หรือเปล่า จึงได้เกิดเป็นส่วนนี้ นายกรัฐมนตรี : นั่นก็เป็นปัญหาส่วนหนึ่งนะครับ เป็นปัญหาส่วนหนึ่งที่ผมคิดว่า ถ้าเราก้าวพ้นได้ก็จะดี เพราะว่าพอคิดอย่างนั้น 1. ก็คือว่า ทุกคนก็เลยคิดว่า มาเรียกร้อง และ 2. ก็มาแย่งชิงกัน เพราะคิดว่าใครได้อำนาจรัฐไปแล้วจะชี้เป็นชี้ตาย แก้ไขต่าง ๆ ได้ทุกเรื่อง ผมคิดว่ากระบวนการที่ทำอยู่ทั้งหมดนี้ น่าจะเป็นตัวสะท้อนให้ประชาชนได้ตระหนักในที่สุด ว่าจริง ๆ แล้วมันไม่ใช่มีแต่รัฐบาลนะ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ เยาวชนคนรุ่นใหม่ มีส่วนร่วมได้เยอะ ผมก็ยังมีความคาดหวังมากนะครับว่า เที่ยวนี้เยาวชนคนรุ่นใหม่จะมีส่วนร่วมหลาย ๆ ทาง เพราะผมเห็นความตื่นตัวที่เกิดขึ้นในช่วงเหตุการณ์ด้วย 1. อาจจะไปทำหน้าที่เหมือนกับเป็นอาสาลงไปในการที่จะสำรวจประสานงาน หรือแม้กระทั่งการรวบรวมประมวลข้อมูลความคิดต่าง ๆ ด้วย ผู้ดำเนินรายการ : นอกจากกระแสวิจารณ์ต่าง ๆ แล้วนี้นะครับ ผมรู้สึกว่าสังคมไทยบางครั้งมองคนรอบตัว ท่านนายกฯ ก็คงรู้สึกมาก ก็คือมีคนวิจารณ์เยอะ แต่คนทำน้อย ฐานะที่คนเป็นอยู่ตรงกลางรัฐบาลนี้ มีประชาชนที่นอกจากวิจารณ์แล้วเสนอตัวเข้ามาช่วยเหลือในการแก้ปัญหาเยอะไหมครับ นายกรัฐมนตรี : มีครับ เที่ยวนี้ผมต้องเรียนว่าเห็นได้ชัดนะครับ อย่างน้อยที่สุด ผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่านซึ่งความจริงท่านก็รู้ว่าถ้าท่านมาทำงานต่าง ๆ ที่กำลังจะทำนี้ มีแรงกดดันเยอะ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็มาก ขนาดผมเชิญท่านเสร็จ นักข่าวถามผมว่าจะพาท่านมาเสียคนตอนแก่หรือเปล่า อะไรอย่างนี้ ซึ่งผมก็ต้องขอบคุณว่าท่านเหล่านี้ตั้งใจมาทำงานนี้เพื่อลูกหลาน เพื่ออนาคตของประเทศ และก็อย่างที่ผมบอกก็คือว่า มีอาสาสมัครที่อยากจะเข้ามาเยอะ มีการสอบถามเข้ามาเยอะผ่านทางภาคธุรกิจบ้าง เข้ามาโดยตรงบ้าง บอกว่าเขาทำอะไรได้บ้าง ผมว่านี่เป็นสัญญาณที่ดี ว่าต่อไปนี้การที่เราจะฟื้นฟูความมีจิตอาสาของคน ก็น่าจะทำให้ดีขึ้นนะครับ แต่ว่าแรงเสียดทานต้องมี เป็นธรรมชาติ ผู้ดำเนินรายการ : เมื่อกี้นี้ท่านนายกฯ พูดถึงคนรุ่นใหม่และก็ได้ยินว่าวันก่อนพูดถึงคนรุ่นนี้ว่า Generation R หรือ ว่า Reform คิดอย่างไรกับคนรุ่นนี้ครับ และการเอา Social Media หรือ Internet มาใช้ในการระดมความเห็นทางการเมือง มีความเป็นไปได้อย่างไรบ้าง นายกรัฐมนตรี : ผมว่าเราคงได้ยินการวิพากษ์วิจารณ์คนรุ่นใหม่มาพอสมควร ผู้ดำเนินรายการ : มีแต่คนด่าครับเด็กสมัยนี้ นายกรัฐมนตรี : สมัยนี้ว่าไม่ได้สนใจอะไรต่าง ๆ แต่จริง ๆ แล้วผมก็เคยพูดมาตลอด ความจริงแก้ต่างให้มาตลอด ว่าคนแต่ละรุ่นเขาก็เติบโตมาในสภาวะแวดล้อมที่มันไม่เหมือนอดีต และยุคนี้ก็เป็นยุคที่มีการแข่งขันมากอะไรมาก ก็มีแรงกดดันในเรื่องของการที่จะต้องดูแลตัวเอง ในเรื่องของการศึกษา ในเรื่องของอาชีพ ในเรื่องของอะไร และก็ขณะเดียวกันก็ความเจริญทางวัตถุมันก็มีทั้งข้อดีข้อเสียที่นำมากับเด็ก เยาวชน แต่ว่าสิ่งที่ผมเห็นก็คือว่า ยกตัวอย่างการใช้เครือข่ายทางสังคม ทางอินเตอร์เน็ต ที่เรียก Social Media อะไรต่าง ๆ เห็นชัดเจนครับเดี๋ยวนี้ มีกลุ่มที่เขาไม่ได้รู้จักกันเลย อยู่ดี ๆ ก็รวมตัวกันมาทำสิ่งดี ๆ เห็นไหมครับว่าตอนที่เหตุการณ์สงบลง หรือมีการเลิกการชุมนุม ก็มีการระดมคนบอกว่ามาฟื้นฟูพื้นที่กันไหม คนก็ออกมา ไม่ได้รู้จักกันส่วนตัว แต่รู้จักกันผ่านเครือข่ายเหล่านี้ ก็ออกมา เห็นการรายงานข่าวไปยังต่างประเทศ ได้เห็นว่ากระทบภาพลักษณ์ เขาก็มาช่วยกันว่า ทำอย่างไรจะช่วยเข้าไปชี้แจงให้ชาวต่างประเทศเข้าใจว่า อะไรเกิดขึ้นในประเทศไทย นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นสัญญาณที่ดี และผมคิดว่าจะมีในลักษณะนี้มากยิ่งขึ้น โครงการต่าง ๆ ที่จะมีการไปทำโดยหน่วยงานไหนก็ตามผมก็ได้ย้ำ ว่าขอให้ใช้เด็กเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้เป็นประโยชน์ ผู้ดำเนินรายการ : ท่านนายกฯ น่าจะเห็นด้วยถ้าบอกว่าการปฏิรูปคือการสร้างสังคมที่ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาลก็ไปต่อข้างหน้าได้ นายกรัฐมนตรี : ใช่ครับ ผู้ดำเนินรายการ : ถูกไหมครับ นายกรัฐมนตรี : ใช่ครับ ผมไม่มาผูกติด และผมยืนยันเลยนะครับงานนี้ผมและรัฐบาลไม่ต้องการเป็นเจ้าของ ผมต้องการให้คนไทยทั้งประเทศเป็นเจ้าของ แล้วมันจะได้เดินได้ เพราะผมรู้ว่าปัญหาเหล่านี้ เหมือนกับที่ผมเข้ามา แล้วผมมารับปัญหาเยอะแยะไปหมด มันก็จะมีปัญหาเหล่านี้ที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ภายในอายุของรัฐบาลชุดนี้ ถ้าเราคิดกันแต่ในมุมที่ว่าใครจะมาทำ ใครจะมาเป็นเจ้าของ ใครจะมาชี้ ใครจะมาสั่งนี้มันไม่จบนะครับ วันนี้เราต้องหากระบวนการที่มันสามารถที่จะเดินหน้าต่อเนื่องได้ คนไทยทุกคนเป็นเจ้าของ แล้วผมคิดว่าอย่างนี้ปัญหาจะแก้ได้ ผู้ดำเนินรายการ : แต่แน่นอนว่าแรงเสียดทานต้องมีอย่างที่ท่านบอก นายกรัฐมนตรี : มีครับ ผู้ดำเนินรายการ : แล้วท่านคิดจะจัดการกับแรงเสียดทานนี้อย่างไรครับ เพราะว่ามีคนที่ไม่เห็นด้วยแน่นอนอยู่แล้ว นายกรัฐมนตรี : คือผมถือว่าอยู่ตรงนี้เป็นเรื่องปกติที่จะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถูกตำหนิ และก็มีคนหวาดระแวง มีคนมอง ในทางใดก็ตาม ผู้ดำเนินรายการ : ผมจำได้ก่อนท่านเป็นนายกฯ มีแต่คนชื่นชอบนะครับ นายกรัฐมนตรี : ไม่จริงหรอกครับ อยู่ในการเมืองมานี้เราทราบนะครับ เพราะว่าอย่างน้อยที่สุดนี้การต่อสู้ในสภาฯ การต่อสู้ในเวทีเลือกตั้งนี้มันจะมีเสียงวิจารณ์มาตลอด แต่คนมาบริหารก็ต้องรับตรงนี้เป็นเบื้องต้น สิ่งสำคัญคือรับฟัง รับฟังอะไรที่มี เราเห็นได้ชัดว่าเขาเข้าใจผิดเพราะอย่างนั้นอย่างนี้เราก็ต้องพยายามชี้แจง อะไรที่มันเป็นมุมมองที่แตกต่างกัน บางทีก็ต้องมาทบทวนดู เขาก็มีเหตุมีผลนะ เราก็อาจจะต้องมาปรับปรุงแก้ไขบางสิ่งบางอย่าง ผมว่าเราต้องเปิดใจกว้างอย่างนี้แล้วก็ทำไป แต่เราไม่ควรที่จะไปบอกว่า คนวิจารณ์แล้วก็เลยไม่เอาแล้ว เดินหนีไป หรือไปประชด หรือไปบอกถ้าอย่างนี้เป็นศัตรูกัน ไม่ฟังกัน ไม่ได้ อย่างนั้นไม่ได้ ผู้ดำเนินรายการ : วันนี้หมดเวลาลงแล้วนะครับ ขอบคุณท่านนายกฯ มากครับที่ให้โอกาสผมมาคุย ก็จะตั้งใจอาสามาทำงานอยู่ที่นี่นะครับ นายกรัฐมนตรี : ก็ต้องขอบคุณนะครับ และก็อยากให้ชักชวนเพื่อน ๆ เข้ามาเยอะ ๆ นะครับ เพื่อที่จะมาช่วยกันเดินหน้าปฏิรูปเพื่อประเทศไทย ผู้ดำเนินรายการ : ผมขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ ช่วงที่ 3 พิธีกร (นายกิตติศักดิ์ ตู้ทอง) : สวัสดีครับท่านผู้ชมครับ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ขอนำคุณผู้ชมมาที่อาคารอิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อชมการสัมมนาในเรื่องของการจัดระดมความคิดเห็นเพื่อหาแนวทางในการปฏิรูปประเทศไทยนะครับ พิธีกร : วันนี้ท่านทั้งหลายมารวมตัวกันเพื่อจะทำงานใหญ่ของบ้านเมืองนะครับ ขับเคลื่อนสังคมของเราต่อไปข้างหน้าครับ สืบเนื่องจากประเทศไทยของเราที่มีการพัฒนามาเป็นเวลาช้านานนะครับ มีความก้าวหน้าในหลาย ๆ เรื่องมากขึ้น แต่เราก็ต้องเผชิญปัญหาวิกฤตในหลาย ๆ ด้านในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จนกระทั่งมีกระแสเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศไทยกันอย่างจริงจัง ดังนั้น เพื่อไม่ให้กระแสความคิดเห็นในเรื่องการปฏิรูปประเทศไทยเป็นเหมือนกับไฟไหม้ฟาง การจัดเวทีการประชุมครั้งนี้จึงเกิดขึ้นนะครับ เพื่อชวนท่านทั้งหลายจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคประชาชน เอกชน สื่อมวลชน วิชาการ ภาครัฐ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกภาคส่วน ได้มาร่วมการประชุมเพื่อระดมความคิดเห็นกำหนดแนวทางการปฏิรูปประเทศไทยที่มีความเหมาะสม และมีความเป็นไปได้จริงในทางปฏิบัติครับ ผู้ที่จะเป็นองค์ปาฐกพิเศษนะครับ ก็คือ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ผู้ทรงคุณวุฒิของสังคมไทย ขอกราบเรียนเชิญท่านอาจารย์หมอประเวศ ครับ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี : บ้านเมืองวิกฤตสุด ๆ ก็เป็นโอกาสสุด ๆ ที่เราจะก้าวไปข้างหน้า เราจะฟื้นตัวออกจากวิกฤตได้ก็ด้วยคนไทย ทีนี้เราลองมาดูทำความเข้าใจกันเรื่องวิกฤตการณ์และวิธีที่เราจะเดินไปข้างหน้าหลัก ๆ แนวทางการปฏิรูปประเทศไทย ถ้าเราลองดูปัญหาของเรา เป็นเวลากว่า 10 ปีมาแล้ว ผมพูดถึงวิกฤตการณ์ลูกที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ว่าเป็นคลื่นวิกฤตลูกที่แก้ไขยากที่สุด เราไม่รู้ศัตรูคือใครนะครับ แก้ไขได้ยากมาก ไม่มีรัฐบาลใด ๆ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตจะแก้ไขได้ ในเรื่องที่ยากนี้ อันนี้ผมพูดมานานแต่ว่าก็ไม่มีคนเชื่อ ไม่มีคนได้ยิน เรื่องยาก ๆ นี้ต้องสังคมนำ และการเมืองตาม ถ้าการเมืองมีศัตรูมีศัตรูเยอะ ถ้าการเมืองนำนี้ฝ่ายค้าน ค้าน นะครับ ฝ่ายเสียประโยชน์ค้าน มันไม่มีแรงที่จะพาไป ถ้าเราดูเรื่องการเคลื่อนของอำนาจที่เรียกว่า Power Shift อำนาจเริ่มต้นก็จะต้องเป็นอำนาจรัฐ ทีนี้พอพัฒนาไปนี้มันเป็นเรื่องอำนาจเงินเข้ามา แต่มันจะไม่ลงตัวถ้าอำนาจนั้นยังอยู่ที่อำนาจรัฐ อำนาจเงินเป็นใหญ่ ต้องต่อไปอีกเป็นอำนาจสังคม คือวงหนึ่งของเป็นรัฏฐานุภาพนะครับ เป็นอำนาจรัฐ อีกวงหนึ่งเป็น ธนานุภาพ อำนาจเงิน เพราะนี้เราปฏิเสธไม่ได้ มันเป็นของจริงมีอยู่จริง แต่สิ่งที่เราอยากเห็นคืออำนาจทางสังคมที่เข้ามาเชื่อมโยงกัน ไม่ได้แปลว่ามีใครไปทำลายใคร แต่อำนาจทั้งหมดนี้จะเข้ามาสมานกัน และเมื่อมันเชื่อมโยงกันลงตัว สมานกันไปทั้งหมดนี้ เป็นสังคมสมานุภาพ อันนี้ก็จะเกิดการลงตัว เกิดการพัฒนาที่ดี มีความเป็นธรรมเชื่อมโยงกันไป ทีนี้การที่เราจะมาปฏิรูปประเทศไทยนี้ เราลองดูตรงนี้นะครับ พลังทางสังคม สังคมต้องนำ ทีนี้ตรงพลังทางสังคมนี้ ตอนนี้นิมิตหมายที่ดี เพราะว่าวิกฤตคราวนี้คนตื่นตัวกันเยอะ ทุกวันเลยจะมีกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ มีออกความเห็นมีการประชุม เมื่อมันเกิดกระแสตรงนี้ต้องหนุนกระแสตรงนี้ ถ้ามีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำในทุกพื้นที่ ในทุกองค์กรและในทุกเรื่อง สังคมจะเปลี่ยนโครงสร้าง จากโครงสร้างทางดิ่งเป็นโครงสร้างทางราบ ที่เรียกว่าประชาสังคม พอเกิดความเป็นประชาสังคมแล้ว ความสำเร็จต่าง ๆ จะตามมา คือเกิดสังคมเข้มแข็งที่เราพูดกัน แต่ที่สิ่งน่าทำ อย่างนี้ครับ ควรจะมีการรับรู้ว่าใครคิดอะไรที่ไหน กลุ่มไหนคิดอะไร รับมาหมดเลย แล้วก็เอามาสังเคราะห์ว่าสิ่งที่ประชาชน สิ่งที่สังคมเสนอกันนี้มันมีเรื่องอะไรบ้าง รวมกันเป็นเรื่องใหญ่ ๆ เรื่องอะไรบ้าง บางทีเขาเสนอใช้คำพูดต่างกัน เป็นเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่จริง ๆ มันเป็นเรื่องเดียวกัน เรื่องใหญ่เรื่องเดียว มีคนสังเคราะห์ เป็นเรื่องใหญ่ แล้วพลิกกลับไปสู่สังคมอีก เอาไปสู่สังคมอีก สังคมพิจารณาดู ให้ความคิดเห็น feed ไปมาอย่างนี้ จนกระทั่งเกิดอะไรครับถ้าเราทำตรงนี้ เกิดเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมของสังคมทั้งหมด ยังต้องแก้ไขความเหลื่อมล้ำ ทำอะไรบ้าง ปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปภาษี กระจายอำนาจไปสู่ชุมชนท้องถิ่นโดยทั่วถึง เป็นเจตนารมณ์ของสังคมทั้งหมด ฝ่ายการเมืองไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตามเขาต้องทำ เนื่องจากเป็นเจตนารมณ์ของสังคมทั้งหมด และสังคมก็จะมาขับเคลื่อนมาติดตามต่าง ๆ ทางการเมืองนักวิชาการเยอะ เอ็นจีโอเยอะ มักจะพูดว่ารอให้นักการเมืองบริสุทธิ์เสียก่อน บ้านเมืองจะดีขึ้น ผมว่าไม่จริง เพราะฉะนั้นงานของเรา ๆ ไม่ได้รังเกียจการเมือง เราผ่านมาหลายรัฐบาลแล้ว การเมืองเป็นอย่างไรตามธรรมชาติของเขา ถ้าเราทำเรื่องพลังทางสังคมกับพลังทางปัญญามาเชื่อม เขาทำเรื่องดี ๆ ได้ ท่านทั้งหลายครับเรื่องนโยบายสาธารณะเป็นเรื่องที่กระทบทุกอณูของสังคม และถ้าเราปล่อยให้เรื่องนโยบายสาธารณะเป็นเรื่องที่กำหนดขึ้น โดยคนที่มีความรู้น้อย มีความสุจริตน้อย บ้านเมืองก็เป็นอย่างที่เป็น อันนี้ต้องโทษมหาวิทยาลัยอย่างแรง เพราะมหาวิทยาลัยไม่ทำงานสังเคราะห์นโยบายสาธารณะเลย มหาวิทยาลัยได้แต่สอนวิชานั้นวิชานี้เป็นวิชา ๆ ไป การจะสังเคราะห์นโยบายสาธารณะเป็นต้องเข้าใจระบบทั้งหมด ถ้าสอนแต่วิชาเป็นเหมือน ๆ จิ๊กซอว์ อยู่ที่ส่วนของจิ๊กซอว์เป็นส่วน ๆ เป็นชิ้น ๆ มันก็จะไม่เข้าใจว่าภาพทั้งหมดมันคืออะไร มหาวิทยาลัยนั้นอยู่นอกสังคม ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ไม่ร่วมทุกข์ร่วมสุข ไม่ร่วมแก้ปัญหา จึงอ่อนแอ คราวนี้ต้องปฏิรูปมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยต้องมาสัมผัสชุมชนท้องถิ่น ความทุกข์ยากผู้คน ทำอะไรได้เยอะมาก มีพลังตั้งเยอะแยะ พลังทางปัญญา แต่เผอิญเป็นระบบที่อยู่นอกสังคม และมันเป็นมรดกของระบบการศึกษาที่ผิดมาในร้อยปี เรามาขลุกประชุมกันวันนี้ออกความคิดความเห็นแล้ว ต้องออกแบบกลไกที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูป ถ้าสังคมไม่ได้รับการ feed ด้วยความรู้ ด้วยพลังทางปัญญา 1.มันไปได้ไม่ไกล หรือไปแล้วบิดเบี้ยว หรือว่าไปแล้วกลายเป็นการเมืองตามถนน และเกิดความรุนแรงขึ้น กรณีความต้องการอย่างโน้นอย่างนี้ แต่มันขาดทางนโยบายเข้าไป ถ้าเราเชื่อมตรงนี้ไป จริง ๆ แล้วอันนี้คือประชาธิปไตยทางตรงมันจะมาบรรจบกัน เรามีประชาธิปไตยทางอ้อมที่ขึ้นมามีอำนาจรัฐ โดยการเลือกตั้ง อันนั้นมันเก่ามากย้อนหลังไปหลายร้อยปี ขณะที่การคมนาคมยังไม่สะดวก การสื่อสารไม่สะดวก ต่าง ๆ นานา แต่สมัยนี้ประชาชนตื่นตัวมีความรู้ มีข้อมูลข่าวสาร อยากจะมีส่วนโดยตรงเรียกว่าประชาธิปไตยโดยตรง Direct Democracy ผู้ที่เข้ามาถืออำนาจมาจากการเลือกตั้งเป็นประชาธิปไตยตัวแทน และตรงภาคสังคมเคลื่อนไหวระดมความคิดทุกภาคส่วนต่าง ๆ หนุนด้วยปัญญา อันนี้คือประชาธิปไตยทางตรงมาบรรจบกัน มาทำงานเชื่อมโยงกันไม่ได้แอนตี้กัน ไม่ได้โค่นล้มกันต่าง ๆ ก็ลองปรึกษากันดูนะครับ ถ้าโดยรูปแบบนี้กลไกการขับเคลื่อนการปฏิรูป อำนาจรัฐแน่นอน ตรงนั้นนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำ รัฐมีเรื่องการสื่อสารเยอะ มีทรัพยากร แต่หน้าที่ของรัฐคือสนับสนุน แต่ไม่ได้ไปครอบงำ สังคมนี้ต้องเป็นอิสระที่จะเคลื่อนไหวอย่างอิสระหลากหลาย ปัญญาก็ต้องอิสระ และต้องเป็นปัญญาที่เข้มแข็งชัดเจนสังเคราะห์นโยบายมาถึงขั้นปฏิบัติได้ และก็เชื่อมโยงกันอย่างนี้ เรื่องทั้งหลายก็จะไป ภูเขาก็จะเขยื้อน ปัญหาของเราไม่ได้หนักหนาอะไรเกินกว่าที่คนอื่นเขาประสบมา ที่เขาประสบมายากกว่าเราอีกมันก็ยังแก้ได้ ฉะนั้นผมไม่อยากเห็นคนไทยเรามองทางลบ โน่นก็แก้ไม่ได้ นี่ก็แก้ไม่ได้ต่าง ๆ เพราะคิดว่าแก้ได้ด้วยคนไทยเราด้วยกัน ขอบคุณครับ พิธีกร : ก็อยากจะขออนุญาตว่าให้ทางฝ่ายเลขานุการ ซึ่งได้ประมวลสรุปมา มาเป็นข้อ ๆ ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ : ในการประมวลออกมานะครับ มีเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 คือข้อเสนอในเชิงเนื้อหาหรือประเด็น ที่อยากให้มีการพิจารณาในการปฏิรูป สำหรับข้อสรุปในประการที่ 2 เป็นข้อเสนอเชิงกลไกและกระบวนการปฏิรูป ทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อสรุปจากสัมมนาในวันนี้ครับ ขอบพระคุณครับ นายกรัฐมนตรี : ก่อนอื่นขอขอบคุณทุกท่านที่สละเวลาและมามีส่วนร่วมในการระดมความคิดเห็นในเรื่องของการปฏิรูปเพื่อประเทศไทย อย่างที่มีพี่น้องเสนอมาว่าจะได้ชัดเจนถึงวัตถุประสงค์ก็คือทำเพื่อส่วนรวม เพราะฉะนั้นก็หวังนะครับว่า แรงบันดาลใจ ความตั้งใจ ความกล้าหาญที่ทุกท่านได้มาร่วมกันในวันนี้จะเป็นพลังซึ่งช่วยให้คนอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้มาหรือคนอีกจำนวนหนึ่งซึ่งยังไม่มั่นใจ ยังหวาดระแวงได้เข้ามาช่วยกันทำงานนี้จริง ๆ สิ่งที่ผมคงจะต้องเรียนว่าจะต้องทำกันต่อไป ก็คงจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ประเด็นแรกก็คือในเชิงเนื้อหาสาระของประเด็นที่จะต้องดำเนินการ กับในส่วนที่สองก็คือวิธีการกลไกและกระบวนการต่าง ๆ ที่จะต้องเดิน ในส่วนของเนื้อหาสาระอยากจะเรียนว่าเมื่อมีการทำงานในลักษณะการระดมความคิดเห็นต่อไปในอนาคตก็คงจะมีประเด็นอื่น ๆ เพิ่มเติมเข้ามาอีก ผมคิดว่าเราคงไม่ไปปิดกั้น แต่สิ่งที่อยากจะเน้นย้ำก็คือเราคงจะต้องหาทางในการเชื่อมโยงประเด็นปัญหาต่าง ๆ เพื่อที่ให้การแก้ปัญหามีลักษณะของความเป็นระบบ มีทิศทาง และสรุปว่าจะต้องมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน ประเด็นบางประเด็นนั้นซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปรองดองและกระบวนการปฏิรูปนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปรองดองก็จะมีกลไกอื่น ๆ ที่ช่วยทำงานอยู่ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องสื่อสารมวลชน สัปดาห์นี้ สัปดาห์หน้าก็ยังอยู่ในช่วงของการที่ไปรับฟังกลุ่มวิชาชีพต่าง ๆ มีฝ่ายวิชาการไปช่วยประสานอยู่ และก็อาจจะได้รูปแบบออกมาว่าจะเดินในประเด็นนั้นเป็นการเฉพาะอย่างไร แต่ว่าเฉพาะในส่วนนี้ครับ ถ้าผมจะลองพยายามรวบรวมความคิดที่หลาย ๆ ฝ่ายได้สะท้อนเข้ามา ฝ่ายเลขาฯ ได้สรุป ออกมาเป็นในเชิงวิสัยทัศน์ ผมคิดว่าเป็นวิสัยทัศน์สำหรับคนไทยส่วนหนึ่งและสำหรับสังคมไทยอีกส่วนหนึ่ง คือคนกับสังคม คนนั้น สุดท้ายปลายทางผมคิดว่าเราก็พูดกันว่าเราก็อยากให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีมีความสุข ซึ่งพูดอย่างนี้ก็อาจจะบอกพูดง่ายเป็นนามธรรม แต่ว่าถ้าจะให้ชัดลงไปผมฟังดูนะครับ 1. เราต้องการที่จะเห็นคนไทยทุกคนมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เบื้องต้นต้องยอมรับว่าเรายังมีพี่น้องคนไทยจำนวนหนึ่งซึ่งชีวิตความเป็นอยู่มีความยากลำบาก ขาดแคลน หรือถูกลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐาน เพราะฉะนั้นจะมีกลุ่มคนหลายกลุ่มซึ่งรอคอยการแก้ไขปัญหาเป็นพิเศษจะเรียก ตกขอบบ้าง ชายขอบบ้าง จะด้วยเหตุในเรื่องของปัญหาในเชิงประวัติศาสตร์ เช่น กรณีปัญหาสัญชาติ ไปจนถึงเรื่องของโครงสร้างเศรษฐกิจ การไม่มีที่ทำกิน ไม่มีอาชีพ อย่างนี้เป็นต้น นั่นเป็นประเด็นแรก ประเด็นที่ 2 ก็คือขยับขึ้นมา เราคงอยากจะเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยทุกคนมีความมั่นคง เพราะฉะนั้นเรื่องของสิทธิขั้นพื้นฐาน เรื่องของความมั่นคงจะเป็นในยามชราหรือยามเจ็บป่วย จะเป็นว่าถ้าสมมติประกอบอาชีพเกษตรกร มีปัญหาทางเรื่องดินฟ้าอากาศ ต่าง ๆ เหล่านี้คือสิ่งที่เราต้องการที่จะสร้างขึ้นมาก็คือความมั่นคงของคนไทย ถัดมาก็คือ โอกาส คืออยู่อย่างมีศักดิ์ศรีแล้ว มีความมั่นคงแล้ว แต่ทุกคนต้องมีโอกาสในการที่จะแสวงหาสิ่งดี ๆ สำหรับตนเองได้ มีรายได้สูงขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วยการทำงานซึ่งก็ต้องอาศัยโอกาส ซึ่งก็จะมีทั้งเรื่องของการศึกษา เรื่องของการได้รับโอกาสในการเรียนรู้ และอื่น ๆ อย่างนี้เป็นต้น ผมเองเป็นคนที่หลีกเลี่ยงการใช้คำว่า เราจะสร้างรัฐสวัสดิการ แต่จะใช้คำว่า เราต้องมีระบบสวัสดิการ ความหมายก็คือว่าคงไม่ใช่มาพึ่งรัฐเพียงอย่างเดียว ซึ่งก็เป็นเป้าหมายที่จะสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบัน สอดคล้องกับสิ่งที่เป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในเรื่องของสิทธิปวงชนชาวไทย และแนวนโยบายพื้นฐานอยู่แล้ว แต่ต้องทำเป็นระบบมากกว่าการมีนโยบายในบางด้าน เช่น เรียนฟรี รักษาฟรี หรือเบี้ยยังชีพ คือต้องทำให้เป็นระบบจริง ๆ อันนี้ผมคิดว่าน่าจะตรงกันในเชิงของวิสัยทัศน์ว่าชีวิตคนไทยเป็นอย่างไร การอยู่ร่วมกันและมีความเป็นธรรม มีความเป็นประชาธิปไตยก็จะมีทั้งเรื่องของการเมือง ซึ่งอาจจะไม่ใช่ความรับผิดชอบเบื้องต้นของกระบวนการที่จะทำกันต่อไปเป็นหลัก แต่ว่าการเน้นการมีส่วนร่วม การเปิดพื้นที่ การสร้างเครือข่ายต่าง ๆ ให้เข้ามาทำงานไม่ใช่เฉพาะในกระบวนการปฏิรูปเท่านั้น แต่การแก้ไขปัญหาของประชาชนและของประเทศต่อไปในอนาคต ก็เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับสังคมตรงนี้ ทีนี้ก็มาถึงเรื่องกลไกการทำงาน ข้อที่ 1 ผมก็พูดมาตลอด และอาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ได้กรุณาย้ำว่า อายุรัฐบาลนี้ไม่ยาวหรอกครับ และงานนี้อย่างไรก็ต้องเกินเลยอายุของรัฐบาล เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องทำเป็นอันดับแรกเลยก็คือวางกลไกที่จะสามารถก้าวข้ามอายุของรัฐบาลชุดนี้ได้ ในการทำงานตรงนี้ผมอยากจะให้เกิดความชัดเจนมากขึ้นใน 2 เรื่องนะครับ 1 คือเรื่องของกระบวนการกรอบเวลา กับ 2 คือบทบาทในส่วนของรัฐบาลเองที่จะต้องทำความเข้าใจร่วมกัน เรื่องของเวลาในความรู้สึกผม กรอบเวลาอย่างเช่นสัก 3 ปี เป็นกรอบเวลาที่เป็นจริง คือไม่สั้นเกินไปนะครับ เพราะว่างานหลายอย่างยาก และยาวเพียงพอ แต่ไม่มากไปที่ทำให้คนมีความรู้สึกว่ามีความเป็นรูปธรรม อาจจะตั้งเป้าในทำนองนี้นะครับ อันนี้เป็นเรื่องซึ่งจะต้องมาช่วยกันคิด กระบวนการการรับฟังอะไรต่าง ๆ เนี้ย ก็จะต้องนำไปสู่การจัดทำแผน ซึ่งค่อนข้างชัดเจนในเชิงแผนปฏิบัติว่าจะต้องทำอะไร อย่างไรในแต่ละเรื่องบ้าง กรอบเวลาที่คิดว่าจะต้องใช้ในการแก้ปัญหาเป็นอย่างไร จะต้องมีการสนับสนุน เช่น เรื่องงบประมาณจากภาครัฐ หรือภาคส่วนอื่นเท่าไรนะครับ ซึ่งผมก็เคยพูดเอาไว้ว่า แผนตรงเนี้ยน่าจะมีความชัดเจน ไม่น่าจะเกินสิ้นปีนี้ ไม่ได้หมายความว่าต้องรอแผนเสร็จแล้วจะคิดอ่านทำหรือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ แล้วก็เช่นเดียวกันก็คือภาคส่วนใดในสังคม ซึ่งสามารถมีส่วนร่วมในการเข้ามาสนับสนุนแก้ปัญหานี้ได้ และทำได้ สามารถทำได้โดยเป็นอิสระ สามารถทำได้เป็นอิสระ เราเชิญชวนทุกคนทำอย่างนั้น ถ้าหากว่ามีประเด็นอะไรเพิ่มเติมที่จะแลกเปลี่ยนในเบื้องต้นก็ยินดี และยืนยันว่าจะเร่งผลักดันกลไกให้เป็นรูปธรรมภายใน 1 สัปดาห์แล้วก็จะได้เดินหน้าปฏิรูปเพื่อประเทศไทยด้วยกันครับ ขอบคุณครับ พิธีกร : ขอบคุณท่านนายกฯ ครับ ผมเริ่มต้นว่ามีคนเขียนโน้ตมาเป็นข้อเสนอแนวทางปฏิรูปประเทศไทย โดยเน้นว่าน่าจะมีการแก้ปัญหาคนจนที่เป็นรูปธรรมอย่างเร่งด่วนภายใน 3-6 เดือน เรื่องให้สัญชาติไทยแก่คนไร้สัญชาติที่เกิดในประเทศไทย เรื่องสวัสดิการสังคม แรงงานนอกระบบ ทั้งในเมืองและชนบท เรื่องกำกับดูแลให้ความเป็นธรรมทางด้านราคาพลังงาน ที่เป็นต้นทุนทางตรงในการผลิตของประชาชนในภาคเกษตร การประมง การขนส่งภาคครัวเรือน นี่ก็เป็นคำสนทนาที่คุยเรียนถามท่านนายกฯ นะครับ ท่านจะมีอะไรตอบทันทีเลยไหมครับ นายกรัฐมนตรี : ที่จริงทุกปัญหาเนี้ย เราพยายามดำเนินการอยู่ กรณีของที่ดินทำกิน อย่างที่ประชุมไปเมื่อ 2 วันก่อน ทางอัยการก็มีแนวทางที่ค่อนข้างชัดในขณะนี้นะครับ รับแนวคิดแนวนโยบายนี้ว่าการดำเนินคดี ซึ่งในที่สุดไม่ได้เกิดประโยชน์กับส่วนรวม ไม่ได้เกิดประโยชน์กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนะครับ รังแต่จะทำให้ปัญหาซับซ้อนมากขึ้น ก็ใช้ดุลพินิจในการที่จะเอื้อในการแก้ปัญหานะครับ เรื่องหนี้สินก็ทำนองเดียวกันครับ ขณะนี้ผมก็ขอให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอเข้าที่ประชุม ครม. วันอังคารหน้าอยู่ในเรื่องของหนี้สิน ส่วนเรื่องพลังงานกำลังมีการมาทบทวนกันอีกรอบในเดือนสิงหาคม ในการที่จะดูแลเรื่องนี้ คำถาม : ผู้ถามคนที่ 1 : คือปัญหาของประเทศไทย ในเรื่องของการกระจายอำนาจอยากจะทราบแนวความคิดของท่านนายกฯ การกระจายการเลือกตั้ง 1 ถึงเวลาหรือยังที่ 75 จังหวัดจะเหมือนกรุงเทพมหานคร ข้อที่ 2 ถ้าท่านกระจายการเลือกตั้งถูกต้องแล้ว ขอให้กระจายงานไปด้วย ผู้ถามคนที่ 2 : ผมอยากจะเรียนถามแล้วแต่ท่านจะเลือก 1 กระทรวงวัฒนธรรมเป็นกระทรวงเดียวที่ไปเช่าอยู่ที่ตึกแถวปิ่นเกล้า เมื่อไหร่จะมีที่ของตัวเอง 2 เรื่องดาวเทียม ท่านจะถามประชามติของคนเจ้าของประเทศหรือไม่ 3 เรื่องพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตรงนี้ท่านจะตอบได้หรือไม่อย่างไรว่าสมควรจะเลิกได้อย่างไร ผู้ถามคนที่ 3 : การนิรโทษกรรม ผมว่าให้ทิ้งระยะเวลาได้ไหมครับ ให้เขามามอบตัวให้เป็นกระบวนการศาล แล้วคุยกับทางนิติบัญญัติ ทางอำนาจตุลาการ ผู้ถามคนที่ 4 : เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างความปรองดอง และแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นอีกนะครับ สิ่งที่ต้องทำคือ 1 นะครับ ส่งเสริมสนับสนุนจัดตั้งทีมวิจัยและพัฒนาประชาธิปไตย พร้อมทั้งให้มีการขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่สมบูรณ์นะครับ 2 คือจัดตั้งชุดพิเศษ อันประกอบไปด้วยหน่วยงานทุกภาคส่วน เข้ามามีส่วนในการตรวจสอบ กรณีเหตุการณ์ชุมนุมนะครับ ผู้ถามคนที่ 5 : อยากจะเรียนว่าประเทศไทยเราเนื่องจากเป็นวิกฤตประเภทวิกฤตที่สุดในโลก และเป็นวิกฤตที่เป็นสังคมกลียุคมิคสัญญี เพราะฉะนั้นมันถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องมีรัฐธรรมนูญของปวงชน อันเกิดจากสภาล่างของปวงชน ขอคำวินิจฉัยของท่านนายกฯ ด้วยครับ ประเด็นนี้ นายกรัฐมนตรี : เรื่องกระจายอำนาจของเรียนว่าเราอยู่ในช่วงที่กำลังมีการเสนอกฎหมายเพื่อปรับปรุงการกระจายอำนาจอยู่ 5-6 ฉบับ นะครับ ซึ่งจะทำให้อำนาจอยู่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น ผมมีความเห็นว่าขณะนี้จริง ๆ ในระดับจังหวัด ท่านได้เลือกนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดโดยตรงอยู่แล้ว หลักต่อไปก็คือทำอย่างไรเราจะโอนอำนาจจากกระทรวง ทบวง กรม และฝ่ายภูมิภาคเนี้ย ไปที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เพื่อที่จะให้นายก อบจ.ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงเนี้ย สามารถทำหน้าที่ในการบริหารราชการของจังหวัดได้อย่างครบถ้วนบูรณาการมากขึ้น คุณวรัญชัย ถามไว้เยอะมากนะครับ ผมตอบสั้น ๆ นะครับ กระทรวงวัฒนธรรมเสนอโครงการมาครับ มันเป็นหลักหลายพันล้านครับ ผมเลยยังไม่อนุมัติ ต้องการที่จะปรับลดงบประมาณตรงนั้น แต่ว่าจะให้เขามีสถานที่ที่เหมาะสมนะครับ ในงบประมาณที่ผมคิดว่าเหมาะสมกว่าที่ได้เสนอมานะครับ ดาวเทียมซื้อหรือไม่ซื้อก็ต้องคำนึงถึงหลายปัจจัยด้วยกันนะครับ กระทรวงการคลังและกระทรวงไอซีที จะดูแลเรื่องนี้ และยืนยันได้ก็คือว่าถ้าแพงก็ไม่ซื้อครับ พูดง่าย ๆ ส่วนเรื่องของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จริง ๆ แล้วขณะนี้นอกเหนือจากการที่เราให้เจ้าหน้าที่ประเมินมาในแต่ละพื้นที่ ผมได้ขอไปแล้วครับทุกภาคส่วนเลยนะครับ จังหวัดไหนที่คิดว่าอยากจะเลิก พ.ร.ก. เนี้ย ถ้าท่านสามารถจะรวบรวมพลังฝ่ายราชการ ฝ่ายภาคธุรกิจ ฝ่ายมวลชน การเมือง ท้องถิ่น มาแสดงออกว่าจะช่วยกันดูแลว่าแม้ยกเลิก พ.ร.ก.แล้วเนี้ย ไม่มีเหตุการณ์ที่จะเป็นความไม่สงบ ผมเชื่อว่า ศอฉ. ฟังแน่นอนจะมีน้ำหนักมาก การนิรโทษกรรม ขณะนี้ไม่ใช่ความริเริ่มของรัฐบาล เป็นการหยิบยกประเด็นขึ้นมาหารือใน ศอฉ. ซึ่งยังไม่มีข้อยุตินะครับ ความเห็นส่วนตัวผมก็คือว่าถ้านิรโทษกรรมเนี้ยจะมีส่วนทำให้การกระทำผิดในอนาคตมีมากขึ้น ผมไม่เห็นด้วยนะครับ เอาสั้น ๆ อย่างนี้ เรื่องของการตรวจสอบเหตุการณ์ ผมขอย้ำว่านอกเหนือจากที่อาจารย์คณิต กำลังรวบรวมบุคคลที่จะมาทำหน้าที่ตรงนี้แล้ว อย่างน้อยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ ป.ป.ช. ก็ทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว ส่วนการวิจัยประชาธิปไตยอะไรต่าง ๆ มีการทำอยู่เยอะนะครับ ผมเพียงให้ข้อคิดว่าปัญหาของเราขณะนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องของโครงสร้างเป็นหลัก แต่เป็นเรื่องวัฒนธรรมทางการเมือง ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่แก้ได้ยากกว่าแก้รัฐธรรมนูญหรือแก้ไขกฎหมาย สุดท้ายที่คุณประพันธ์ศักดิ์ กรุณาพูดถึงวิกฤต 4 วิกฤต แล้วก็รวบยอดมาที่รัฐธรรมนูญ เมื่อเช้าเนี้ยจุดหนึ่งที่ผมได้ให้ข้อคิดกับทางคณะกรรมการที่เข้ามาดูแลเรื่องรัฐธรรมนูญ ก็คือว่าในข้อเสนอของสภาฯเองได้มีการพูดถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดย ส.ส.ร.อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นที่บอกว่ามี 6 ประเด็น 6 ประเด็นนี้เป็นเพียงเบื้องต้นนะครับ แต่ว่าความเหมาะสมที่จะมีการดำเนินการที่จะแก้ไขเพิ่มเติมหรือแม้กระทั่งเปลี่ยนแปลงในลักษณะของการยกร่าง โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน รัฐบาลไม่ได้ปิดกั้นอยู่แล้วครับ พิธีกร : ขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีครับ พิธีกร : ท่านผู้ชมครับ ในการประชุมระดมความคิดเพื่อหาแนวทางในการพัฒนา และปฏิรูปประเทศไทยในวันนี้ ก็ได้ความร่วมมือจากภาคทุกองค์กรเครือข่ายนะครับ ซึ่งได้ความเห็นไปหลากหลายทีเดียว ซึ่งท่านนายกฯ ได้เดินทางมาร่วมรับฟังความคิดเห็นในวันนี้ นี่ถือว่าเป็นเวทีหนึ่งเท่านั้นในการที่จะระดมความคิดเห็นเพื่อหาแนวทางในการปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งก็ยังมีอีกหลายเวทีที่จะระดมความคิดเห็นของทุกองค์กรเครือข่ายกันต่อไปนะครับ การสัมมนาในวันนี้จบลงแล้วนะครับ ท่านผู้ชมที่สนใจก็ติดตามการเสวนาในเวทีต่อ ๆ ไปได้ ซึ่งเราจะนำเสนอต่อไป วันนี้สวัสดีครับ
รายการ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ วันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2553 ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์