เกี่ยวกับ NNT | ติดต่อเรา | แผนที่เว็บไซต์ | เข้าสู่ระบบ | ENG


รายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2553

รายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์”
วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2553
ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย
และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์

สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพรักทุกท่านครับ สัปดาห์ที่ผ่านมานะครับมีงานของรัฐบาลและก็มีภารกิจของผมและผู้ที่เกี่ยวข้องอีกหลายท่านนะครับที่อยากจะได้มีการถ่ายทอดพูดคุยเล่าให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้รับทราบในรายการนี้
เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อวันจันทร์นะครับ ผมได้พาคณะรัฐมนตรีที่ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งหลังจากมีการปรับคณะรัฐมนตรีเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนะครับ ในการถวายสัตย์ปฏิญาณนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีกระแสพระราชดำรัส ซึ่งมีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับการปฏิบัติงานของคณะรัฐมนตรี ไม่เพียงเฉพาะรัฐมนตรีท่านใหม่นะครับ เพราะฉะนั้นในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ผ่านมานั้น ผมก็ได้จัดให้ทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้จัดพิมพ์กระแสพระราชดำรัสเพื่อเผยแพร่แก่คณะรัฐมนตรีน้อมนำรับใส่เกล้าฯ ไปปฏิบัติ สาระสำคัญนั้นพระองค์ท่านได้รับสั่งว่าให้รัฐมนตรีนั้นปฏิบัตินั้นปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละ และทุ่มเททำงานเพื่อส่วนรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งนั้นท่านได้รับสั่งครับว่าต้องไม่มีการแก่งแย่ง และเวลาที่มีผู้ใดเข้ามาขัดขวางการทำงานนั้น อย่าใส่ใจคนที่ขัดขวางนะครับ แต่ให้ใส่ใจงานที่เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม ซึ่งกระแสพระราชดำรัสนี้ ผมได้กำชับให้รัฐมนตรีทุกท่านนะครับน้อมนำรับใส่เกล้าใส่กระหม่อมเพื่อยึดถือปฏิบัติ เพื่อการทำงานให้งานของรัฐบาลนั้นมีประสิทธิภาพและมีความโปร่งใสต่อไป
สัปดาห์ที่แล้ว หลังจากที่ผมได้พบกับพี่น้องประชาชนในรายการนี้ ผมได้เดินทางไปที่เวียดนามครับ ไปร่วมประชุมในเวทีเศรษฐกิจโลก ซึ่งจัดขึ้นเป็นการจัดเวทีในส่วนของเอเชียตะวันออกนะครับ ที่ตัดสินใจเดินทางไปเพียงครึ่งวันเท่านั้นเองนะครับ ก็เพราะว่าในช่วงเหตุการณ์ความไม่สงบนั้น ผมต้องยกเลิกภารกิจการเดินทางไปต่างประเทศหลายครั้ง ขณะเดียวกันชาวโลกและชาวต่างประเทศนั้น ให้ความสนใจกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ครั้งนี้ก็ถือเป็นโอกาสดี เพราะว่ามีผู้นำของกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านของเรา ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีของเวียดนามเอง ซึ่งเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุม นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ลาว และพม่า ได้ร่วมประชุมด้วยนะครับ โดยการเดินทางไปนั้นผมได้มีโอกาสพบปะพูดคุยนะครับทั้งในส่วนที่เป็นการประชุมเอง ทั้งในส่วนที่เป็นการสนทนากันนอกรอบ หลายเรื่องกับบุคคลหลายท่าน ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมาก เริ่มต้นจากการที่ได้เข้าร่วมประชุมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาในอนุภูมิภาคนี้นะครับ ซึ่งประเทศไทยเองนั้นถือว่าเป็นประเทศที่ให้การช่วยเหลือสนับสนุนการพัฒนาในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงกับประเทศเพื่อนบ้าน การได้ไปยืนยันถึงความพร้อมและความสำคัญที่ประเทศไทยยังเดินหน้าในเรื่องของการเชื่อมโยงอนุภูมิภาคนี้นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการภายในประเทศของเรา ทั้งในเรื่องของรถไฟ ทั้งในเรื่องของถนนที่จะเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเพิ่มพูนโอกาสให้กับพี่น้องของเราด้วย พี่น้องในประเทศเพื่อนบ้านด้วยในการพัฒนาในอนุภูมิภาคนี้ เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนนะครับ ซึ่งเข้าไปร่วมประชุมในเวทีเศรษฐกิจโลกที่เวียดนามครั้งนี้มากทีเดียวนะครับ และก็แผนในการที่จะทำเรื่องนี้ เราก็ได้ย้ำครับว่าเป็นการพัฒนาซึ่งจะต้องคำนึงถึงความยั่งยืนในเรื่องของทรัพยากรด้วย ผมได้มีโอกาสพบปะหารือกับเลขาธิการอังค์ถัด ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการอาเซียน ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ครับ นอกเหนือจากการที่จะได้เล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแล้วนะครับ ก็ได้ให้ทั้ง 2 ท่านนั้นได้ช่วยทำความเข้าใจ เพราะว่าในส่วนของเลขาธิการอาเซียนเอง อาเซียนได้มีการออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคมนะครับ ให้การสนับสนุนแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับประเทศไทยในการที่จะนำความสงบเรียบร้อยกลับคืนสู่บ้านเมือง ซึ่งหลังจากนี้ไปทางอาเซียนเองก็ยังให้ความสนใจติดตามกับเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ผู้นำหลายประเทศครับในช่วงของการสนทนาเป็นการส่วนตัวนะครับ ก็ได้มีการพูดถึงว่าต้องการที่จะเห็นเสถียรภาพในประเทศไทย เพราะว่าห่วงใยว่าหากบ้านเมืองของเรานั้น ยังคงมีความวุ่นวาย ไม่สงบต่อไปนั้น ก็จะกระทบไม่เพียงแต่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น แต่ว่าประเทศเพื่อนบ้านและศักยภาพของภูมิภาคอาเซียนด้วย ซึ่งไม่ว่าจะเป็น ดร.ศุภชัยก็ดี ดร.สุรินทร์ก็ดี ก็รับที่จะนำเอาสิ่งที่เราได้บอกเล่านะครับ และสิ่งที่เรากำลังดำเนินการในเรื่องของแผนปรองดอง ซึ่งผมจะได้พูดถึงต่อไปนั้นไปเผยแพร่ให้กับประชาคมโลกทราบ ก็เป็นการช่วยประชาสัมพันธ์ให้กับประเทศไทยอีกทางหนึ่ง
นอกจากนั้นครับทางเวทีเศรษฐกิจโลก ก็จัดให้ผมได้มีการสัมภาษณ์หรือสนทนาพิเศษบนเวทีนะครับ และมีนักลงทุนผู้สนใจเข้าร่วมหลายร้อยคน ได้สอบถามถึงเหตุการณ์และสอบถามถึงแผนปรองดอง ซึ่งการตอบสนองนั้นเป็นไปด้วยดี มีความเข้าใจที่ดีขึ้นต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ และมองเห็นถึงศักยภาพของประเทศ ซึ่งผมได้ไปเน้นย้ำถึงความสามารถของคนไทย สังคมไทย และเศรษฐกิจไทย ที่ผ่านเหตุการณ์ยาก ๆ แต่ว่าสามารถที่จะรักษาความต่อเนื่องในเรื่องของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจก็ดี และก็ความรวดเร็วในการที่เราเริ่มระดมกำลังต่าง ๆ ในทุกภาคส่วนของสังคมในการเข้ามาทำกิจกรรมต่าง ๆ ฟื้นฟูบ้านเมืองประเทศชาติของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของเยาวชนคนรุ่นใหม่ ซึ่งก็มีการรวมตัวผ่านเครือข่ายต่าง ๆ โดยเฉพาะเครือข่ายทางสังคมในระบบอินเตอร์เน็ตนั้น ก็เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้น ซึ่งตรงนี้ก็ทำให้ชาวต่างชาติก็ให้ความสนใจกับการทำงานและกระบวนการที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย เพื่อฟื้นฟูประเทศของเรา
นอกจากนั้นครับยังได้ใช้โอกาสนี้พบปะกับผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ซึ่งทำหน้าที่ประจำอยู่ในภูมิภาคนี้ ตอบคำถามทุกคำถามนะครับที่เขามีความสนใจ และก็ยังมีการเชิญผู้สื่อข่าวซึ่งเข้ามาทำงานกันในส่วนของ Asia News Network นะครับซึ่งเดินทางมาประเทศไทยในช่วงกลางสัปดาห์ ก็ได้มีโอกาสพบปะพูดคุยชี้แจงกับผู้สื่อข่าวต่างประเทศอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าหลังจากที่เราได้มีโอกาสชี้แจงได้ถี่ขึ้นนะครับ และเหตุการณ์บ้านเมืองนั้นเริ่มสงบ และก็เข้าสู่ความเป็นปกตินั้น ก็จะทำให้ต่างชาตินั้นมีความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์มากยิ่งขึ้น ความจริงแล้วในเรื่องของการค้าการลงทุนนั้น ส่วนใหญ่ก็เดินไปได้ตามปกติ แต่ว่าสิ่งสำคัญก็คือเรื่องของการท่องเที่ยว ซึ่งจำเป็นที่จะต้องมีการเร่งรัดฟื้นฟู ซึ่งรัฐบาลก็มีแนวทางที่ค่อนข้างชัดว่าการฟื้นฟูการท่องเที่ยวนั้น เราเริ่มจากการให้แรงจูงใจและมีมาตรการฟื้นฟูในเรื่องของการเดินทางภายในประเทศก่อน พูดง่าย ๆ ก็คือกระตุ้นให้คนไทยเนี่ยครับเที่ยวไทยเพื่อทำให้เห็นความชัดเจนถึงความสงบ และศักยภาพทางด้านการท่องเที่ยว และจากนั้นการดำเนินการในเรื่องการตลาดกับต่างประเทศที่จะชักจูงให้นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเดินทางกลับเข้ามาเป็นสภาวะปกตินั้น ก็จะทำได้ง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นภารกิจครึ่งวันที่ประเทศเวียดนามนั้น ผมถือว่าน่าพอใจ กับการที่ได้มีโอกาสชี้แจงทั้งกับนักลงทุน ทั้งกับกลุ่มนักธุรกิจที่ได้เดินไปพร้อม ๆ กับสื่อมวลชนต่างประเทศ และก็แน่นอนที่สุดก็คือการได้มีโอกาสพบปะกับผู้นำทั้งในส่วนของประเทศเพื่อนบ้านและองค์กรระหว่างประเทศ
สำหรับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ความสนใจส่วนใหญ่ก็จะมุ่งมาที่เรื่องของการเริ่มต้นในการขับเคลื่อนแผนปรองดอง ผมขอเรียนครับว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานะครับ เราได้จัดให้มีพิธีทำบุญ 5 ศาสนาเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ประเทศ ถือว่าเป็นการหลอมรวมจิตใจของผู้คนทุกศาสนาในการเริ่มต้นที่เราจะมาฟื้นฟูและก็ช่วยกันนะครับทำให้บ้านเมืองของเรานั้นมีความสงบสุข และเดินหน้าในเรื่องของแผนปรองดอง ผมก็ได้ทำจดหมายถึงพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ เชิญชวนให้พี่น้องทุกคนนั้นมามีส่วนร่วมในการที่จะทำแผนปรองดองให้ประสบความสำเร็จ เพราะว่าผมมีความเชื่อมั่นว่าพี่น้องประชาชนเกือบทั้งประเทศเป็นคนที่รักสงบอยู่แล้ว ต้องการที่จะเห็นประเทศไทยเดินไปข้างหน้า เราคงไม่สามารถที่จะปล่อยให้บ้านเมืองของเรานั้น มีแต่ความเกลียดชัง ความแตกแยก ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่จะสร้างอนาคตให้กับบ้านเมืองของเรา หรือลูกหลานของเราได้เลย และที่สำคัญครับถ้าเราปล่อยให้มีเหตุการณ์ใด ๆ ซึ่งสร้างความบอบช้ำเพิ่มเติมนะครับ ก็จะเป็นเรื่องที่ยากมากไม่ว่าใครก็ตามที่จะเข้ามาเยียวยาแก้ไขปัญหา ไม่ใช่เฉพาะภาพลักษณ์ ไม่ใช่เฉพาะความเสียหายที่เกิดขึ้นในเรื่องของกายภาพครับ แต่ว่าจิตใจของคนไทยด้วยกันเอง
ทีนี้ในแผนปรองดองนั้น แต่ละด้านนั้นก็มีความคืบหน้าไปพอสมควรนะครับ ผมอยากจะเรียนย้ำอีกครั้งว่าในแต่ละ ด้านนั้นล้วนแล้วแต่มีความสำคัญทั้งสิ้น แต่วันนี้คงต้องอธิบายสักนิดหนึ่งนะครับ เพราะว่าความเข้าใจผิดในเรื่องของแผนปรองดองก็ยังมีอยู่ ยกตัวอย่างเช่นจะมีการวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งสองด้านเลยครับ ด้านหนึ่งก็บอกว่ามีคนก่อการร้าย มีคนทำความเสียหายให้กับบ้านเมือง รัฐบาลคิดจะไปปรองดองกับผู้ร้าย ผู้ก่อการร้าย หรืออย่างไร อีกด้านหนึ่งก็มีเสียงบอกว่าในขณะที่รัฐบาลพูดเรื่องแผนปรองดองนั้น ทำไมมีข่าวคราวว่ามีการไปไล่ล่า มีการที่จะไปสร้างเงื่อนไขของความขัดแย้งไม่จบไม่สิ้น ผมขอถือโอกาสย้ำอีกครั้งนะครับ สิ่งที่เป็นความตั้งใจของรัฐบาล และผมเชื่อว่าเป็นความปรารถนาของคน ส่วนใหญ่ของประเทศก็คือว่าบ้านเมืองเราบอบช้ำมาจากปัญหาความขัดแย้ง ความขัดแย้งมีหลายสาเหตุครับ เพราะฉะนั้นแผนปรองดอง ที่ได้มีการจัดทำขึ้นมา จึงได้ทำในลักษณะที่หยิบเอาประเด็นที่เป็นปมของความขัดแย้ง หรือเป็นประเด็นที่จะสามารถหลอมรวมจิตใจของพี่น้องประชาชนได้ เข้ามาเป็นตัวแก้ปัญหา เพราะฉะนั้นการหลอมรวมจิตใจเพื่อเทิดทูนสถาบัน ปกป้องสถาบันหลักของชาติ การที่เราจะลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งเป็นเงื่อนไขของความขัดแย้งหรือถูกหยิบยกมาเป็นเงื่อนไขของความขัดแย้งในการ เคลื่อนไหวชุมนุมเสมอ การที่เราจะต้องดูแลว่าสื่อสารมวลชนนั้นมีสิทธิเสรีภาพ แต่ว่าใช้สิทธิเสรีภาพนั้นในลักษณะที่สร้างสรรค์ ไม่เข้าไปเป็นจุดที่สร้างความขัดแย้งเสียเอง หรือสร้างความเกลียดชังเสียเอง การที่เราจะต้องค้นหาความจริง เพื่ออำนวยความยุติธรรมต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รวมไปถึงการที่เราจะต้องมีการตกลงกันในเรื่องของกติกาทางการเมือง ให้เกิดความเป็นธรรม เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย นี่คือ 5 แผนหลักหรือ 5 จุดหลักที่ได้หยิบยกขึ้นมาเพื่อจัดทำแผนปรองดอง เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องการปรองดองกับผู้ก่อการร้าย และมันไม่ใช่เรื่องการฮั้วทางการเมือง แต่เป็นการสร้างสภาวะแวดล้อมบรรยากาศที่จะทำให้บ้านเมืองของเรากลับสู่ความสมัครสมานสามัคคีและสงบสุขได้ ในทางปฏิบัตินั้นก็หมายความว่าใครก็ตามที่ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของความรุนแรง การใช้อาวุธ การก่อการร้าย การจลาจล ทำผิดกฎหมายที่ทำให้บ้านเมืองเสียหาย รัฐบาลก็เดินหน้าในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป โดยเคารพกระบวนการยุติธรรม จะเห็นได้ว่าการดำเนินการนั้น เราก็ใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษเข้ามาเพราะว่าความผิดต่าง ๆ มันมีความเชื่อมโยงกันเป็นลักษณะของการเป็นขบวนการ เพราะฉะนั้นเราก็ใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษมา เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพความรวดเร็ว ขณะเดียวกันครับ กระบวนการยุติธรรมก็จะหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น เมื่อจะมีการจับกุมก็ต้องมีการขอหมายจับจากศาล และเมื่อมีการจับกุมหรือจะมีการขังนั้น ก็จะมีการยื่นขอประกันตัว ศาลก็จะเป็นผู้วินิจฉัยว่าจะอนุญาตให้มีการประกันตัวหรือไม่ บนเงื่อนไขอะไร กระบวนการยุติธรรมก็จะทำงานไปตามปกติ แต่ว่ารัฐบาลก็จะเร่งรัดในเรื่องคดีความต่าง ๆ เพื่อที่จะให้กระบวนการนี้ ที่เป็นกระบวนการของการก่อการร้ายหรือความรุนแรงไม่สามารถที่จะไปก่อตัวสร้างปัญหาได้อีกในอนาคต ขณะเดียวกันครับพี่น้องประชาชนที่มาชุมนุมด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์ในเรื่องของการเรียกร้องความเป็นธรรม มาชุมนุมโดยสงบ ไม่ได้มีอาวุธ ก็ชัดเจนครับว่าไม่มีนโยบายของรัฐบาลเลยที่จะไปติดตามไล่ล่าบุคคคลเหล่านี้ ตรงกันข้ามนะครับ ในแง่ของกระบวนการการเยียวยาถ้าหากว่ามีใครสูญเสีย ได้รับบาดเจ็บ หรือกลับไปแล้วอาจจะยังมีความรู้สึกในทางจิตใจนะครับ อาจจะเป็นโกรธแค้น เกลียดชังจากข้อมูลที่ตัวเองได้รับ หรือเริ่มมีปัญหากับคนที่ไม่ได้มาชุมนุมเนี่ย กระบวนการการปรองดองเนี่ยแหละครับก็จะเข้าไปในการที่จะทำอย่างไรให้คนเหล่านี้สามารถที่จะอยู่ในสังคมร่วมกับคนอื่นๆได้เนี่ยนะครับ อย่างสงบสุข อย่างสันติสุขนะครับ เพราะฉะนั้นอยากให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนนะครับว่ากระบวนการไล่ล่าพี่น้องประชาชนคนธรรมดามาร่วมชุมนุมไม่มีแน่นอน แต่ใครที่ก่อการร้าย ใครที่ใช้ความรุนแรง เราก็ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เด็ดขาดนะครับ อันนี้ก็จะได้ไม่มีใครเข้าใจผิดนะครับเพราะยังมีการติติง สอบถามกันมาเยอะว่าทำไมไปก่อการร้ายกับผู้ก่อการร้าย โทษนะครับ ทำไมไปปรองดองกับผู้ก่อการร้าย ทำไมถึงมีการไปไล่ล่าจะเป็นคำถามซึ่งมีการหยิบยกมาตลอดเวลา ผมจึงขอย้ำนะครับว่าพี่น้องประชาชนคงจะต้องใช้วิจารณญาณ กลั่นกรอง แยกแยะเวลาได้รับข่าวสารต่างๆ เพราะอาจจะมีคนบางกลุ่มครับ ซึ่งยังต้องการที่จะสร้างเงื่อนไขให้เกิดปัญหาความขัดแย้งและก็ทำให้บ้านเมืองนั้นไม่สงบนะครับ แต่ผมเชื่อว่าเป็นเรื่องของคนส่วนน้อย เพราะฉะนั้นคนส่วนใหญ่ถ้าหากว่าเรามีความชัดเจนในการที่จะมาแก้ปัญหาของประเทศ ฟื้นฟูประเทศ ต้องการให้ประเทศเดินหน้าผมว่าพลังที่สร้างสรรค์ พลังที่บริสุทธิ์นี้ก็จะสามารถทำให้บ้านเมืองเราเนี่ยสามารถผ่านพ้นวิกฤติในครั้งนี้ได้นะครับ สำหรับความคืบหน้าในแต่ละด้านนะครับ ในเรื่องของการเข้ามาทำงานเนี่ยผมได้ระดมทุกภาคส่วนนะครับเดี๋ยวในช่วงที่ 2 ของรายการก็จะมีบางส่วนของการพบปะพูดคุยกับภาคส่วนที่เป็นภาคธุรกิจ สื่อสารมวลชน สถาบันวิชาการต่าง ๆ มหาวิทยาลัย รวมไปถึงภาคส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกำนันผู้ใหญ่บ้านที่ได้มีตัวแทนมาปรึกษาหารือที่ทำเนียบรัฐบาล และจริง ๆ แล้วผมก็ยังมีการประชุมเพิ่มเติมกับองค์การมหาชน ทุกภาคส่วนมีความพร้อมในการทำโครงการของตัวเอง มีความริเริ่มของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันหลักของชาติ การเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ นั้น หลายองค์กรนั้นมีโครงการของตัวเองแล้ว และก็จริง ๆ แล้วไม่ได้รอรัฐบาล และไม่ต้องการการสนับสนุนอะไรเพิ่มเติมจากรัฐบาล แต่ว่าพร้อมที่จะขับเคลื่อนในเรื่องนี้อย่างนี้เป็นต้น
ช่วงที่ 2
เรื่องของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งเราใช้ภายใต้โครงการที่เรียกว่า “การปฏิรูปประเทศไทย” ขณะนี้รัฐบาลได้มอบหมาย 3 หน่วยงานหลัก คือ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่าสภาพัฒน์ สสส. องค์กรที่ทำหน้าที่ส่งเสริมในเรื่องของสุขภาพ และฝ่ายเลขาธิการของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมีการจัดสมัชชาอยู่ทุกปี ขณะนี้ได้เข้าไปเชื่อมโยงกับองค์กรภาคประชาชนจำนวนมาก และในวันที่ 17 ที่จะถึงนี้ เขาจะมีการจัดลักษณะของการเป็นสมัชชา และก็จะยื่นข้อเสนอถึงผมว่าการขับเคลื่อนตรงนี้จะทำอย่างไร เพราะงานนี้จะเป็นงานใหญ่ และเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับหลายต่อหลายประเด็นเหลือเกิน ก็จะต้องมีการระดมบุคลากรเข้ามาหลากหลายพอสมควร มีคนที่มีความยอมรับนับถือในสังคม มีบารมี เข้ามาช่วยเป็นผู้นำในการขับเคลื่อน และจะต้องมีหน่วยงานที่เป็น พูดง่าย ๆ คือฝ่ายเลขาฯ ของการขับเคลื่อนในส่วนนี้ ซึ่งจะต้องทำงานเกินเลยอายุของรัฐบาลชุดนี้ เพราะฉะนั้นในวันที่ 17 ก็จะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น หลังจากที่ได้มีการไประดมความคิดเห็นปรึกษาหารือว่าจะเดินหน้าโดยกลไกไหนอย่างไร และมีใครเข้ามาเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนในเรื่องนี้ ซึ่งรัฐบาลนั้นจะให้การสนับสนุนในเรื่องของกลไก ในเรื่องของงบประมาณ ในเรื่องของการอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ แต่จะไม่เป็นผู้ชี้นำหรือไม่เข้าไปเป็นเจ้าข้าวเจ้าของในเรื่องของกระบวนการนี้ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหา ซึ่งเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง และต้องใช้เวลานานพอสมควร แต่ว่าคำว่าเวลานานนั้น ก็ได้ตั้งเป้าเอาไว้คร่าว ๆ ว่าทุกอย่างจะต้องมีการดำเนินการ ก็คือตัวแผนที่มีรายละเอียด กรอบเวลาการปฏิบัติงบประมาณควรจะเสร็จภายใน 6 เดือนข้างหน้า และก่อนหน้านั้นก็จะมีการจัดทำการสำรวจความคิดเห็น เปิดช่องทางการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน และแผนทั้งหมดตรงไหนปฏิบัติได้ก็เดินหน้าได้เลย หรือมีประเด็นไหนที่สามารถเดินหน้าได้ ก็เดินหน้าได้เลยไม่ต้องรอ 6 เดือน และก็ทั้งหมดนี้ไม่ควรมีกรอบเวลาเกิน 3 ปี ในการที่จะแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในเรื่องของการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ
ในส่วนของสื่อสารมวลชนครับ ตรงนี้ยังเป็นปัญหาอยู่พอสมควร เพราะว่าจะต้องมีหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง องค์กรวิชาชีพสื่อก็ดี องค์กรอิสระอย่าง กทช. หรือ กสทช. ต่อไปก็ดี และฝ่ายวิชาการ ผมก็ยังให้แต่ละฝ่ายได้นำเสนอข้อเสนอต่าง ๆ จะมีการนำมารวบรวม บูรณาการสังเคราะห์กันอีกครั้งหนึ่ง และจะมีความชัดเจนในเรื่องการขับเคลื่อนต่อไป
ส่วนการแสวงหาข้อเท็จจริง ขณะนี้ที่ประชุมของคณะรัฐมนตรี ได้อนุมัติให้คุณคณิต ณ นคร ซึ่งเป็นอดีตอัยการสูงสุด และเป็นบุคคลซึ่งได้รับการยอมรับในเรื่องของการทำงานเกี่ยวกับการสอบสวน เกี่ยวกับเรื่องของกฎหมาย มาดำเนินการ โดยให้อิสระท่านในการที่จะไปแต่งตั้งคณะกรรมการภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ แล้วก็จะได้มีการเดินหน้าทำงานในเรื่องนี้ ผมเรียนนะครับว่าเราเปิดให้ท่านได้ทำงานอย่างเป็นอิสระจริง ๆ และเราก็ติดตามข่าว รัฐบาลเองก็สนับสนุนครับ ที่ท่านเองจะไปพบปะพูดคุยกับแกนนำของผู้ชุมนุม เพื่อให้เกิดความมั่นใจครับว่าคณะกรรมการชุดนี้จะทำงานอย่างตรงไปตรงมาเป็นกลาง และผมเชื่อครับว่าท่านจะระดมไม่เพียงแต่บุคลากรจากหลาย ๆ ฝ่าย แต่ว่าจะอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการที่จะค้นหาความเป็นจริงเพื่ออำนวยความยุติธรรมให้เกิดขึ้นต่อไป รัฐบาลก็จะทำหน้าที่ในการสนับสนุนให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการชุดนี้ และก็พร้อมรับข้อสรุปต่าง ๆ เพราะว่าหลักการของรัฐบาลก็ชัดเจนมาตั้งแต่ต้น ว่ารัฐบาลเองก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ถ้ามีอะไรที่ดำเนินการไปแล้ว ไม่ชอบ ก็จะต้องมีความรับผิดชอบต่อไป เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่จะดำเนินการไปได้ ต่างประเทศให้ความสนใจกับเรื่องนี้มากนะครับ ความจริงแม้ว่าเรามีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนหรือ ป.ป.ช. สอบอยู่ก็ตาม แต่คณะกรรมการชุดนี้ทางต่างชาติให้ความสนใจ และผมคิดว่าต่างชาติที่เป็นผู้สื่อข่าวก็ดีหรือผู้ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญก็ดี ก็คงอยากจะมาให้ข้อมูลหรือว่าให้การสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้ด้วย ซึ่งรัฐบาลไม่มีข้อขัดข้องแต่ประการใด ในการที่จะให้คณะกรรมการชุดนี้เปิดรับฟัง และเปิดให้มีส่วนร่วมของหลาย ๆ ฝ่าย
ส่วนสุดท้ายนะครับในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ เกี่ยวข้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเมืองนั้น ผมได้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ ซึ่งมีนักวิชาการ 19 ท่าน นำโดยอธิการบดี นิด้า อาจารย์สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เข้ามา โดยใช้ข้อสรุปของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ หรือข้อสรุปของกรรมาธิการของสภาฯ เป็นจุดเริ่มต้นในการทำงาน เช่นเดียวกันครับ ผมก็เชื่อว่าคณะนี้ก็จะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนด้วย เพราะว่าโจทย์ที่ให้ไปก็คือว่าที่ผ่านมานั้น คณะกรรมการของสภาฯ หรือนักการเมืองอาจจะมีความคิดเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งสำคัญก็คือต้องรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนด้วย เพราะอย่างที่ผมได้กล่าวไปแล้วนะครับว่าการปรองดอง คงไม่ใช่เรื่องของการมาฮั้วกัน หรือมาตกลงกันในส่วนของฝ่ายการเมือง ที่สำคัญก็คือต้องตอบโจทย์ของสังคมและพี่น้องประชาชน ก็หวังว่าพี่น้องจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นนะครับว่าแผนแต่ละด้านประกอบกันมาเป็นเรื่องของการปฏิรูปอย่างไร เป็นการปรองดองอย่างไร และวัตถุประสงค์นั้นคืออะไร ก็ถือโอกาสนี้เรียนให้พี่น้องประชาชนทราบ และในช่วงที่ 2 ของรายการคงจะมีภาพและเสียงจากการที่ได้มีการพูดคุยสนทนากับหลายภาคส่วน พี่น้องประชาชนก็คงจะมีความชัดเจน และเข้าใจได้มากยิ่งขึ้นถึงสิ่งที่เรากำลังดำเนินการในการที่จะฟื้นฟูประเทศของเรา
ก่อนพักครับอยากจะขอถือโอกาสเรียนอีก 1 เรื่องก็คือปัญหาของถนนที่ออกจากถนนมิตรภาพมุ่งเข้าสู่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เพราะว่าเป็นข่าวคราวและมีหลายฝ่ายก็ยังไม่เข้าใจหรือยังสับสนอยู่ว่าเรื่องมันเกิดอย่างไร และท่าทีของรัฐบาลเป็นอย่างไร ขอเรียนอย่างนี้นะครับว่า ถนนเส้นนี้นั้นคือถนนที่ออกจากถนนมิตรภาพและมุ่งเข้าสู่อุทยานเขาใหญ่ ถนนธนะรัชต์ ซึ่งมีโครงการของการก่อสร้างที่เป็นปัญหาอยู่ คือจากกิโลเมตรที่ 2 ถึงกิโลเมตรที่ 10 ขอเรียนว่าตัวอุทยานนั้น ตัวด่านจะอยู่ที่กิโลเมตรที่ 23 แล้วก็โดยปกติแล้วนอกเหนือจากพื้นที่ที่มาถึงด่านแล้ว ก็จะมีพื้นที่รอบ ๆ กันชนส่วนหนึ่ง ซึ่งจะไม่มีโครงการการพัฒนาอยู่แล้ว ปรากฏว่าโครงการนี้จากกิโลเมตรที่ 2 ถึงกิโลเมตรที่ 10 ก็อยู่นอกเขตอุทยาน อยู่นอกเขตกันชน เพราะฉะนั้นก็มีการเดินหน้าโครงการไป แต่เมื่อมีโครงการใด ๆ ก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีการก่อสร้างทางใหม่ และกรณีที่กำลังเกิดขึ้นค่อนข้างเยอะก็คือ ขยายทางเดิม ซึ่งอาจจะมีอยู่ 2 ช่องจราจร จะเป็น 4 ช่องจราจร หรือจะมีการปรับปรุงเส้นทาง เนื่องจากว่าเดิมมีการไปปลูกต้นไม้ไว้ข้างทาง ก็เกิดปัญหาขึ้นว่าจะต้องมีการตัดต้นไม้ ซึ่งการตัดต้นไม้จะต้องมีการดำเนินการตามกฎระเบียบต่าง ๆ ซึ่งเป็นหน้าที่ของกรมทางหลวง กับกรมป่าไม้ ออป. ไปจนถึงในส่วนของจังหวัด เพราะว่าบางทีก็มีการมอบอำนาจกัน เมื่อเกิดการตัดต้นไม้ขึ้น ซึ่งก็ทำให้เกิดความรู้สึกในหมู่พี่น้องประชาชนจำนวนมาก ว่าไม่ควรจะต้องไปใช้วิธีของการตัดต้นไม้ เมื่อเรื่องปรากฏต่อผม ต่อคณะรัฐมนตรี ก็มีการระงับการดำเนินการทั้งหมดอยู่ แล้วก็ขณะนี้ก็จำเป็นที่จะต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน ต้องย้ำตรงนี้เพราะคนบอกว่าตั้งกรรมการกันเฉย ๆ และจะตัดต้นไม้กันต่อไปหรืออย่างไร ขณะนี้การดำเนินการทุกอย่างหยุดลง แล้วเราต้องทำ 2 อย่างครับ อย่างแรกคือว่าเราก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบข้อเท็จจริง ว่ามีการกระทำผิดในเรื่องของการตัดต้นไม้หรือไม่อย่างไร และใครจะต้องรับผิดชอบ ซึ่งผมได้ขอให้ทางกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม คือคุณวิเชียร กีรตินิจกาล ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านนี้ในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม มีคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด ท่านอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ประการที่ 2 คือว่าพื้นที่จากกิโลเมตรที่ 2-10 ก็จะต้องมีการทำแผนกันว่าทำโครงการนี้แล้วจะฟื้นฟูระบบนิเวศกันอย่างไร เพราะฉะนั้นตรงนี้ทั้ง 2 กระทรวงจะต้องมีการตกลงกัน แล้วก็ไปดำเนินการในการที่จะจัดทำแผนฟื้นฟูรูปแบบของถนนให้ชัดเจนเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันเราพบว่าเดิมนั้นโครงการนี้จะมีภาคต่ออีก คือจากกิโลเมตรที่ 10 ถึงกิโลเมตรที่ 16 คณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติในการยกเลิกโครงการดังกล่าว จากกิโลเมตรที่ 10 ถึงกิโลเมตรที่ 16 พร้อม ๆ กันนั้นก็ได้ขอให้ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทำอีก 2 เรื่องเพื่อแก้ไขปัญหาในอนาคต 1. คือในพื้นที่ของอุทยานเขาใหญ่เอง ควรจะได้มีการขยายพื้นที่รอบ ๆ อุทยานให้เข้าไปสู่การเป็นพื้นที่ควบคุมตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม อันนี้เดิมไม่ได้กำหนดไว้ เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดปัญหาในลักษณะนี้ และเราไม่ต้องการให้มีการเกิดปัญหานี้ขึ้น ก็จะได้มีการนำเสนอเรื่องนี้ต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมเพื่อขยายพื้นที่รอบ ๆ อุทยานให้เป็นพื้นที่ควบคุมทางด้านสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันอีกเรื่องหนึ่งก็คือว่ากรณีที่จะมีการขยายหรือตัดถนน และไปกระทบกับเรื่องของต้นไม้ ก็ขอให้มีการดำเนินการไปทบทวนในเรื่องของกฎระเบียบต่าง ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ว่าจะต้องมีการปรับปรุงอย่างไร เพื่อที่จะไม่ให้การก่อสร้างหรือการขยายถนนนั้น ๆ ไปกระทบกระเทือนกับระบบนิเวศ
อันนี้ก็ขอเรียนเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ทราบว่ารัฐบาลเมื่อรับทราบเรื่องนี้ไม่ได้นิ่งนอนใจ ไม่ได้เพิกเฉย และได้หยุดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นต่อไป และก็มีการที่จะดำเนินการออกมาตรการป้องกัน พร้อม ๆ กันนั้นใครที่กระทำความผิด ก็จะต้องมีการดำเนินการสอบสวนมาเพื่อนำมาสู่ความรับผิดชอบต่อไป อันนี้ก็เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของพี่น้องประชาชนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พักกันสักครู่นะครับ เดี๋ยวมาดูเรื่องของการประชุมภาคส่วนต่าง ๆ ที่จะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนกระบวนการปรองดอง และการฟื้นฟูประเทศของเราเพื่อปฏิรูปและเดินหน้าประเทศไทยครับ
ช่วงที่ 2
นายกรัฐมนตรี
ก่อนอื่นก็ขอขอบคุณตัวแทนทุกภาคส่วนนะครับ ซึ่งวันนี้จะมีท้องถิ่น มีสถาบันการศึกษา มีสื่อสารมวลชนและมีเอกชนภาคธุรกิจ ที่ได้กรุณามาร่วมในการประชุมเพื่อขับเคลื่อนในเรื่องของแผนปรองดองและการปฏิรูปประเทศไทยนะครับ ผมจะขอใช้เวลาสั้น ๆ เพื่อที่จะเรียนให้ทราบถึงความก้าวหน้าในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับแผนการปฏิรูปประเทศไทยและแผนปรองดองเล็กน้อยนะครับ ก่อนที่จะได้ขอความร่วมมือกับทุกภาคส่วนและขอความเห็นจากท่านอีกทีหนึ่ง อย่างที่ทุกท่านทราบนะครับว่าแนวความคิดในเรื่องของการจัดทำแผนปรองดอง และการปฏิรูประเทศไทย เกิดขึ้นในช่วงที่มีการชุมนุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ในขณะนั้นผมได้ทำแนวทางในเรื่องของแผนนี้ขึ้นมา ด้วยความหวังว่าจะเป็นทางออกสำหรับการชุมนุม แล้วก็ได้เชิญชวนทุกฝ่ายนะครับ ให้เข้ามาร่วมในแผนนี้และทำงานในเรื่องนี้ เมื่อมีการประกาศแผนออกไปในครั้งแรก ก็ดูจะได้รับการสนองตอบอย่างดีจากประชาชน แทบจะเรียกว่าทุกกลุ่มนะครับ แม้กระทั่งในส่วนของแกนนำผู้ชุมนุมเองในเบื้องต้น ก็บอกว่าปรารถนาที่จะเข้ามาร่วมในกระบวนการปรองดองนี้ แม้ว่าแผนนี้จะไม่ได้รับการตอบรับในลักษณะของการเข้าร่วมด้วยการยุติการชุมนุม จากแกนนำผู้ชุมนุมก็ตาม และแม้ว่าเหตุการณ์จะคลี่คลายไประดับหนึ่งแล้ว ผมและรัฐบาลก็ยังมีความตั้งใจอย่างเต็มที่ที่จะเดินหน้าตามเจตนารมณ์ของแผน ซึ่งสรุปสั้น ๆ มีด้วยกัน 5 ส่วนนะครับ
ส่วนแรกก็คือการรวมใจพี่น้องประชาชนคนไทยเป็นหนึ่งเดียวในการที่จะปกป้องเทิดทูนสถาบันหลักของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราอยากจะให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกัน แล้วก็สามารถที่จะทำให้เราป้องกันและแก้ไขปัญหาทั้งการล่วงละเมิดสถาบัน และการนำเอาเรื่องของสถาบันเข้าไปอยู่ในความขัดแย้งทางการเมือง อันนี้คือส่วนแรก
ช่วงที่ 3
ส่วนที่ 2 ก็คือ ความตั้งใจในการที่จะแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับความเหลื่อมล้ำ ความไม่เสมอภาคในสังคม ซึ่งมักจะเป็นเงื่อนไขที่ถูกหยิบยกขึ้นมา เพราะว่าเป็นความเดือดร้อนที่อยู่ในใจของประชาชนจำนวนมาก และทำให้กลายเป็นเงื่อนไขที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในการเคลื่อนไหวชุมนุมไม่ว่าจะเป็นในทางการเมือง หรือเรื่องอื่น ๆ อยู่เกือบตลอดเวลา
เรื่องที่ 3 คือต้องการที่จะเห็นกลไกที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารมวลชนทั้งหมด สามารถที่จะมีบทบาทในการลดความขัดแย้งหรือไม่เป็นเงื่อนไขของความขัดแย้ง ความเกลียดชังเสียเอง ทั้งนี้ก็พยายามที่จะหาแนวทางซึ่งไม่ขัดกับหลักในเรื่องของสิทธิเสรีภาพ ของสื่อสารมวลชนและการนำเสนอข่าวสารต่าง ๆ สู่พี่น้องประชาชน
ประเด็นที่ 4 คือ ในเหตุการณ์ของการชุมนุม ก็มีปัญหาของความสูญเสียที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องที่มีความจำเป็นที่จะต้องให้สังคมได้สามารถเข้าถึงข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทั้งหมด เพราะฉะนั้นก็จะมีเรื่องของการที่จะมีกลไกที่จะเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหลายทั้งปวง
และประการสุดท้ายข้อที่ 5 คือ เฉพาะในส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับระบบการเมืองโดยตรง ซึ่งยังคงเป็นเงื่อนไขของความขัดแย้งอยู่ ก็ควรที่จะได้มีการนำเอาประเด็นของความขัดแย้งเหล่านี้มาพิจารณาอย่างเป็นระบบอีกครั้งหนึ่ง
ความตั้งใจเดิมนั้นถ้าหากว่าทุกฝ่ายเข้ามาร่วม ไม่เกิดเหตุการณ์การปะทะ หรือความขัดแย้งหรือความรุนแรงขึ้น เราก็ตั้งใจว่าจะทำให้การขับเคลื่อนตรงนี้เดินหน้าไปได้ และรัฐบาลก็จะจัดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤศจิกายน นะครับ แต่ว่าเมื่อมีปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เราก็คิดว่ามีความจำเป็นที่จะต้องสร้างบรรยากาศหรือสภาวะแวดล้อมที่ดี ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งครั้งต่อไป ซึ่งในชั้นนี้ก็ยังไม่สามารถที่จะกำหนดวันได้ แต่ก็เป็นความตั้งใจของรัฐบาลว่า ถ้าเราสามารถขับเคลื่อนองค์ประกอบต่าง ๆ ของแผนนี้ ซึ่งเราทราบดีว่าบางเรื่องจะต้องใช้เวลาเกินกว่าอายุของรัฐบาลอยู่แล้ว ถ้าสามารถทำให้ประชาชนทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมกันขับเคลื่อนตรงนี้ได้ บ้านเมืองมีความสงบ รัฐบาลก็จะพิจารณาระยะเวลาที่เหมาะสมในการจัดให้มีการเลือกตั้งต่อไป เพื่อเป็นการลดเงื่อนไขความขัดแย้งหนึ่งในทางการเมืองด้วย อันนี้ก็คือสาระสำคัญ
ทีนี้ที่ผ่านมานี้ครับได้มีการทำงานหลายส่วนคู่ขนานกันไป เพื่อที่จะให้ท่านได้รับทราบถึงความก้าวหน้านะครับ ประการแรกเลย ในส่วนของผมและที่ปรึกษาฯ เห็นตรงกันว่าแผนของการดำเนินการในทุกด้านจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อมีการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนในวงกว้างอย่างชัดเจน ซึ่งแนวทางหนึ่งซึ่งเราได้กำหนดตารางการทำงานไว้แล้วก็คือ รูปแบบของการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ในลักษณะของการทำการสำรวจระดับชาตินะครับ อาศัยทั้งเงื่อนไขของความร่วมมือกับสำนักที่สำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่ทำอยู่เป็นปกติอยู่แล้ว บวกกับเงื่อนไขที่เรากำลังจัดให้มีการทำสำมะโน ซึ่งทำทุก 10 ปีนะครับ บังเอิญว่ามาทำในช่วงปีนี้ ก็ได้มีการออกแบบแบบสอบถามที่จะไปสอบถามความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน ที่เกี่ยวข้องกับการที่จะปฏิรูปประเทศทั้งหมดนะครับ
นอกจากนั้น ก็จะมีช่องทางของการรับฟังความคิดเห็นและการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ ไม่ว่าจะเป็นอินเตอร์เน็ต หรือช่องทางอื่น ๆ ที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นได้ อันนี้ก็มีความคืบหน้าไปมาก โดยได้มีการตั้งเป้าอย่างนี้ครับ ว่าในกระบวนการนี้น่าจะใช้เวลาการรับฟังความคิดเห็นได้ประมาณ 2 เดือน 2 - 3 เดือน จากนั้นก็จะประมวลเอาความคิดเห็นของประชาชนรวมทั้งงานที่ผมจะต้องทำกับท่านทั้งหลายในภาคส่วนต่าง ๆ ที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้ มาประมวลเพื่อจัดทำเป็นลักษณะของแผนที่จะมีรายละเอียดมากยิ่งขึ้นในแง่ของเรื่องที่จะต้องทำ กรอบเวลา งบประมาณ และการที่จะมีการสนับสนุนให้แผนทั้ง 5 ด้านนี้เดินไปได้ โดยตั้งเป้าว่ารายละเอียดของแผนทั้งหมดและสิ่งที่จะทำนี้จะสามารถมีข้อยุติได้ก่อนสิ้นปี พูดง่าย ๆ ก็เหมือนกับเป็นของขวัญปีใหม่สำหรับพี่น้องประชาชนคนไทยว่า แผนปรองดองนี้จะมีความชัดเจนลึกลงไปถึงรายละเอียด ครบถ้วน ในช่วงปีใหม่ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าสิ่งใดซึ่งเป็นกระบวนการของการปรองดอง ซึ่งสามารถทำให้เสร็จ หรือสามารถที่จะเริ่มต้นดำเนินการได้ก่อนปีใหม่นี้จะไม่ทำนะครับ ไม่ได้หมายความว่าต้องรอให้มีแผนครบตอนปีใหม่แล้วถึงมาทำกัน อะไรที่ทำได้ก็จะทำไปเลย ฉะนั้นสิ่งที่กำหนดไว้ในแง่ของการที่จะดึงการมีส่วนร่วมของประชาชนก็ทำไประดับหนึ่ง
ประการที่ 2 ก็คือว่านอกเหนือจากการมีส่วนร่วมในลักษณะของการสำรวจความคิดเห็นแล้วนี้นะครับ กลไกที่จะมาบริหารการปฏิรูปประเทศไทยหรือแผนปรองดองทั้งหมดขณะนี้ 3 หน่วยงานกำลังดำเนินการอยู่นะครับ
1. คือสภาพัฒน์ (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ)
2. คือฝ่ายเลขาฯ ของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ
3. คือ สสส.
ซึ่งทั้ง 3 หน่วยงานได้เริ่มต้นเข้าไปดำเนินงานกับบรรดาองค์กรภาคประชาชนมากพอสมควร ล่าสุดได้รายงานความคืบหน้ามาถึงผมว่า วันที่ 17 วันพฤหัสบดีครับ จะจัดให้มีสมัชชาเพื่อที่จะหายุติเกี่ยวกับกลไกที่จะขับเคลื่อน เช่น ถ้าจำเป็นที่จะต้องมีการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อแต่งตั้งกลไกต่าง ๆ ที่เป็นตัวขับเคลื่อนนี้อย่างเป็นทางการ ก็จะเสนอในเรื่องนี้เข้ามาให้เป็นข้อยุติด้วย
ขณะเดียวกันในแต่ละด้านของแผนนี้ครับ เช่น เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเสาะแสวงหาข้อเท็จจริง การตรวจสอบนี้คณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติเห็นชอบในการแต่งตั้งอาจารย์คณิต ณ นคร เป็นประธาน ซึ่งกำลังจะอยู่ในระหว่างการไปแต่งตั้งคณะกรรมการภายใน 15 วัน เพื่อทำงานในเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ
ในเรื่องของประเด็นทางการเมือง เรื่องของรัฐธรรมนูญ ผมก็ได้ลงนามคำสั่งในการแต่งตั้งคณะกรรมการ ซึ่งมีนักวิชาการ 19 ท่าน มีอธิการบดีนิด้า คืออาจารย์สมบัติฯ เป็นประธาน
ในเรื่องของสื่อนั้นได้มีการพูดคุยกับทั้งองค์กรวิชาชีพสื่อ กับทางคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ว่ารายละเอียดกลไกที่จะขับเคลื่อนตรงนี้ยังจะต้องมาหาข้อยุติกันอีกครั้งหนึ่ง อย่างนี้เป็นต้น ส่วนปัญหาเรื่องของความเหลื่อมล้ำความเสมอภาคนั้น ผมคิดว่าตัวการประชุมวันที่ 17 ก็จะเป็นคำตอบในแง่ของกลไกที่จะทำในส่วนนั้นด้วยนะครับ
เพราะฉะนั้นที่จะเรียนในขณะนี้คือว่า ทุก ๆ ด้านกำลังมีการขับเคลื่อนเพื่อเดินหน้าไป ทีนี้สิ่งที่ผมต้องการในการที่จะแลกเปลี่ยนในวันนี้กับทุกภาคส่วนนะครับ จะมีเรื่องดังต่อไปนี้นะครับ
เรื่องแรก จะเป็นการขอความร่วมมือจากท่านก่อนว่า ผมอยากจะให้ใน 4 ภาคส่วนนี้ จัดเวทีของการที่จะระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนการปรองดองและการปฏิรูปประเทศไทย ภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า
ข้อที่ 2 ที่จะขอความร่วมมือก็คือว่า ทั้ง 4 ภาคส่วนที่ผมได้เชิญมาในวันนี้ ล้วนแล้วแต่สามารถที่จะมีบทบาทในการสนับสนุนกระบวนการปฏิรูปและกระบวนการปรองดองได้ทั้งสิ้นนะครับ ความหมายตรงนี้ก็คือว่าอยากจะได้รับความเห็นในเบื้องต้นของท่าน ว่าในภาคส่วนของท่าน ท่านคิดว่ามีอะไรบ้างที่ท่านอยากจะทำหรือทำได้ ทั้งที่เป็นสิ่งที่ท่านดำเนินการได้เอง และในสิ่งที่ต้องการการสนับสนุนหรือประสานงานจากภาครัฐ
ประเด็นถัดไปก็คือว่า แน่นอนครับสื่อก็อยู่ในช่วงที่มีการเรียกร้องว่าจะต้องมีกระบวนการปฏิรูป ภาคธุรกิจก็อยากจะเห็นการฟื้นฟู ท้องถิ่นท้องที่ก็มีปัญหาซึ่งยังเผชิญอยู่ ที่ต้องการการคลี่คลายนะครับ และภาควิชาการเองก็คงมีหลายปัญหาเช่นเดียวกันในแวดวงวิชาการเอง แต่ผมอยากให้บทบาทของท่านมีทั้งสองส่วน คือส่วนหนึ่งในวงการของท่านเองที่ต้องปรับเปลี่ยนอะไรเราก็แลกเปลี่ยนกัน แต่ไม่อยากให้จำกัดอยู่ตรงนั้น
ผมเรียนตรง ๆ ว่าไม่ต้องการว่าสมมติว่าเราจัดเวทีของท้องถิ่น และพอไปนี้ก็เป็นเรื่องเฉพาะปัญหาของท้องถิ่น ไม่ใช่ เราอยากจะได้ในทางกลับกันด้วยว่าแล้วท้องถิ่นจะช่วยแก้ปัญหาในส่วนอื่น ในเรื่องของการปรองดอง เรื่องการปฏิรูปประเทศอย่างไร เช่นเดียวกับภาคธุรกิจ เช่นเดียวกับภาควิชาการ เช่นเดียวกับภาคสื่อสารมวลชน เพราะฉะนั้นอันนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียนในชั้นต้นเพียงเท่านี้ ให้ทราบถึงความคืบหน้านะครับ และก็จากนี้ไปอยากจะเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นเบื้องต้นต่อโจทย์ที่ผมตั้งขึ้นก็คือ
ท่านจะสามารถจัดเวทีให้ระดมความคิดเห็นวงกว้างในภาคส่วนของท่านภายใน 2 สัปดาห์ได้หรือไม่
2. มีความคิดเบื้องต้นอะไรของท่านบ้างที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนแผนการปฏิรูปและการปรองดอง
และ 3. ในส่วนที่เป็นปัญหาในภาคส่วนของท่านเอง ที่คิดว่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มีอะไรบ้าง ก็อยากจะตั้งโจทย์ 3 ข้อสำหรับแต่ละภาคส่วนที่จะแลกเปลี่ยนกัน ภาคธุรกิจจะขอเริ่มก่อนนะครับ เชิญคุณดุสิตครับ
ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย (นายดุสิต นนทนาคร) : ครับผมท่านนายกฯ ครับ หลังจากที่ท่านนายกฯ ได้ประกาศ 5 ข้อ พวกเราในนามเอกชน ก็ได้หยิบยกข้อ 2 ขึ้นมาที่จะช่วยกันดำเนินการ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่เอกชนสามารถจะช่วยแก้ไขปัญหานี้หรือมีส่วนสำคัญในการที่จะผลักดันให้ลดปัญหาที่เกิดขึ้นได้ เราได้มาตกลงกันนะครับในภาคเอกชนว่า มี 4 เรื่องที่เราจะทำ
อันที่ 1 ก็คือยุติความแตกแยก ที่ได้ดำเนินการกันแล้วได้มอบหมายว่าทางหอการค้าจังหวัด สภาอุตสาหกรรมจังหวัด หรือสมาคมธนาคาร เราก็จะไปดูว่าจะมีแผนอะไรที่จะดำเนินการให้สอดคล้องกับการที่จะยุติความแตกแยกได้อย่างไรบ้าง เพราะอันนี้เราต้องการให้เป็นแผนที่เกิดมาจากภาคส่วนของภูมิภาคร่วมกับส่วนกลาง ไม่อยากที่จะเกิดมาจากว่าเป็นส่วนกลางสั่งไปนะครับ
อันที่ 2 เรื่องของความเหลื่อมล้ำทางการกระจายรายได้ก็เช่นเดียวกัน ก็ได้มอบหมายให้ทางผู้ที่ดูแลเกี่ยวกับสมาคมต่าง ๆ ทั้งหลาย ดูสิว่าเรื่องการที่จะพัฒนาเรื่องของเกษตรกรรมให้มีรายได้สูงขึ้นเป็นอย่างไร Productivity เป็นอย่างไรบ้าง เรื่องค่าแรงขั้นต่ำที่พูดกันเสมอนี้มันหยุดเสียทีได้ไหม มันน่าจะเป็นค่าแรงที่เหมาะสมมากกว่าหรือเปล่า เพราะการใช้คำว่าค่าแรงขั้นต่ำนี้อาจจะทำให้คนรู้สึกว่าจะต้องพยายามบีบให้ต่ำลงไปเรื่อย ๆ แต่ความจริงค่าแรงที่เหมาะสมเพื่อมี Productivity ที่ดีขึ้น น่าจะเป็นคำนิยามใหม่หรือเปล่า ซึ่งอันนี้เราจะดำเนินการต่อในเรื่องของสถานการณ์ที่ว่า ระหว่างนี้ต้องยอมรับนะครับว่า คนต่างประเทศคงจะชะลอการมาเมืองไทยอีกนาน เพราะฉะนั้นก็เหลือทางเดียวว่าเราจะทำอย่างไรให้พัฒนาว่าคนไทยเที่ยวไทย ใช้ของไทย เพื่อจะได้มีการจับจ่ายใช้สอยในเมืองไทยต่าง ๆ มากขึ้น
และข้อสุดท้ายคือเรื่องคอร์รัปชั่น อันนี้เป็นตัวที่บั่นทอนการเจริญเติบโตของประเทศอย่างแท้จริง และเราพูดเรื่องนี้มานานแล้วครับ ซึ่งเราก็ได้มอบหมายกันไปแล้วว่า ทางฝรั่งซึ่งเขามีประสบการณ์อย่างนี้มาก่อนเมื่อ 100 ปีที่แล้วก็คงโกงคล้าย ๆ บ้านเรานี้นะครับ แต่ตอนนี้เขาอาจจะมีการพัฒนาดีขึ้นเยอะแล้ว ก็จะเอาอันนั้นมาเป็นบทเรียน
สิ่งที่เราดำเนินการทั้งหมดนี้กำลังทำเป็นแผน Action Plan ขึ้นมา นี่ครับคือสิ่งที่เราคิดว่าเราจะช่วยดำเนินการได้ และคิดว่านี่ก็นับว่าเป็นประโยชน์อย่างแท้จริง เรามีความตั้งใจ วันที่ 14 ที่ประชุมกรอ. พวกผมก็คงเสนอแผนดังนี้นะครับ แต่อาจจะไม่จำเป็นเพราะพูดวันนี้ได้ไปแล้ว เราจะทำแผนที่ว่าอันไหนที่เราทำเองเราจะทำเลยนะครับเราไม่รอท่านเลย และอันไหนที่เราหวังพึ่งจากท่านเราก็คงจะเสนอแนะไป อันไหนที่ท่านกับผมต้องทำร่วมกันจะเป็นแผนที่ชัดเจนมากขึ้น เพราะฉะนั้นจะเป็นรูปธรรมได้ภายใน 2 เดือน ก็จะสอดคล้องกับสิ่งที่นายกฯ พูดถึงว่าเราอยากที่จะเห็นความชัดเจนพวกนี้นะครับ และเชื่อว่าเอกชนทั้ง 3 หน่วยงานเรานี้ก็น่าจะเป็นกำลังที่สำคัญที่จะมาช่วยทำให้ผลักดันเรื่องนี้เกิดขึ้นกลายเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริงครับ
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย : ก็จากที่ท่านนายกฯ ได้ประกาศหรือว่ามีแนวทางเรื่องการปรองดองตั้งแต่แรกนะครับ ในส่วนของภาคเอกชนก็คงอะไรที่พยายามทำได้ก็พยายามทำ เพื่อช่วยในเรื่องของประเทศนะครับ ก็ในเรื่องของการที่จะลดความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้นี้นะครับ ก็มีแนวคิด จริง ๆ ทางสภาอุตสาหกรรมได้ประชุมไปเมื่อปลายเดือนนะครับ ประชุมที่พัทยา 300 กว่าคนนะครับ อันนั้นก็เป็นอันหนึ่งที่เรามาคุยเรื่องนี้ที่จะทำว่าทำอย่างไรที่จะเอาเรื่องของการผลิต การตลาด เทคโนโลยี กระจายเข้าไปสู่ท้องถิ่นนะครับ โดยมีแนวคิดที่ว่าอาจจะเข้าไปในเรื่องการจัดแสดงสินค้าอุตสาหกรรม การทำความเชื่อมโยงของซัพพลายเชนนะครับ กับเอสเอ็มอี กับโอท็อปในท้องถิ่นนะครับ
รวมทั้งให้มีในลักษณะที่เขาสามารถที่จะเป็นวัตถุดิบหรือเป็นการส่งเข้ามากับในอุตสาหกรรม เป็นวัตถุดิบหรือว่าการเชื่อมโยงของเชนกันนะครับ รวมทั้งเราจะนำเรื่องของเทคโนโลยี เรื่องของนวัตกรรมเข้าไปเสริม เรื่องของการบริหารจัดการ เข้าไปให้กับเอสเอ็มอีกับโอท็อปนะครับ
แต่ว่าทั้งหมดนี้ก็คงต้องทำงานร่วมกับภาครัฐด้วย เอกชนเข้าไปร่วมมือด้วย แต่ว่าหลายส่วนนี้ต้องร่วมมือกับหลายกระทรวง ถ้าท่านนายกฯ เป็นนโยบายที่ทำเรื่องนี้ก็สามารถที่จะทำได้อย่างเป็นระบบ และทำต่อเนื่อง และสิ่งที่ทำนี้ทำได้ทุกจังหวัดนะครับ ทำร่วมกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัด สภาหอการค้า ชมรมธนาคาร และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ก็จะเป็นที่ลงไปทั้งแผงเลยนะครับ และเป็นระบบครับ ขอบพระคุณครับ
ภาคเอกชน พวกเรา 3 องค์กรก็ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ผมอยากจะเกริ่นว่าในวันที่ 15 กรกฎาคม ที่เราจะจัดสัมมนานี้ เรื่องของความเหลื่อมล้ำก็จะเป็นหัวข้อสำคัญที่เราจะพูดกัน เท่าที่จับประเด็นได้นะครับ ความแตกต่างของรายได้ประเทศไทย มีจริง แต่ว่าความจริงแล้วไม่ได้เลวร้ายไปกว่าประเทศอื่น ๆ อย่างที่เขาเคลมกันนะครับ ปัญหาความรู้สึกของชาวบ้านขณะนี้ หนัก ๆ คือไม่ใช่อยู่ที่รายได้ แต่เขารู้สึกว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องนี้ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นยากกว่า และผมเข้าใจว่าโรดแม็ปของท่านนายกฯ ก็พยายามจะแก้ตรงนี้ ที่ผมเรียนก็คือว่าเรื่องรายได้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เราไม่ปฏิเสธ และผมคิดว่าอยู่ในวิสัยที่พอจะแก้ได้ แต่ว่าเรื่องที่จะต้องมองข้ามไม่ได้คือเรื่องของความรู้สึกที่ว่าเขาไม่ได้รับความยุติธรรม ซึ่งผมเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญกว่า ขอบพระคุณครับ
นายกรัฐมนตรี : ผมฝากข้อคิดไว้สัก 4 เรื่องนะครับ 4 เรื่องที่ผมคิดว่าจะช่วยได้นะครับ ทั้งในแง่ของการปฏิรูปและการปรองดอง ข้อแรกก็คือความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างครับ เราจะสังเกตเห็นว่ายังมีลูกจ้างจำนวนมากซึ่งมีความรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือความเป็นอยู่ที่ดี แล้วก็เป็นคนกลุ่มสำคัญกลุ่มหนึ่งซึ่งมาชุมนุมเคลื่อนไหวเรียกร้อง อันนี้ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่อยากจะเรียนว่า บางทีการทำความเข้าใจกันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเอง อาจจะมีส่วนช่วยได้ บางครั้งการมาเรียกร้องของเขา มันมีผลย้อนกลับไปที่ตัวเขาเอง แต่เขาอาจจะมองไม่เห็น อย่างนี้เป็นต้น
ประเด็นที่ 2 ก็เป็นประเด็นซึ่งมันมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมานานแล้วนะครับ คือความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับขนาดเล็ก ธุรกิจที่เป็นธุรกิจสมัยใหม่ กับธุรกิจที่เป็นธุรกิจดั้งเดิม หรือธุรกิจของชุมชน ซึ่งเราไม่ได้พูดถึงเรื่องปัญหาของการค้าปลีกอย่างเดียว แต่การอยู่ร่วมกัน อันนี้ก็น่าจะเป็นโจทย์สำคัญข้อหนึ่งขององค์กรภาคธุรกิจที่จะช่วยดู
ข้อที่ 3 จะเป็นเรื่องของปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมาบตาพุดก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง และขณะนี้ที่รัฐบาลกำลังหาคำตอบเกี่ยวกับเรื่องของการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น ภาคใต้ และไปเกี่ยวข้องกับทางธุรกิจด้านพลังงาน หรือที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงานก็จะเป็นธุรกิจซึ่งต้องยอมรับว่าชุมชนยังมีความหวาดระแวง วิตก หวาดกลัวอยู่ ว่าจะอยู่ร่วมกันได้หรือไม่อย่างไร
และข้อสุดท้ายข้อที่ 4 คือ ที่มีการพูดเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยว ความจริงทั้งท่องเที่ยวและกีฬา เป็นงานที่ผมคิดว่าถ้ามีการริเริ่มในหลาย ๆ เรื่อง จะเป็นตัวที่ช่วยสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นได้ เป็นความภาคภูมิใจของคนในพื้นที่ เป็นการรวมตัว เป็นการสร้างความสมานฉันท์ได้ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าจะคิดในกรอบว่า จะมีแนวทางการกระตุ้นกิจกรรมประเภทนี้อย่างไร
ที่ผมเชิญทุกภาคส่วนนี้เพราะว่า ผมอยู่กับความเป็นจริงนะครับ ว่าทุกแผนที่พูดทั้งหมดนี้แม้ว่าท่านรัฐมนตรีกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ มีความพร้อมอยากจะขับเคลื่อน และอาจจะมีมื้อไม้อยู่บ้างนี้ แต่ว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้มันเกี่ยวพันกับเรื่องการเมืองด้วย เพราะฉะนั้นบางครั้งหลายเรื่องที่ถ้ารัฐไปทำ ฝ่ายที่อาจจะไม่เห็นด้วย ไม่ใช่ผู้สนับสนุนรัฐ ก็จะมีความระแวง อาจจะมีการถึงขั้นกับการต่อต้านได้ ในขณะที่ภาคส่วน ทุกภาคส่วนรอบโต๊ะนี้ ผมคิดว่าอยู่ในฐานะที่ดี ในการที่จะเป็นตัวเอื้อมมือเข้าไป ในการที่จะดึงคนที่ยังมีความลังเลว่า อันนี้จะต้องมาช่วยกันทำ และโดยที่ผมบอกแล้วว่างานนี้เราต้องมอง มันไม่ใช่ 6 เดือนหรอกครับ มันต้องมองไปในหลายปีข้างหน้า เพราะฉะนั้นมันเป็นสิ่งที่เกินเลยรัฐบาลชุดนี้อยู่แล้ว แต่มันเป็นกระบวนการที่ถ้าทุกภาคส่วนขยับ และยื่นมือเข้าไป และเริ่มต้นนี้ผมคิดว่าก็จะช่วยได้มากนะครับ
สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย : ในส่วนของสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย ได้มีการหารือกันในระดับหนึ่งแล้วก็ จากวันนี้ที่ได้รับทราบโจทย์ ก็สามารถที่จะดำเนินการได้ภายใน 2 สัปดาห์นี้นะครับ โดยมีเป้าหมายในเริ่มต้นก็คงจะเอาตัวแทนท้องถิ่นในระดับจังหวัด จังหวัดละ 5 คนมาคุย และจะขยายรายภาคต่อไปนะครับ ขอบคุณครับ
องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น : ในส่วนของท้องถิ่นเองโดยเฉพาะอย่างยิ่งเทศบาลนั้น เราได้เริ่มดำเนินการโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาศัยโครงการปิดทองหลังพระ ที่เราดำเนินการเพราะว่าครบทุกมิติ ในส่วนของโครงการปิดทองหลังพระ ที่เรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงต่าง ๆ นั้น มันใช้ในส่วนของชุมชน ซึ่งเราก็เดินมาอยู่แล้ว แต่ก็อยากให้ทางรัฐบาลได้เน้นในส่วนของความสำคัญ และเราจะสร้างความสมานฉันท์ได้อย่างไรครับ ก็คงจะฝากไว้ในส่วนนี้ครับ
นายกรัฐมนตรี : ส่วนทางกำนัน ผู้ใหญ่บ้านครับ
ชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน : ในส่วนของกำนันผู้ใหญ่บ้านนะครับ เห็นด้วยนะครับกับแผนปรองดอง และจะดำเนินการสนับสนุนนะครับ แต่ว่าผมเพียงแต่ว่าติดในเรื่องของเวลาที่ท่านนายกฯ มีกรอบเวลาไว้ 2 อาทิตย์ ใน 2 อาทิตย์นี้ในส่วนของกำนันผู้ใหญ่บ้าน 75 จังหวัด จะมีตัวแทนของประธานชมรมจังหวัด 75 และแต่ละจังหวัดจะมีตัวแทนของประธานชมรมอำเภอ ในทุกอำเภอมีการประชุมประจำเดือน กระทรวงมหาดไทยจะมีการกำหนดประชุมประจำเดือน ต้นเดือน แต่คิดว่าถ้าเกิดเป็นโครงการที่เร่งรัด ผมได้คุยกับทางนายกสมาคมแล้วนะครับ ทางกำนันผู้ใหญ่บ้านยินดีนะครับที่จะสนองนโยบายในการที่จะดำเนินงานได้ทันท่วงที ก็คงต้องทำตามที่ในเสียงส่วนใหญ่นะครับใน 4 ภาคส่วน ยินดีที่จะทำในกรอบ 2 อาทิตย์ ทางเราก็ยินดีนะครับท่านนายกฯ ครับ ขอบคุณครับ
นายกรัฐมนตรี : กรณีท้องถิ่นผมก็เข้าใจนะครับ เนื่องจากว่ามีหลายองค์กรมาก รวมทั้งกำนันผู้ใหญ่บ้านด้วย คงไม่เป็นไรนะครับ เพราะว่าเท่าที่ทราบนี้ทางท้องถิ่นเอง พูดมาก็มีทั้ง 13 18 23 ใช่ไหมครับ ที่มีกิจกรรมต่าง ๆ อยู่ก็ถือว่าอาศัยเวทีตรงนี้ได้ ส่วนกำนันผู้ใหญ่บ้านนะครับ ก็จะลองดูว่าทางสมาคมจะสามารถจัดอะไรได้หรือไม่ และผมก็กำลังให้รัฐมนตรีคุยกับทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอยู่เหมือนกันว่า ถ้าสามารถที่จะจัดอะไรบางอย่าง ที่จะเชื่อมโยงให้เกิดการขับเคลื่อนตรงนี้ได้ในเบื้องต้นนะครับ เราคงไม่ได้คาดหวังว่า 2 อาทิตย์นี้แปลว่าจะต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ เพียงแต่ว่าต้องการให้เห็นว่า ขณะนี้ทุกภาคส่วนกำลังเคลื่อนไปจริง ๆ ในการทำสิ่งนี้ ครับเชิญครับ
กรุงเทพมหานคร : ทางกรุงเทพมหานครมองว่าเราน่าจะมีส่วนร่วมกับสถาบันการศึกษา อาจจะ 6 - 7 สถาบันการศึกษา โดยที่กรุงเทพมหานคร 50 เขตปกครอง เราแบ่งเป็น 6 โซน อาจจะขอความร่วมมือจากสถาบันการศึกษา สถาบันการศึกษาละ 1 โซน โดยมีสถาบันการศึกษาแกนทำหน้าที่รวบรวม โดยภายใน 2 สัปดาห์นี้จะลงพื้นที่ใน 2,000 ชุมชนร่วมกับสำนักพัฒนาชุมชนกรุงเทพมหานคร เพื่อรวบรวมข้อมูลและนำมาวิเคราะห์ ประมวล เพื่อกำหนดเป็นแผน ยุทธศาสตร์ต่อไป
รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร : ในเรื่องของการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนนั้นหลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาวันที่ 19 นั้น หลังจากนั้นทางกทม. ก็จัดกิจกรรมหลายครั้งที่ได้รับการมีตอบรับที่ดีมากจากภาคเอกชน และขณะนี้ก็ยังมีติดต่อสอบถามโทรเข้ามาอยู่ตลอดเวลาว่าอยากจะช่วยกทม. ฟื้นฟูเมืองอย่างไรบ้าง ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก ซึ่งดิฉันคิดว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการศึกษา เรื่องของลานกีฬา หรือว่าเรื่องของการหาข้อมูลเชิงลึกทางด้านสังคมนั้น ถ้าเราจัดโครงสร้างที่ดี โดยกทม. ทำเป็น 6 กลุ่มโซนแล้ว แล้วดูว่าแต่ละกลุ่มโซนจะมีการร่วมมือกันแบบไหนบ้าง เพื่อให้เกิดความแตกต่างที่น้อยลงนี้ก็คิดว่าจะสามารถนำแผนมาเสนอท่านนายกฯ ได้ค่ะ
สถาบันอุดมศึกษา : สถาบันอุดมศึกษาก็เป็นสถาบันคู่เคียงสังคม และจะทำงานร่วมกับสังคม เพราะฉะนั้นเราเชื่อมั่นในพลัง ในการสื่อสาร โดยคณาจารย์ของพวกเรา โดยนิสิตนักศึกษา โดยบัณฑิตศิษย์เก่าที่ท่านนายกฯ ได้กล่าวถึง ก็จะมีส่วนช่วยชี้แจงและรณรงค์ พวกนี้เมื่อเป็นลูกท่าน หลานชาวบ้าน เขามักให้ความเชื่อถือ
สถาบันอุดมศึกษา : เรื่องที่สำคัญของสถาบันอุดมศึกษานะคะ คือเรื่องการวิจัยค่ะ ก็ได้คำตอบมาอันหนึ่งซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องน่าสนใจ ก็คือคำตอบในเรื่องเกี่ยวกับหลักการรัฐสวัสดิการเพื่อการปรองดอง ดิฉันก็คิดว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ได้รับ นักเศรษฐศาสตร์ 60.9 เปอร์เซ็นต์เห็นว่าหลักการรัฐสวัสดิการ สามารถช่วยลดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยได้ และช่วยให้คนส่วนใหญ่เข้าถึงความจำเป็นพื้นฐาน เกิดความเท่าเทียมกันและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้นะคะ
สถาบันอุดมศึกษา : ก็อยากจะกราบเรียนว่าในแผน 5 ประการของท่านนั้น แผนที่ 1 แผนรวมใจพี่น้องเป็นหนึ่งเดียว ผมเชื่อว่าชาวมหาวิทยาลัยดำเนินการได้อยู่แล้ว ก็จะขออนุญาตรับลูกดำเนินการเรื่องนี้เลย เรื่องแรกก็จัดกิจกรรมตลอดปีนี้ เสริมสร้าง ทำอย่างไรจะให้พี่น้องประเทศไทยรวมใจเป็นหนึ่งเดียว ส่วนประการที่ 2 ตัวผมเองเมื่อ 2 - 3 วันนี้เปิดโรงเรียน เราเรียกว่า Pre School Conference ก็ขอร้องอาจารย์เลยว่าปีนี้ขอเป็นปีพิเศษ ให้สอดแทรก 3 เรื่องนี้ต่อบัณฑิตของเรา คือเรื่องการสร้างประชาธิปไตย ประการที่ 2 นี้การสร้างคุณธรรม จริยธรรม ให้แก่บัณฑิตของเรา และอันที่ 3 ก็คือการรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เราจะพูดกัน และอยากจะต้องเน้นย้ำบัณฑิตของมหาวิทยาลัยของเรานี้ให้มี 3 ประการนี้ครับท่าน
นายกรัฐมนตรี : ขอไปที่สื่อนะครับมีมาหลายท่าน เชิญเลยนะครับ
ภาคสื่อสารมวลชน : เราคิดว่าสื่อเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาด้วย และมีส่วนที่จะช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้ด้วยนะครับ เราได้คุยกันนะครับมาบ้างแล้ว และมีความเห็นว่าในส่วนของการปฏิรูปสื่อนี้ ทุกภาคส่วนต้องเข้ามาร่วมกัน ฝ่ายการเมืองเองก็ต้องทำ เราก็มีข้อเสนอถึงท่านนายกรัฐมนตรี ถึงสื่อ และถึงประชาชนนะครับ อย่างเป็นต้นว่า เสนอให้เร่งรัดการปฏิรูปสื่อภาครัฐนะครับ เสนอให้เร่งออกกฎหมายลูกตามรัฐธรรมนูญเพื่อคุ้มครองผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ และเร่งรัดการออกพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อที่จะมากำกับดูแลสื่อทั้งระบบให้ชัดเจนยิ่งขึ้นนะครับ
ภาคสื่อสารมวลชน : เราได้เฝ้าจิตสำนึกของคนในชาติ เราต้องกลับมาถามตัวเองว่าวันนี้คนไทยรักชาติไหม มีสักกี่คนที่รักชาติ มีใครเคยสำรวจเรื่องพวกนี้ไหมครับ หลายคนพอพูดถึงปฏิรูปสื่อ จบด้วยการปฏิเสธสื่อ ทุกครั้งจะเป็นแบบนี้ สื่อคือสื่อครับ แต่สารมันมีทั้งสารแท้และสารเทียม วันนี้รัฐบาลทำได้ครับ แยกสารเทียมออกจากสารแท้ วันนี้ยกตัวอย่างง่าย ๆ นะครับ เราจะพูดถึงวิทยุชุมชน พอเราพูดถึงวิทยุชุมชนปั๊บ เราก็ไปแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Community Radio พอเราบอกปิดวิทยุชุมชน ต่างประเทศก็บอกว่าปิด Community Radio ฝรั่งตกใจครับ เพราะ Community Radio เมืองไทยกับฝรั่งต่างกันมาก Community Radio เมืองไทยมีถึง 3 แบบ มีวิทยุท้องถิ่น มีวิทยุชวนเชื่อและมีวิทยุชุมชน แต่เราไปเรียกรวมว่าชุมชน
ภาคการสื่อสารมวลชน : เราเป็นสื่อสารนะครับ เราเองอยากจะนำสารจากรัฐบาล หรือเจตนารมณ์ต่าง ๆ นี้ของท่านนายกฯ ไปส่งให้กับประชาชน เพื่อที่จะให้ประชาชนได้รับรู้ว่ารัฐบาลหรือนายกฯ มีเจตนารมณ์อย่างไร ในการที่จะพัฒนาประเทศนะครับ มีแผนปรองดองต่าง ๆ อย่างไร ซึ่งที่ผ่านมานี้ผมคิดว่าการข้อมูลข่าวสารบางส่วนนี้ยังส่งไม่ถึงประชาชนที่แท้จริง สื่อชนิดใหม่ New Media นี้โทรทัศน์ดาวเทียม พีทีวี หรืออินเตอร์เน็ตต่าง ๆ เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถที่จะสื่อสารต่าง ๆ ได้สองทาง ที่สามารถนำสารจากประชาชนมาสู่ภาครัฐ มาสู่ท่านนายกฯ ได้ อยากจะให้ท่านได้นำเทคโนโลยีหรือสื่อใหม่ ไปใช้ประโยชน์ เราพร้อมที่จะสนับสนุนและช่วยสนับสนุนภารกิจของรัฐบาลครับ
นายกรัฐมนตรี : ก่อนที่จะจบนี้ก็อยากจะเรียนเพราะว่ายังไม่ได้มีโอกาสคุยในส่วนของภาควิชาการกับภาคสื่อนะครับ เอาสั้น ๆ ว่าในภาควิชาการก็ต้องขอขอบคุณนะครับที่ทุกเครือข่ายมีแนวคิดแนวทางกันอยู่ และโดยที่เฉพาะที่ท่านได้พูดถึงโอกาสสำคัญ เช่น การรับปริญญา การปิดเทอม หรือปฐมนิเทศ รวมทั้งเครือข่ายพื้นที่ ซึ่งท่านรัฐมนตรีก็รับไป ผมอยากจะย้ำอีกครั้งว่า ดูจากปรากฏการณ์เฟซบุคด้วย ดูจากอะไรหลายอย่างผมคิดว่าเรากำลังมีโอกาสทองที่เกิดขึ้นมาก็คือหลายคนมองว่า หลายปีที่ผ่านมาคนหนุ่มสาวเริ่มหายไปจากประเด็นทางสังคม ผมกลับมองว่าขณะนี้เราพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ให้คนรุ่นนี้จะเรียก Generation R ก็แล้วกันนะครับ R จะ Reform หรือจะ Re habilitation หรือ Re construction ได้หมดครับ อยากจะให้เขาเกิดคนรุ่นนี้ขึ้นมาที่จะช่วยทำในเรื่องนี้ ซึ่งผมคิดว่าทางฝ่ายวิชาการจะช่วยขับเคลื่อนได้
ส่วนสื่อนะครับ ที่ผมอยากจะเรียนคือว่าอิทธิพลและก็ทรัพยากรของท่านนี้มาก ผมไม่ได้มองเฉพาะในแง่ของเครือข่ายในการเผยแพร่ข่าวสาร แต่ต้องยอมรับว่าบุคลากรของภาคสื่อนี้คือบุคลากรที่มีบทบาทสำคัญมากในการชี้นำสังคม ไม่ว่าจะเป็นคนที่ทำงานเรื่องข่าวโดยตรง ไปจนถึงในวงการบันเทิง ซึ่งทรัพยากรตรงนี้ครับ ถ้าสื่อช่วยคิดด้วยนะครับว่าจะนำมาใช้เพื่อขับเคลื่อนกระบวนการนี้ได้อย่างไร ผมว่าจะทำให้เข้าถึงประชากรส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดได้อย่างแท้จริง ก็อยากฝากการบ้านตรงนี้ไว้ ตัวผมเองถ้าไปได้นะครับ ก็จะไปร่วม ถ้าไม่ได้นี้อย่างน้อยก็จะมีท่านรัฐมนตรีหรือท่านที่ปรึกษาที่กำลังทำงานเรื่องนี้อย่างเต็มที่และสนับสนุนกระบวนการนี้อย่างเต็มที่ไปร่วมครับ ก็ขอขอบคุณอีกครั้งนะครับ

 
ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : ณิริษธิญารัตน์ จันทร์กระจ่าง   Rewriter : พรภัสสร ปิ่นสกุล
สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ : http://thainews.prd.go.th



 วันที่ข่าว : 13 มิถุนายน 2553