เกี่ยวกับ NNT | ติดต่อเรา | แผนที่เว็บไซต์ | เข้าสู่ระบบ | ENG


รายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” วันที่ 30 พ.ค. 2553

รายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์”

วันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ.2553

ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย

และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์

สวัสดีครับ พี่น้องประชาชนที่เคารพรักทุกท่านครับ เมื่อคืนที่ผ่านมาก็เป็นคืนแรก ที่ไม่ได้มีการประกาศเคอร์ฟิวหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ ซึ่งเหตุการณ์เมื่อคืนที่ผ่านมาก็ผ่านไปด้วยความเรียบร้อย อย่างไรก็ตามการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ภาวะฉุกเฉินร้ายแรงในกรุงเทพมหานคร และในอีกหลายจังหวัดนั้น ในขณะนี้ก็ยังประกาศใช้อยู่ ซึ่งก็จะได้ให้ทางเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ ได้มีการประเมินสถานการณ์ตลอดเวลา เมื่อมีความเหมาะสมก็จะได้มีการดำเนินการผ่อนคลายข้อกำหนดต่างๆ หรือยกเลิกการประกาศภาวะฉุกเฉินไปในที่สุด
สำหรับในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทั้งหลายนั้น เมื่อวานนี้ผมได้มีโอกาสชี้แจงกับทางเอกอัครราชทูต และเจ้าหน้าที่องค์กรระหว่างประเทศ รวมทั้งตัวแทนขององค์กรธุรกิจต่างประเทศที่ทำเนียบรัฐบาล รวมไปถึงการได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับทางสื่อมวลชนต่างประเทศด้วย ซึ่งในช่วงที่ 2 ของรายการนี้ ก็จะได้มีการเอาการบันทึกการชี้แจง และการตอบข้อซักถามต่าง ๆ มาให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้รับทราบด้วย
สัปดาห์ที่ผ่านมามีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่ได้มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ก็คืองบประมาณที่เราจะใช้กันตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ผมต้องขอขอบคุณสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับหลักการกฎหมายงบประมาณ และจะมีการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ ซึ่งจะเริ่มต้นตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป ผมขอเรียนครับว่าในเรื่องของงบประมาณและเรื่องของเศรษฐกิจนั้น ในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ ปรากฏว่าเศรษฐกิจของไทยนั้นขยายตัวถึงร้อยละ 12 เป็นการขยายตัวซึ่งถือว่าสูงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก อาจจะรองลงมาจากประเทศสิงคโปร์และอีกบางประเทศในภูมิภาคนี้ แต่ถือว่าเป็นการฟื้นตัวที่เข้มแข็งมาก เพราะว่าปีที่แล้วระยะเวลาเดียวกันนั้น เศรษฐกิจไทยหดตัวถึงร้อยละ 7.1 การฟื้นตัวครั้งนี้ตัวเลขที่ปรากฏออกมา 3 เดือนแรกนั้นก็ปรากฏว่า การส่งออกก็เข้มแข็งมาก ขยายตัวร้อยละ 30 กว่า ๆ การท่องเที่ยวก็ขยายตัวถึงเกือบร้อยละ 30 การบริโภคภายในประเทศก็มีความเข้มแข็ง และที่สำคัญคือว่าแม้กระทั่งการลงทุนภาคเอกชนก็เริ่มมีสัญญาณไปในทางที่ดี ซึ่งหมายความว่า การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ เป็นการฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ซึ่งค่อนข้างที่จะสมดุลและรอบด้าน รายได้ภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ ล้วนแล้วแต่ดีขึ้นในทุกๆ ด้านเลย
อย่างไรก็ตามครับ เมื่อเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ และเหตุการณ์ที่มีความวุ่นวายที่ผ่านมา ก็เป็นที่คาดการณ์ครับว่าในไตรมาสที่ 2 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเดือนนี้และเดือนมิถุนายนนั้น ผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดก็คงจะเป็นภาคการท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นแม้ว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจใน 3 เดือนแรกจะอยู่ที่ร้อยละ 12 แต่ว่าประมาณการณ์ทั้งปี ซึ่งถ้าหากว่า เป็นเหตุการณ์ปกติก็หมายความว่าเศรษฐกิจน่าจะโตได้ถึงเกือบ 6-7 เปอร์เซ็นต์ เราก็ยังคงประมาณการเอาไว้ว่า คงจะเป็นอยู่ในระหว่าง 3.5-4.5 เปอร์เซ็นต์สำหรับปีนี้ ซึ่งรัฐบาลก็จะได้เร่งในการที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจต่อไป
เครื่องมือสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจก็คืองบประมาณ งบประมาณปีนี้ รัฐบาลได้จัดไว้ที่ 2 ล้าน 7หมื่นล้านบาท เป็นงบประมาณขาดดุลประมาณ 4 แสนกว่าล้าน ซึ่งงบประมาณนี้ เป็นงบประมาณที่นำเอาเรื่องของการงบประมาณ หรือการเงินการคลังกลับเข้าสู่ภาวะปกติเช่นเดียวกัน ที่พูดเช่นนี้ก็มี 2 เหตุผลครับ เหตุผลแรกที่คือในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปีที่แล้ว รัฐบาลคิดว่าอาจจะมีความจำเป็นที่จะต้องกู้เงินพิเศษเป็นกรณีพิเศษนั้นถึง 800,000 ล้านบาทเพื่อเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ว่าหลังจากที่การบริหารงานผ่านไปประมาณ 1 ปี ปรากฏว่าเศรษฐกิจเติบโตเข้มแข็งฟื้นตัวได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นความจำเป็นในการที่จะกู้ยืมเงินพิเศษ 400,000 ล้านบาทหลัง ซึ่งเดิมจะออกเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นั้นก็ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป แต่โครงการที่จะมีการดำเนินการในการใช้เงินกู้ตรงนั้น ซึ่งเป็นโครงการไทยเข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของถนนหนทาง แหล่งน้ำ โรงเรียน โรงพยาบาล และเรื่องอื่น ๆ นั้น ยังเป็นความตั้งใจของ รัฐบาลที่จะลงทุนอยู่ โดยเดิมนั้นการใช้เงินกู้ก็จะใช้ในช่วง 3 ปีข้างหน้า
เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทำก็คือว่านำเอาการลงทุนประมาณ 100,000 ล้านบาท จากพ.ร.บ.กู้เงินนั้นกลับเข้ามาสู่ระบบงบประมาณ ก็หมายความว่า ที่ได้มีการขาดดุลเพิ่มเติมนั้น ก็มีการนำเอาโครงการตรงนั้นมา 100,000 ล้านบาท และในปีงบประมาณอีก 2 ปีถัดไป งบประมาณปี 55 ปี 56 ก็จะสามารถเดินหน้าตามแผนของการลงทุนตามโครงการไทยเข้มแข็งได้ ต้องชี้แจงอย่างนี้ครับ เพราะว่าพี่น้องประชาชนในพื้นที่หลายพื้นที่จะทราบว่า มีอะไรบ้างอยู่ในแผนของการลงทุนไทยเข้มแข็ง แต่ขณะนี้อาจจะไม่ปรากฏอยู่ในรายการงบประมาณปี 54 ก็ขอให้มีความมั่นใจว่าโครงการเหล่านั้นคือโครงการที่จัดลำดับความสำคัญไว้สูงสุดสำหรับการลงทุนในปี 55 และปี 56
ผมขอเรียนครับว่าจากการที่เราดึงเอาการลงทุนเข้ามาในงบประมาณปี 54 นี้ก็ทำให้สัดส่วนงบประมาณในด้านการลงทุนของงบประมาณทั้งหมดปีนี้ขยับกลับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 16 ซึ่งที่จริงแล้วเราอยากจะให้เกินร้อยละ 20 แต่ในช่วงวิกฤตนั้นก็ต้องมีการตัดการลงทุนลงมา เพราะว่าขาดรายได้จากภาษีอากร ปีที่แล้วลดต่ำลงเหลือเพียงร้อยละ 12 เพราะฉะนั้นงบประมาณนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ยืนยันถึงการย้อนกลับเข้าสู่ภาวะความเป็นปกติ อย่างไรก็ตามครับ มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ารายจ่ายประจำ ซึ่งขณะนี้สูงถึงร้อยละ 80 ของงบประมาณทั้งหมด จะเป็นงบประมาณที่ก่อให้เกิดประโยชน์หรือไม่ ผมขอเรียนครับว่า รายจ่ายประจำในที่นี้ไม่ได้มีเฉพาะในเรื่องของเงินเดือน หรือการบริหารของราชการ แต่จะรวมรายจ่ายสำคัญตามนโยบาย ซึ่งรัฐบาลมุ่งที่จะสร้างสวัสดิการให้กับพี่น้องประชาชน
เพราะฉะนั้นงบประมาณที่จัดไว้สำหรับปี 54 นั้น ก็ยังเป็นงบประมาณที่จะดูแลในเรื่องของการเรียนฟรี 15 ปี จะเป็นงบประมาณที่ดูแลในเรื่องของเบี้ยยังชีพให้ผู้สูงอายุกับพี่น้องประชาชนกว่า 5 ล้านคน มีการจัดเบี้ยสำหรับคนพิการ 800,000 กว่าคน มีเรื่องของการเพิ่มงบประมาณต่อหัวในโครงการรักษาพยาบาลฟรี ซึ่งเดิมเป็นโครงการ 30 บาทนั่นเอง มีการจัดงบประมาณไว้สำหรับการประกันรายได้เกษตรกร ซึ่งจะเพียงพอต่อการดูแลเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง โดยเฉพาะในส่วนของข้าวนั้นสามารถที่จะดำเนินการในเรื่องของการประกันรายได้ได้ 2 รอบเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นงบประมาณทั้งหมดนี้ จะเป็นงบประมาณที่ก่อให้เกิดประโยชน์ในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ นำในเรื่องของโครงสร้างทางการเงินการคลังกลับเข้าสู่ภาวะปกติ มีการเดินหน้าในเรื่องของการดูแลสวัสดิการของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และดำเนินการในเรื่องของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีความจำเป็น
สำหรับการขาดดุลประมาณ 400,000 กว่าล้านนั้น ก็อยากจะขอเรียนว่า เป็นการขาดดุลซึ่งจะทำให้หนี้สาธารณะของประเทศนั้น ยังอยู่ในระดับซึ่งควบคุมได้ จริง ๆ แล้วก่อนหน้านี้ในช่วงเริ่มต้นวิกฤตมีการประมาณการณ์กันว่า หนี้สาธารณะของประเทศ พอสิ้นปีนี้อาจจะต้องเกินร้อยละ 50 ของรายได้ประชาชาติหรือผลิตภัณฑ์มวลรวม ขณะนี้จะไม่ถึงร้อยละ 50 แล้ว และคาดว่า จะสามารถบริหารจัดการให้เริ่มลดลงได้ในระยะเวลาต่อไป ซึ่งถ้าเทียบเคียงกับหลายประเทศในโลกในขณะนี้ พี่น้องประชาชนที่ติดตามข่าวสารจะทราบว่าประเทศในยุโรปก็ดี และอีกหลายประเทศก็ดี ซึ่งดำเนินมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจกำลังประสบปัญหาอย่างมากในเรื่องหนี้สาธารณะ ซึ่งเกินเลยไปถึงร้อยละ 70-80 ร้อยละ 100 หรือเกินร้อยละ 100 ก็ยังมี ก็ขอให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนว่า สำหรับกรณีของประเทศไทยนั้นไม่เป็นปัญหาอย่างแน่นอน นั่นก็คือเรื่องของงบประมาณและเรื่องของเศรษฐกิจที่ได้มีการผ่านความเห็นชอบในวาระที่ 1 ของสภาผู้แทนราษฎรในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งกระบวนการงบประมาณที่ดำเนินการไปราบรื่นเช่นนี้ก็มีส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นในสายตาของประชาคมโลกด้วย เพราะว่าเราเพิ่งผ่านเหตุการณ์วิกฤตที่ร้ายแรงมา
สำหรับการดำเนินการที่เกี่ยวข้องเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ ก็ขอเรียนครับว่า มีพี่น้องประชาชนที่ได้รับความสูญเสีย ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทุกกลุ่มเป็นเรื่องที่จะต้องได้รับการดูแล และทุกกลุ่มได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ ที่ได้พระราชทานความช่วยเหลือทั้งในเรื่องของเงินตรา ทุนทรัพย์ แม้กระทั่งการที่ทรงเข้าไปดูแลชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์โดยตรง เช่น ชุมชนบ่อนไก่ รัฐบาลก็เช่นเดียวกันครับได้ดำเนินการในการช่วยเหลือสำหรับผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บนั้น ก็มีเกณฑ์ความช่วยเหลือ ซึ่งได้มีการดำเนินการมาตั้งแต่เหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม ปี 2551 ก็ได้มีการดำเนินการไปตามปกติ
เช่นเดียวกันการฟื้นฟูชุมชนต่าง ๆ นั้น คณะรัฐมนตรีได้มีการมอบหมายกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมไปถึงท้องถิ่น โดยเฉพาะก็คือกรุงเทพมหานครในการเข้าไปดูแลพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เช่น พื้นที่บ่อนไก่ พื้นที่ดินแดง ฟื้นฟูในเรื่องของสาธารณูปโภค และให้ความช่วยเหลือในการฟื้นฟูจิตใจของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบด้วย ผมเองได้มีโอกาสไปเยี่ยมบุคคลที่ได้รับบาดเจ็บ ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ซึ่งมีทั้งในส่วนของทหาร อาสาสมัคร และพี่น้องประชาชน ก็ต้องขอชื่นชมในความเข้มแข็ง และในกำลังใจของทุก ๆ คนที่ผมได้มีโอกาสเยี่ยมในวันนั้น
สำหรับในเรื่องของการช่วยเหลือผลกระทบทางธุรกิจที่เกิดขึ้นกับกลุ่มผู้ประกอบการต่าง ๆ ก็ขอเรียนว่า เดิมนั้นเรามีคณะกรรมการที่ดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว มีท่านเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และได้มีเป้าหมายก่อนหน้านี้ในการช่วยเหลือในเรื่องของบุคคลที่ตกงาน และเรื่องของผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งมีปัญหาในการเสียค่าเช่า แต่ไม่สามารถประกอบกิจการได้ ขณะนี้คณะรัฐมนตรี ได้ขยายงานของคณะกรรมการชุดดังกล่าว เพราะว่ามีเหตุการณ์ในช่วงวันที่ 19 พฤษภาคม โดยเฉพาะที่ทำให้มีปัญหาที่เกิดขึ้นกับพื้นที่อื่น ๆ นอกเหนือจากพื้นที่เดิม ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายของการช่วยเหลือ ซึ่งงานของคณะกรรมการชุดนี้ก็ยังดำเนินการต่อไป เบื้องต้นนั้นในส่วนของปัญหาการว่างงานก็ดี ปัญหาการเสียค่าเช่าก็ดี หลักการที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติแล้วก็คือว่าในส่วนของการดูแลในการจ้างงาน ก็คือกิจการใดซึ่งไม่สามารถประกอบกิจการได้ แต่ว่าไม่เลิกจ้างงาน รัฐบาลก็เข้าไปช่วยดูแลในเรื่องของค่าจ้าง ในส่วนของค่าเช่าก็เช่นเดียวกันครับ จะมีหลักการว่าไม่ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ไปเก็บค่าเช่าจากผู้ประกอบการรายย่อย และรัฐบาลจะเข้าไปดูแลในการเจรจากับผู้ประกอบการรายใหญ่ต่อไป
นอกจากนั้นครับ สำหรับคนที่ตกงาน ผู้ที่มีสิทธิตามประกันสังคมอยู่แล้ว รัฐบาลก็จะสมทบให้อีก 7,500 บาท และสำหรับผู้ที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคมเงินจำนวนเดียวกัน ก็จะมีการจ่ายให้ในกรณีที่ถูกเลิกจ้าง ถ้าเป็นผลกระทบโดยตรงมาจากการชุมนุม สำหรับประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เพลิงไหม้ ในวันที่ 19 พฤษภาคม ซึ่งกลุ่มใหญ่ ๆ ก็จะมีที่สยามสแควร์ ที่เซ็นทรัลเวิลด์ และก็ที่เซ็นเตอร์วัน มาตรการขณะนี้คือว่า เราได้เปิดโอกาสให้บุคคลเหล่านี้มาขึ้นทะเบียนวันที่ 31 คือวันพรุ่งนี้ ก็จะเป็นวันสุดท้ายที่ จะมีการขึ้นทะเบียนสำหรับกลุ่มนี้ แต่ว่าได้มีมติในการช่วยเหลือชัดเจนแล้ว เบื้องต้นคือมีเงินช่วยเหลือ 50,000 บาท เพื่อที่จะเป็นทุนในการดูแล ในการใช้ชีวิตในขณะที่ประสบกับปัญหาที่เกิดเพลิงไหม้ และอาจจะสูญเสียทั้งร้านค้าและสินค้าของตัวเอง มีมติเช่นเดียวกันว่า ให้ธนาคารเอสเอ็มอี ได้ให้เงินกู้ปลอดดอกเบี้ย 300,000 บาท เป็นระยะเวลา 1 ปี ไม่ต้องชำระดอกเบี้ยเงินต้นในช่วง 1 ปีนี้ และไม่มีการคิดดอกเบี้ย และมีวงเงินให้อีก 700,000 บาท รวมกันแล้วก็จะเป็น 1 ล้านบาท ซึ่งจะคิดอัตราดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 หรือไม่เกินร้อยละ 3 ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือในเรื่องของทุนในการประกอบการ หรือเงินทุนหมุนเวียนต่อไป
สำหรับการจัดหาสถานที่ในการช่วยผู้ประกอบการซึ่งประสบเพลิงไหม้นั้น กรณีของสยามสแควร์ ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นเจ้าของสถานที่ได้มีการจัดสถานที่ ทั้งลักษณะที่เป็นชั่วคราวก่อน และต่อมาก็จะมีการสร้างอาคารกึ่งชั่วคราวกึ่งถาวร ที่จะใช้บริเวณในสยามสแควร์นั่นเอง เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเหล่านี้ สามารถขายของในพื้นที่ดังกล่าวได้ รัฐบาลก็ได้จัดงบประมาณให้เป็นที่เรียบร้อยแล้วประมาณ 90 ล้านบาท และการดำเนินการตรงนี้จะไม่คิดค่าเช่า คาดว่าจะเป็นระยะเวลาประมาณ 1 ปี ในขณะที่มีการซ่อมแซมหรือฟื้นฟูอาคารที่ได้รับความเสียหายไป ส่วนกรณีของเซ็นทรัลเวิลด์นั้น ข้อเสนอเบื้องต้นคือว่า ผู้ประกอบการจะสามารถไปขายของได้ที่สาขาอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เซ็นทรัลเวิลด์เสนอมาก็คืออาจจะเป็นที่เซ็นทรัลลาดพร้าว โดยจะต้องมีการเจรจาระหว่างทางกลุ่มบริษัทกับทางการรถไฟฯ เนื่องจากว่า เซ็นทรัลลาดพร้าวอยู่ในช่วงที่จะมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของสัญญาการเช่า ถ้าหากว่า เรียบร้อยก็จะดำเนินการไปตามแนวทางนี้ แต่ว่าถ้าหากว่าไม่เรียบร้อย รัฐบาลก็จะใช้แนวทางเดียวกับที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ทำกับสยามสแควร์ เราก็จะพยายามหาที่ของรัฐหรือที่ของทรัพย์สิน ในการที่จะดูว่า จะสามารถจัดให้มีการค้าขายชั่วคราว อาจจะเป็นระยะเวลาประมาณ 1 ปี โดยรัฐบาลก็จะมีการออกค่าใช้จ่ายในเรื่องนี้ให้ ซึ่งจะรวมกับกลุ่มผู้ค้าในบริเวณเซ็นเตอร์วันเช่นเดียวกัน
ขณะเดียวกัน วันศุกร์ วันเสาร์ คือเมื่อวานซืนและเมื่อวานที่ผ่านมานี้เอง ได้มีการจัดโครงการในการปิดถนนสีลม ในการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเหล่านี้สามารถที่จะมาค้าขายได้ ซึ่งผมต้องขอขอบคุณพี่น้องประชาชนจำนวนมาก ซึ่งได้ไปอุดหนุน ผมเข้าใจดีเลยว่า มีพี่น้องประชาชนจำนวนมากที่ได้ตัดสินใจไปซื้อของอุดหนุนผู้ประกอบการเหล่านี้ ก็เพราะว่ามีความเห็นใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเหตุการณ์ความไม่สงบ กิจกรรมลักษณะนี้ก็จะมีการดำเนินการอีกเป็นระยะ ๆ ซึ่งจะเป็นหน้าที่ของทางกรุงเทพมหานคร ซึ่งเราได้ประสานงานไปร่วมกับทางกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงท่องเที่ยว ก็จะได้มีการดำเนินการในลักษณะเช่นนี้เพื่อเปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบรายย่อยด้วย ทั้งหมดนี้ก็เป็นงานในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับความช่วยเหลือและการดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทั้งหมด
ผมขอเรียนครับว่า สำหรับวันพรุ่งนี้และวันมะรืนนี้ สภาผู้แทนราษฎรก็ได้มีการประชุม เพื่อเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจตัวผม และรัฐมนตรีอีก 4-5 ท่าน ซึ่งก็เป็นเรื่องของกระบวนการตามประชาธิปไตย รัฐบาลก็เปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญและระบบรัฐสภา ผมก็หวังว่าการอภิปรายนั้น จะเป็นการนำเอาข้อเท็จจริงนะครับ และเหตุและผมเข้ามาใช้ในการตรวจสอบและทุกฝ่ายจะใช้ความระมัดระวังตามสมควร ไม่ให้เวทีนี้เป็นเวทีที่จะไปสร้างความแตกแยกเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามนะครับ ผมขอเรียนว่า ในส่วนของแผนของการปรองดองนั้น ก็มีการเดินหน้าอย่างเต็มที่ ภายในสัปดาห์หน้าครับ จะเร่งรัดในเรื่องของการแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระ ทั้งที่เข้ามาดูแลในเรื่องของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของปมปัญหาทางการเมือง เรื่องของการจัดทำสมัชชารับฟังความคิดเห็นเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ หรือปฏิรูปประเทศนะครับ ซึ่งขณะนี้โครงการเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้วนะครับ มีการใช้ความร่วมมือจากทุกๆ ฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม้กระทั่งการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน การจัดการประชุมการจัดสมัชชาและผมก็ขอเชิญชวนอีกครั้งหนึ่งครับโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ทุกองค์กรไม่ว่าจะเป็น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นะครับ กลไกของรัฐต่างๆ องค์กรภาคเอกชน ภาคธุรกิจเอกชน นะครับ ที่จะมาทำโครงการไม่เพียงแต่เฉพาะเพื่อหวังผลในเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่จะเป็นกระบวนการที่ช่วยกันทำความเข้าใจและก็รวมน้ำใจของพี่น้องประชาชนให้กลับมาเป็นหนึ่งเดียวนะครับ เพื่อสร้างความปรองดองสมานฉันท์อย่างแท้จริง ซึ่งความคืบหน้าในการดำเนินการในเรื่องเหล่านี้ ผมก็จะรายงานให้กับพี่น้องประชาชนรับทราบเป็นระยะๆ ต่อไป พักกันสักครู่นะครับ เดี๋ยวกลับมาดูการบันทึก การชี้แจง ที่ผมได้ดำเนินการต่อเอกอัครราชฑูต องค์กรระหว่างประเทศ และสื่อมวลชนต่างประเทศต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวานนี้ครับ
พิธีกร :สวัสดีคะ วันนี้รายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ฯ พาคุณผู้ชมมาที่ทำเนียบรัฐบาลคะ วันนี้ ดิฉัน พิชญทัฬห์ จันทร์พุฒ ทำหน้าที่พิธีกรรับเชิญนะคะ ทำเนียบรัฐบาลในวันนี้ถือได้ว่าสวยงาม ร่มรื่น และก็กลับมาเป็นศูนย์บัญชาการบริหารราชการแผ่นดินอีกครั้งหนึ่งคะ หลังจากที่สถานการณ์ทางการเมืองนั้นสงบลง วันนี้พาคุณผู้ชมมาทำเนียบรัฐบาลเพื่อติดตามภารกิจของท่านนายกรัฐมนตรีนะคะ ที่เปิดทำเนียบต้อนรับคณะทูตานุทูต และก็สื่อมวลชนจากต่างประเทศทั่วโลก เพื่อที่จะชี้แจงทำความเข้าใจและก็ตอบข้อซักถามถึงสถานการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้รวมไปถึงก้าวย่างของประเทศไทยที่จะเดินหน้าต่อไปในอนาคตคะ ช่วงนี้เชิญคุณผู้ชมไปติดตามบรรยากาศภายในทำเนียบรัฐบาลกันคะ
(นายกรัฐมนตรีกล่าวกับคณะทูตานุทูตและสื่อมวลชนต่างประเทศเป็นภาษาอังกฤษ )
พิธีกรแปล : ในช่วงแรกนะคะ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้กล่าวต้อนรับและก็ขอบคุณแขกผู้มีเกียรตินะคะไม่ว่าจะเป็นเอกอัครราชฑูต ประธานสภาหอการค้า และก็องค์กรระหว่างประเทศที่วันนี้ได้เป็นโอกาสที่ดีที่ได้มาพบปะพูดคุยชี้แจงทำความเข้าใจถึงสถานการณ์บ้านเมืองค่ะ
(นายกรัฐมนตรีกล่าวกับคณะทูตานุทูตและสื่อมวลชนต่างประเทศเป็นภาษาอังกฤษ )
พิธีกรแปล : ท่านนายกรัฐมนตรีก็บอกว่า รู้สึกขอบคุณที่วันนี้ในภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งเอกอัครราชฑูตและก็องค์กรระหว่างประเทศ รวมไปถึงแขกผู้มีเกียรติที่เป็นชาวต่างชาตินี้ ได้ให้เกียรติมาร่วมพูดคุยกันในวันนี้ค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของสถานการณ์บ้านเมืองที่ตึงเครียดในช่วงที่ผ่านมาค่ะ
(นายกรัฐมนตรีกล่าวกับคณะทูตานุทูตและสื่อมวลชนต่างประเทศเป็นภาษาอังกฤษ )
พิธีกรแปล : ก่อนที่จะเปิดเวทีให้มีการซักถามและก็พูดคุยกันในรายละเอียดท่านนายกรัฐมนตรีก็ขอใช้เวลาช่วงนี้ในการที่จะชี้แจงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นช่วงก่อนหน้านี้นะคะ รวมไปถึงแผนการณ์ที่รัฐบาลจะดำเนินต่อไปข้างหน้า สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลต้องการทำนั่นก็คือเรื่องของการลดการเผชิญหน้าและก็ไม่ใช้ความรุนแรง
(นายกรัฐมนตรีกล่าวกับคณะทูตานุทูตและสื่อมวลชนต่างประเทศเป็นภาษาอังกฤษ )
พิธีกรแปล : ในช่วง 1 ปีครึ่งของการบริหารงานของรัฐบาลที่ผ่านมานะคะ ก็เป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลเองก็จะต้องเผชิญกับหลาย ๆ เรื่อง เมื่อมีการประท้วงเกิดขึ้นเมื่อช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมานะคะ ทางรัฐบาลหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ามาโดยตลอด ทางรัฐบาลโดยตัวท่านนายกรัฐมนตรีเองก็ มีการพูดคุยเจรจากับทางแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือว่า นปช.ซึ่งออกมาเคลื่อนไหว
(นายกรัฐมนตรีกล่าวกับคณะทูตานุทูตและสื่อมวลชนต่างประเทศเป็นภาษาอังกฤษ )
พิธีกรแปล : ซึ่งต่อมาก็พบว่า ในส่วนของกลุ่มผู้ชุมนุมนั้นก็มีการใช้อาวุธเพื่อที่จะต่อต้านเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยนะคะ ซึ่งก็ถือว่าเป็นงานที่ค่อนข้างจะยากลำบากของรัฐบาลที่จะต้องจัดการแก้ไขปัญหา
(นายกรัฐมนตรีกล่าวกับคณะทูตานุทูตและสื่อมวลชนต่างประเทศเป็นภาษาอังกฤษ )
พิธีกรแปล : หลังจากที่มีการพูดคุยเจรจากันนะคะ ซึ่งก็ใช้เวลาอยู่หลายสัปดาห์ ก็มีการลดในส่วนของเงื่อนไขของทั้งสองฝ่ายลงมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกำหนดการวันเลือกตั้ง ที่ทางรัฐบาลก็ได้ลดทอนลงมา
(นายกรัฐมนตรีกล่าวกับคณะทูตานุทูตและสื่อมวลชนต่างประเทศเป็นภาษาอังกฤษ )
พิธีกรแปล : การชุมนุมของกลุ่ม นปช. ที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ได้กระทบกับการใช้ชีวิตของพี่น้องประชาชนโดยทั่ว ๆ ไป ซึ่งเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นเมื่อช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาได้นำมา ซึ่งความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน มีหลาย ๆ หลักฐานนะคะไม่ว่าจะเป็นภาพฟุทเทจที่หลาย ๆ คนก็คงจะได้เห็นกันไปแล้วว่าทางกลุ่มผู้ชุมนุมเองก็มีกลุ่มติดอาวุธแฝงตัวอยู่ในนั้นด้วย
(นายกรัฐมนตรีกล่าวกับคณะทูตานุทูตและสื่อมวลชนต่างประเทศเป็นภาษาอังกฤษ )
พิธีกรแปล : ท่านนายกฯ ก็พูดทำความเข้าใจเรื่องของคำว่าผู้ก่อการร้าย ที่หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยนะคะ หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าทำไมรัฐบาลจึงเรียกกลุ่มคนก่อความไม่สงบนี้ว่า กลุ่มผู้ก่อการร้าย ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ชี้แจงว่าเป็นคำนิยามตามข้อตัวบัญญัติกฎหมายว่าด้วยการก่ออาชญากรรม ตามกฎบัตรของสหประชาชาติที่บัญญัติคำนี้ขึ้น หลังเกิดเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน ที่สหรัฐอเมริกาค่ะ
(นายกรัฐมนตรีกล่าวกับคณะทูตานุทูตและสื่อมวลชนต่างประเทศเป็นภาษาอังกฤษ )
พิธีกรแปล : ท่านนายกฯ ได้พูดถึงมาตรการกระชับพื้นที่นะคะ เน้นย้ำว่า รัฐบาลทำภายใต้แนวคิดให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด มีการวางแนวกำลังเพื่อตรวจค้นและก็สกัดกั้นไม่ให้แนวร่วมนปช. นั้นเข้ามาสมทบกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่ราชประสงค์เพิ่มขึ้น เพื่อที่จะนำไปสู่จุดหมายปลายทางนั้นก็คือการยุติการชุมนุม ซึ่งมาตรการนี้ก็ได้ผลนะคะ เพราะว่าถ้าดูจากจำนวนของกลุ่มผู้ชุมนุมจากเดิมที่อยู่ที่หลักหมื่นคนก็มีจำนวนลดลง เหลืออยู่ที่ราว ๆ 3,000 - 4,000 คนเท่านั้นที่บริเวณราชประสงค์ค่ะ
(นายกรัฐมนตรีกล่าวกับคณะทูตานุทูตและสื่อมวลชนต่างประเทศเป็นภาษาอังกฤษ )
พิธีกร (คำแปลภาษาไทย)
นายกรัฐมนตรีพูดถึงเหตุการณ์เมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนะคะว่า มีกลุ่มผู้ติดอาวุธแฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม และมีการชุมนุมที่ทั้งบริเวณสวนลุมพินีและสารสินด้วย พยายามที่จะโจมตีนักข่าว กลุ่มอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ ซึ่งระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ก็สามารถตรวจยึดอาวุธสงครามได้เป็นจำนวนมากค่ะ
มาถึงวันที่เจ้าหน้าที่นั้นปฏิบัติการขอคืนพื้นที่ก็มีการอำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมที่ต้องการจะเดินทางกลับบ้าน แต่มีกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนที่ก่อความไม่สงบ วางเพลิงเผาสถานที่ราชการห้างร้านต่าง ๆ
แกนนำนปช. ได้ประกาศยุติการชุมนุมในช่วงเวลาประมาณบ่ายโมงถึงบ่ายสองโมงนะคะ แต่ว่าจนถึงช่วงเวลาประมาณ 19.00 น. หรือประมาณ 1 ทุ่ม ก็ยังมีเหตุการณ์ยิงกันเกิดขึ้นที่วัดปทุมวนารามค่ะ
นายกฯ พูดถึงแผนปรองดอง 5 ข้อด้วยนะคะว่า ได้เสนอให้กลุ่มนปช. แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ ขณะที่เรื่องของการเจรจาที่วุฒิสมาชิกเสนอว่า จะเป็นตัวกลาง ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าที่ไม่เลือกใช้ช่องทางนี้ เพราะว่า มองว่าการเจรจานั้นอาจจะไม่ได้ผล เนื่องจากประเมินสถานการณ์แล้วแกนนำนปช. ยังคงมีการระดมแนวร่วมเข้ามาสมทบอย่างต่อเนื่อง ทางรัฐบาลก็ได้พยายามที่จะแก้ไขปัญหาในส่วนของกลุ่มผู้ชุมนุมนะคะ โดยทำให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด
จนถึงขณะนี้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ยังมีอำนาจบังคับใช้อยู่นะคะ แต่ว่าการประกาศเคอร์ฟิวนั้นได้สิ้นสุดลงเมื่อคืนวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครก็เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ เห็นได้จากภาพของ Big Clean Day ที่ภาคส่วนต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานครได้มาร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อที่จะเดินหน้าให้กรุงเทพมหานครนั้นกลับไปสู่สภาวะปกติ ซึ่งภารกิจของรัฐบาลที่แยกราชประสงค์ก็นำไปสู่การใช้ชีวิตที่ปกติของประชาชนค่ะ
ส่วนเรื่องของการสอบสวนข้อเท็จจริงและคดีความต่าง ๆ ท่านนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาตรวจสอบ และตอนนี้ก็กำลังอยู่ในขั้นตอนของการรวบรวมพยานหลักฐาน เรื่องของมาตรการฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองนะคะ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาครม. ได้มีการอนุมัติงบเพื่อช่วยเหลือบุคคลที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ กองทุนชดเชยรายได้ที่จะให้กับผู้ประกอบการและลูกจ้าง บริเวณพื้นที่การชุมนุม ซึ่งผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงก็คือคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ค่ะ
นอกจากนี้ท่านนายกรัฐมนตรี ยังพูดถึงการจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้น และหาช่องทางช่วยเหลือผู้ประกอบการด้วยนะคะ อย่างเช่น การจัดกิจกรรมถนนคนเดินที่ถนนสีลม ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ทั้งหมดนี้เป็นมาตรการระยะสั้น เพื่อมองไปข้างหน้านะคะ ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดถึงแผนปรองดองและการฟื้นฟูประเทศไทย ที่จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และทุกระดับ ประชาชนทุกคนทั่วทั้งประเทศไทย รวมไปถึงองค์กรอื่น ๆ ด้วยนะคะอย่างเช่น เอ็นจีโอ ท่านนายกรัฐมนตรี ก็พร้อมที่จะเปิดรับ จะสำเร็จได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกๆ คนและทุกๆ ภาคส่วนค่ะ
นายกรัฐมนตรีพูดถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะเกิดขึ้นในวันจันทร์และวันอังคารด้วยนะคะ นายกรัฐมนตรีมองว่าช่องทางของสภาฯ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนยังคงเดินไปในทิศทางเดียวกันก็คือจุดสุดท้ายที่ประเทศไทย จะก้าวเดินต่อไปข้างหน้า ทุกคนยังมองเห็นอนาคตของประเทศไทยเป็นหลัก ท่านนายกฯ ยังคงเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่รักความสงบสุขนะคะ ภารกิจหลักของรัฐบาลหลังจากนี้ ก็คือการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม
นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำต่อคณะทูตานุทูตถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ท่านทูต รวมไปถึงชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยนะคะว่ารัฐบาลนั้นมีมาตรการที่จะดูแลอย่างเต็มที่ และได้เชิญชวนให้คณะทูตนั้นเป็นส่วนหนึ่ง มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูประเทศไทยนะคะ เน้นย้ำว่าความมีน้ำใจของคนไทยนั้นยังคงมีอยู่เหมือนเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลง
ในภาพรวมนะคะ ที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงทำความเข้าใจและตอบข้อซักถามกับคณะทูตานุทูต ประธานสภาหอการค้า รวมไปถึงองค์กรต่างประเทศนะคะ ช่วงต้นท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงความมุ่งมั่นในช่วงรับตำแหน่งใหม่ ๆ ในการที่จะพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทย ดำเนินการแก้ไขปัญหาของประเทศ บนพื้นฐานของการยึดหลักสันติสุขและความปรองดอง ท่านนายกรัฐมนตรี ชี้แจงถึงสถานการณ์ที่ผ่านมานะคะว่า ในช่วงเหตุการณ์การชุมนุม ผู้ชุมนุมได้ปฏิเสธข้อเสนอหลายประการของทางรัฐบาล นอกจากนี้พูดถึงคำจำกัดความของคำว่า ผู้ก่อการร้าย ที่หลายๆ คนอาจจะสงสัยนะคะ ท่านนายกรัฐมนตรีอธิบายชี้แจงว่า เป็นคำที่มีบัญญัติอยู่ในกฎหมายอาญาของไทย ซึ่งสอดคล้องกับคำจำกัดความของสหประชาติ
ท่านนายกรัฐมนตรียังได้พูดถึงแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหารด้วยนะคะ บอกว่าใช้ความอดทนอดกลั้นโดยตลอด เรื่องของการใช้อาวุธจะกระทำก็ต่อเมื่อ ยิงขึ้นฟ้าเพื่อข่มขู่ เพื่อป้องกันตัวเอง และประการสุดท้าย ยิงผู้ติดอาวุธเมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจน เรื่องของเหตุการณ์ที่มีการเผาตึกอาคารต่างๆ เป็นการวางแผนเอาไว้ล่วงหน้านะคะ ไม่ได้เกิดขึ้นจากอารมณ์โกรธแค้นเพียงอย่างเดียว
ท่านนายกรัฐมนตรี ยังได้พูดถึงกิจกรรมหลังจากที่ทางรัฐบาลนำกรุงเทพมหานครกลับคืนสู่ประชาชนได้แล้ว มีการจัดกิจกรรม Big Clean Up Day ซึ่งมีชาวต่างชาติมาร่วมในกิจกรรมนี้ด้วย และท้ายสุดนะคะ นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชน ให้มีส่วนร่วมในกระบวนการปรองดอง ทั้งคนในระดับหมู่บ้าน ประชาสังคม ส่วนมิตรในต่างประเทศนะคะ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ ระบุว่าเ ห็นถึงศักยภาพของการเป็นหุ้นส่วนซึ่งกันและกันต่อไป และท่านนายกรัฐมนตรี ยังได้ย้ำถึงบทบาทสำคัญของต่างชาติด้วยนะคะ ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างความปรองดองค่ะ
ช่วงถาม – ตอบ
ท่านแรกเป็นท่านทูตจากประเทศเยอรมันนีค่ะ ก็ขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีที่ให้ข้อมูลและแสดงความเคารพต่อการให้ข้อมูลอย่างเปิดเผยของรัฐบาลไทย โดยท่านนายกรัฐมนตรีได้เปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ
คำถามแรกถามถึงเรื่องของการต่ออายุเคอร์ฟิว รวมไปถึงพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ค่ะ
คำถามที่สองถามถึงความรู้สึกของคนต่างจังหวัดโดยเฉพาะพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานของไทย ที่อาจจะไม่ค่อยพอใจเกี่ยวกับพัฒนาการทางการเมืองของไทย และอยากจะให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วค่ะ
ท่านนายกรัฐมนตรีตอบคำถามแรกถึงการต่ออายุพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ นะคะว่า ยังมีอำนาจบังคับใช้อยู่ ในตอนนี้ ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับทางศอฉ. ที่จะประเมินสถานการณ์ ส่วนเรื่องของเคอร์ฟิวนั้นก็ได้เสร็จสิ้นตั้งแต่ 28 พฤษภาคม ที่ผ่านมาค่ะ คำถามที่สอง ท่านนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามเกี่ยวกับพัฒนาการทางการเมืองของไทยนะคะ บอกว่า เป็นการเปลี่ยนผ่าน ในระบบของรัฐสภา ท่านนายกรัฐมนตรี ยกตัวอย่างรัฐบาลของสหราชอาณาจักร ที่ก็เป็นรัฐบาลผสมเช่นกัน ไม่ได้หมายความว่า มาโดยวิธีนี้จะไม่ชอบธรรมนะคะ ส่วนในเรื่องของการเลือกตั้ง ท่านนายกรัฐมนตรี บอกว่า จะต้องให้มีการกำหนดกฎเกณฑ์ก่อนวันเลือกตั้ง และจะต้องร่วมกันสร้างบรรยากาศ กำหนดวันเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรี บอกว่า อาจจะมีการเลือกตั้งก่อนที่รัฐบาลหมดวาระก็เป็นไปได้ แม้ว่าทางกลุ่มนปช.จะเคยปฏิเสธข้อเสนอการลือกตั้ง ครั้งก่อนหน้านี้ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเสนอเอาไว้คือ 14 พฤศจิกายน
หลาย ๆ คนอาจจะตั้งคำถามนะคะถึงข้อเสนอของท่านนายกรัฐมนตรีที่กำหนดให้มีการเลือกตั้ง 14 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ทางด้านของกลุ่มนปช. นั้นไม่ได้ตอบรับข้อเสนอในส่วนนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีการเลือกตั้งก่อนที่รัฐบาลจะหมดวาระ ความเป็นไปได้ในเรื่องของการเลือกตั้งก่อนที่รัฐบาลจะหมดวาระนั้นยังมีอยู่ ค่ะ เรื่องของเศรษฐกิจนายกรัฐมนตรี บอกว่า จะสร้างความเจริญเติบโตได้ประมาณ 4 - 5 เปอร์เซ็นต์นะคะ การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เช่นกันค่ะ ถ้าหากว่า มีความคืบหน้าก็จะเอื้อประโยชน์ต่อการเลือกตั้ง ทั้งหมดทั้งมวลที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดถึงนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการร่วมกันสร้างบรรยากาศให้ดำเนินไปสู่วันเลือกตั้ง ก็ถือว่าเป็นปัจจัยที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งที่ดีค่ะ
คำถามถัดมาเป็นของท่านทูตญี่ปุ่นนะคะ บอกว่า รู้สึกขอบคุณเช่นเดียวกับท่านทูตของเยอรมันนีค่ะ ที่เปิดโอกาสให้มีการชี้แจงทำความเข้าใจและซักถามข้อสงสัยในวันนี้ คำถามแรกถามถึงผลของคณะกรรมการอิสระต่อการสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งทำให้นักข่าวญี่ปุ่นนั้นเสียชีวิต ก็หวังว่าการสอบสวนนั้นจะดำเนินไปอย่างรวดเร็วและก็รัดกุมถูกต้องตามข้อเท็จจริง อีกประเด็นหนึ่งที่พูดถึงนะคะ ก็คือเรื่องของการให้ความช่วยเหลือ เป็นมาตรการฟื้นฟูของทางรัฐบาลที่จะช่วยเหลือประชาชนและภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม ท่านทูตญี่ปุ่นก็บอกว่า หวังว่าจะครอบคลุมทั่วถึงทุกมิตินะคะ และพูดถึงประเด็นเรื่องของเส้นตายที่ทางรัฐบาลกำหนดให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยในส่วนของภาคเอกชนนั้น ไปยื่นเรื่องขอเยียวยา ท่านทูตญี่ปุ่นบอกว่าอยากจะให้ยืดหยุ่นในส่วนของเส้นตายตรงนี้ออกไปค่ะ
ท่านนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของช่างภาพญี่ปุ่นนะคะ ที่เดินทางมาติดตามสถานการณ์การเมืองของไทยอย่างใกล้ชิด ท่านนายกรัฐมนตรีก็ตอบถึงเรื่องของการช่วยเหลือภาคเอกชนและผู้ได้รับผลกระทบ จากการชุมนุมนะคะ บอกว่า จะพยายามดูให้ขยายระยะเวลาออกไปและครอบคลุมให้มากที่สุด และเส้นตายที่กำหนดเอาไว้นี้มีเอาไว้ เพื่อที่จะระบุว่า มีกี่ธุรกิจ มีกี่บริษัทที่ได้รับผลกระทบเพื่อที่จะได้กำหนดขอบเขตกรอบการช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว
ในส่วนของผู้ประกอบการทั้งที่เซ็นเตอร์วันและสยามสแควร์นะคะ ตอนนี้ก็กำลังจะหาสถานที่แห่งใหม่เพื่อให้ผู้ประกอบการนั้นได้ไปลงพื้นที่ค้าขายกันตามปกติ ในส่วนของประชาชนทั่วๆ ไปที่ยังต้องการความช่วยเหลืออยู่ รัฐบาลก็จะยืดหยุ่นที่สุด โดยภายใต้การดูแลของคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ความช่วยเหลือจะครอบคลุมไปถึงชาวต่างชาติด้วยนะคะ ส่วนเรื่องของคดีความนายกรัฐมนตรีได้พูดตอนต้นค่ะ กรณีช่างภาพชาวญี่ปุ่นบอกว่าตอนนี้กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ
ท่าน นี้เป็นท่านทูตจากอิตาลีนะคะ กล่าวชมเชยท่านนายกรัฐมนตรีที่ในแง่ของคณะกรรมการอิสระที่ตรวจสอบเหตุการณ์ ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ว่า ท่านนายกรัฐมนตรีนั้น ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดถึงเรื่องของการหาความสมดุล ทั้งในแง่ของกำหนดเวลาและความละเอียดที่ต้องเดินหน้าควบคู่กันไป ก็ถามถึงกรณีช่างภาพอิตาลีที่ถูกยิงเสียชีวิตในเรื่องของความคืบหน้าทางคดี และการสืบสวนสอบสวนค่ะ นอกจากนี้ยังตอบรับข้อเสนอของท่านนายกรัฐมนตรี ที่อยากจะให้ต่างชาติ ช่วยประเทศไทย ที่จะช่วยกันมองไปข้างหน้าด้วยนะคะ มองว่า วิธีที่ดีที่สุดก็คือความร่วมมือกันด้านเศรษฐกิจกับประเทศไทย แล้วก็ถามถึงเรื่องของมาตรการที่จะหาความปรองดองจากทุกฝ่ายด้วยนะคะ
ท่านนายกรัฐมนตรี กล่าว แสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของช่างภาพชาวอิตาลีค่ะ ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงกรณีที่ท่านทูตอิตาลีนั้นพูดถึงภาพการลงทุนที่ จะเกิดขึ้นในประเทศไทยที่นักลงทุนนั้นก็ต้องมองมาถึงเรื่องของเสถียรภาพและ ความมั่นคงของรัฐบาลด้วย ท่านนายกรัฐมนตรี บอกว่าทราบดีในจุดนี้ และเข้าใจถึงความเป็นห่วงของนานาชาติต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ท่านนายกรัฐมนตรี ระบุนะคะบอกว่า ทราบดีว่า การแก้ปัญหาความแตกแยกในประเทศเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก แต่ว่าหลายฝ่ายก็น่าจะเห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกันว่า มีวิธีที่จะทำให้ปราศจากความรุนแรงก็ได้ในการแก้ไขปัญหาความแตกแยกนะคะ อย่างเช่น ใช้ช่องทางในส่วนของสภาผู้แทนราษฎร หรือว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ในกระบวนการการสร้างความปรองดองรัฐบาลก็จะเน้นการบังคับใช้กฎหมายและยึดหลักนิติ รัฐ และที่แน่นอนที่สุดก็คือ รัฐบาลจะสนับสนุนส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้ากับ นานาอารยประเทศ ส่งเสริมเรื่องของการส่งออก และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนค่ะ ซึ่งก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากนานาประเทศด้วยนะคะ
เชื่อแน่ว่า การชี้แจงทำความเข้าใจและตอบข้อซักถามทั้งจากสื่อมวลชนต่างประเทศ รวมไปถึงคณะทูตานุทูตในวันนี้ที่ทุกๆ ท่าน ได้รับชมจากปากของท่านนายกรัฐมนตรี โดยตรง ก็น่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและสร้างความเข้าใจในส่วนของสถานการณ์บ้าน เมืองของเรา รวมไปถึงสร้างความมั่นใจว่าก้าวย่างที่จะเดินต่อไปในอนาคต การขับเคลื่อนของรัฐบาลจะเดินหน้าไปในทิศทางไหน ก็น่าจะช่วยทำให้สถานการณ์บ้านเมืองนั้นเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและแข็งแรงมากขึ้นค่ะ วันนี้หมดเวลาของรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์แล้วนะคะ ดิฉันพิชญทัฬห์ จันทร์พุฒ พร้อมกับทีมงานลาคุณผู้ชมไปก่อน สวัสดีค่ะ

 
ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : ขวัญชัย หิรัญอุดมเกียรติ   Rewriter : อรจินดา บุรสมบูรณ์
สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ : http://thainews.prd.go.th



 วันที่ข่าว : 30 พฤษภาคม 2553