เกี่ยวกับ NNT | ติดต่อเรา | แผนที่เว็บไซต์ | เข้าสู่ระบบ | ENG


เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ ประจำวันที่ 28 ก.พ. 2553

รายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์”
วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553
ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย
และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์

ภาพที่พี่น้องได้เห็นเมื่อสักครู่นะครับก็คงจะเป็นภาพที่พสกนิกรชาวไทยได้ชมกันไปเมื่อคืนนี้ แล้วก็เมื่อสักครู่เป็นภาพที่ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนมีความปลาบปลื้มที่ได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ทรงพักผ่อนอิริยาบทและมีพระพลานามัยแข็งแรงนะครับ และวันนี้ก็เป็นวันมาฆบูชา เป็นวันที่เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ผมก็อยากจะขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะพุทธศาสนิกชนนะครับวันนี้ ในการทำบุญเข้าวัด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะก็คือการละเว้นความชั่ว การทำแต่ความดี และทำจิตใจให้ผ่องใส ซึ่งเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ได้ให้ไว้ในวันมาฆบูชา ในวันมาฆบูชานี้ ผมทราบนะครับว่าตั้งแต่เช้าก็มีพี่น้องประชาชนที่เป็นพุทธศาสนิกชนนั้น ได้ไปร่วมทำบุญกันเป็นจำนวนมาก และตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาที่รัฐบาลได้จัดกิจกรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนาหลายกิจกรรมที่เป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่ได้เห็นพี่น้องประชาชนที่เป็นพุทธศาสนิกชนนั้นได้เข้าไปร่วมกิจกรรมมากมาย ผมคิดว่าการที่เราได้ยึดมั่นคำสอนของพระพุทธศาสนา และรวมทั้งคำสอนของศาสนาอื่น ๆ เป็นเรื่องที่จะช่วยทำให้บ้านเมืองของเรา สังคมของเรานั้น มีความสงบสุขได้นะครับ
อย่างไรก็ตามครับเมื่อคืนที่ผ่านมาก็เป็นที่น่าเสียดายว่าได้เกิดเหตุในเรื่องของการพยายามที่จะขว้างระเบิดนะครับในพื้นที่ 4 จุดในกรุงเทพมหานคร และก็พื้นที่ข้างเคียง เรียนให้ทราบข้อเท็จจริงนะครับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเนี่ยมีคนร้ายผู้ไม่หวังดีได้ไปพยายามที่จะขว้างระเบิดใส่ธนาคารกรุงเทพ 4 แห่ง ใน 2 จุดนั้นปรากฏว่าระเบิดก็ทำงาน ส่วนอีก 2 จุดนั้นระเบิดไม่ทำงาน จุดที่ทำงานนั้นก็มีความเสียหายในเรื่องของอาคารคือกระจก ในเรื่องของตู้โทรศัพท์นะครับ แต่ว่าไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ส่วนอีก 2 จุดนั้นระเบิดไม่ทำงาน ผมอยากจะเรียนกับพี่น้องประชาชนนะครับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นก็ไม่ได้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของหลาย ๆ ฝ่าย มีความเชื่อและก็มีการวิเคราะห์มาโดยตลอดว่าในช่วงระยะเวลานี้ ซึ่งอาจจะมีเหตุการณ์สำคัญในเรื่องของทางการเมือง เรื่องของคดีความจะมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งจะฉกฉวยโอกาสในการที่จะสร้างความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง รัฐบาลก็พยายามอย่างเต็มที่ครับในการที่จะดูแลให้เหตุการณ์เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย และเมื่อคืนนี้ก็ต้องขอขอบคุณทั้งพี่น้องประชาชน พลเมืองดี ซึ่งมีส่วนในการแจ้งเหตุ ขอบคุณทางเจ้าหน้าที่นะครับซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งและรวดเร็ว ในการที่จะจัดชุดกู้ระเบิดเข้าไปเพื่อที่จะดูแลสถานการณ์ให้ผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อย
ผมอยากจะย้ำครับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนะครับเป็นเรื่องซึ่งรัฐบาลนั้นจะให้ความสำคัญในการดูแลเพื่อให้ สถานการณ์นั้นเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่อย่างไรก็ตามต้องยอมรับความเป็นจริงครับว่าเป็นเรื่องไม่ง่ายนักในการที่จะให้รัฐบาลนั้นสามารถที่จะดูแลสถานที่ทุกจุดนะครับ ซึ่งอาจจะเป็นเป้าหมาย อย่างกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ก็เป็นสาขาต่าง ๆ ของธนาคาร ซึ่งก็เป็นเรื่องยากที่จะให้เจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นมีความพร้อมในการที่จะตรวจทุกจุดได้ อย่างไรก็ตามครับผมก็จะได้มีการดำเนินการให้มีการเพิ่มมาตรการในการสอดส่องดูแล โดยเฉพาะอย่างก็คือจะมีการเพิ่มจุดตรวจ และก็จะมีการเพิ่มสายตรวจ และได้สอบถามทางตำรวจไปแล้ว เนื่องจากว่ากำลังคนนั้นอาจจะมีไม่เพียงพอที่จะดูพื้นที่อย่างที่เราต้องการได้ เพราะฉะนั้นจะได้ขอความร่วมมือในส่วนของเจ้าหน้าที่ทหารให้เข้ามานะครับ
สิ่งที่ผมอยากจะเรียนกับพี่น้องประชาชนก็คือว่า ผมเชื่อมั่นว่าสังคมส่วนใหญ่ต้องการที่จะเห็นบ้านเมืองมีความสงบสุข และเดินไปข้างหน้า และผมเชื่อมั่นเช่นเดียวกันครับว่าถ้าหากว่าทุกฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตัวเอง ช่วยกันสอดส่องดูแลและเป็นพลเมืองดี เราจะผ่านพ้นเหตุการณ์นี้ไปได้ ผมต้องขออภัยถ้าหากว่าในช่วงนี้การที่พี่น้องประชาชนจะสัญจรไปมาในบางจุด อาจจะมีความไม่สะดวกบ้าง เพราะว่าจะต้องมีการเพิ่มจุดตรวจก็ดีนะครับ หรือการที่จะต้องมีเจ้าหน้าที่นั้นไปเดินตรวจตามจุดต่าง ๆ นั้น อยากจะเรียนพี่น้องครับว่าทั้งหมดนี้ก็เพื่อดูแลรักษาความปลอดภัย และความสงบของพี่น้องประชาชน และผมอยากจะย้ำครับว่าเราถือว่า ช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่มีความท้าทายสำหรับสังคมไทย แต่ว่าด้วยความเชื่อมั่นในประเทศไทย ด้วยความเชื่อมั่นในพี่น้องประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ ซึ่งรักความสงบ รักสันติ ต้องการรักษาระบบและเคารพสถาบันหลักต่าง ๆ ของชาติ รวมไปถึงกระบวนการยุติธรรม และวิถีทางตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ถ้าพวกเราทุกคนหนักแน่นนะครับ อย่าไปตื่นตระหนก อย่าไปเป็นเหยื่อของคนที่ต้องการสร้างความวุ่นวาย สร้างสถานการณ์ นำไปสู่เรื่องของความวุ่นวายทางการเมืองที่ตามมา แต่ถ้าเราทุกคนหนักแน่น เราจะสามารถที่จะผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้ และจะเป็นการยืนยันครับว่าสังคมไทยนั้นสามารถที่จะหาข้อยุติในเรื่องซึ่งเป็นความขัดแย้ง ในเรื่องที่เป็นปัญหาข้อถกเถียงกัน โดยเรื่องใดก็ตามซึ่งเป็นความขัดแย้งกันในเรื่องของความคิด นโยบาย เราก็จะใช้กระบวนการของระบบรัฐสภาในการแก้ไข ส่วนเรื่องใดที่เป็นเรื่องว่าถูกผิดหรือไม่ มีการละเมิดกฎหมายหรือไม่ เราก็จะเชื่อมั่นและก็เคารพในกระบวนการยุติธรรม ผมคิดว่าถ้าเราทุกคนอยู่บนความไม่ประมาท และไม่ตื่นตระหนก และยืนยันเจตนารมณ์ชัดเจนว่าประเทศไทยของเรานั้นมีวุฒิภาวะในการที่จะฟันฝ่าเงื่อนไขหรือสถานการณ์ต่าง ๆ ไปได้นั้น ก็จะได้รับการยอมรับและเป็นสังคมที่มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น ผมขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกคนนะครับว่าโปรดให้ความร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่ ผมยืนยันครับว่าเราจะต้องมีการดำเนินการอย่างเข้มแข็ง อย่างกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ในบางจุดนั้นขณะนี้ก็ได้ภาพจากกล้องวงจรปิดเรียบร้อยแล้ว และก็จะต้องเร่งรัดในเรื่องของการสอบสวนและการดำเนินการกับผู้กระทำความผิดนะครับ
ขอย้ำครับว่ามีเพียงคนกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้นที่ต้องการให้บ้านเมืองวุ่นวาย เพราะฉะนั้น เราอย่าตกเป็นเหยื่อของคนกลุ่มนั้น ผมพูดนี่หมายถึงว่าไม่ว่าพี่น้องประชาชนจะเป็นผู้ที่สนับสนุนหรือไม่สนับสนุนรัฐบาล มีความคิดที่จะมาชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือไม่ก็ตามนะครับ เราล้วนแต่มีหน้าที่ในการที่จะทำให้บ้านเมืองนั้นมีความสงบเรียบร้อย กลุ่ม คนที่ทำนั้นเป็นกลุ่มคนเล็ก ๆ ครับ ซึ่งมีเป้าหมายในทางการเมือง ซึ่งผมเชื่อว่าไม่ได้สอดคล้องกับคนที่มาเคลื่อนไหวชุมนุม ไม่ได้สอดคล้องกับคนทั่ว ๆ ไป ไม่ได้สอดคล้องกับคนที่มีความสนับสนุนในเรื่องของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลนั้นได้ย้ำมาตลอดครับว่าในสถานการณ์อย่างนี้ รัฐบาลไม่ได้เป็นคู่กรณี ไม่ได้เป็นคู่ต่อสู้ของใคร แต่จะดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย และไม่มีเหตุผลอะไรใด ๆ ทั้งสิ้นที่รัฐบาลจะปล่อยให้มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น เพราะว่ามีแต่จะทำให้การบริหารราชการแผ่นดินนั้นยากลำบากขึ้น เพราะฉะนั้น รัฐบาลนั้นพร้อมที่จะจับมือกับพี่น้องประชาชนทั่วไป พร้อมที่จะทำงานแม้กระทั่งกับคนที่จะชุมนุมเคลื่อนไหวในทางการเมือง เพื่อที่จะให้การเคลื่อนไหวหรือการแสดงออก ทางการเมืองต่าง ๆ นั้นอยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมภายใต้กฎหมาย สอดคล้องและเป็นไปตามหลักการของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
พี่น้องที่เคารพครับในสัปดาห์ที่ผ่านมานะครับ มีเรื่องที่อยากจะถือโอกาสรายงานพี่น้องประชาชนก่อนที่ในช่วงที่ 2 นั้นผมจะได้นำเอาเทปที่ได้มีการสนทนากับคนข่าวภาคหนังสือพิมพ์ที่ได้สนทนากันไปที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวานนี้ เรื่องแรกคือเรื่องเศรษฐกิจนะครับ เพราะว่าในเรื่องเศรษฐกิจนั้น ก็มีความก้าวหน้าหรือมีความเปลี่ยนแปลงไป นั่นก็คือว่าตัวเลขเศรษฐกิจที่รายงานออกมาเป็นทางการของไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว ยืนยันถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นอัตราการเจริญเติบโตหรือการขยายตัวที่เทียบปีต่อปี หรือไตรมาสต่อไตรมาส จนกระทั่งทำให้ตลอดทั้งปีที่แล้ว เศรษฐกิจนั้นหดตัวเพียงร้อยละ 2.3 ซึ่งต่ำกว่าการคาดการณ์อย่างมากนะครับ เพราะว่าในการคาดการณ์ก่อนหน้านี้หลายสำนักนั้นจะมีตั้งแต่ติดลบ 3 ไปจนถึงติดลบ 9 แต่ในที่สุดแล้ว ความรวดเร็วของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้าย ก็ทำให้การติดลบทั้งปีนั้นต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ และทำให้ขณะนี้การปรับเป้าหมายหรือการคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจ นั้น สำหรับปีนี้เพิ่มขึ้น แน่นอนครับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจก็ยังมีความเสี่ยงในเรื่องของราคาน้ำมัน ในเรื่อง ของ ปัญหาของเศรษฐกิจโลก และที่สำคัญก็คือยังมีปมปัญหาที่รัฐบาลจะต้องเร่งแก้ไข เช่น กรณีมาบตาพุด ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีข่าวดีว่าในโครงการที่มีการค้างคากันในเรื่องของการก่อสร้างนั้น ศาลปกครองนั้นได้มีคำวินิจฉัยอนุญาตให้มีการก่อสร้างอย่างต่อเนื่องได้ นอกจากนั้นก็ยังมีเรื่องของความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ความไม่สงบหรือความวุ่นวายทางการเมือง เพราะฉะนั้น อย่างที่ผมย้ำครับว่าถ้าพวกเราช่วยกันคนละไม้คนละมือเพื่อที่จะทำให้ประคับประคองให้สถานการณ์นั้น เข้าสู่ภาวะความเป็นปกติ นั่นคือโอกาสของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศในเรื่องของการที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวอย่างเต็มที่ แล้วก็ขยายตัวได้เป็นไปตามเป้าหมายหรือแม้กระทั่งเกินเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้
อยากจะเรียนกับพี่น้องประชาชนครับว่า จากการที่เศรษฐกิจได้ฟื้นตัวดีขึ้นมา รัฐบาลก็ต้องมีความจำเป็นที่จะต้องปรับนโยบายในบางเรื่อง เช่น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือมาตรการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ซึ่งไม่ใช่มาตรการถาวรนะครับ รัฐบาลก็จะมีการทยอยยกเลิกไป สัปดาห์ที่ผ่านมาก็ได้มีการยกเลิกมาตรการกระตุ้นทางภาคอสังหาริมทรัพย์ ยังไม่ใช่ยกเลิกเสียทีเดียว เพราะว่ามาตรการนี้จะบังคับใช้จนถึงปลายเดือนมีนาคม วันที่ 28 มีนาคม ซึ่งรัฐบาลได้เคยลดหย่อนในเรื่องของค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์ และในเรื่องของภาษีธุรกิจเฉพาะ รัฐบาลได้พิจารณาแล้วเห็นครับว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องต่ออายุมาตรการเหล่านี้ เพราะฉะนั้น อันนี้ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของนโยบายซึ่งรัฐบาลกำลังปรับเปลี่ยนเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นมา ที่รัฐบาลได้ตัดสินใจล่วงหน้านั้น ก็เพื่อประโยชน์ของภาคธุรกิจ และพี่น้องประชาชนนะครับ หากประสงค์จะได้รับประโยชน์จากมาตรการเหล่านี้ คงจะต้องไปดำเนินการในเรื่องของธุรกรรมและการโอนอสังหาริมทรัพย์ก่อนวันที่ 28 มีนาคม ซึ่งเป็นวันที่มาตรการนี้จะหมดอายุ
ขณะเดียวกันครับมาตรการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ยังเป็นมาตรการที่รัฐบาลจะดำเนินการต่อไปเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรถเมล์ฟรี รถไฟฟรี และเรื่องของค่าไฟนะครับ แต่มีหนึ่งมาตรการที่จะยกเลิกหลังรอบของมาตรการสิ้นสุดลงก็คือเรื่องของค่าน้ำฟรี เหตุผลที่ยกเลิกตรงนี้นั้นเพราะว่าในบรรดามาตรการที่ ช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนที่มีรายได้น้อยนั้น เป็นมาตรการซึ่งเข้าถึงพี่น้องประชาชนค่อนข้างจำกัด น้ำไม่ เหมือนไฟครับ ในกรณีของค่าไฟนั้นพี่น้องประชาชนนั้นเนี่ยเกือบทั้งหมด จะซื้อไฟจากการไฟฟ้าฯ แต่ว่ามีพี่น้องประชาชนจำนวนมากที่ไม่ได้รับประโยชน์ โดยเฉพาะคนยากคนจน คนที่อยู่ห่างไกล จากมาตรการค่าน้ำฟรี เพราะว่าไม่ได้ซื้อน้ำจากการประปานครหลวง หรือการประปาส่วนภูมิภาค นอกจากนั้นครับในขณะที่ไฟเรา สามารถที่จะจำกัดการช่วยเหลือคือว่า สำหรับคนที่ใช้ไฟน้อยจริง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนมีรายได้น้อยนั้น กรณีของน้ำ การกำหนดปริมาณที่จะช่วยเหลือนั้นไม่สามารถที่จะแยกแยะได้อย่างแท้จริง ระหว่างคนที่เป็นคนยากคนจนกับพี่น้องประชาชนที่มีฐานะ เพราะฉะนั้น รัฐบาลจึงได้ตัดสินใจในการที่จะยกเลิกคือไม่ต่ออายุมาตรการในเรื่องของค่าน้ำนะครับ นี่ก็เป็นเรื่องของนโยบายของเศรษฐกิจที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสอดรับกับเรื่องของภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป
อย่างไรก็ตามครับ มีนโยบายที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนในวงกว้าง คือเรื่องของการเกษตร ซึ่งคงจะต้องถือโอกาสนี้ในการรายงาน นั่นก็คือว่าในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดความผันผวนในเรื่องของราคาข้าว ส่วนหนึ่งก็เป็นปัญหามาจากการที่มีการปล่อยข่าวว่าจะมีการระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาลออกมาถึง 2 ล้านตัน ซึ่งไม่เป็นความจริง ความจริงแล้วมีระยะเวลาจังหวะเวลาของการระบายข้าวซึ่งกระทรวงพาณิชย์มีการดำเนินการอยู่ แต่ไม่ใช่ 2 ล้านตันอย่างที่กล่าวไปนะครับ
ซึ่งเรื่องนี้ผมได้มีการสั่งการให้มีการตรวจสอบว่านะครับ ต้นตอข่าวมาจากไหน เพราะว่าสร้างความเสียหาย แต่ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้น ทำให้พี่น้องเกษตรกรจำนวนหนึ่ง ไม่สามารถขายข้าวได้ในราคาอ้างอิง หรือในราคาตลาดที่รัฐบาลประกาศ ซึ่งก็มีผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึงการได้รับการชดเชยจากโครงการประกันรายได้ ในเรื่องนี้ครับเราได้แยกแยะอย่างนี้ครับ ตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา ทางกระทรวงพาณิชย์นั้น ได้ไปดำเนินการมาตรการที่เราถือเป็นมาตรการเสริมของโครงการประกันรายได้ คือ เข้าไปรับซื้อข้าวครับ ที่เราเรียกว่า มาตรการตั้งโต๊ะรับซื้อ ซึ่งเคยใช้มาแล้วได้ผล และดูว่าในวันศุกร์ที่ได้มีการดำเนินการในเรื่องนี้ก็จะได้ผลอีก คือราคาข้าวนั้นเริ่มปรับขึ้นมา และก็มีการดำเนินการในพื้นที่ซึ่งมีการร้องเรียนว่ามีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นสุโขทัย พิษณุโลก ชัยนาท อยุธยา สุพรรณบุรี เหล่านี้เป็นต้น และจะมีการดำเนินการในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง แต่ว่าผมมั่นใจครับว่ามาตรการในการที่จะไปตั้งโต๊ะรับซื้อ เอาเข้าจริงๆ รัฐบาลจะไม่ได้ซื้อข้าวเข้ามาเป็นจำนวนมาก เพราะว่าจากประสบการณ์ของการดำเนินการในรอบที่แล้ว ก็พบว่าเมื่อเราเข้าไปดำเนินการนั้น สิ่งที่จะสามารถไปแก้ไข ก็คือไปแก้ไขขบวนการในการกดราคารับซื้อข้าวจากพี่น้องเกษตรกร
อย่างไรก็ตามครับ คงต้องบอกกับพี่น้องเกษตรกรนะครับว่า คนที่จะมาได้ประโยชน์จากโครงการในการตั้งโต๊ะรับซื้อนั้น จะต้องเป็นเกษตรกรซึ่งเข้าสู่โครงการในเรื่องของการประกันรายได้ เพราะฉะนั้น เราขอให้ท่านนำหลักฐานมานะครับ ในขั้นตอนที่ท่านกำลังดำเนินการอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นทะเบียนหรือการมีใบรับรองสิทธิ หรืออยู่ในช่วงของการที่จะทำสัญญากับทาง ธ.ก.ส. ถ้าหากว่ากระบวนการยังไม่สามารถดำเนินการไปจนมีเอกสารเหล่านี้ได้ ก็ขอให้นำเอาหลักฐานในเรื่องของการเข้าโครงการประกันรายได้ในรอบแรกมานะครับ เพราะว่าในรอบนี้เราจะพยายามที่จะปรับปรุงในเรื่องของกระบวนการในการจัดทำสัญญาต่างๆ รับรองสิทธิ์ ซึ่งจะมีการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้สอบทาน เพื่อทำให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น คณะรัฐมนตรีก็ได้อนุมัติให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ใช้ภาพถ่ายทางอากาศ ซึ่งได้มีการจับถ่ายไว้แล้วตั้งแต่พฤศจิกายนมาถึงจนปัจจุบันในการที่จำแนกแจกแจงว่า ในแต่ละตำบล ในแต่ละหมู่บ้านประชาคมนั้นมีพื้นที่ในการปลูกข้าวเท่าไหร่นะครับ ก็ขอความร่วมมือจากพี่น้องเกษตรกร ว่าให้เข้ามาร่วมมือกับภาครัฐในการแสดงเอกสารต่างๆ และก็ช่วยกันสอดส่องดูแล เพราะว่าโครงการประกันรายได้ เมื่อมีการสรุปรอบแรกมาเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นโครงการซึ่งสามารถนำเงินนะครับ ไปสู่พี่น้องเกษตรกรโดยตรงได้มากเป็นประวัติการณ์ คือ มีพี่น้องเกษตรกรกว่า 3 ล้านครัวเรือน ที่ได้ประโยชน์ ซึ่งมากกว่าโครงการจำนำถึง 3-4 เท่า และเป็นการใช้เงินของรัฐประมาณเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้นของโครงการจำนำ เพราะว่าเงินของโครงการจำนำนั้นประมาณครึ่งหนึ่งนั้น ไม่ได้ไปถึงมือเกษตรกรนะครับ แต่ว่าไปอยู่ในกระบวนการขั้นตอนการบริหารจัดการต่างๆ เพราะฉะนั้น ขอให้พี่น้องเกษตรกรนะครับ ได้ช่วยกันสอดส่องดูแลให้การประกันรายได้นั้นเป็นไปอย่างราบรื่น
สำหรับพี่น้องเกษตรกร ซึ่งขายข้าวไปในช่วงจังหวะเวลาก่อนที่จะมีมาตรการของการตั้งโต๊ะรับซื้อ เราได้ขอให้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปช่วยเก็บข้อมูลต่างๆ แล้วก็จะมีการรวบรวมมาเพื่อที่จะเสนอให้รัฐบาลนั้น พิจารณาหามาตรการเยียวยาตามความเหมาะสมต่อไป อันนี้ก็เป็นเรื่องของพี่น้องเกษตรกร เรื่องของการแทรกแซงในเรื่องของข้าว ซึ่งมีผลกระทบกับพี่น้องในวงกว้างนะครับ ก็ยืนยันว่าหลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ได้เดินหน้ามาตรการแทรกแซงนี้ ผมก็มั่นใจนะครับว่ากระบวนการต่างๆ จะกลับเข้าสู่ภาวะที่ค่อนข้างเป็นปกติ และพี่น้องเกษตรกรก็จะมีหลักประกันในเรื่องของรายได้ตามนโยบายของรัฐบาล
อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งอยากจะถือโอกาสเรียนกับพี่น้องประชาชน ก็คือเรื่องของการกระจายรายได้ นอกจากเรื่องของการกระจายรายได้ คือเรื่องของการกระจายอำนาจ การกระจายอำนาจนั้น ได้ผ่านพ้นมาในรอบสุดท้ายประมาณ 10 ปีเช่นเดียวกัน ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการประชุมคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีการจัดงานของสมาคมสันนิบาตเทศบาล ผมก็ขอเรียนว่าในช่วงปีที่ผ่านมา ท้องถิ่นอาจจะประสบกับปัญหาอุปสรรคบ้างในเรื่องของงบประมาณ เพราะว่างบประมาณแผ่นดินนั้น ได้รับผลกระทบจากเรื่องของวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้มีการปรับลดงบประมาณไป เพราะฉะนั้น ต้องมีการเสริมด้วยการใช้เงินของไทยเข้มแข็ง ซึ่งมีความสับสนอยู่ในเรื่องของการใช้จ่ายเงิน ถือโอกาสนี้เรียนนะครับว่า สำหรับเงินไทยเข้มแข็ง 23,000 ล้าน ที่เข้าไปช่วยเสริมกับเงินอุดหนุนของทางท้องถิ่นนั้น เป็นเงินอุดหนุนทั่วไปนะครับ ข้อแตกต่างจะมีเพียงว่าเนื่องจากว่าเป็นเงินกู้นะครับ เราก็จะไม่มีการโอนเงินไปที่ท้องถิ่นโดยตรง แต่ท้องถิ่นนั้นสามารถใช้เงินก้อนนี้ได้เหมือนเงินอุดหนุนทั่วไป นั่นหมายถึงว่าไม่จำเป็นจะต้องมีการมาจัดทำโครงการเพื่อเสนอขออนุมัติครับ เพียงแต่ว่าเมื่อจัดทำโครงการเสร็จ ก็มาเบิกเงินตรงนี้ไป และถ้าหากว่ามีเงินเหลือจากตรงนี้ ก็ยังเป็นเงินของท้องถิ่นที่เก็บรักษาไว้ โครงการต่าง ๆนั้นจะรวมถึงโครงการที่ทางท้องถิ่นได้ทำข้อบัญญัติไว้แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จะได้ไม่มีสับสน และแนวปฏิบัติจะมีความชัดเจน ผมก็ขอให้ทางกระทรวงมหาดไทยได้ทำหนังสือเวียนไปถึงท้องถิ่นต่าง ๆ
นอกจากนั้น ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเราได้มีการดำเนินการอนุมัติ ซึ่งจะเป็นความก้าวหน้าของการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นอีกขั้นหนึ่ง นั่นก็คือเราได้ทำกฎหมายพิเศษในเรื่องของนครแม่สอดครับ ซึ่งจะเป็นรูปแบบของการปกครองท้องถิ่นพิเศษ ที่รัฐบาลจะได้ผลักดัน หลังจากที่ในปัจจุบันเรามีในเรื่องของกรุงเทพมหานคร กับเมืองพัทยา นครแม่สอดที่จะเป็นท้องถิ่นพิเศษนั้น จะมีความพิเศษมากขึ้นไปอีก ก็คือว่าจะเป็นครั้งแรกที่เราจะจัดทำกฎหมายนะครับ ที่ให้ท้องถิ่นนี้สามารถดำเนินมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการลงทุน ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของแรงงานต่างด้าว เพื่อเอื้ออำนวยในเรื่องของการค้าชายแดน กฎหมายนี้ผมถือว่าจะเป็นกฎหมายการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่นที่มีความก้าวหน้าที่สุดฉบับหนึ่ง ซึ่งก็เป็นนโยบายใหม่ที่รัฐบาลกำลังผลักดัน
สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการทุจริตที่เป็นข่าวคราวนะครับ ผมก็ขอเรียนว่าเรื่องที่เคยเป็นข่าวคราวเกี่ยวกับเรื่องของการมีการซื้อขายตำแหน่งหรือไม่ เรื่องของโรงเรียนนายอำเภอ ไปจนถึงการจัดซื้อจัดจ้าง เช่น โครงการคอมพิวเตอร์ ทุกโครงการนะครับ ผมขอยืนยันว่าขณะนี้รัฐบาลมีการดำเนินการ หรือองค์กรอิสระมีการดำเนินการในการสอบสวนอยู่ นอกจากนั้น ผมได้มีการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนในเรื่องของนโยบายการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาคราชการนะครับ และได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์และมาตรการออกมา ไม่ว่าจะเป็นการร่วมกับ ป.ป.ช. ในการรณรงค์เรื่องค่านิยมการต่อต้านการทุจริต การเร่งที่จะมีมาตรการเพิ่มเติมในเรื่องของการที่จะคุ้มครองผู้ที่เป็นพยาน หรือให้เบาะแสให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เพื่อเสริมกลไกการร้องเรียน การสอบสวน ไปจนถึงการสร้างเครือข่ายในการที่จะช่วยกันรณรงค์และช่วยกันสอดส่องให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตที่เราจะไปเชื่อมโยงกับอาสาพิทักษ์ยุติธรรม ที่กระทรวงยุติธรรมได้ดำเนินการอยู่ ไปจนถึงผมได้สั่งการให้มีการนำเอากรณีการทุจริตมาศึกษาให้เห็นชัดเจนครับว่ารูปแบบการทุจริตในแต่ละรูปแบบนั้น จะมีวิธีการแก้ไขอย่างไร เช่น กรณีที่มีการเรียกรับสินบน มีการรีดไถจากประชาชน ก็ให้หน่วยงานนั้นๆ เสนอแนวทางในการปรับปรุงระบบ ระเบียบ ของการบริหารต่างๆ เพื่อไม่ให้เป็นช่องว่างสำหรับเจ้าหน้าที่ หรือกรณีของการจัดซื้อจัดจ้างก็ให้ไปดูตั้งแต่กระบวนการของการกำหนดราคากลาง เงื่อนไขในการประมูล และกระบวนการประมูล ไปจนถึงความเป็นไปได้ในการที่มีการสมยอมกันในการเสนอราคา เพื่อเสนอมาตรการมาป้องกันให้ได้ถูกจุด นอกจากนั้นครับ การอำนวยความสะดวกให้กับภาคธุรกิจผ่านศูนย์บริการจุดเดียว ที่เราเรียกว่า OSOS ที่อาคารจามจุรีสแควร์ ก็เป็นอีกมาตรการหนึ่งที่เราคิดว่าจะช่วยลดปัญหาของการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการอนุญาตต่างๆ ผมให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนครับว่า ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นนั้น เป็นปัญหาที่ผมและรัฐบาลนี้ให้ความสำคัญ และจะดำเนินมาตรการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเช่นนี้
สุดท้ายครับก่อนที่จะไปดูการสนทนากับทางคนข่าวหนังสือพิมพ์นะครับ ก็เป็นเรื่องที่อยากจะเชิญชวนว่าในวันที่ 6-7 มีนาคมที่จะถึงนี้ จะมีการจัดสมัชชาการปฏิรูปการศึกษาที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ครับ การปฏิรูปการศึกษานั้นผมได้คุยกับพี่น้องประชาชนผ่านรายการนี้ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนะครับ แต่จะสำเร็จได้นั้นต้องการพลังและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ขณะนี้ก็มีแนวคิดดีๆ เข้ามา เช่น จะมีการดำเนินการจัดตั้งองค์กรคล้ายๆ กับ สสส. แต่จะเป็นภาคการศึกษา แทนที่จะเป็นภาคในเรื่องของสุขภาพและสุขภาวะ อย่างนี้เป็นต้น วัน ที่ 6-7 จะเป็นอีกโอกาสหนึ่งที่ทุกคนสามารถที่จะมามีส่วนร่วมได้ในการจัดสมัชชาการปฏิรูปการศึกษาที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผมขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกคนที่สนใจนะครับ ติดตามหรือเข้าร่วมเพื่ออนาคตของลูกหลานของเราต่อไป พักกันสักครู่นะครับ เดี๋ยวมาดูการสนทนากับคนข่าวหนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์บ้านเมือง เศรษฐกิจ และสังคมครับ
ประชาไท ธนณรงค์ แนวหน้า : สวัสดีครับท่านนายกฯ ครับ ผม ประชาไท ธนณรงค์ จากหนังสือพิมพ์แนวหน้านะครับ คือจะไม่ก้าวล่วงถึงคำพิพากษาของศาลคดียึดทรัพย์เมื่อวานนี้นะครับ แต่ว่าอยากจะให้นายกฯ ประเมินสถานการณ์ว่านับจากสิ้นสุดคำพิพากษาของศาลเมื่อคืนนี้นะครับ การบริหารงานของรัฐบาลจะยุ่งยากกว่าเดิม หรือยุ่งยากเท่าเดิมครับ
นายกรัฐมนตรี : หลังจากวันที่เราบันทึกเทปอยู่ก็เป็นวันเสาร์นะครับ คือ หลังจากคำพิพากษา 1 วัน จริงๆ แล้ว คงจะต้องประเมินสถานการณ์เป็นระยะๆ เพราะว่าแน่นอนที่สุด คำพิพากษาของศาลจะคดีไหนก็ตาม ก็มีคนที่ไม่พอใจ คนที่พอใจ แต่ว่าเราก็ยังยืนยันว่าในระบบของเราๆ ครับ เราต้องให้ความเชื่อถือกระบวนการยุติธรรม และอยากจะเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยอมรับคำพิพากษา แต่ว่าอย่างไรก็ตาม เราก็คาดการณ์ว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองยังคงมีต่อเนื่อง ซึ่งเราก็ยืนอยู่ในจุดเดิมนะครับในส่วนรัฐบาลก็คือ เรายืนยันว่าเป็นสิทธิของเขาที่จะทำได้ ส่วนการเคลื่อนไหวอะไร ซึ่งนอกเหนือจากกฎหมาย ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ที่จะต้องดูแลไม่ให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นในขณะนี้เราก็คงอยู่ในช่วงของการประเมินสถานการณ์ กลไกต่างๆ ที่รัฐบาลได้วางเอาไว้ เช่น คณะกรรมการที่ติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ก็ยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องนะครับ และเราก็จะอาศัยการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ทางด้านความมั่นคง ทางด้านการข่าว เพื่อปรับแผนให้เป็นไปตามเหมาะสม ผมคิดว่าสถานการณ์หลังจากนี้ไปอาจจะไม่ได้ต่างจากก่อนวันศุกร์มากนักนะครับ เพราะว่าคงยังมีหลายกลุ่มคน ซึ่งคงจะมีความต้องการจะเคลื่อนไหวทางการเมือง เพราะว่าเป้าหมายของเขา มันก็มีหลายเรื่อง เช่น การเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้ก็ยังไม่ได้หมดไป เพราะฉะนั้น อาจจะยังมีความเคลื่อนไหวต่อเนื่อง เพียงแต่ว่าจะแรงจะเบามากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่ามีประชาชน มวลชน เข้าร่วมมากน้อยแค่ไหน ส่วนคนกลุ่มเล็ก ๆ ซึ่งแสดงท่าทีที่จะมีปัญหาว่าจะใช้ความรุนแรง ผมก็เชื่อว่าเป็นคนกลุ่มน้อย รัฐบาลมีหน้าที่ติดตามดูแลนะครับ และถ้าเรามีประสิทธิภาพในการทำงาน เหตุการณ์ต่างๆ ก็จะผ่านพ้นไปได้
ประชาไท ธนณรงค์ แนวหน้า : อันเนื่องมาจากคำตัดสินของศาลเมื่อวานนี้นะครับ ในฐานะที่เป็นผู้นำรัฐบาลนะครับ ส่วนที่เสียหายทางเศรษฐกิจก็มี ส่วนที่เสียหายทางการเมืองก็มี และก็ปัญหาสังคมที่เกิดความแตกแยกของผู้คนในสังคมก็ดี ท่านนายกฯ จะเลือกหยิบยกเอาตรงไหนที่จะมาใช้ในการแก้ปัญหาตรงนี้ก่อน
นายกรัฐมนตรี : คืออะไรที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากคำพิพากษา และกระทบกับประโยชน์ของส่วนรวมของแผ่นดินนะครับ ก็คงจะมี 2 ส่วน ส่วนแรกก็คือ หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ถ้ามีการวินิจฉัยว่าได้รับความเสียหายก็ต้องไปดูว่าจะดำเนินการอย่างไร กับส่วนที่ 2 ก็คงจะต้องมีฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลในการที่จะให้คำแนะนำกับหน่วยงานต่างๆ ว่าขั้นตอน ในการดำเนินการที่เป็นผลกระทบ หรือผลสืบเนื่องมาจากคำพิพากษามีอะไรบ้าง เพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน
ประชาไท ธนณรงค์ แนวหน้า : รัฐบาลอยู่ครบเทอม และรัฐบาลไปเลือกตั้ง มันก็ต้องยุ่งยากอีก
นายกรัฐมนตรี : ผมไม่ได้คิดว่าจะเป็นเรื่องว่าจะต้องอยู่ครบเทอมหรือไม่ แต่ผมคิดว่าการที่พูดว่าแก้รัฐธรรมนูญแล้วจะสมานฉันท์จริงหรือเปล่า ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าแก้อะไร ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันจริงหรือไม่ หรือคำพูดที่บอกว่าเลือกตั้งแล้วจะสมานฉันท์ ก็อยู่บนเงื่อนไขว่าจริงหรือเปล่า ถ้าเลือกตั้งแล้วปรากฏว่ามีกลุ่มคนคอยเคลื่อนไหว อาจจะเกิดความรุนแรงขึ้นตลอดเวลา มันไม่สมานฉันท์ และดีไม่ดีกระบวนการประชาธิปไตยล้มระหว่างทางในช่วงของการเลือกตั้ง ยิ่งทำให้บ้านเมืองวิกฤตเข้าไปใหญ่ แต่ผมเชื่อว่าเมื่อเวลาผ่านไป เหมือนกับที่ผ่านมาเป็นระยะเวลา 1 ปี จริงอยู่นะครับจะมีความวิตกกังวลห่วงใย เพราะมีเหตุการณ์หรือมีเรื่องบางเรื่องซึ่งจะเกิดขึ้น เช่น เวลามีคำพิพากษาศาล หรือมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญหรือในสภาฯ แต่โดยรวมผมคิดว่าขณะนี้คนจำนวนมากขึ้น ๆ ต้องการเห็นบ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และรัฐบาลนี้ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าแม้ว่าเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจอยู่ในมือ ไม่ได้ใช้อำนาจไปกลั่นแกล้งใคร และใช้อำนาจบนพื้นฐานของความสามารถที่ทุกฝ่ายสามารถตรวจสอบได้ และไม่หนีการตรวจสอบด้วย
ประชาไท ธนณรงค์ แนวหน้า : ถ้าเกิดว่าไปเลือกตั้งแล้ว พรรคเพื่อไทยเขาได้เสียงข้างมากกลับมาตั้งรัฐบาล ฝ่ายที่ต่อต้านเขาก็ไม่ยอมอยู่ดี พันธมิตรเขาก็ไม่ยอมที่จะให้พรรคเพื่อไทย
นายกรัฐมนตรี : ผมคิดว่าทุกฝ่ายต้องยอมรับผลการเลือกตั้ง แต่ว่าการเลือกตั้งมันก็มีกติกาของมัน อย่างตอนนี้ที่ถกเถียงกันสับสน ก็คือว่าจริงอยู่ครับคราวที่แล้วการเลือกตั้งพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง แต่มันมีกติกาอยู่เหมือนกันว่าถ้ามีการทุจริตการเลือกตั้ง กกต.เขาชี้แล้วก็นำไปสู่ความผิดซึ่งกรรมการบริหารพรรคเข้าไปเกี่ยวข้อง มันก็ไปสู่การยุบพรรค มันก็อยู่ภายใต้กติกาเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ผมถึงบอกว่าขณะนี้รัฐบาลเราบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้ทุกอย่างมันกลับเข้าสู่ระบบ เหมือนกับที่เรายืนมาได้ปีกว่า ๆ มันก็เปลี่ยนภาพของประเทศไทยในสายตาของคนจำนวนไม่น้อยในโลกที่มองว่าปีก่อนหน้า ปีเดียวมีนายกรัฐมนตรี 4 คน ใครเข้ามาก็ไม่สามารถบริหารผลักดันนโยบายได้เลย เราก็บอกว่าขณะนี้ไม่จริงแล้ว ปีเศษ ๆ ที่ผ่านมานโยบายหลายเรื่องผลักดันเป็นรูปธรรม เศรษฐกิจเป็นไปตามแผนเป็นไปตามเป้าหมายซึ่งผมประกาศไว้ตั้งแต่ตอนต้น แล้วก็ขณะเดียวกันเราก็เปิดโอกาสให้การดำเนินงานทางการเมืองเป็นไปตามธรรมชาติของมัน ผมเองผมไม่สามารถจะบอกได้ว่าจะไม่ยุบสภาเลย เพราะว่าในระบบรัฐสภา สมมติว่าแพ้เสียงในสภาฯ อะไรต่าง ๆ มันก็อาจจะเกิดขึ้นได้ ถ้าเกิดขึ้นเราก็ว่าไปตามปกติ แต่ถ้าจะมาบอกว่าในสถานการณ์ขณะนี้ อยู่ดี ๆ เรียกร้องว่าต้องยุบสภา เพราะยุบแล้วจะสมานฉันท์ ผมก็บอกว่าต้องทำให้ผมเห็นก่อนครับ จากคนที่เรียกร้องว่ายุบแล้วสมานฉันท์ คุณต้องเลิกเคลื่อนไหวในลักษณะที่มีความรุนแรงขัดขวางการทำหน้าที่ของคน หรือการแข่งขันทางการเมืองที่เป็นธรรม
วุฒิ นนทฤทธิ์ โพสต์ทูเดย์ : จากกรณีคดียึดทรัพย์เมื่อวานนี้ ถ้าสังเกตจากสื่อต่างชาติที่ออกมาทั้งหมดดูเหมือนว่านะครับฝ่ายคุณทักษิณก็จะใช้สื่อต่างชาติ เรียกว่า Attack เข้ามาในประเทศไทยพอสมควร และทางรัฐบาลอยากถามว่ามีนโยบายหรือมีแนวคิดในเชิงรุกที่จะใช้สื่อต่างประเทศทำความเข้าใจกับนานาชาติบ้างไหมครับ
นายกรัฐมนตรี : ผมไม่ทราบนะครับว่าอ่านฉบับเดียวกันหรือเปล่า แต่ว่าผมก็ดูเว็บไซต์ของสื่อต่างประเทศชั้นนำ เขาก็รายงานตามปกติว่าศาลตัดสินว่าอะไร และไม่ได้มีใครมาโต้แย้งมาอะไร มีแต่อย่างเมื่อสักครู่ที่ถามตามคำถามด้วยซ้ำเขามองว่ามันก็เหมือนกับครึ่งทาง คือยึดส่วนที่เพิ่มขึ้นมา และก็คืนส่วนที่มีอยู่ก่อน เพียงแต่เขาก็วิเคราะห์ต่อไปว่าเมื่อตัดสินออกมาอย่างนี้ก็จะมีฝ่ายที่ไม่พอใจ แล้วก็น่าจะมีการเคลื่อนไหวต่อ ก็เป็นเพียงเท่านั้นนะครับ เป็นการรายงานข้อเท็จจริง แต่ว่าผมยังไม่เห็นกรณีที่มีการไปโต้แย้งคำพิพากษาของศาล หรือว่าไปวิพากษ์วิจารณ์ในลักษณะที่ว่าระบบของศาลไม่เป็นไปตามมาตรฐานแต่ประการใดทั้งสิ้น ถ้ามีก็ต้องบอกผมนะครับ เพราะว่าผมดูอ่านตั้งแต่เมื่อคืนก็ไม่เห็นมีข้อความในลักษณะนั้น
วุฒิ นนทฤทธิ์ โพสต์ทูเดย์ : ในมุมของสื่อต่างประเทศที่ฟันธงตรงกันทุกสำนักว่าหลังจากนี้จะมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น
นายกรัฐมนตรี : อันนั้นเป็นเรื่องการเมืองครับ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญคือว่าเราต้องปกป้องกระบวนการยุติธรรมของเรา ส่วนเรื่องการเมืองก็ต้องแก้ไปตามกระบวนการของการเมือง ซึ่งผมก็ยืนยันไปแล้วว่ากระบวนการทางการเมืองของเรา ก็มีทั้งกระบวนการในสภาฯ การเปิดโอกาสให้เคลื่อนไหวตามสิทธิ ตามรัฐธรรมนูญ เราก็ต้องยืนยันเช่นเดียวกันว่าวิธีการอย่างนี้ คือวิธีการแก้ไขปัญหาจัดการตามวิถีทางประชาธิปไตย
สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ เดอะเนชั่น : คือในคำตัดสินของศาลชัดเจนว่ารัฐได้รับความเสียหายจากหลายกรณี ที่เกิดจากการกระทำของคุณทักษิณ แล้วก็ส่วนหนึ่งก็คือจาก ครม.ของคุณทักษิณ ขอถามนายก ฯ 2 ประเด็นชัด ๆ อย่างแรกก็คือที่นายกฯ บอกว่าจะมอบหมายให้หน่วยงานที่เขารับผิดชอบไปทำ ในฐานะที่ท่านนายกฯ เป็นผู้นำรัฐบาล จุดยืนของท่านนายกฯ คือ ท่านนายก ฯ จะปล่อยให้เขาทำไปเรื่อย ๆ หรือว่าจะเข้าไปจี้เขา จะพูดชัด ๆ มั้ยคะว่า เพราะว่าคำสั่งศาลชัดเจนว่ามีความเสียหาย มีตัวเลขชัดเจน จะบอกไหมคะว่า จะสั่งให้มีการฟ้องมั้ยคะ ข้อที่ 1 ข้อที่ 2 คือว่าจะมีการดำเนินการกับ ครม.คุณทักษิณด้วยหรือเปล่า ในฐานะที่ครม.ก็มีส่วนเกี่ยวข้องเหมือนกัน รวมถึงผู้บริหารขององค์การต่าง ๆ ด้วยค่ะ
นายกรัฐมนตรี : คำตอบของผมก็คือว่าให้ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด ตามสิทธิทางกฎหมายที่พึงมี และผมคิดว่าเป็นหน้าที่ เมื่อวานนี้ผมก็นั่งฟังคำพิพากษาอยู่ ผมก็ทราบนะครับ ศาลก็พูดชัดเจนถึงหน้าที่นายกรัฐมนตรีเหมือนกัน ว่าถ้าหากว่ามีหน่วยงานไหนมีปัญหาอะไรอย่างไร นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดก็ไม่สามารถที่จะหลีกความรับผิดชอบได้ แต่ผมยืนยันว่าผมไม่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่ขณะเดียวกันผมต้องการให้หน่วยงาน และฝ่ายกฎหมายคืออัยการ เขาเป็นผู้สรุป มากกว่าที่จะให้ผมเป็นผู้สรุป เพราะว่าไม่อย่างนั้นจะถูกตีความว่าเป็นเรื่องการดำเนินการกลั่นแกล้งกันทางการเมือง หรืออะไร เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคู่กรณีกับใคร ผมมีหน้าที่รักษาประโยชน์ของแผ่นดิน ผมยืนยันว่าผมก็รักษาประโยชน์ของแผ่นดินโดยยึดเอาคำพิพากษาของศาล แต่คนที่จะตอบได้ดีที่สุดว่าใครจะต้องไปดำเนินการจะฟ้องร้องหรือจะไปเรียกค่าเสียหาย หรือจะไปดำเนินคดีอะไรกับใครอย่างไร ก็ต้องเป็นตัวอัยการกับหน่วยงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ๆ โดยตรง แต่ถ้าไม่มีใครทำอะไรเลย แน่นอนผมก็ต้องบอกว่าอย่างนี้ไม่ได้คุณ นอกจากคุณตอบผมได้ว่าดูคำพิพากษาของศาลแล้ว มันไม่มีความเหมาะสมที่จะดำเนินการอะไรต่อไป อันนั้นก็ต้องให้เหตุผลมา ทั้งอาญา ทั้งแพ่งครับ มันหลักเดียวกัน คือเรื่องนี้เป็นเรื่องของกฎหมาย การใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้องประโยชน์ของแผ่นดิน เพราะฉะนั้นจริง ๆ ถ้าถามผมเหมือนไม่ใช่เรื่องนโยบาย มันเป็นหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานที่เขาต้องรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน แต่ถ้าเขาไม่ทำ แน่นอนก็เป็นความรับผิดชอบของผมที่จะต้องเข้าไปดู ทั้งหมดครับ ทุกหน่วยงานและทุกคนที่เกี่ยวข้องบนมาตรฐานความเสมอภาค ทั้งเรื่องสิทธิ หน้าที่ และความรับผิด เรื่องของการไปปล่อยให้หมดอายุความคงไม่มี และจริง ๆ แล้วบางเรื่องที่ศาลได้กล่าวถึงก็เป็นคดีอยู่แล้ว เช่น กรณีของธนาคารส่งออกนำเข้า เช่น กรณีของภาษีสรรพสามิต มันเป็นคดีอยู่แล้ว ก็คือเป็นเรื่องที่จะต้องรอตรงนั้น เพราะกระบวนการศาลเดินต่อไม่ได้ เนื่องจากว่าตัวอดีตนายกฯ ไม่อยู่ในประเทศ แต่ว่าบางเรื่องที่อีก 2 เรื่องที่เพิ่มเติมเข้ามาก็ต้องไปดู กรณีของการแก้ไขสัญญาก็เป็นเรื่องที่ ครม.ได้มอบหมายให้ทางกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ไปดูอยู่แล้ว ให้กรอบเวลาเขาไปแล้วด้วย เหลืออยู่น่าจะเดือนหนึ่งพอดี เพราะฉะนั้น ก็เป็นเรื่องซึ่งไม่ได้มีการละเว้นแน่นอนครับ
อรุณ ลอตระกูล ฐานเศรษฐกิจ : ถามต่อเนื่องท่านนายกฯ ถึงการแก้ไขปัญหาใน 5 กรณีที่ศาลชี้ว่าเสียหาย แล้วกำลังจะให้หน่วยงานดำเนินการ บางเรื่องเป็นเรื่องนอกจากเรื่องของการที่จะไปตามดูเอาผิดถึงผู้ที่ได้กระทำผิดไว้ อีกส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขสัญญา ซึ่งศาลชี้แล้วว่าไม่ถูกต้อง รัฐบาลโดยนโยบายแล้วก็คือจะให้ยกเลิกสัญญาหรือไม่
นายกรัฐมนตรี : คือกรณีสัญญา การแก้ไขสัญญาที่ไม่ถูกต้อง เป็นเรื่องที่เราได้มอบทางกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเข้าไปดูแลอยู่แล้ว พร้อม ๆ กันนั้นเนื่องจากว่าจะมีปัญหาเรื่องของโครงการ 3 G ซึ่งรัฐบาลมีเป้าหมายว่าตามแผนของรัฐบาลเอง ก็ต้องการให้สัญญาสัมปทานมันถูกแปลงทั้งหมด เพื่อนำไปสู่การแข่งขันเสรีที่แท้จริง ระหว่างผู้ประกอบการที่เคยเป็นผู้รับสัมปทาน คนที่เคยเป็นรัฐวิสาหกิจและก็เป็นผู้ให้สัมปทานมาเป็นลักษณะของการแข่งขันบนความเท่าเทียม และมีความเสรี อันนี้เป็นโจทย์ใหญ่ซึ่งเราจะต้องสะสางโดยเร็วอยู่แล้ว ก็คือว่าเดือนหน้าทางกระทรวงเขาต้องเสนอกลับเข้ามา ว่าจะเดินเรื่องนี้ต่ออย่างไร ขณะเดียวกันเราก็ต้องดูท่าทีของ กทช. และ กสทช. ต่อไปว่าเขาอยากจะประมูล 3 G ในลักษณะไหนอย่างไร ก็ต้องการที่จะให้ระบบโทรคมนาคมของเรา โครงสร้างพื้นฐานและการใช้คลื่นความถี่ทั้งหลาย ปรับเข้าสู่การแข่งขันเสรี เพราะเราคิดว่านั่นคือประโยชน์สูงสุดที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยที่จะได้ประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
อรุณ ลอตระกูล ฐานเศรษฐกิจ : เนื่องจากเรื่องนี้เกี่ยวพันกับหลายเรื่อง แล้วก็บางเรื่องก็อยู่นอกข่ายอำนาจของรัฐบาล เช่น ปัญหาที่ว่าเป็นเรื่องอำนาจของ กสทช. หรือ กทช. ซึ่งก็มีความไม่ชัดเจน และก็ยังไม่มีกฎหมายรองรับ แต่ถ้าเรื่องนี้ยืดเยื้อออกไปในมุมของทางผู้บริโภคก็จะเสียประโยชน์ในการที่จะได้ใช้บริการ
นายกรัฐมนตรี : เราก็พยายามเร่งรัดอยู่นะครับ เรื่องของในสิ่งที่เป็นอำนาจหน้าที่ของเรา คือเราไปก้าวล่วงทาง กทช. เขาไม่ได้ แต่ว่าก็มีการปรึกษาหารือกัน ในการประชุม ครม.เศรษฐกิจ ทาง กทช.ก็มีฝ่ายประจำของเขามารับรู้รับทราบข้อสังเกตของเรา คือเราอยากให้โครงการเกิดขึ้นเร็ว แต่เราอยากให้โครงการเกิดขึ้นแล้วนำไปสู่ระบบการแข่งขันที่ดี เราไม่ต้องการที่จะไปสร้างมรดกของความยุ่งยาก ซึ่งเป็นมรดกที่เรารับมาโดยตลอดจากระบบสัมปทานเดิม ๆ และให้ตัวนี้ยืดเยื้อต่อไป การที่จะมี 3 G เข้ามาเป็นโอกาสทองของโทรคมนาคมไทยที่จะหลุดพ้นจากระบบของความไม่เท่าเทียม ของความลักลั่นที่เกิดขึ้นหลาย ๆ ด้าน เพราะฉะนั้น จะมีการสะสางเรื่องนี้เต็มที่ ผมได้หารือกระทรวงการคลังแล้วด้วย และก็กระทรวงไอซีทีส่วนหนึ่งแล้วด้วย ก็เชื่อว่าจะมีกติกาที่ชัดในระยะเวลาอันไม่นานนัก
นักหนังสือพิมพ์ : กรณีเรื่องสัญญาสัมปทานหรือว่าอะไรก็แล้วแต่ ที่ท่านนายกฯ มอบหมายให้ทางกระทรวงไอซีทีไปดูแล ดูเหมือนว่าจะเกี่ยวพันกับเรื่องการเมืองนิดหนึ่ง เพราะว่าเท่าที่ผ่านมาดูเหมือนว่าท่าทีของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที ซึ่งอยู่คนละพรรคกับของท่าน ดูเหมือนกับว่าเป็นคนละแนวทางหรือเปล่า กรณีนี้จะเป็นปัญหาที่จะทำให้การดำเนินการแก้ไขเรื่องไปแก้สัญญาสัมปทานอะไรต่าง ๆ มีปัญหาหรือเปล่าคะ
นายกรัฐมนตรี : ผมไม่คิดว่าจะเป็นปัญหาและภายในสัปดาห์ 2 สัปดาห์นี้ ก็ต้องเชิญท่านมาคุยอยู่แล้ว เพราะว่าผมอยู่ในช่วงที่เชิญรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงมาคุยในเรื่องของการทำงานในปีนี้ ซึ่งทำมาเยอะแล้ว แต่ยังไม่ถึงไอซีทีเท่านั้นเอง ไม่น่าจะมีปัญหา และก็ไอซีทีเองเขาก็มีความห่วงใยในเรื่องของ กสท.กับ ทศท. ว่าจะเข้ามามีบทบาทในเรื่อง 3 G ได้อย่างไร ซึ่ง ทศท.เขาก็ทำของเขาในส่วนของกรุงเทพฯ ปริมณฑลไปแล้ว และกสท.มีข้อเสนอในการที่จะไปซื้อฮัทช์ ซึ่งเป็นระบบเรื่องของ CDMA และทำเป็น 3 G ด้วยครับ 3G ยังไม่จบนะครับ เอา 3G ให้จบเลย
ชุติมณฑน์ ศรีขำ นสพ.บ้านเมือง: อยากจะถามท่านนายกฯว่ามีความเป็นไปได้ไหมจะเปลี่ยนระบบสัญญาสัมปทานเป็นการจัดเก็บตามภาษีสรรพสามิตตามเดิม และเห็นได้ข่าวว่ามีการให้ทางทีทีอาร์ศึกษาเรื่องนี้ ไม่ทราบว่ามีความคืบหน้าหรือเป็นอย่างไรคะ
นายกรัฐมนตรี : ที่แน่ๆ คือว่าเป้าหมายเราคือปรับระบบสัมปทานมาเป็นระบบการแข่งขัน ซึ่งขณะนี้เราไม่ได้มองไปที่ภาษีสรรพสามิต เท่ากับระบบการเก็บค่าธรรมเนียมใบอนุญาต เพราะว่าทุกคนจะได้อยู่สถานะในเรื่องของการเป็นผู้รับใบอนุญาตเหมือน ๆ กัน เพียงแต่ว่ามันมีความซับซ้อนขึ้นมา เพราะว่าผู้รับสัมปทานอยู่ในปัจจุบัน ใช้คำว่าในระบบ 2 G ก็แล้วกัน ก็คงจะมีความตั้งใจในการที่จะเข้าไปสู่ธุรกิจ 3 G และจะย่อมเกิดปัญหาขึ้นถ้าหากว่าเข้าไปแล้วมีการย้ายฐานลูกค้าจากระบบหนึ่งไปอีกระบบหนึ่ง มันจะกระทบกับเรื่องตัวสัมปทาน และกระทบกับข้อกฎหมายต่อไปอีกว่าใบอนุญาตจะเป็นอะไรอย่างไร เพราะฉะนั้น ตรงนี้คือสิ่งที่ผมบอกว่าเวลาที่จะแก้ต้องแก้รวดเดียวให้มันจบไปเลยทุกประเด็น ซึ่งก็เป็นความตั้งใจอยู่และกระทรวงการคลังก็ได้เสนอแผนมาให้ผมทราบแล้ว ก็จะนำไปคุยกับทางกระทรวงไอซีทีด้วย และคงจะเข้าครม.ในไม่ช้า
มงคล บางประภา นสพ.บางกอกโพสต์: ขอเปลี่ยนเป็นเรื่องคำพิพากษาเมื่อวันศุกร์นี้จะมีผลในการเป็นองค์ประกอบในการประสานกับต่างประเทศ ในกรณีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่ และกรณีความคืบหน้าที่ดูไบจะมีเพิ่มเติมอะไร หลังจากคำพิพากษาหรือเปล่า
นายกรัฐมนตรี:ในส่วนของคดีเมื่อวันศุกร์ คงไม่ได้มีผลในแง่นั้น เพราะว่ามันเป็นเรื่องของการร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินนะครับส่วนกรณีดูไบนั้นมีประเด็นเดียว คือว่าเขาเคยพูดกันไว้กับเราว่าจะไม่ให้มีการใช้พื้นที่ของเขาในการมาเคลื่อนไหวในลักษณะซึ่งสร้างปัญหาในทางการเมือง ก็คงจะมีเฉพาะประเด็นนั้นเท่านั้นเองครับ
ชิงชัย รุ่งละโภ นสพ.บ้านเมือง:จากความเสียหายของคำพิพากษาเมื่อวานนี้มีมูลค่ามากกว่า 30,000 ล้าน แนวทางของรัฐบาลจะเข้าไปอายัดต่อไหม และก็ถ้าไม่พอ แนวทางรัฐจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
นายกรัฐมนตรี:คืออย่างนี้นะครับ ขอกลับไปอีกครั้งว่าสิ่งที่จะต้องดำเนินการต่อไป ก็จะให้ทางอัยการเป็นคนแนะนำว่าจะต้องมีการดำเนินการอย่างไรในเรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่ตรงนั้นจะไปปนกับในส่วนของการที่ให้มีการยึดทรัพย์นี่ไม่ได้ การยึดทรัพย์เป็นเรื่องของการร้องว่าทรัพย์สินของอดีตนายกฯ เพิ่มขึ้น โดยไม่ชอบ ก็มีการยึดส่วนต่างไป นี่เราฟังจากศาล ท่านบอกท่านยึดส่วนต่าง ของเดิมก็คือคืนไป ซึ่งหลายคนก็มาถามว่าตัวเลขไม่เห็นเท่ากับความเสียหายเลย ความเสียหายรู้สึกจะมากกว่านั้น เราก็ต้องตอบว่าเรื่องความเสียหายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งหน่วยงานที่เป็นตัวแทนของรัฐที่ได้รับความเสียหาย เขาจะต้องเอาคำพิพากษานี้ไปดู แล้วก็ดำเนินการต่อว่าจะต้องทำอย่างไร ที่จะแก้ไขความเสียหายที่เกิดขึ้นได้
พัฒนพงศ์ สำเนียงเสนาะ เดลินิวส์ : จะถามท่านนายกฯ เรื่องนโยบายเรื่องสื่อ เพราะดูเหมือนว่าหลายฝ่ายติงตั้งแต่ก่อนหน้านี้ จนกระทั่งอาจจะไปถึงวันที่ 14 ท่านนายกฯ มีนโยบายเกี่ยวกับเรื่องสื่ออย่างไร หมายถึงสื่อของรัฐ
นายกรัฐมนตรี : ติงว่า
พัฒนพงศ์ สำเนียงเสนาะ เดลินิวส์ : บางฝ่ายบอกว่าเหมือนคล้าย ๆ เป็นลักษณะชี้นำมากไปหรือเปล่า
นายกรัฐมนตรี : ผมต้องเรียนว่าในภาวะที่สังคมก็มีความคิดเห็นที่ค่อนข้างจะแตกต่างกัน ก็เป็นเรื่องยาก แต่ว่านโยบายเราคือว่าทุกอย่างต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง การให้ข้อเท็จจริงก็เป็นหน้าที่ของภาครัฐ ทีนี้ถ้าใครเห็นว่าเราไม่ได้ให้ข้อเท็จจริง มีปัญหา แล้วร้องเรียนมา ผมก็ยินดีที่จะรับฟัง แต่ว่าถ้าข้อเท็จจริง แต่มันไม่ถูกใจ อันนั้นคงเป็นคนละประเด็นกัน
เฉลิมชัย ยอดมาลัย แนวหน้า : คำพิพากษาของศาลฎีกาเมื่อวานนี้ เราคิดที่จะทำเป็นภาษาอังกฤษแล้วก็แจกจ่ายไหมครับ เพราะผมคิดว่ามีรายละเอียดมากมายครับ
นายกรัฐมนตรี : ก็ควรจะทำครับ ผมคิดว่าก็ควรจะทำ ก็ควรจะทำความเข้าใจกับต่างประเทศว่าเป็นเรื่องอะไร ก็เชื่อว่าจะเป็นเรื่องที่มีการไปแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์กัน
นักหนังสือพิมพ์ : ท่านนายกฯ ครับท่านทักษิณเพิ่งส่งข้อความเข้ามือถือว่าประกาศไม่ยอมรับคดียึดทรัพย์ เพราะไม่ได้รับความเป็นธรรม ขณะที่ประชาชนส่วนหนึ่งก็เชื่ออย่างนั้น แนวทางรัฐบาลจะมีอย่างไรบ้างครับ
นายกรัฐมนตรี : อย่างที่ผมเรียนว่าการตัดสินจะมีทั้งคนพอใจ ไม่พอใจ ปกติผมก็ไม่ค่อยเห็นคนที่แพ้คดีพอใจ เพราะฉะนั้น ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะไม่พอใจ แต่ถามว่ายอมรับไม่ยอมรับ เราเอาความรู้สึกตัวเองไม่ได้ และเราก็ต้องเชื่อในกระบวนการยุติธรรม คุณทักษิณก็ชนะมาหลายคดี บางทีชนะก็บนความกังขาของหลาย ๆ ฝ่าย แต่ว่าสังคมต้องยอมรับกระบวนการนั้น สังคมต้องยอมรับผลของคดีนั้นๆ และคดีที่ตัดสินไปเมื่อวาน ผมคิดว่าทางศาลได้พยายามอย่างเต็มที่ใน การแจกแจงรายละเอียดต่าง ๆ ออกมา คุณทักษิณก็ยังมีช่องทางอยู่นิดหน่อยในเรื่องของการที่จะอุทธรณ์ ถ้าคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมด้วยประเด็นอะไรอย่างไร แต่ว่าต้องเข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ ผมก็ไม่แปลกใจ แต่ผมก็อยากจะย้ำว่าพวกเราทุกคนก็ต้องยอมรับ ผมก็ดูคำพิพากษามาหลายคดี เห็นด้วยบ้าง ไม่เห็นด้วยบ้าง แต่ผมคิดว่าเราต้องเคารพอำนาจหน้าที่ของแต่ละฝ่าย และถ้าเราไม่มีหลักฐานอะไรที่บ่งบอกว่ากระบวนการยุติธรรมถูกบิดเบือน เช่นว่าผู้พิพากษาไปรับสินบน มีวาระแอบแฝง เราก็ต้องเชื่อในกระบวนการยุติธรรมของเรา และถ้าเราไปพบว่ามีกรณีแบบนั้น ก็สามารถที่จะดำเนินการ ก็ไปฟ้องร้องผู้พิพากษาได้ว่า ท่านปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ
สุภางค์ ศิริเดช ASTV/ผู้จัดการ : ค้างต่อเนื่องนะค่ะ ตอนนี้สิ่งที่น่าห่วงคือฝ่ายที่ไม่ยอมรับมีการนำไปพูดว่าศาลถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ตรงนี้ในฐานะที่นายกฯ ดูแลรัฐบาลเป็นผู้บริหารรัฐบาล จะทำอย่างไรให้เข้าใจ เพราะว่าต่างชาติเขาก็จับตามองตรงนี้อยู่มาก
นายกรัฐมนตรี : ผมคิดว่าเรื่องใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ก็ต้องบอกว่ามันไม่ได้ไปเกี่ยวข้องเลย ฝ่ายบริหารในขณะนี้ก็ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องอะไรกับกระบวนการยุติธรรมเลย ไม่ได้เข้าไปแทรกแซง ไม่ได้อะไรเลย มีหน้าที่อย่างเดียวในช่วงสุดท้ายคือดูแลความปลอดภัยของผู้พิพากษาถ้าถูกคุกคาม เพราะฉะนั้น นี่คือหน้าที่ของเรา ถ้าหากว่าจะวิจารณ์ไปมันก็วิจารณ์ได้ แต่ต้องดูเหตุดูผลกัน ถ้าถามว่าถ้าจะใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองทำลายล้าง ถ้าอย่างนั้นทำไมศาลไม่ยึดหมดละครับ ถ้าจะบอกว่าศาลมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองจะทำลายล้าง เป็นเครื่องมือของคนนั้นคนนี้ ก็คงยึดหมดไปแล้ว แต่นี่ศาลก็ดูตามหลัก ท่านก็แจกแจงมา หลายคนก็ไม่พอใจนะครับ บางคนบอกทำไมไม่ยึดหมด เสียหายมากกว่าอีก แต่ศาลก็แจกแจงให้เห็นว่าเขามีมาก่อนก็คืนให้ นี่ก็คือสิ่งที่เราต้องยอมรับ
นักหนังสือพิมพ์ : ที่ท่านนายกฯ ท่านนายกฯเองก็ บอกว่าคำพิพากษาที่ออกมาทำให้มีมุมมองแตกต่างกันไป และจากตัวท่านนายกฯ เองประเมินว่าคำพิพากษาที่ออกมาจะเป็นเงื่อนไขที่สำคัญหรือเป็นเหตุผลให้การชุมนุมวันที่ 14 มีนาคมของกลุ่มคนเสื้อแดงรุนแรงไหม และท่านนายกฯ ได้เตรียมการรับมืออย่างไร
นายกรัฐมนตรี : ที่จริงเวลามันเกิดเรื่องอะไรแล้ว มันผ่านมา เราก็จะลืมไปว่าเราอาจจะลองสมมติสถานการณ์ คือผมคิดว่าเมื่อวานนี้สมมติศาลท่านตัดสินเป็นอย่างอื่น เช่น ยึดหมด หรือไม่ยึดเลย ถามว่าการชุมนุมวันที่ 14 มีนาคมมีไหมครับ มันก็มีอยู่ดีละครับ เพียงแต่ว่าอารมณ์การชุมนุม การพูดเพื่อเป็นเงื่อนไขในการเชิญชวนคนมาชุมนุมก็จะเปลี่ยนมุมมองไปเท่านั้นเอง ผมว่าเราต้องมองอย่างนี้มากกว่า เพราะฉะนั้น เราต้องมองว่าการเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุม ซึ่งเราอาจจะมีวัตถุประสงค์ของผู้ชุมนุมแตกต่างกันไป ก็ต้องไปดูว่าตรงนั้นมันจะต้องมีต่อไป แต่ว่าหน้าที่ของรัฐบาลก็คือดูแลให้เกิดความสงบเรียบร้อย หน้าที่ของสังคมก็คือ ต้องช่วยกันดูแลว่าทุกคนปฏิบัติตามกฎหมาย และเราก็เดินต่อไป
นักหนังสือพิมพ์ : เขาบอกเขาจะเผด็จศึกรัฐบาลก่อนเมษายน
นายกรัฐมนตรี : คือเรื่องการพูดอย่างนี้ก็เป็นปกติของผู้เคลื่อนไหว แต่ผมบอกได้ว่ารัฐบาลไม่ได้มองตัวเองเป็นศัตรูกับผู้ชุมนุม รัฐบาลไม่เคยคิดบอกจะไปเผด็จศึกใคร รัฐบาลดูแลพี่น้องประชาชนคนไทย ไม่ว่าจะผู้ชุมนุมหรือไม่ชุมนุมเหมือนกัน เพียงแต่ว่าใครทำผิดกฎหมาย นั่นเป็นหน้าที่รัฐบาลที่ต้องรักษากฎหมายเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นรัฐบาลไม่ได้ไปต่อสู้กับเขาครับ ถ้าอยากจะต่อสู้ รัฐบาลก็ไม่ต่อสู้ด้วย รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลประโยชน์ส่วนรวมเท่านั้นเอง ผมก็บอกแล้วไงครับว่าถ้าเขาคิดว่าจะยุบสภาแล้วทำให้บ้านเมืองดีขึ้น ก็แสดงให้ผมเห็น
นักหนังสือพิมพ์ : เขาก็บอกว่านายกฯ ยุบก่อนแล้วเขาจะถอย
นายกรัฐมนตรี : เขายังไม่เคยพูดครับ
นักหนังสือพิมพ์: ท่านายกฯ ครับ ตอนนี้ท่านทักษิณออกแถลงการณ์ว่าถูกปล้น วันนี้ไม่ใช่วันของผม และจะเดินหน้ายื่นศาลอุทธรณ์ ศาลโลก
นายกรัฐมนตรี : ถ้าคิดว่าสามารถทำได้ก็เป็นสิทธิของท่าน
มวลชน ชูปาน สยามธุรกิจ : ในกรณีที่มีผู้ใหญ่ของบ้านเมืองบางคนพยายามออกมาวิพากษ์วิจารณ์ศาลว่าตัดสินตามคำสั่งของคณะปฏิวัติ ท่านมองอย่างไร
นายกรัฐมนตรี : อันนี้ศาลอาจจะต้องมีหน้าที่ในการชี้แจงในส่วนของท่านบ้างนะครับ ผมก็เพียงแต่ยืนยันว่าผมมองไม่เห็น โดยเฉพาะจากคำพิพากษาเมื่อวานนี้ ผมย้ำอีกครั้งนะครับว่าผมมองไม่เห็นว่าคำพิพากษาเมื่อวานนี้มันมีแรงจูงใจทางการเมือง และศาลท่านจะมาทำเพื่อการเมืองทำไม ถ้าเป็นศาลการเมืองอย่างที่พูดกัน ท่านไปดูในต่างประเทศในกรณีที่เป็นศาลการเมือง ไม่มาแจกแจงเหตุผล และก็ไม่พยายามดูให้ครบทุกด้าน และคำตัดสินที่ออกมาก็ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่ายอย่างนี้ละครับ เพราะฉะนั้น ผมว่ามันก็ชัดเจนอยู่แล้ว ส่วนคนไม่พอใจจะพูดอย่างไรก็มีสิทธิ์ที่จะพูดได้นะครับ แต่ว่าต้องไม่ละเมิดอำนาจศาลด้วย
ชิงชัย รุ่งละโภ บ้านเมือง : ผมชิงชัย รุ่งละโภ จากหนังสือพิมพ์บ้านเมือง จากผลคดีเมื่อวานนี้มีประเด็นที่ศาลชี้ชัดไปว่ามีการใช้อำนาจหน้าที่รัฐโดยมิชอบ ทั้งอดีตนายกฯ อดีตรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย ในส่วนของรัฐบาลจะมีแนวทางการดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร และจำเป็นไหมต้องตั้งคณะกรรมการมาพิจารณาความเสียหายที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา
นายกรัฐมนตรี : ผมคิดว่าคงไม่มีความจำเป็นจะต้องไปตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ความตั้งใจของผมก็คือว่าจริง ๆ แล้วเรื่องไหนเกี่ยวข้องกับหน่วยงานใด เบื้องต้นหน่วยงานต้องเป็นผู้พิจารณาว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจะต้องมีการดำเนินการอย่างไร แต่อีกส่วนหนึ่งที่คงจะต้องดำเนินการก็คือ ก็ต้องขอคำแนะนำทางกฎหมาย ซึ่งผมคิดว่ากรณีนี้อัยการน่าจะเป็นหน่วยงานซึ่งต้องให้ความเห็น เพราะว่าถ้าพูดกันแบบพื้น ๆ ก็บอกว่าอัยการก็เหมือนทนายของแผ่นดิน เมื่อศาลท่านพิพากษามาว่ามีข้อเท็จจริงที่ฝ่ายแผ่นดินได้รับความเสียหาย อัยการก็ต้องแนะนำว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร
นักหนังสือพิมพ์ : ท่านคะ กลับไปที่เงินกู้นิดหนึ่งค่ะ ท่านพูดให้ชัดเลยได้ไหมคะว่าผลพวงจาก 4.6 หมื่นล้านที่บอกว่าจะลดเงินกู้ลงพระราชบัญญัติเงินกู้ 400,000 ล้าน ยังจำเป็นสำหรับรัฐบาลอยู่อีกหรือเปล่า อีกคำถามหนึ่งค่ะ ย้อนกลับไปเรื่องยุบสภาในกรณีที่ท่านบอกว่าถ้านอกเหนือจาก 3 เงื่อนไข กรณีที่ถ้าฝ่ายค้านเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีขึ้นมาเป็นบุคคลในพรรคร่วมรัฐบาล ท่านจะตัดสินใจช่วงจังหวะเวลานั้นยุบสภาหรือเปล่าคะ
นายกรัฐมนตรี : ผมเรียนอย่างนี้นะครับ เอาเรื่องยุบสภาก่อน เมื่อฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจผมแล้ว ผมจะไม่สามารถยุบสภาได้ อันนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ จนกว่าการอภิปรายผ่านพ้นไปนะครับ ส่วนเขาจะเสนอชื่อใครผมไม่ทราบ แต่ว่าโดยมารยาทคนที่ถูกเสนอชื่อ ถ้ายังอยู่ในพรรคร่วมรัฐบาลก็จะเป็นเรื่องค่อนข้างแปลก แต่ว่าอันนี้เราก็ไม่ทราบเพราะว่าเป็นเรื่องที่ฝ่ายค้านเขาจะเป็นผู้จัดทำญัตติขึ้นมา ส่วน พ.ร.บ.เงินกู้ในขณะนี้เป็นเรื่องที่ทางกรรมาธิการร่วมของสภาฯ เขาพิจารณาอยู่ ซึ่งเขาเคยมีปัญหาข้อกฎหมายให้รัฐบาลช่วยถามกฤษฎีกาก็ได้คำตอบมาแล้ว เราก็ส่งคำตอบไปให้กับกรรมาธิการแล้ว รัฐบาลนี่ เวลาที่เราตรากฎหมายลักษณะนี้ เราจะขออำนาจในการกู้เงินไม่เกิน คือเรากำหนดเป็นเพดานไว้ หลักก็คือว่ากฎหมายออกมาไม่ได้แปลว่าเราจะต้องกู้เต็มจำนวนนะครับ แม้กระทั่ง พ.ร.ก. เราก็คงจะต้องมาดูว่า 400,000 ล้านซึ่งมีการอนุมัติไปแล้ว ในข้อเท็จจริงขณะนี้พอเราไปทำงานมันก็จะมีเงินเหลือส่วนหนึ่ง เช่น พอไปเปิดประมูลแล้ว ราคาต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ ก็จะมีเงินเหลือบางส่วนเข้ามา ก็กำลังจะพิจารณาในภาพรวมทั้งหมด แต่ว่าผมบอกได้แต่เพียงว่าเราจะพยายามที่จะกู้เงินน้อยลงนะครับ โดยใช้รายได้ที่เราได้เข้ามา จริง ๆ ไม่ได้ส่วนคดีนะครับ ส่วนการ จัดเก็บที่เกินเป้าเข้ามาทดแทน เพราะเราคิดว่านั่นเป็นเรื่องที่เหมาะสมกว่า และทุกอย่างก็จะเข้าสู่ระบบงบประมาณมากขึ้น
ผดุงศักดิ์ เหล่ากิจไพศาล เนชั่นทีวี : ผมผดุงศักดิ์ เหล่ากิจไพศาล จากหนังสือพิมพ์เนชั่นทีวี ในเรื่องของการลงทุนโครงการไทยเข้มแข็งนะครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านนายกฯ ได้เรียนว่าก็มีการทบทวนในที่จะลงทุนให้เหมาะสมนะครับ
นายกรัฐมนตรี : มีข้อทบทวนแหล่งที่มา การลงทุนเรายังยืนยันว่าลงทุนเหมือนเดิมนะครับ
ผดุงศักดิ์ เหล่ากิจไพศาล เนชั่นทีวี : คือมีข้อกังวลว่าในเรื่องของการที่จะไปลงทุนมันสามารถที่จะโป่งได้มากน้อยขนาดไหน เพราะว่ามีประเด็นเรื่องของการเมือง หรือความเกี่ยวข้องกับการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะว่าเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจแน่นอนครับ เหลือส่งออกกับการลงทุนของภาครัฐเท่านั้นเองตอนนี้นะครับ แล้วอีกเรื่องหนึ่ง ณ วันนี้รายงานตัวเลขการลงทุนของโครงการไทยเข้มแข็ง ทราบว่าการเบิกจ่ายยังไม่ค่อยเดินหน้าสักเท่าไหร่ใช่ไหมครับ
นายกรัฐมนตรี : การเบิกจ่ายงบประมาณก็อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างปกตินะครับ บางกระทรวงอาจจะหย่อนกว่าเป้าเล็กน้อย แต่มีเงินไทยเข้มแข็งอยู่ด้วย ถ้าเราดูตัวเลขการหมุนเวียนจริง ๆ ขณะนี้ไม่ได้มีปัญหา เราจะเห็นว่าตัวเลขไตรมาสสุดท้ายต่อเนื่องมาถึงเดือนสองเดือนนี้ ก็ยังเป็นตัวเลขที่มีแรงสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจหลายด้าน ไม่ใช่เฉพาะเงินงบประมาณเท่านั้น การใช้จ่ายของประชาชน การบริโภคก็มีค่อนข้างชัดเจนนะครับ การส่งออก การท่องเที่ยวก็มีส่วนหนุนอยู่นะครับ ก็จะมีเรื่องของการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งอาจจะได้รับผลกระทบจากมาบตาพุดส่วนหนึ่ง ส่วนหนึ่งเท่านั้นเองนะครับ ก็เป็นเรื่องที่เร่งแก้ไขกันอยู่ สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ศาลก็อนุญาตให้มีการก่อสร้างต่อสำหรับหลายโครงการนะครับ ซึ่งก็เป็นการแก้ปัญหาคนที่มีปัญหาว่าทุกอย่างชะงักลง เพราะว่าก่อสร้างค้างอยู่ บัดนี้ศาลก็ให้ก่อสร้างแล้ว ซึ่งก็เป็นการดำเนินการที่รัฐบาลได้ผลักดันไป เราก็ปลดเงื่อนไขปัญหาไปทีละเรื่องๆ นะครับ แต่ว่าก็อาจจะยังมีค้างอยู่กรณีของผู้ที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว กับพวกที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างเลย ก็จะต้องมาดูประเด็นต่อ ๆ ไป
นักหนังสือพิมพ์ : รอบสัปดาห์ที่ผ่านมาปัญหาเรื่องข้าวราคาตกลงซึ่งสวนทางกับภาวะราคาในตลาดโลก เนื่องจากว่าทางรัฐบาล ทางกระทรวงพาณิชย์ ออกมาประมูลข้าวของรัฐบาล อันนี้เป็นเรื่องที่ทางหน่วยงานของรัฐทำผิดจังหวัดหรือเปล่า และภาวะราคาข้าวที่ตกต่ำลงนี้ เป็นความล้มเหลวของระบบประกันรายได้ที่ รัฐบาลเริ่มเอามาทำใช่หรือไม่
นายกรัฐมนตรี : ผมเรียนอย่างนี้ก่อนนะครับว่า ช่วงที่ข้าวผันผวนมันก็ผสมกันนะครับ ผสมกันก็คือว่าส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าจะมีการระบายข้าวออกมา แต่ส่วนหนึ่งก็คือว่ามีการไปออกข่าวว่าจะมีการระบายข้าวออกมา ซึ่งไม่มี คือ 2 ล้านตันที่พูดออกมา ซึ่งกระทบไม่ใช่เฉพาะที่นะครับ ตลาดต่างประเทศก็กระทบ ซึ่งอันนี้ผมก็ได้สั่งไปแล้วว่าจำเป็นต้องมีการสอบสวนว่าข่าวออกมาได้อย่างไร เพราะสร้างความเสียหาย ส่วนที่ได้รับผลกระทบจากการระบายข้าว ตรงกันข้ามนะครับ นี่เป็นการยืนยันว่าระบบจำนำข้าวล้มเหลว ไม่ใช่ระบบประกันรายได้ เหตุผลที่ยังมีปัญหานี้อยู่ เพราะเราไปใช้ระบบจำนำมาโดยตลอด รัฐบาลก็เก็บข้าวเข้ามาอยู่ในสต็อกเองมากขึ้น ๆ ในต้นทุนที่สูงมากนะครับ เพราะรัฐบาลในระบบจำนำคือไปซื้อข้าวในราคาที่สูงกว่าตลาด สุดท้ายรัฐบาลก็ต้องขาย เพราะไม่สามารถเก็บไว้ได้ตลอดไป แต่จะขายเมื่อไหร่ก็กระทบกับตลาดเมื่อนั้นนะครับ ข้อดีของระบบประกันรายได้ คือผมทำมาแล้วหนึ่งฤดูกาล กำลังทำอีกหนึ่งฤดูกาล รัฐบาลแทบไม่เก็บข้าวเข้ามาเป็นของตัวเองเลย เพราะฉะนั้นจะไม่มาสร้างปัญหาในอนาคตในเรื่องการระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาลอีกต่อไป แต่ที่ผมรับอยู่ขณะนี้คือมรดกของโครงการจำนำ 5 ล้านตันนะครับ เป็นมรดกของโครงการจำนำ แต่ว่าถ้าผมได้ทำโครงการประกันรายได้ไปเรื่อย ๆ นะครับ จะไม่มีครับมรดกข้าวที่จะต้องไประบายจากโครงการประกันรายได้
ทีนี้ละครับ ดีเลยครับพอถามเรื่องการตั้งโต๊ะรับซื้อต่างกับจำนำอย่างไรครับ การตั้งโต๊ะรับซื้อเป็นเพียงมาตรการเสริม แล้วเป็นการตั้งโต๊ะซื้อในราคาที่รัฐบาลคำนวณแล้วว่าเป็นราคาตลาด รัฐบาลปกติจะไม่เข้าไปซื้อละครับในโครงการประกันรายได้ แต่ว่าเราบอกกับเกษตรกรว่าเราให้ประกันราย ได้ เขาราคาเท่านี้ ขายจริงได้เท่านี้ คือราคาอ้างอิงที่เราประกาศ แต่ปรากฏว่าบางช่วงเขาไปขายแล้ว เขาถูกกดราคา หรือมีกระบวนการที่ไปกดราคาเขา เขาได้ต่ำกว่าราคาอ้างอิง ถ้าเราไปชดเชยเพียงเท่านี้ มันก็ไม่เป็นธรรม เราก็ต้องไปยืนกันว่าราคาอ้างอิง เราไม่ได้ประกาศแบบไม่มีเหตุไม่มีผล เป็นราคาจริงแต่ว่ามันถูกกด เราต้องโต๊ะไปซื้อให้เห็นว่าเรายืนยันนะว่าราคาที่เราประกาศ ราคาซื้อขายจริง ทีนี้คราวที่แล้ว เราก็ไปตั้งโต๊ะมาแล้วรอบหนึ่ง ทันทีที่เราตั้งโต๊ะ ราคาก็สูงขึ้น และแทบไม่ได้ซื้อ และเหตุผลที่คราวนี้ตั้งโต๊ะช้า เพราะว่าคราวที่แล้วพอไปตั้งโต๊ะแล้วแทบไม่ได้ซื้อเลยนะครับ ก็เลยทำให้บางช่วงก็ต้องยอมรับว่าราคามันสูงมาก เขาเลยไปถอนเจ้าหน้าที่ออกมาจากจุดที่จะไปตั้งโต๊ะซื้อ ก็เลยทำให้ตั้งโต๊ะซื้อช้า ผมก็ทราบว่านะครับ ที่เขาไปเริ่มตั้งโต๊ะซื้อเมื่อวาน ก็ทำให้ราคาขยับขึ้นมาแล้ว และผมก็ไม่คิดว่าจะซื้อเข้ามาเยอะครับ มันจะต่างกับโครงการจำนำโดยสิ้นเชิงครับ
นักหนังสือพิมพ์ : เรียนถามต่อเรื่องข้าวค่ะ คือท่านนายกฯ อยากให้ท่านนายกฯ ให้แนวทางที่ชัดเจนในการระบายข้าวในสต็อก 5 ล้านตัน คือว่าก่อนหน้านี้ท่านรองไตรรงค์พูดว่าบริษัทที่จะเข้ามาประมูล จะต้องเป็นบริษัทที่ค้าขายในเอเฟทเท่านั้น อยากให้นายกฯ พูดให้ชัดเจนนิดหนึ่งค่ะ
นายกรัฐมนตรี : เรามีโครงการและแนวทางในการระบายข้าวในตลาดซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งมีการกำหนดปริมาณเอาไว้ และจะดำเนินการ มันจะทำทีละไม่มากครับ แต่จะทำค่อนข้างต่อเนื่องสม่ำเสมอ อันนั้นส่วนหนึ่ง ขณะเดียวกัน การระบายตรงนั้นเมื่อรวมกันแล้ว เราก็ต้องมาชั่งน้ำหนักดูว่ากับข้าวที่เหลือ มันคงจำเป็นที่ จะต้องมีจังหวะเวลาระบายออกมาเป็นครั้งคราว แต่แนวของเราก็คือว่า ต้องพยายามระบายและให้กระทบกับตลาดน้อยที่สุด คือไม่กระทบเลยมันพูดได้ แต่มันทำไม่ได้หรอกครับ เพราะว่าคนที่เขาอยู่ในตลาดเขาก็ต้องรู้ เพราะฉะนั้น ประเด็นนี้ก็จะเป็นเรื่องที่ยังมีความละเอียดอ่อนอยู่ เพราะว่าจังหวะเวลาที่จะเลือกนะครับ ซึ่งเข้าใจว่ากระทรวงพาณิชย์เลือกจังหวะนี้ เพราะว่าหลังจากนี้ไปจะมีข้าวนาปรังออกมานะครับ แต่ว่าราคาจะได้หรือไม่ เราก็จะต้องดูว่าเป็นไปตามที่เราต้องการหรือเปล่า ไม่ต้องการ กระทรวงพาณิชย์เขาก็บอกเขาก็ยกเลิก ปัญหานี้ยังไงก็จะยังมีต่อไป เพราะยังมีข้าวอยู่ในสต็อกอยู่ แต่ว่าก็เบาลง เพราะเราไม่ได้เก็บเข้ามาเพิ่ม
นักหนังสือพิมพ์ : การระบายแบบ G to G
นายกรัฐมนตรี : การระบายแบบรัฐต่อรัฐ ก็มีเงื่อนไขที่ต้องดู ซึ่งบางกรณีก็ทำไปแล้ว เช่น กรณีมันสำปะหลัง ส่วนข้าวก็เป็นเรื่องที่ยังมีการดูความเป็นไปได้อยู่ แต่แรงกดดันมันก็ลดลงเยอะ เมื่อเราไม่ได้เก็บข้าวเข้ามาเพิ่ม
นักหนังสือพิมพ์ : ท่านนายกฯ คะ ขออนุญาตเปลี่ยนเรื่องนะคะ คือเท่าที่สังเกตท่านนายกฯ วันนี้ดูเหมือนกับว่าท่านนายกฯ ไม่แน่ใจนะคะอารมณ์ดีเป็นพิเศษหรือเปล่า เท่าที่สังเกต อยากจะถามท่านนายกฯ ว่าหลังจากที่ผ่านคดีเมื่อวานมา และในอีกมุมหนึ่งเมื่อวานนี้ก็เป็นวันที่คนไทยส่วนหนึ่งก็กังวลว่าจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับบ้านเมืองเราหรือเปล่า ทีนี้พอผ่านมาได้แล้ว อยากจะถามท่านนายกฯ ว่าสบายใจขึ้นไหม หรือว่าจะบอกประชาชนว่าสถานการณ์ต่อจากนี้ไปจะมีความผ่อนคลายขึ้นหรือเปล่า ยังไงคะ
นายกรัฐมนตรี : ผมก็ไม่แน่ใจว่าผมอารมณ์ดีหรือไม่นะครับ แต่ว่าการที่เมื่อวานนี้ซึ่งเป็นจุดที่หลายคนกังวล ก็จะเกิดความวุ่นวายขึ้น และมันผ่านพ้นไปด้วยดี ถ้าจะอารมณ์ดีด้วยเหตุนั้น ผมคิดว่าก็มีเหตุผล แต่ว่าผมและรัฐบาลไม่ประมาทนะครับ เมื่อเช้าก็คุยกับท่านรองนายกฯ สุเทพ ท่านก็ยังยืนยันความจำเป็นในการที่จะต้องเฝ้าระวัง และมีมาตรการในบางส่วนที่เข้มข้นในการที่จะดูแลต่อไป เพราะฉะนั้น ผมก็อยากจะบอกกับประชาชนว่าอยู่บนความพอดีครับ ผมพูดมาตลอด คือไม่ควรไปตื่นตระหนก แต่ไม่ควรประมาท และเราก็ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนตลอดเวลาว่า ถ้าทุกคนช่วยกันเป็นหูเป็นตามีอะไรผิดสังเกตและบอกมานะครับ เราก็จะช่วย ทุกคนก็จะสบายใจขึ้นนะครับ ก็อยากให้ทุกคนอยู่ในสภาพอย่างนี้ครับ

 
ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : สุธีรา รอดชื่น   Rewriter : ชูชาติ เทศสีแดง
สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ : http://thainews.prd.go.th



 วันที่ข่าว : 28 กุมภาพันธ์ 2553