รายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553 รายการ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553 ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพครับ รายการ เชื่อมั่นประเทศไทยฯ กลับมาพบกับพี่น้องอีกครั้งนะครับ วันนี้มาที่กรมประชาสัมพันธ์ เพราะว่าในช่วงที่ 2 ของรายการก็จะคล้ายๆกับสัปดาห์ที่แล้วที่ได้มีการพูดคุยกับพิธีกรรายการโทรทัศน์ แต่ว่าสัปดาห์นี้จะคุยข่าวกับคนคุยข่าวภาควิทยุ ก็คือได้เชิญผู้จัดรายการ พิธีกร ซึ่งจัดรายการอยู่ในวิทยุกระจายเสียงหลายสถานีมาพูดคุยกัน ซึ่งจะมีประเด็นครอบคลุมทั้งในเรื่องของการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ซึ่งก็จะมีรายการในช่วงที่ 2 นะครับ ให้ได้ชมกันประมาณ 45 นาที แต่ว่ารายการที่พูดคุยกันในความเป็นจริงนั้นคุยกันไปถึง 2 ชั่วโมง และก็ได้มีการถ่ายทอดผ่านวิทยุกระจายเสียงไปแล้วเมื่อวานนี้ สำหรับในวันอาทิตย์นี้นะครับ มีเรื่องที่อยากจะรายงานให้พี่น้องประชาชนทราบ ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญ ๆ ของรัฐบาลหลายเรื่อง อยากจะเริ่มต้นที่เรื่องของการศึกษาครับ เพราะว่าเราทำงานในเรื่องการศึกษาในรอบปีแรกนั้น คนให้ความสนใจมากที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นในเรื่องของโอกาสทางการศึกษา คือนโยบายการเรียนฟรี 15 ปี แต่ว่างานที่มีความสำคัญอย่างมาก และเป็นสิ่งที่เป็นเรื่องที่มีการเรียกร้องจากทุก ๆ ฝ่ายก็คือเรื่องของคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเรื่องของการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความเห็นชอบแนวคิดที่จะมีการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 พูดง่าย ๆ ก็คือว่าการปฏิรูปในรอบแรกซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2542 นั้นผ่านมาแล้ว 10 ปี หรือ 1 ทศวรรษ ก็มีบางเรื่อง ซึ่งดำเนินการไปแล้วประสบความสำเร็จ แต่ก็มีอีกหลายๆเรื่อง ซึ่งยังเป็นปัญหาอยู่ เพราะฉะนั้น เมื่อวันจันทร์ผมได้มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายปฏิรูปการศึกษา เพื่อที่หยิบยกเอาประเด็นและจุดเน้นต่าง ๆ มาซักซ้อมความเข้าใจกัน การปฏิรูปการศึกษาในรอบนี้สิ่งที่ผมได้พูดชัดเจน ก็คือว่า เราจะต้องมุ่งเน้นไปที่ผลสัมฤทธิ์สุดท้ายก็คือ ที่ตัวนักเรียน ที่ตัวเด็ก ที่จะผ่านระบบการศึกษาออกมาแล้วเป็นคนที่มีคุณภาพ เก่ง ดี มีความสุข ไม่ลืมความเป็นไทย แล้วก็มีความเข้าใจเรื่องราวในระดับสากล ซึ่งการจะทำตรงนี้ได้ก็จะต้องมุ่งเน้นไปเรื่องของการเรียนการสอน เรื่องของบุคลากรทางด้านการศึกษา ก็คือครูบาอาจารย์ และผู้บริหารทางด้านการศึกษา ทีนี้เรื่องสำคัญ ๆ ซึ่งผมคิดว่าจะเป็นรูปธรรมและก็มีการผลักดันอย่างชัดเจนที่จะมีผลในการที่จะปรับปรุงคุณภาพการศึกษา ก็เริ่มต้นตั้งแต่ในส่วนของบุคลากรทางการศึกษา คือครูเองที่จะต้องมีการเร่งผลักดันในเรื่องของบัญชีเงินเดือน ในเรื่องของกองทุน ในเรื่องของการฝึกอบรมครูที่มีอยู่ในปัจจุบัน พร้อมทั้งโครงการครูพันธุ์ใหม่ซึ่งได้มีการอนุมัติโดยคณะรัฐมนตรีแล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้จะถือเป็นหัวใจที่สำคัญที่จะนำไปสู่การที่เรามีความพร้อมในเรื่องของการปรับปรุงคุณภาพการศึกษาในโรงเรียน แต่นอกเหนือจากเรื่องของบุคลากรทางการศึกษาแล้วอย่างน้อยๆ อีก 2 เรื่องที่เราเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องเร่งแก้ไข ก็คือเรื่องของระบบการบริหารการจัดการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือในโรงเรียนขนาดเล็ก ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งที่เราพบก็คือว่าจากการประเมินคุณภาพการศึกษา ทุกครั้งที่ผ่านมานั้นเราจะเห็นว่าคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กจะประสบกับปัญหามากที่สุด เพราะฉะนั้น การแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กเป็นหัวใจสำคัญ และยิ่งเราไปค้นพบว่าทรัพยากรกว่าครึ่งหนึ่งนะครับในเรื่องของการจัดการศึกษานั้น ต้องไปที่โรงเรียนขนาดเล็ก และก็มีผลสัมฤทธิ์น้อย ความจำเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุงครั้งใหญ่ก็จะมีการดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวขณะที่คือกระทรวงศึกษาธิการจะเร่งดำเนินการให้มีโรงเรียนที่พี่น้องประชาชนนั้นมีความมั่นใจในระดับของตำบล ในพื้นที่ใกล้เคียง และจะมีการประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเรื่องของการที่จะดูแลในเรื่องของการเดินทางของนักเรียนไปยังโรงเรียนซึ่งอาจจะต้องห่างไกลออกไป แต่มีความสะดวกแล้วก็จะทำให้มีคุณภาพ บริหารการจัดการศึกษาได้ง่าย มีคุณภาพที่ดี เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาของโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งประสบกับปัญหาในเรื่องของการที่จะต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก และก็ที่ผ่านมานั้นพบจากการประเมินว่ามีผลสัมฤทธิ์หรือมีคุณภาพค่อนข้างที่จะต่ำ อันนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งจะต้องมีการ ดำเนินการในเชิงการบริหารจัดการ นอกเหนือจากเรื่องของภาพรวมของการกระจายอำนาจ ที่จะให้สถานศึกษาต่าง ๆ นั้นสามารถที่จะดูแลแก้ไขปัญหาของตัวเองได้มากขึ้น พร้อมๆ กับผลักดันให้มีธรรมาภิบาล อีกส่วนหนึ่งนั้นซึ่งก็เป็นเรื่องที่ผมได้เคยปรารภมาหลายครั้ง แล้วก็กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการไปแล้ว คือเริ่มต้นดำเนินการไปแล้ว ก็คือการปรับหลักสูตร ซึ่งจะมีประเด็นสำคัญก็คือว่า ในส่วนของโรงเรียนโดยเฉพาะระดับประถมนั้น มีเนื้อหาซึ่งถือว่าซ้ำซ้อนเกินความจำเป็น มีการไปสำรวจ มีการไปวิจัย ขณะนี้พบว่า สามารถที่จะตัดออกได้ถึงร้อยละ 30 ครับ ซึ่งจะได้มีการดำเนินการเพื่อที่จะเปิดพื้นที่เวลาประมาณร้อยละ 30 ของนักเรียนสามารถเรียนรู้ในเรื่องของการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม หรือการเรียนรู้นอกห้องเรียน ซึ่งกำลังมีการดำเนินการจัดทำเนื้อหาสาระ จะเป็นการเรียนผ่านกิจกรรมในเรื่องของกีฬา ศิลปะ การพบปะกับปราชญ์ชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน อย่างนี้เป็นต้น นะครับ ซึ่งผมคิดว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเรื่องของหลักสูตรและระบบการศึกษาครั้งสำคัญที่จะทำให้เด็กของเรา ลูกหลานของเรานั้นเติบโตขึ้นมา โดยมีความรู้ในลักษณะที่มีความรอบด้าน เป็นความรู้ที่ใช้ได้จริงมากยิ่งขึ้น และเป็นการเตรียมพื้นฐานที่ดีสำหรับการเป็นพลเมืองที่ดีในสังคมต่อไปด้วย ยังมีอีกหลายเรื่องครับทางด้านการศึกษาที่จะต้องมีการดำเนินการในการปฏิรูปในรอบนี้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการจัดทำคุณวุฒิวิชาชีพ และเรื่องของการเสริมเกี่ยวกับความพร้อมทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งงานทางด้านนี้จะนำไปสู่การดำเนินการขับเคลื่อน โดยคณะกรรมการอีกชุดหนึ่ง พร้อมๆกันนั้นจะมีการจัดสมัชชาครั้งใหญ่ในต้นเดือนมีนาคม เพื่อรวบรวมประเด็นและก็มีการผลักดันตามแนวทางที่ได้มีการตั้งเป้าหมายเอาไว้ในการที่ปฏิรูปรอบนี้อย่างชัดเจน ผมได้เน้นย้ำครับว่าการปฏิรูปรอบนี้ต้องการเห็นผลในลักษณะที่ค่อนข้างจะรวดเร็วเป็นรูปธรรม และผลที่ว่านั้น ก็คือผลที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กนักเรียนจริง ๆนะครับอันนี้ก็เป็นนโยบายที่อยากจะถือโอกาสเรียนให้ทราบ เพราะว่าไม่ค่อยได้มีโอกาสพูดคุยทางด้านการศึกษาบ่อยนัก นโยบายอีกด้านหนึ่งซึ่งมีการดำเนินการในสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็คือผมได้ไปรณรงค์ในเรื่องของการประหยัดพลังงาน เพื่อที่จะมาช่วยแก้ไขปัญหาในเรื่องของโลกร้อนครับ เรื่องนี้ก็อยากจะเรียนครับว่า เป็นเรื่องของการที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้มีการเปลี่ยนหลอดไฟเป็นหลอดที่เรียกว่า หลอมผอม เดิมเปลี่ยนจากหลอดที่อ้วนหน่อยมาเป็นหลอดผอม แต่ตอนนี้มาเป็นหลอดผอม เบอร์ 5 ประหยัดไฟ ซึ่งสามารถที่จะลดการใช้ไฟได้ถึงร้อยละ 30 ครับ เพราะฉะนั้น จะเริ่มต้นจากส่วนราชการก่อน ครึ่งหนึ่งนั้นทางกระทรวงพลังงานกับการไฟฟ้าฯ จะเข้าไปดำเนินการในการเปลี่ยนให้ และจะมีแรงจูงใจในการเปลี่ยนหลอดให้กับส่วนราชการที่เหลือ ซึ่งจะเป็นจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 2 ล้านหลอด ซึ่งการเปลี่ยนตรงนี้ อยากจะเรียนว่าการคืนทุนนั้นจะคืนทุนได้ค่อนข้างจะรวดเร็ว เพราะว่าจากการประหยัดไฟนั้น หลอดอายุการใช้งานประมาณ 4 ปี แต่สามารถที่จะคืนทุนได้จริงๆ ประมาณ 2 ปี เพราะฉะนั้น ก็อยากจะรณรงค์ว่าสำหรับหน่วยงานอื่น ๆ นอกเหนือจากส่วนราชการแล้ว ก็อยากให้เปลี่ยนแปลงมาใช้หลอดไฟที่เป็นหลอดไฟประหยัดพลังงาน รวมทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆครับ เพราะว่าการประหยัดพลังงานได้ถึงร้อยละ 30 นอกจากจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ใช้ไฟแล้ว ก็เป็นการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึงร้อยละ 30 เช่นเดียวกัน จากการที่เราจะต้องผลิตไฟฟ้า ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการช่วยกัน ทำให้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในส่วนของประเทศไทยลดลง ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นมาก เราเคยประสบความสำเร็จในการรณรงค์ก่อนหน้านี้มาแล้วเมื่อ 10 ปีที่แล้วนะครับ ในการเปลี่ยนหลอดไฟมาเป็นหลอดผอม แต่ครั้งนี้เราสามารถทำเพิ่มเติมได้อีกร้อยละ 30 ก็อยากจะเชิญชวนทั้งองค์กรและพี่น้องประชาชนให้มาสนับสนุนในเรื่องนี้ เฉพาะในส่วนขององค์กรนั้น ถ้าหากว่ามีค่าใช้จ่ายในเรื่องนี้ก็จะมีแรงจูงใจเป็นพิเศษในการที่จะสามารถที่จะมาหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายได้เพิ่มเติมอีกร้อยละ 25 ในปี 2553 นี้ด้วย นะครับ อันนี้ก็เป็นงานอีกด้านหนึ่งซึ่งได้มีการผลักดัน และมีการเริ่มต้นการรณรงค์ สำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรื่องที่สำคัญเกี่ยวข้องกับพี่น้องเกษตรกร 2 เรื่อง เรื่องแรกคือว่าที่เรามีแผนในเรื่องของการตัดวงจรปัญหาเพลี้ยในข้าว ขณะนี้ก็สามารถที่จะมีการดำเนินการจัดทำโครงการเรียบร้อยแล้ว และงบประมาณก็เตรียมพร้อม เพราะฉะนั้น จากนี้ไปทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็จะไปทำงานกับพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ ที่มีการระบาดของเพลี้ย เพื่อที่จะดำเนินการตัดวงจรตัวนี้ออกไป ซึ่งจะเป็นเรื่องสำคัญในการที่จะทำให้เรามีความมั่นใจในเรื่องของผลผลิตในการปลูกข้าวในรอบต่อ ๆ ไป ขณะเดียวกันครับ คณะรัฐมนตรีได้มีการพิจารณาถึงปัญหาอุปสรรคที่เกี่ยวข้องกับการประกันรายได้ในรอบแรก ซึ่งยังตกค้างอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือว่าในช่วงของความสับสนเกี่ยวกับขั้นตอนการทำสัญญาและการใช้สิทธิ์ตามสัญญา และต่อมาเมื่อราคาข้าวสูงขึ้นนั้น ทำให้พี่น้องเกษตรกรจำนวนมากเสียโอกาสในการที่จะใช้สิทธิ์ได้รับเงินชดเชย ทั้งๆ ที่ว่าไม่ได้เป็นความผิดของตัวเอง แต่ว่าเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกันในเรื่องของระยะเวลาของการใช้สิทธิ์ในการประกันรายได้ ตรงนี้ครับก็ได้มีข้อยุติครอบคลุมเกษตรกรน่าจะทุกกลุ่มแล้ว ที่จะต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมก็คือกรณีของเกษตรกร ซึ่งทำสัญญาในช่วงครึ่งเดือนหลังของเดือนพฤศจิกายน แต่ปรากฏว่ามีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน แต่ไม่ทราบว่าจริง ๆ แล้วสามารถที่จะใช้สิทธิ์ได้ทันที ยังมีความเข้าใจว่าต้องไปใช้สิทธิ์ในเดือนธันวาคม เพราะฉะนั้น เกษตรกรซึ่งมีปัญหาในเรื่องนี้ โดยเฉพาะเกษตรกรที่ปลูกข้าวเหนียวและข้าวปทุม ซึ่งไม่มีการชดเขยในเดือนธันวาคม ผมก็จะนำเรื่องนี้เข้าไปหารือคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง และเชื่อว่าขณะนี้เราสามารถที่จะสะสางแก้ไขปัญหาการดำเนินการการประกันรายได้ของเกษตรกรในรอบแรกเป็นที่เรียบร้อย ส่วนในรอบที่ 2 นั้น อยากจะขอเรียนอย่างนี้ครับว่า ขณะนี้มีรายงานเข้ามาว่าการรวบรวมตัวเลขการเพาะปลูกนั้น น่าจะสูงกว่าความเป็นจริง ผมอยากจะเรียนนะครับว่าเราต้องช่วยกันสอดส่องดูแลจากกระบวนการของการทำประชาคม ไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะนี้ขึ้น ซึ่งในรอบนี้นั้น ผมได้ขอความร่วมมือจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเรียบร้อยแล้ว เราจะใช้ภาพถ่ายทางอากาศที่ถ่ายผ่านดาวเทียมนั้น มาตรวจสอบในเรื่องของพื้นที่จริงที่มีการเพาะปลูกด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าเราค้นพบว่าตัวเลขที่มีการรายงานขึ้นมาในเรื่องของการปลูกในพื้นที่ต่าง ๆ ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่มีการสุ่มตรวจ และการใช้ภาพถ่ายนั้น เราจะต้องเข้าไปตรวจในประชาคมนั้นทั้งหมด แล้วประชาคมนั้น ๆ ก็จะเสียเวลานะครับ ก็คือระหว่างที่มีการตรวจสอบนั้นจะไม่สามารถดำเนินการในเรื่องของการทำสัญญาและใช้สิทธิ์ได้ เพราะฉะนั้น เป็นหน้าที่ของพี่น้องประชาชน เกษตรกรในประชาคม ที่ต้องช่วยกันสอดส่องดูแลว่าการจัดทำทะเบียนและการจัดทำประชาคมในรอบนี้เป็นไปตามความเป็นจริง เพราะว่าขณะนี้ตัวเลขที่เราเข้ามา เราเชื่อว่าน่าจะสูงเกินความเป็นจริงอยู่พอสมควร เพราะฉะนั้น เราไม่ต้องการให้โครงการดี ๆ ซึ่งดำเนินการมาแล้วรอบหนึ่ง ซึ่งเป็นที่พอใจของพี่น้องเกษตรกรจำนวนมาก จะต้องได้รับผลกระทบจากความคลาดเคลื่อนของข้อมูล และมาเป็นปัญหาในภายหลังระหว่างรัฐกับพี่น้องประชาชนเอง งานเหล่านี้ก็เป็นงานสำคัญในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมานะครับ ผมคิดว่าสำหรับระยะเวลาที่เหลือของรายการในวันนี้ อยากจะให้พี่น้องประชาชนได้ไปฟังการสนทนาระหว่างผมกับคนคุยข่าวในส่วนของคนจัดรายการวิทยุ และผู้ดำเนินรายการตามสถานีวิทยุต่างๆ ซึ่งคงจะครอบคลุมถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และปัญหาที่อยู่ในความสนใจของพี่น้องประชาชนครับ ช่วง คุยข่าวกับคนข่าววิทยุ นายกรัฐมนตรี: ขอสวัสดีท่านผู้ฟังทุกท่านนะครับ วันนี้ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ได้มาคุยข่าวกับคนคุยข่าวของภาควิทยุนะครับ หลังจากที่สัปดาห์ที่แล้วผมได้เชิญพิธีกรรายการโทรทัศน์ต่าง ๆ มาร่วมสนทนาด้วย ความจริงแล้วสื่อวิทยุนี้ถือว่าเป็นสื่อที่มีความสำคัญมาก เพราะว่าพี่น้องประชาชนจำนวนมากหลากหลาย สามารถที่จะติดตามข่าวสาร รับรู้ข้อมูลต่าง ๆ ผ่านสื่อวิทยุกระจายเสียงมาเป็นเวลาช้านาน แล้วก็วิทยุนั้นสำหรับส่วนตัวผมก็จำได้นะครับว่าตั้งแต่เด็กเราถือว่าสะดวกมาก เพราะว่าจะไม่เหมือนโทรทัศน์ คือเราไม่ต้องอยู่ที่ใดที่หนึ่ง สามารถพกติดตัวไปได้โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันนั้นก็สามารถที่จะมีการรับฟังผ่านโทรศัพท์มือถือก็ยังได้ เพราะฉะนั้นวันนี้ก็เป็นโอกาสดีที่ได้มาพบปะกับทางคนคุยข่าว หรือนักจัดรายการวิทยุ ซึ่งมากันหลากหลายจากหลายสถานี และเช่นเดียวกับครั้งที่ผ่านมานะครับ ผมคิดว่าจะเปิดโอกาสให้ทางพิธีกรหรือผู้จัดรายการนั้นเป็นผู้ตั้งคำถาม อยากจะสนทนาอยากจะทราบสิ่งใดเกี่ยวกับปัญหาของบ้านเมืองและงานของรัฐบาลในปัจจุบัน ผมคิดว่าก็คงจะเป็นโอกาสที่ดี ท่านใดจะเป็นผู้เริ่มก่อนครับ นักจัดรายการวิทยุ (บุษยา อุ้ยเจริญ): ก็ขอถาม เขาบอกว่าให้เริ่มกันด้วยเรื่องของเศรษฐกิจนะคะ ก็ถามเรื่องใกล้ตัวมาก ๆ เพราะว่าชาวบ้านก็ถามกันเยอะ เรื่องหวยค่ะ ตกลงศึกษาแล้วอะไรแล้วนี้ท่านนายกฯ จะตัดสินใจชัดเจนเมื่อไร แล้วก็ในตู้ที่เอามานี้จะใช้ทำอะไรคะ นายกรัฐมนตรี: รายงานของคณะกรรมการที่ไปพิจารณาเรื่องนี้ถึงมือผมเมื่อวันพฤหัสบดีนะครับ ความจริงแล้วก่อนหน้านั้นเขาได้ส่งประเด็นมาให้ผม ซึ่งเป็นประเด็นข้อกฎหมาย คือหลังจากที่ได้ไปดูที่มาที่ไปของโครงการและสัญญาแล้ว มีข้อสังเกตอยู่บางข้อเกี่ยวกับเรื่องของข้อกฎหมายหรือความสมบูรณ์ของสัญญา หรือความถูกต้องของสัญญา หรือความไม่กระจ่างที่เกี่ยวข้องกับสัญญา เพราะฉะนั้นก่อนหน้านี้ผมได้ทำหนังสือไปถึงทางอัยการสูงสุด กับทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อได้ช่วยให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับข้อกฎหมายในเรื่องนี้ รายงานที่สมบูรณ์ที่มาถึงผมก็ยังมีข้อกฎหมายบางประเด็นเพิ่มเติม ซึ่งก็อาจจะมีความจำเป็นที่จะต้องส่งหน่วยงานต่างๆ เพิ่มเติมด้วย ตรงนี้สำคัญนะครับ เพราะว่าสิ่งที่เราอยากจะทำก็เป็นเรื่องหนึ่ง วิธีการที่จะทำก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ความหมายก็คือว่าบางทีเราอาจจะตัดสินในเชิงนโยบายได้ว่า สมมติอยากจะเอาเครื่องนี้ไปทำอะไรก็ตาม ยังมีปัญหาที่ตามมาอีกว่าวิธีทำจะทำในลักษณะไหนอย่างไร เป็นเรื่องของสัญญาเดิม หรือเป็นเรื่องของการแก้ไขสัญญา หรือเป็นการยกเลิกสัญญาแล้วนำไปสู่การมีสัญญาเกี่ยวกับการชดเชย อย่างนี้เป็นต้นนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนั้นผมเรียนว่าคงจะเป็นเรื่องของข้อกฎหมาย ซึ่งต้องรอความเห็นจากหน่วยงานที่จะให้ความเห็นทางกฎหมายมา เราก็จะต้องยึดตามการปฏิบัติตามกฎหมาย โดยให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายในส่วนของข้อกฎหมาย ส่วนนโยบายนั้นโดยสรุปง่าย ๆ ก็คือว่า ทางเลือกที่เสนอมา จะมีการพิจารณาเฉพาะทางเลือก ซึ่งไม่นำไปสู่การมีสิ่งที่เราเคยเรียกว่าหวยบนดิน คือการเล่นหวย 2 ตัว 3 ตัว โดยผ่านเครื่องเหล่านี้ จะไม่มี ถ้าจะมีการนำเครื่องนี้มาใช้ จะเป็นการนำมาใช้ทดแทนสลากที่พิมพ์จำนวนหนึ่ง เพราะฉะนั้นจะไม่มีการเพิ่มพูดง่ายๆ คือไม่มีการเพิ่มปริมาณการพนัน แต่ว่าจะมีช่องทางของการเปลี่ยนแปลงในการจำหน่ายสลาก ซึ่งเราคิดว่าถ้าทำวิธีนี้และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือไม่มีการเพิ่มการพิมพ์สลาก หรืออาจจะลดด้วยซ้ำ และมีการจัดสรรโควต้ากันใหม่ น่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาสลากเกินราคาได้ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นในชั้นนี้ก็คือรอข้อกฎหมายนิดหนึ่ง เพราะว่าเมื่อเรารู้ข้อกฎหมายแล้วเราจึงจะสามารถปฏิบัติได้ถูก แต่หลักในเชิงนโยบายก็คือว่าถ้าจะมีการเอาเครื่องมาใช้ก็จะใช้ในลักษณะนี้ นักจัดรายการวิทยุ (ฟองสนาน จามรจันทร์): ท่านนายกฯ ด้วยความเคารพ เพราะว่าในรายการนี้ประชาชนบางส่วนเขาบอกว่า ไม่เห็นจะผิดตรงไหนเลยถ้าจะมีหวยเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว แต่ในเมื่อเป็นเรื่องนโยบายก็ยอมรับนะคะ แต่ด้วยความเคารพนะคะท่านนายกฯ ท่านนายกฯ ยืนยันได้ไหมว่าสิ่งที่ท่านกำลังทำอยู่นี้จะไม่เข้าทาง มีคนกล่าวหาว่ามีคนในพรรคประชาธิปัตย์มีประโยชน์ สอง สลากกินแบ่งรัฐบาล 80 บาท งวดวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมาขาย 120 บาท ด้วยความเคารพนะคะอีกครั้ง ด้วยความเคารพมากๆ ถ้าเกิดรัฐบาลไปคุมคนอื่นไม่ให้ขายของแพง แต่รัฐบาลออกสลากกินแบ่งรัฐบาลเอง แต่สลากกินแบ่งรัฐบาลนี้ขาย 120 ขาย 125 ท่านนายกฯ จะให้ใครรับผิดชอบแทนประชาชนคะ ด้วยความเคารพจริง ๆ ค่ะ นายกรัฐมนตรี: เรื่องหวยบนดินกับเรื่องสลากเกินราคา และหวยใต้ดินด้วย อยากทำความเข้าใจอีกครั้งนะครับ หนึ่ง ยืนยันได้เลยว่าตัวผมเองหรือพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีผลประโยชน์อะไรเกี่ยวข้อง ไม่ได้ต้องการทำเรื่องนี้โดยมีวัตถุประสงค์แอบแฝงอะไรที่ไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของใคร แต่ว่าถ้าใครจำได้ว่าตั้งแต่ก่อนผมมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผมแสดงความไม่เห็นด้วยกับการทำหวยบนดินมาโดยตลอด หลักสำคัญที่ผมไม่เห็นด้วยนี้เพราะว่าผมเห็นชัดเจนว่าเมื่อใดก็ตามที่มีช่องทางในการพนันถูกกฎหมายเพิ่มเติมนี้ เมื่อนั้นจะมีคนเข้ามาเล่นการพนันเพิ่มขึ้น เราไม่มีตัวเลขการศึกษาที่ละเอียดมากนักในประเทศของเรา ว่าเวลาที่มีหวยบนดินแล้วคนมาเล่นการพนันเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน แต่ที่เรามีก็คือสถาบันที่ทำการศึกษา ติดตามพฤติกรรมของเด็กและเยาวชน เขาพบว่าช่วงที่มีหวยบนดินนั้นมีเด็กเยาวชนมาเล่นการพนันเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว ผมว่าตัวเลขตัวนี้น่าจะเป็นจริงนะครับ เพราะว่าเราคิดกันง่าย ๆ ก็คือว่า ในแวดวงคนที่เรารู้จักนี้ ถามว่าหลายคนเล่นการพนันผิดกฎหมายคือหวยใต้ดินไหม ผมเชื่อว่าเราก็คงรู้จักหลายคนที่เล่น แต่อะไรก็ตาม ซึ่งมันเป็นของผิดกฎหมายใต้ดินนี้ มันเล่นไม่สะดวกหรอกครับ คือมันยังไงก็ต้องมีปัญหา มีความกลัว และที่สำคัญก็คือว่าสัญญาณที่ออกไปก็คือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่เมื่อใดก็ตามเราบอกของเหล่านี้ถูกกฎหมายนี้ ความลังเล การยับยั้งชั่งใจจะลดน้อยลงไปมาก ไม่ใช่เฉพาะเด็กและเยาวชน แต่ประชาชนทั่วไป เพราะฉะนั้นอันนี้คือเหตุผลหลักที่ผมไม่ต้องการที่จะทำตรงนี้ ขณะเดียวกันก็ไม่ได้สุดโต่ง คือไม่ได้ไปฝันว่าทุกอย่างจะหายไปหมดหรือปลอดไปได้หมด เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีอยู่คือสลากกินแบ่งนี้ก็ยังทำต่อ แต่พยายามที่จะจำกัดวงลงมา ก่อนนี้ก็มีทิศทางที่ชัดเจนว่าจะจำกัดวงลงมา เหมือนกับที่ผมเล่าให้ฟังว่าก่อนหน้านี้ก็มีการนำเสนอขึ้นมา อยากจะขยายเวลาเรื่องไก่ชน ผมก็บอกว่าไม่ควรขยาย แต่มีแล้วมีอยู่ อนุญาตไปแล้วก็ยังคงไว้ อันนี้คือจุดยืนแล้วก็ยืนยันเลย และถ้าใครมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องขอให้แจ้งมา ขอให้มีหลักฐานเบาะแสที่สามารถดำเนินการต่อได้ ผมยืนยันครับไม่ว่าจะเป็นพรรคไหน นักการเมืองคนใด เราดำเนินการแน่นอน ส่วนกรณีของสลากเกินราคานี้ มีการสอบถามเรื่องนี้มาอย่างมาก แล้วก็มีคำอธิบายจากท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งดูแลเรื่องนี้ พยายามแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ แต่ขณะนี้ผมมาดูตัวเลขกันใหม่อีกรอบหนึ่ง คือต้องบอกว่าความจริงราคาจะแกว่งตัวด้วย ไม่ใช่ราคาซึ่งคงที่ ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการ ขึ้นอยู่กับเทศกาล แต่ว่าวันนั้นที่ตอบกระทู้ถามในสภาฯ ผมฟังท่านรัฐมนตรีช่วยฯ ชี้แจงก็บอกว่าราคาที่ขายก็ยังเกินอยู่ แต่ว่าเริ่มมีแนวโน้มลดลง แต่ผมก็ยังไม่พอใจนะครับในเรื่องนี้ ท่านรัฐมนตรีเองท่านก็ทราบว่าต้องแก้ไขกันใหม่ เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วเรื่องนี้จะไปพันถึงเรื่องการที่จะต้องมีการรื้อเรื่องของโควต้าและวิธีการในการจำหน่าย มีประเด็นหนึ่งซึ่งน่าสนใจก็คือก่อนหน้านี้มีความรู้สึกกันว่า การขายสลากพอขายกันเกินราคานี้ ถ้าเพิ่มสลากแล้วปัญหาจะลดลง ขณะนี้ที่น่าสนใจก็คือว่ามันอาจจะตรงกันข้าม เพราะว่า กติกาของการขายสลากพอเราไปดูเราจะพบว่ามันคืนไม่ได้ เมื่อคืนไม่ได้นี้ยิ่งสลากมีเพิ่มและมีความเป็นไปได้ว่าสลากจะขายไม่หมดนี้ มันก็จะต้องมีการบวกราคาเข้าไปสำหรับคนที่เขารับไปขาย เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่ง ถ้าหากว่าจะมีการเอาเครื่องมาใช้เพื่อการนี้ เรามั่นใจนะครับว่าถ้าเอาเครื่องมาใช้เพื่อการนี้อย่างน้อยการซื้อที่เครื่อง ขายเกินราคาไม่ได้ ก็จะเป็นตัวบีบให้ราคาสลากลดลง เพราะฉะนั้นการที่จะเอาเครื่องมาขาย เพื่อแก้ปัญหานี้ก็เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจน่าสนับสนุน แต่ว่าต้องมาดูว่าการจัดสรรโควต้าใหม่จะทำกันอย่างไร เพราะว่าอาจจะมีบางองค์บางกลุ่มที่เราคิดว่า ยังจะต้องคงสิทธิ์ตรงนี้เอาไว้ แต่ว่าที่บอกตอนแรกคือต้องรอนิดหนึ่งนะครับ เพราะว่าถึงแม้ตัดสินใจว่าจะทำอย่างนี้ ก็ยังต้องไปดูข้อกฎหมายด้วยว่า มันสามารถที่จะทำเป็นสัญญาใหม่ หรือแก้ไข หรือทำได้เลย หรือต้องมาประมูลใหม่ ซึ่งอันนี้ก็จะต้องรอดูประเด็นข้อกฎหมายที่จะตอบมาอีกที นักจัดรายการวิทยุ (ชนุตย์ ลือกิจนา): ก็ขอถามต่อเรื่องของหวยนี้เลยนะครับ หลังจากที่คุณเกียรติฯ ได้ออกมาพูดแนวทางหนึ่งที่จะออกสลากรัฐบาล 6 ตัวแทน 2 -3 ตัวนี้นะครับ ผมก็นั่งรออยู่ว่าจะมีเสียงบ่นเสียงด่า ใครออกมาด่าหรือเปล่า ก็มีท่านหนึ่งก็ออกมาสอบถามว่าเหตุผลหลักก็คือในการที่ไม่ออก 2 ตัว 3 ตัวนี้เหตุผลหนึ่งก็คือว่ากลัวเด็ก เยาวชนจะมาเล่นหวยกันเยอะนะครับ ทีนี้เขาก็สงสัยว่าถ้าเกิดว่ามาออก 6 ตัวนี้แล้วเด็กจะไม่มาเล่นหรือ อันนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่จะต้องระมัดระวังด้วยไหมครับ นายกรัฐมนตรี: ที่เราดูนี้ มัน... ความดึงดูดเด็กและเยาวชนในลักษณะที่เป็นเกมสลากฯ ใช้คำนี้ก่อนนะครับ เกมสลากฯ 2 ตัว 3 ตัว หรือว่าบางทีเขาเรียกว่าล็อตโต้เรียกอะไรพวกนี้นะครับ กับการซื้อสลากกินแบ่งนี้ เราจะเห็นค่อนข้างชัด ว่าแรงจูงใจมันค่อนข้างต่างกันเยอะ ความสนใจของเด็กที่จะไปเล่นในการซื้อสลาก 6 ตัวกับการเล่น 2, 3 ตัว ค่อนข้างที่จะแตกต่างกันมาก เพราะฉะนั้นที่บอกว่าจะเอาทำ 6 ตัวนี้ จริงๆ ก็เหมือนกับการพิมพ์ เป็นเครื่องพิมพ์สลากนั่นเอง แต่การขายสลากนั้นยังอยู่ภายใต้กติกาของเกมเหมือนสลากกินแบ่งในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นเราไม่คิดว่าจะเป็นตัวที่จะไปกระตุ้นให้เด็กเยาวชนมาเล่น แต่ว่าถ้าเป็นเกม 2 ตัว 3 ตัว เป็นเกมใหม่ สามารถเดินเข้าไปแล้วเลือกเลขได้อะไรได้ เราคิดว่าน่าจะเป็นปัญหามากกว่า นักจัดรายการวิทยุ (จำรัส เซ็นนิล): สวัสดีครับท่านนายกฯ ครับ เมื่อวานผมมีโอกาสเป็นตัวแทนของสถานีไปร่วมสัมมนาที่รัฐสภา เกี่ยวกับหวยออนไลน์นะครับ รู้สึกมีตัวแทนจำหน่ายมาพูดคุยกันอย่างกว้างขวาง คุณเกียรติก็ขึ้นไปคุย ผลปรากฎว่าคุณเกียรติยังบอกว่าขออุบไว้ก่อน ก็มีเสียงค่อนข้างจะไม่สบายใจเท่าไร บอกต้องรอท่านนายกฯ ฟันธงคนเดียว ว่าจะอนุมัติหรือเปล่า ผมคิดว่าตอนนี้ท่านผู้ฟังทั่วประเทศก็คงจะรอคอยว่า จะใช้ระยะเวลานานหรือเปล่า นายกรัฐมนตรี: คงอธิบบายสองเรื่องนะครับ เรื่องอุบกับเรื่องเวลา ผมเองก็สอบถามทางและก็พอได้อ่านรายงานแล้ว ต้องของเรียนว่าเหตุผลที่ไม่สามารถเปิดเผยทุกสิ่งทุกอย่างได้ขณะนี้ เพราะว่าอาจจะมีความจำเป็นในการที่จะต้องไปเจรจากับบริษัทเอกชน ซึ่งเป็นคู่สัญญาในโครงการเดิม ถ้าหากว่าเราเปิดทุกสิ่งทุกอย่างไป การเจรจาอาจจะทำให้เราเสียเปรียบได้ เพราะฉะนั้นนี่คือเหตุผลว่า ทำไมจะไม่ได้เปิดเผยทุกอย่างนะครับ ไม่ใช่ว่ามีวาระซ่อนเร้นอะไร แต่ว่าผมคิดว่าทุกคนคงเข้าใจ เวลาที่มีการไปเจรจากับคู่สัญญาแล้วถ้าฝ่ายหนึ่งต้องเปิดเผยทุกสิ่งทุกอย่างหมด แล้วอีกฝ่ายหนึ่งไม่ต้องเนี่ย ก็คงจะพอเห็นว่าฝ่ายไหนจะเป็นฝ่ายได้เปรียบเสียเปรียบ ส่วนระยะเวลา ผมก็อยากให้เร็ว แต่ว่าอย่างที่บอกก็คือ ผมไม่สามารถที่จะ แม้ตัดสินใจในเชิงนโยบายแล้วนี้ ยังไม่สามารถที่จะดำเนินการได้ทันทีจนกว่ามีความชัดเจนว่า สัญญาสถานะของสัญญาปัจจุบันเป็นอย่างไร แล้วก็โครงการที่อยากจะทำนี้ สมมติคือมันมีได้หลายทางนะครับ มีตั้งแต่ว่าสัญญานี้ อาจจะมีปัญหาตั้งแต่ต้น กรณีเช่นนั้น ต้องถือว่าไม่มีอะไรผูกพันแล้ว ก็ต้องมาตัดสินใจว่าจะมาทำโครงการใหม่เลยไหม ถ้าทำโครงการใหม่เลยก็ต้องเริ่มต้นกันใหม่ ในแง่ของการประมูลในแง่ของการเปิดโอกาสให้บริษัทอื่นๆ เข้ามา ถ้าสัญญาใช้ได้ ก็ต้องมาดูต่ออีกว่า รูปแบบของสิ่งที่เราจะทำนี้ อยู่ในสัญญาเดิม หรือต้องแก้สัญญา ถ้าแก้สัญญา ต้องเจรจากับบริษัทเขา หรือกำลังจะบอกว่าเลิกสัญญาเดิม แต่มาทำสัญญาในลักษณะเป็นการชดเชย เพราะฉะนั้นข้อกฎหมายตรงนี้ต้องชัดเจน เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ก็จะเป็นปัญหาที่ตามมากับรัฐบาล ว่าเราทำผิดกฎหมายหรือไม่ ทำผิดสัญญาแล้วมีความเสียหายที่จะต้องชดใช้หรือไม่ เพราะฉะนั้นต้องใช้เวลาอยู่บ้าง แต่สิ่งหนึ่งซึ่งเมื่อวานก็คุยกับทั้งคุณเกียรติ แล้วก็ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็คือว่าสำหรับคนที่ได้รับความเสียหาย คือบอกว่าได้ไปติดตู้แล้วก็มีค่าใช้จ่ายแล้วก็ไปรอ จำนวนนี้ยืนยันว่ารัฐบาล ไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร จะต้องให้สิทธิคนเหล่านี้หรือเยียวยาคนเหล่านี้ เพราะฉะนั้นนี้ให้ความมั่นใจตรงนี้ได้ นักจัดรายการวิทยุ (พุทธอภิวรรณ องค์พระบารมี): ขอถามถึงสถานการณ์ที่ตอนนี้ประชาชนชนเป็นห่วงนั้นก็คือ เรื่องเกี่ยวกับสถานการณ์การชุมนุมที่กำลังจะเกิดขึ้น อย่างล่าสุดแม้ว่ารัฐบาลจะประกาศว่าตอนนี้มีมาตรการรองรับต่างๆ อยากให้ท่านนายกฯ สร้างความมั่นใจนิดนึงว่า จะสร้างความมั่นใจอย่างไรให้กับประชาชนว่าจะไม่มีอุบัติเหตุทางการเมืองเกิดขึ้น แล้วก็ขออีกคำถามนึงว่า มีคนฟังสอบถามมาว่าการแตกแยกที่เกิดขึ้นเวลาท่านนายกไปที่ไหน ตอนนี้ก็จะมีกลุ่มต่อต้าน บางครั้งมีการมาด่าท่านนายกต่อหน้า มีหลายคนอยากจะรู้ว่าความรู้สึกในใจของท่านนายกจริงๆ เวลามีคนมาด่าท่านนายกซึ่งๆ หน้า ท่านคิดอะไรอยู่ และเคยมีสักครั้งหนึงไหมว่า ท่านนายกคิดที่จะถอดใจ ขอบคุณครับ นายกรัฐมนตรี: เอาเรื่องของประเทศก่อนนะ เรื่องของประเทศเรื่องของความมั่นคง เรื่องของการจัดการ ความจริงเราซักซ้อม หน่วยงานทั้งหมดแล้ว มีประสบการณ์พอสมควร มีเครื่องไม้เครื่องมือบุคลากรทางกฎหมายรองรับ ผมก็ยังยืนยันว่า การใช้สิทธิ์ของประชาชนจำนวนหนึ่งจะมากแค่ไหน ทำได้ แต่ว่าหน้าที่เราก็คือ ไม่ให้มันออกนอกขอบเขตของกฎหมาย คือ ไม่มีการใช้ความรุนแรง แล้วถ้าหากว่าการชุมนุมแปลงสภาพไปเป็นการจลาจล หรือการก่อความวุ่นวาย เราก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย อย่างเด็ดขาด แต่ว่าการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดนี้ก็คือ อยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ที่เรามีโดยกฎหมายก็เคยไล่ให้ฟัง ว่าเรามีกฎหมายปกติก่อนถ้าแรงขึ้นมาหน่อยก็เป็นกฎหมายความมั่นคง ถ้าแรงขึ้นมาอีกก็เป็นการประกาศพระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเราจะหลีกเลี่ยง การใช้กฎหมายพิเศษโดยไม่จำเป็น ในชั้นนี้อย่างที่เราจะเห็นที่ผ่านมาเวลาเรามีข่าว เหมือนกับแนวโน้มว่าจำเป็นจะต้องใช้อำนาจพิเศษเราก็ประกาศ เวลาที่การข่าวยังบอกว่าไม่จำเป็นต้องใช้เราก็ไม่ประกาศ อันนึ้คือแนวทางซึ่งผมให้ความมั่นใจว่าเราจะใช้ แล้วรัฐบาลก็ไม่ต้องการให้เกิดอุบัติเหตุทางการเมือง รัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดความวุ่นวายผมเชื่อคนส่วนใหญ่ก็ไม่ต้องการให้เกิดความวุ่นวาย งั้นตรงนี้ก็จะเป็นสิ่งที่ขอยืนยัน และอย่างที่เราเคยเตือนไว้ ว่าเดือนนี้ทั้งเดือน แล้วก็ต่อเนื่องไปมีนาคม เล็กน้อยก็คงจะเป็นการเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างจะเข้มข้น มันมีคดีความ มีเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นจังหวะเวลาที่นำไปสู่การเคลื่อนไหว ส่วนการที่มีคนจำนวนหนึ่งไปชุมนุม ต่อต้านอะไรต่างๆ เวลาผมปฏิบัติภารกิจ ผมค่อนข้างสมาธิดีนะ เพราะฉะนั้นก็ทำภารกิจอะไรก็ปฏิบัติภารกิจนั้นต่อไป ผมก็ฟังนะไม่ใช่ไม่ฟังแล้วก็ได้ยินด้วย ก็ถือเป็นข้อมูลอย่างหนึ่ง เพราะว่าทำให้ผมทราบว่าเค้าคิดอะไร ผมยกตัวอย่างเช่น วันก่อนก็ไปทำพิธีเททองยกช่อฟ้าอยู่ก็เริ่มต้นขึ้นมาคำแรกก็ตะโกนว่าฆาตกร อันนี้ก็ทำให้ผมทราบว่าอย่างน้อยผมรู้และว่ามีคนไปให้ข้อมูลเค้าผิดว่า ผมไปสั่งฆ่าประชาชนอะไรต่างๆ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นผมก็ฟัง ก็ได้ยินถามว่ารู้สึกยังไง ก็ผมก็บอกได้ว่า มนุษย์ทุกคนก็คงไม่ต่างกันนะครับและคงไม่มีใครฟังแล้วสนุกแต่ว่าเราก็ต้องรู้ว่าเราต้องอดทน อดกลั้น แล้วผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้คิดอย่างนั้น ผมมั่นใจอย่างนั้นเพราะว่าจริงๆ ทุกที่ที่คนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น แล้วคนไทยส่วนใหญ่พูดตรงๆ แม้แต่เวลาไม่ชอบหน้าใคร โดยปกติก็ไม่เป็นอย่างนี้ คนไทยส่วนใหญ่นี้ ไปที่บ้านเค้านะ บางทีเค้าไม่ชอบเค้าก็ต้อนรับ มันก็เป็นนิสัยของคนไทยซึ่ง สืบทอดกันมาตั้งแต่ดั้งเดิม เพราะฉะนั้น ผมก็เห็นใจว่าบางคนคงได้ข้อมูลที่ขาดเคลื่อน เราก็เลยมีความโกรธ แต่ว่าเราก็ต้องพยายามการทำความเข้าใจต่อไป แต่ว่าไม่ถอดใจไม่ถอดหรอกครับ ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะถอดใจหรอก ถอดใจเค้าก็ไม่หยุดด่า นักจัดรายการวิทยุ (เรวัติ สังข์ช่วย): ท่านนายกรัฐมนตรีครับเรียนถามคณะท่านนายกรัฐมนตรีอย่างนี้ว่า เสร็จสิ้นจากศึกการเมืองหนใหญ่ซึ่ง ก็คลาดว่าน่าจะจบในช่วงของปลายเดือนนี้ อาจจะต่ออีกนิดหน่อย อย่างที่นายกบอก นายกจะทำอย่างไร นายกอภิสิทธิ์มีแนวคิดอย่างไรในการที่จะทำให้สังคมกลับมาสู่บรรยากาศของการร่วมด้วยช่วยกัน การหันหน้าเข้ามาหากัน ทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ทุกความคิด นายกมีแนวคิดเรื่องนี้อย่างไร ขอบพระคุณครับ นายกรัฐมนตรี: ผมเตือนก่อนนะครับ คือที่บอกว่าเดี๋ยวจะผ่านศึกอันนี้ไปแล้วก็ทุกอย่างจะจบ โลกความเป็นจริงไม่เป็นอย่างนั้นนะครับ ปัญหาจะมีอยู่ตลอดเวลา เรื่องปกติธรรมดาอยู่กับสังคมคนหมู่มากความคิดความอ่านแตกต่างกัน ชอบก็ไม่เหมือนกัน มันจะต้องมีความเห็นที่ไม่ตรงกัน หรืออาจจะใช้คำว่ามีความขัดแย้งอยู่เป็นระยะๆ ทุกสังคมก็มีอย่างนี้ แต่ว่าสิ่งสำคัญที่สุดรัฐบาลนี้พยายามทำก็คือ ให้สังคมรู้จักที่จะอยู่ร่วมกันบนความคิดเห็นที่แตกต่าง ไม่ละเมิดสิทธิ์กัน เราให้สิทธิ์ใครคิดอะไร ใครอยากจะพูดอะไร เราให้สิทธิ์ แต่ว่าอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย คนตีความกฎหมายก็ต้องเป็นกระบวนการยุติธรรม ถามผมว่าอึดอัดหลายเรื่องไหม คำพูดที่พูดกันบนเวลานี้ ผมว่ามันน่าจะผิดกฎหมาย แต่ว่าถ้าศาลเค้าบอกไม่ผิด ก็คือไม่ผิด ก็อยู่ที่เจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมที่เป็นคนชี้ แล้วรัฐบาลต้องยอมรับ รัฐบาลนี้ไปชี้เองก็ไม่ได้ ไปบอกว่าคนนี้ พูดอย่างนี้ไม่อยากให้พูด ไม่ให้พูด รัฐบาลนี้ไม่ทำ แต่ทุกคนต้องเรียนรู้แล้วต่อจากนี้ ว่ามันจะมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างนี้ แล้วก็เรื่องไหนที่มันเป็นประโยชน์ส่วนรวมมันควรจะร่วมด้วยช่วยกัน และเรื่องไหนซึ่งมันเป็นเรื่องที่จะนำไปสู่ความเสียหายของบ้านเมืองก็ไม่ควรมีใครไปทำเลย แต่ว่าถ้าจะบอกว่าทุกคนจะต้องมาเห็นเหมือนกันหมดคิดเหมือนกันหมด ไม่มีหรอกครับ สังคม มาถึงจุดที่มันหลากหลาย ความหลากหลายมันมีมากเกินกว่าที่จะไปขาดหวังว่าทุกคนจะมาเหมือนกันหมด แล้วก็ไม่ควรที่จะไปบังคับให้คนอื่นเหมือนกับเรา แต่เราต้องบอกว่าใครที่ไม่เหมือนกับเรานี้ เราอยู่ด้วยกันได้อย่างสงบสุข นักจัดรายการวิทยุ (ฟองสนาน จามรจันทร์): เรียนถามท่านนายกอภิสิทธิ์ว่า ประเทศไทยหลังวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 13 นาฬิกา จะเป็นยังไง 2. นะคะ ถ้าเกิดนักการเมืองฝ่ายค้านเสนอชื่อ ส.ส. ในพรรคร่วมรัฐบาลเป็นนายกรัฐมนตรี แข่งกับท่านในการอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านยังจะเดินหน้าสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ หรือว่าถ้ารู้แกว ท่านจะยุบสภาหรือลาออกก่อน ขอบพระคุณคะ นายกรัฐมนตรี: คือ 26 กุมภาพันธ์ ก็เวลาที่พูดถึงก็หมายถึงการตัดสินคดี ผมก็เรียนว่าการตัดสินคดี คดีทุกคดีเป็นกระบวนการของศาล ซึ่งเป็นกระบวนการที่เปิดเผย และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ต่อสู้ถึงจุดหนึ่งศาลก็ต้องตัดสินไม่ใช่เฉพาะคดีนี้ ผมบอกได้ทุกคดีนี้ ตัดสินต้องมีคนพอใจและก็ไม่พอใจอย่างน้อยโจทก์จำเลย ฝ่ายนึงพอใจ อีกฝ่ายก็ไม่พอใจ ไม่งั้นคงไม่รอให้ศาลตัดสิน คงไกล่เกลี่ยกันไปแล้ว งั้นเราก็ต้องเคารพกระบวนการของศาล ผมก็ไม่ทราบว่าวันที่ 26 ศาลท่านจะตัดสินอย่างไร ผมเพียงแต่หวังว่าเมื่อศาลท่านตัดสิน ซึ่งเวลาท่านอ่านคำพิพากษาท่านก็จะต้องลำดับ ทั้งข้อเท็จจริงทั้งข้อกฎหมาย ผมอยากให้ทุกคนฟัง จะได้เข้าใจการตัดสินของศาล แล้วก็อยากให้ทุกคนเคารพศาล เพราะว่าถ้าเราไม่เคารพศาลมันไม่มีจุดจบหรอกนะครับบ้านเมือง เพราะว่าเราจะมาเถียงกันว่าคนโน้นถูก คนนี้ผิด ขึ้นศาลเสร็จ ศาลตัดสิน เราก็ยังเถียงศาลต่อ ต่อไปวันข้างหน้าก็เท่ากับว่าเราไม่มีกติกาแล้วในบ้านเมือง เพราะฉะนั้นก็ขอให้ทุกคนฟัง และเคารพศาล แต่แน่นอนถ้าศาลทุจริตฉ้อฉลเนี้ย มันก็มีกฎหมายไปเล่นงานศาลได้เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าศาลจะทำอะไรก็ได้ แต่ว่าถ้าศาลท่านไม่ได้ทุจริต ไม่ได้ฉ้อฉล ท่านพิจารณา ท่านใช้ดุลพินิจของท่าน เอาข้อกฎหมายมาปรับกับข้อเท็จจริงแล้วท่านตัดสินอย่างไร เราต้องให้สังคมเคารพ เพราะฉะนั้นผมหวังว่า และผมเชื่อว่าวันนั้นทุกคนจะฟังและครับ ทุกคนก็ใจจดใจจ่อ อยากจะรู้อยู่แล้วฟัง แต่อย่าฟังแค่ว่าใครชนะใครแพ้คดี ฟังด้วยว่าเหตุผลต่างๆ นี้ คืออะไร แล้วเราก็จะเดินหน้าต่อไปได้ ส่วนการไม่ไว้วางใจ ผมไม่เชื่อนะครับว่าพรรคฝ่ายค้านจะมาใส่ชื่อคนรัฐบาลเข้ามาเป็นนายกแทน แต่ถ้าเค้ายื่นญัตติแล้ว ตามรัฐธรรมนูญมันต้องเดินหน้า เมื่อเขายื่นญัตติแล้วก็ต้องไปอภิปรายไม่ไว้วางใจกัน ผมก็ไปชี้แจงเท่านั้นเอง นักจัดรายการวิทยุ (ประสาน ศิลป์จารุ): ท่านนายกฯ ครับ วันนี้ผมมานี้ ผมจะไม่พูดเรื่องการเมือง เพราะว่ารายการผมพูด 7 วันการเมือง แล้วพูดรุนแรงด้วย แต่วันนี้ตั้งใจมานี้ตั้งใจไม่พูดเลย แต่เมื่อเขาชวนผมเล่นการเมืองแล้วผมก็จะเล่นด้วยแล้วตอนนี้ คือผมอยากจะถามท่านนายกฯ ว่าเวลานี้จริยธรรมทางการเมืองนี้ มันขัดกับประชาชน ท่านนายกฯ จะมีหนทางแก้ไขอย่างไรให้ประชาชนเขามีความรู้ เขามีความเข้าใจ เขามีความต้องการที่จะให้เป็นไปตามที่ประชาชนเขาเรียกร้อง ท่านนายกฯ จะทำอย่างไรครับ นายกรัฐมนตรี: คือเรื่องจริยธรรม เรื่องบางทีเราใช้คำว่าวัฒนธรรมหรือพฤติกรรมทางการเมือง ผมเป็นคนที่พูดมาในระยะหลังว่า อาจจะสำคัญกว่ากติกาแล้ว เพราะว่าเรามีประสบการณ์มากว่าเราคิดว่าการเมืองแก้ได้ด้วยการแก้รัฐธรรมนูญแก้กฎหมาย และผมก็เคยพูดเล่น ๆ ว่าเราลองมาเกือบหมดแล้ว เลือกตั้งเขตเล็กเขตใหญ่ พวงเล็กพวงใหญ่ เรียงเบอร์ไม่เรียง มีบัญชีรายชื่อไม่มี ลองมาหมดแล้ว วุฒิก็ลองมาทั้งเลือกตั้ง แต่งตั้ง สรรหา ลูกผสม ทำมาหมดแล้ว แต่ว่าหลายครั้งปัญหาไม่ได้เกิดจากกติกา ปัญหาเกิดจากพฤติกรรม วัฒนธรรม และจริยธรรมทางการเมือง ผมก็พยายามที่จะผลักดันเพราะว่าเรื่องจริยธรรมนี้มันไม่เหมือนเรื่องกฎหมายครับท่านครับ คือเรื่องจริยธรรมนี้แม้เขียน แม้กำหนดออกมานี้ โดยหลักของมันแล้วมันไม่ได้เป็นลักษณะของบทบังคับ หรือบทลงโทษตามกฎหมาย และผมก็เคยชี้ให้เห็นว่าในหลายประเทศมันไม่มีกติกาเขียนไว้ แต่เขาทำจนสืบทอดกันมาเป็นประเพณี เช่น การแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง หลายประเทศเรื่องเล็กกว่าเราเยอะเลย แต่กลายเป็นประเพณีไปแล้วว่าถ้าเกิดขึ้นนี้มีการแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองผมก็พยายามที่จะสร้างค่านิยมต่าง ๆ ขึ้นมาเท่าที่จะทำได้ สื่อก็เอาไปใช้คำว่ากฎเหล็ก 9 ข้อบ้างอะไรบ้าง แต่ผมยืนยันว่ามันเป็นความเปลี่ยนแปลง เช่น เอาง่าย ๆ เราอยู่ในระบบสภาฯ ผมก็เป็นรัฐบาลที่บอกว่า รัฐมนตรีต้องตอบกระทู้ในสภาฯ ผมก็ไปตอบด้วยตัวเอง เพราะถือว่าอันนี้คือความรับผิดชอบต่อผู้แทนของประชาชน เขาขอแค่อาทิตย์ละ 2 ชั่วโมงหรือชั่วโมงเศษ ๆ เท่านั้นเอง เอาคำถามที่เขาบอกประชาชนอยากรู้มาถาม แล้วเราไม่ไปตอบเราไปอ้างว่า เรายุ่งวุ่นวาย มีภารกิจการงาน เป็นไปไม่ได้ ถ้าเราเป็นนักบริหารจริง 2 ชั่วโมงวันพฤหัส รู้เวลาแน่นอนเราต้องจัดได้ ก็ทำแล้ว แถมยังถ่ายทอดทางโทรทัศน์ให้ดูด้วยเดี๋ยวนี้ นี่ก็เป็นตัวอย่างว่า ผมบอกไม่ได้แล้ว ความรับผิดชอบต่อสภาฯ นี้อย่าสักแต่ว่าพูดว่าเราเชื่อระบบสภาฯ เราเป็นนักประชาธิปไตย เลือกตั้ง เป็นผู้แทนประชาชน แต่ปรากฏว่าเราเป็นผู้บริหารแต่เราไม่ให้ความสำคัญอย่างงี้ผมก็ทำให้เป็นตัวอย่างว่าต่อไปนี้คนเป็นนายกไปตอบกระทู้ ถามสดทุกอาทิตย์ ยกเว้นหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ เช่นมีประชุมระหว่างประเทศ มันเจอกัน เราไป ขอประเทศอื่นให้เขาไม่ประชุมไม่ได้ อันนั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง นี่ก็ตัวอย่าง กรณีที่เกิดขึ้นที่กระทรวงสาธารณสุข นะครับ อันนี้พูดก็ไม่อยากจะ เดียวจะหาว่ามาชมพรรคพวกกันเอง แต่สิ่งที่รัฐมนตรีวิทยา แถลงในวันที่ท่านลาออกทั้งๆ ที่ใครไปอ่านรายงานก็จะเห็นว่าโครงการไทยเข้มแข็งต่าง ๆ ซึ่งมีปัญหานี้ ท่านรัฐมนตรี วิทยานี้ไม่ได้ บอกว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง แต่ในรายงานบอกว่าท่านต้องรับผิดชอบต่อความบกพร่องที่เกิดขึ้นในกระทรวง ท่านแถลงลาออก ท่านบอก ท่านลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบ ต่อความรู้สึกของประชาชน ผมว่านี้ก็เป็นแนวมาตรฐานทางการเมือง ซึ่งเรากำลังพยายามทำกันมากขึ้นๆ ใช้เวลาครับ แล้วก็ ผมก็อยากจะขอความเป็นธรรม เพราะว่า คือ นักการเมืองนี้ ตกเป็นจำเลยอยู่ตลอดเวลา เวลาเกิดการทุจริตอะไรขึ้นนี้ ผมยกตัวอย่างเลยนะ พอเกิดเรื่องไรขึ้นสื่อถามคำแรกเลย ถึงนักการเมืองไหม ผมก็ต้องบอกสิ ขอความเป็นธรรมบ้างนะ ยังไม่รู้เลยว่านักการเมืองเกี่ยวหรือไม่เกี่ยว แต่วัดความสำเร็จการจัดการเรื่องนี้ว่า ถึงนักการเมือง หรือไม่ถึงนักการเมือง ก็ถ้าเขาไม่เกี่ยวมันก็ต้องไม่ถึง แต่ถ้าเขาเกี่ยวแล้วไม่ถึง สิครับ มาต่อว่านะ อันนี้คือ สิ่ง ที่ผมอยากจะให้ความเป็นธรรม แล้วก็บางเรื่องนี้บางทีเราก็กระโดดจากเรื่องหนึ่งไปอีกเรื่องหนึ่งนี้เร็วมาก อย่างเครื่อง จีที200 นี้ผมยกตัวอย่าง พอเครื่องทดสอบเสร็จบอกใช้ไม่ได้ปั๊บนี้ ก็เอาแล้ว บอกว่าจะห้ามเลยไหมหรือไม่ห้าม ซึ่งผมก็บอกว่าเราต้องเอาข้อเท็จจริง นี้ไปทำความเข้าใจกับคนใช้ เขาก่อน เพราะคนที่เขาใช้นี้เขามีความอุ่นใจ เขามีความมั่นใจและก็คุ้นเคยกับการใช้ ตัวนี้มานานนะ ถ้าไปสั่งห้ามนี้โกลาหลนะครับ เพราะว่าถ้าเกิดทหารที่เขาปฏิบัติหน้าที่อยู่ บอกว่า มาห้ามผมแล้ว แล้วไม่ให้อะไรผมเลย แล้วเกิดวันนั้นเขา ออกไปแล้วมีระเบิด มีอะไรขึ้น เราจะอธิบายเขายังไง ก็ต้องให้เวลา ผมถึงบอกว่า วันนี้ท่าน ผบ. ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ท่านทราบอย่างชัดเจน อยู่แล้วว่ามันจะต้องนำไปสู่การไม่ใช้ แต่ว่าต้องขอเวลาในการทำความเข้าใจกับกำลังพล แล้ว เตือนเลยว่าขณะนี้ หนึ่งอย่าไปใช้ กับคน เพราะคนเขารู้กันทั่วประเทศแล้วว่า เครื่องนี้ใช้ไม่ได้ ถ้าคุณไปใช้กับคน นี้เขาฟ้องคุณเอาได้ง่ายๆนะ กับ สอง ถ้าจะเอาไปใช้กับพื้นที่ ต้องบอกตัวคนใช้เขานะ ว่าทางวิทยาศาสตร์มันบอกว่า ไม่ได้ช่วยคุณนะ เดียวคุณไปเข้าใจผิดว่ามันปลอดภัย แต่ถ้าเขา รู้แล้ว แล้วเขายังยืนยัน เขาบอกเขาขอใช้ก่อน หน่วยก็ไปพิจารณาเอา ว่าจะยังไงแต่สุดท้ายนี้ มันก็ต้องไป แต่ว่าทันทีเห็นไหมอ่ะ เรากระโดดไปเรื่องนั้น ก็กระโดดต่อเลยสอบหรือยังว่า ทุจริตการซื้อ ความจริงเครื่อง ใช้ได้หรือไม่ได้กับประเด็นการทุจริตการซื้อนี้ มันไม่ไช่เรื่องเดียวกันนะครับ ถึงเครื่องใช้ได้แต่ทุจริตก็ต้องสอบ เครื่องใช้ไม่ได้ ถ้าไม่ทุจริต ก็คือไม่ทุจริต ทีนี้ถามว่าสอบหรือยัง ผมก็บอกมา เอารายงานมาดูก่อน ว่าเขาซื้อช่วงไหนอย่างไรบ้าง เพราะเฉพาะผมสัมผัสกับเครื่อง ทีจี200 นี้นะครับผม ก็ไม่ได้รู้จักเครื่องตัวนี้มาก่อน วันดีคืนดีครับ กรรมาธิการของสภา ที่ดูเรื่องยาเสพติดมาขอพบผม เชิญเจ้าหน้าที่ เชิญใครต่อใครมาแล้วบอกผมบอกว่า อยากได้เครื่องตัวนี้ เพราะว่ามันไปตรวจสารเสพติดแล้วเจอ แล้วก็มีอีกหลายคน คุณหมอพรทิพย์ ใครต่อใคร ก็เล่าให้ฟัง จะบอกว่าคนที่มาบอกว่าอยากให้ซื้อเพิ่ม มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องนี้ ผมบอกตรงๆนะ ไม่ใช่ทุกคนแน่นอน หลายคนที่มาคุยกับผมผมมั่นใจเลยว่า เขาก็สุจริตใจ ส่วนมีทุจริตหรือเปล่าอีกเรื่องหนึ่ง นะครับ แต่ว่าทันทีที่จะมาบอกว่าใครบอกให้ซื้อตัวนี้เป็นคนทุจริต ผมว่า อันนี้ไม่ให้ความเป็นธรรม เพราะฉะนั้นผมก็จะดูก่อน รายงานสิว่า กองทัพซื้อมาตั้งแต่เมื่อไร ปปส.ซื้อมาตั้งแต่เมื่อไร ซื้อแต่ละยุค แต่ละช่วงราคาเท่าไร กระบวนการเป็นอย่างไร แล้วเราก็จะได้มา ดูกัน แล้วก็อย่าลืมนะ อย่างเครื่องตัวนี้ ไม่ใช่ว่ามาซื้อ คือบางคน ผมตอบกระทู้นี้ เหมือนกับมาซื้อรัฐบาลนี้ ไม่ใช่นะ ซื้อกันมาตั้งแต่ปี ใช้กันมาตั้งแต่ 47 48 49 อะไรต่างๆ แล้วก็ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย ผมเคยได้รายชื่อมาว่ามีประเทศไหนที่ ซื้อเข้าไปนี้เยอะมากนะครับ คือ ถ้าบอกว่า ถูกหลอก ก็เรียกว่าถูกหลอกกันระดับโลกเลยนะครับ งานนี้ อันนี้ก็ต้องให้ความเป็นธรรมว่า ไม่ใช่ว่ามามีเฉพาะที่นี่ที่เดียว แต่แน่นอน ผมก็จะหา ข้อเท็จจริงถ้ามีการทุจริตก็จะดำเนินการ นักจัดรายการ (ราเมศ เชื้อเมืองพาน): ครับท่านนายกรัฐมนตรีครับ ก็คำถามเกี่ยวกับเรื่องการเมืองที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ ล่าสุดหลายประเทศเองก็มีการแจ้งเตือนให้กับประชากรในประเทศของเขาที่อยู่ในประเทศไทยของเรา และคนที่กำลังจะเดินทางมาที่ประเทศไทย ก็คือให้อยู่ห่างจากสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ และขณะเดียวกันในประเทศไทยเราเอง วันนี้ล่าสุดก็มีโพลออกมาบอกว่าประชาชนมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่มั่นใจว่า รัฐบาลจะดูแลสถานการณ์ได้ในตอนนี้ ท่านนายกฯ จะมีอะไรบอกกับประชาชน และบอกกับนานาประเทศบ้างครับ นายกรัฐมนตรี: สำหรับต่างประเทศ เราให้ทางกระทรวงการต่างประเทศทำความเข้าใจอยู่เป็นระยะ ๆ ผมเข้าใจว่า เขาก็มีหน้าที่เตือนคนของเรา เพราะว่าในสถานการณ์การชุมนุมก็ต้องยอมรับว่า ตลอดระยะเวลาที่ มีการชุมนุมใหญ่ถึงปีนี้ก็ประมาณ 5 ปีแล้ว ตลอดระยะเวลาที่มีการชุมนุมใหญ่ มันก็มีเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้น ผมว่ารัฐบาลของแต่ละประเทศ เขาก็มีความรับผิดชอบต่อคนของเขาที่จะต้องเตือนว่า ถ้าจะมาเมืองไทย ก็อย่าไปอยู่ใกล้ที่จะมีการชุมนุม อันนี้ต้องเข้าใจเขา เหมือนกับรัฐบาลไทยก็ควรจะแนะนำคนไทยเหมือนกันว่า ประเทศนี้ถ้าไปมีเหตุการณ์อย่างนี้อยู่ จะเป็นอย่างไร แต่เราก็ต้องยืนยัน และก็จะให้ทางกระทรวงการต่างประเทศยืนยันไปว่า เรามั่นใจว่าเราดูแลสถานการณ์ได้ และการชุมนุมในภาพรวมตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ในภาพรวมส่วนใหญ่ ยกเว้นบางช่วงเท่านั้น เช่น เมษายนปีที่แล้ว ก็เป็นการชุมนุมที่สงบ แล้วที่สำคัญคือว่าไม่เคยเป็นการชุมนุมที่มีเป้าหมายไปเกี่ยวข้องอะไรกับต่างประเทศ เป็นเรื่องภายในของเรา ส่วนประชาชนที่ไม่มั่นใจ ผมก็เห็นใจ นะครับ เพราะว่าอ่านข่าวสารนี่ก็น่ากลัว ผมตื่นเช้ามาเห็นพาดหัวแต่ละครั้ง ผมก็คิดว่า คนอ่านก็ต้องกลัวครับ แม้ว่าถ้าผมฟังคำปราศรัยของคนที่บอกว่าจะชุมนุม คือพูดถึงความรุนแรง ผมคิดว่าคนก็ตกใจ ผมถึงพยายามบอกว่ามันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปพูดถึงความรุนแรง ให้ความเป็นธรรมกับคนชุมนุมระดับหนึ่งนะครับ คือบางครั้งคำพูดที่เขาพูดแรงมากๆ ส่วนใหญ่เขาจะพูดบอกว่าถ้ารัฐบาลไปปราบเสื้อแดง หรือถ้ามีการปฏิวัติรัฐประหาร เขาก็จะออกมาสู้รุนแรง แต่เวลาออกมาก็บอกว่าเขาประกาศว่า จะเกิดอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้น แต่ขณะเดียวกันผมก็อยากจะบอกกับคนที่ชุมนุมว่า ไม่อยู่ในหัวผมเลยที่จะไปปราบการชุมนุมที่สงบตามรัฐธรรมนูญ และผมก็ยืนยันว่าไม่มีเหตุผลอะไรในขณะนี้ที่จะมีการปฏิวัติรัฐประหาร เพราะฉะนั้น ดีที่สุดก็อย่าไปพูดในสิ่งที่มันยังไม่เกิด จะได้ไม่มีคนตกใจ บ้านเมืองก็จะได้เกิดความมั่นใจขึ้น และท่านก็ใช้สิทธิ์ของท่านไปตามรัฐธรรมนูญ เพราะว่าถ้าท่านประกาศว่าท่านชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ สันติวิธี ภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่มีใครไปทำอะไรท่านแน่นอน นักจัดรายการ (วิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์): ท่านนายกฯ ย้ำเสมอว่าเคารพในสิทธิของแต่ละคนนะครับ ความรุนแรงท่านนายกฯ พูดถึงว่าฟังได้ แม้จะรุนแรงจากฝ่ายตรงข้ามก็ตามแต่ มีจุดหนึ่งที่ท่านนายกฯ ไม่ทราบได้ยินไหมทางวิทยุที่เรียกได้ว่าอยู่นอกภายใต้การควบคุม ตอนนี้ผมคิดว่าบรรยากาศที่เราเรียกว่าสมานฉันท์ แตกต่าง แต่ไม่แตกแยก จะมีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเยอะมาก แม้กระทั่งใจกลางเมืองใหญ่กรุงเทพมหานคร ผมฟังรัฐบาล รัฐบาลเองบอกว่าอยู่ภายใต้อำนาจของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ผมถาม กทช. ๆ บอกว่าไม่มีอำนาจ เลยไม่ทราบว่าภาวะที่เป็นช่วงรอยต่อจะทำอย่างไร เพราะเหมือนกับเราเห็นคนจะทำความผิดซึ่งหน้า บอกตำรวจ ๆ บอกว่าความผิดยังไม่เกิดขึ้น ในภาวะที่รอความชัดเจน แต่ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายใต้คนทำวิทยุ รัฐบาลจะทำอะไรให้ชัดเจนกว่านี้ครับ นายกรัฐมนตรี: ได้กำชับไปแล้วนะครับว่า พูดตามตรงโดยธรรมชาติของคนที่เป็นสื่อจริง ๆ คงไม่มีความรุนแรงเข้ามาหรอก สื่อที่เป็นวิชาชีพสื่อคงไม่มีใครที่จะไปปลุกระดมให้เกิดความรุนแรง ส่วนการใช้สื่อเพื่อปลุกระดม ซึ่งเกิดขึ้นกับสถานีส่วนใหญ่อาจจะเป็นวิทยุชุมชนที่พูดกันอยู่ในขณะนี้ ก็อย่างที่เรียนคือว่าถ้าเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตใจ ไม่ได้ไปเชิญชวนให้ใครทำผิดกฎหมาย เขาก็ทำได้ แต่ว่าถ้าเชิญชวนให้ทำผิดกฎหมาย ก็ต้องไปดำเนินการ ซึ่งขณะนี้ได้ซักซ้อมกันมากขึ้นระหว่างตำรวจ รัฐบาล กทช. และผมเข้าใจว่า ก็เริ่มมีการใช้อำนาจบ้าง คือมันจะมีความต่างกันอยู่ คือตำรวจเขาสามารถดำเนินการในเรื่องของคดีอาญาได้ เช่น สมมติผมไปพูดอะไรที่ผิดกฎหมายในสถานี ตำรวจอย่างไรก็ดำเนินการกับผมได้ แต่ว่าที่จะไปปิดสถานีวิทยุ โดยที่อ้างว่าผมไปทำอย่างนี้คงไม่ใช่อย่างนั้น อันนี้จะต้องไปดูในแง่ของผู้ที่มีอำนาจในการที่จะอนุญาต และธรรมชาติของวิทยุชุมชนก็มีอีกประการหนึ่งคือว่า ตั้งง่าย ในช่วงรอยต่อที่กติกาไม่ชัดเจน ก็คือตั้งง่าย เพราะเครื่องก็ไม่เท่าไรนี่ครับ ราคา ถึงถูกยึดไป ก็ซื้อเครื่องใหม่กันเข้ามา เราก็เคยเห็นมาแล้ว แต่มีการเฝ้าระวังติดตามใกล้ชิด แล้วก็ให้มีการดำเนินการถ้ามีการผิดกฎหมาย ส่วนการตีความกฎหมายอย่างที่ผมเรียนครับ เราต้องเคารพศาล ผมยกตัวอย่างว่า จำได้ไหมครับช่วงปลายปีที่แล้วที่ผมได้รับเชิญไปเชียงใหม่ แล้วมีการพูดจา คนก็ฟังว่ามันเป็นการขู่ว่าจะฆ่าผม แต่ว่าพอขึ้นไปที่ศาล ศาลท่านตัดสินบอกว่ามันไม่ใช่ความผิด เราก็ต้องเคารพกัน นักจัดรายการ (ไพศาล มังกรไชยา): คือการเคลื่อนไหวทางการเมืองรอบนี้ เป้าโจมตีนอกจากรัฐบาลแล้ว ซึ่งรัฐบาลก็คงจะมีช่องทางในการตอบโต้หรือชี้แจงไป แต่ว่ายังมีเป้านอกรัฐบาล ซึ่งก็คงจะมีเจตนาที่อยากจะให้มากระทบรัฐบาลไม่ทางตรงก็ทางอ้อม รัฐบาลมีแนวปฏิบัติอย่างไรในกรณีที่เป้าโจมตีเป็นบุคคลหรือว่าองค์กรนอกรัฐบาล นายกรัฐมนตรี: คือจริง ๆ แล้วบุคคลใด ซึ่งตกเป็นเป้าก็สามารถที่จะใช้สื่อสารต่าง ๆ ในการชี้แจงได้เช่นเดียวกัน ผมคิดว่าอันนี้ต้องเรียนว่า เวลาที่มีการหยิบยกข้อมูลจริงเท็จ สุดแล้วแต่มาโจมตีซึ่งกันและกัน การจะชี้แจงคนที่ไม่เกี่ยวข้องจะไม่สามารถชี้แจงได้ เราก็พยายามย้ำว่า เวลาที่มีการต่อสู้ทางการเมือง อย่าไปดึงเอาสถาบันซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองเข้ามา อันนี้ก็เป็นจุดที่เราย้ำตลอดเวลา แต่เราห้ามเขาไม่ได้ ถ้าเขายังทำอยู่ในกรอบของกฎหมาย ถ้าเขายังทำอยู่ในกรอบของกฎหมายแล้วไปกระทบกับบุคคลอื่น ๆ ที่ไม่ใช่รัฐบาล ผมก็ยืนยันว่า คนเหล่านั้นก็ต้องได้รับความเป็นธรรมจากสื่อของสังคมในการที่จะชี้แจง ซึ่งอาจจะมีเครือข่ายของเขา หรือใครก็ตามออกมาชี้แจง มันก็ต้องเป็นลักษณะอย่างนี้ การที่จะบอกว่า ให้รัฐบาลไปชี้แจงแทนคนอื่นก็คงจะไม่ได้ ก็จะเกิดคำถามอีกว่า ทำไมรัฐบาลชี้แจงแทนบางคน และไม่ชี้แจงแทนคนบางคน อย่างนี้เป็นต้น แต่ว่าเราถือว่าทุกฝ่ายต้องมีสิทธิ์ในการที่จะแสดงออก เอาข้อมูลข้อเท็จจริงให้ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเสมอภาคกัน นักจัดรายการ (พัชระ สารพิมพา): ปัจจุบันนี้การคอร์รัปชั่น ประชาชนเข้าใจและเชื่อมั่นใจว่ามันสูงมากนะครับ ระยะหลังๆ จะได้ยินข่าวเรื่องนายอำเภอหัวละล้าน แค่เข้าโรงเรียนนายอำเภอ หรือไม่ก็จะเรื่องคอมพิวเตอร์ หรือการโยกย้ายตำรวจระดับแค่หัวหน้าโรงพักเป็นสิบๆ ล้าน ท่านนายกฯ เชื่อหรือไม่ว่าเรื่องพวกนี้มีอยู่จริง เชื่อไหมว่ามันใช่ แต่ผมมั่นใจว่าชาวบ้านเชื่อว่ามันใช่ หรือแม้กระทั่งเรื่องของล่าสุดที่มีหัวหน้าผู้ตรวจราชการของกระทรวงมหาดไทยพูดเองว่า การแต่งตั้งโยกย้ายระดับอธิบดีถึงขั้น 300-400 ล้านบาท ตรงนี้ท่านนายกฯ คิดว่ามันจริงไหม ท่านเชื่อไหม และท่านจะวางรากฐานแก้ไขปัญหาพวกนี้อย่างไร ในระยะยาว หรือระยะสั้นนะครับ นายกรัฐมนตรี: ถามผมว่าเชื่อไหม ผมบอกว่าบางเรื่องผมเชื่อ แต่จะให้ผมตอบว่าจริงทุกเรื่องที่เขากล่าวหา ผมไม่เชื่อว่าเป็นอย่างนั้น ขณะเดียวกันจะบอกว่าทุกเรื่องไม่มีมูล ผมไม่เชื่อ ผมเชื่อบางเรื่องจริง บางเรื่องไม่จริง นะครับ ถามว่าจะรู้ได้อย่างไรจริง ไม่จริง ก็ต้องหาคนที่มีความเป็นอิสระ มีสถานะที่เหมาะสมที่เข้าไปสอบ นะครับ แน่นอนการสอบเนี่ย ยากที่จะบอกว่าได้หลักฐานที่ผูกมัดร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่โดยทั่วๆ ไปกรรมการที่สอบเขาก็มีมาตรฐานของเขาในการใช้ดุลพินิจ สิ่งหนึ่งที่ผมให้ความมั่นใจได้ก็คือว่า ยุคที่ผมเป็นนายกฯ เรื่องที่มีการกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริต ไม่เคยมีเรื่องไหนที่ผมปล่อยผ่านไปเฉยๆ มีกระบวนการที่จะมีคำตอบ และก็มีความรับผิดชอบ หรือมีการส่งกระบวนการต่อไปให้องค์กรอิสระทั้งสิ้น นะครับ
รายการ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553 ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์