 |
|
รายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553
รายการ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์
วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553
ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย
และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์
สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพครับ รายการ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ ในวันนี้นะครับ เดี๋ยวอีกสักครู่หนึ่งจะเป็นรายการที่ผมได้นั่งคุยกับคนคุยข่าวครับ จะเรียกว่าเป็นการคุยข่าวกับคนคุยข่าวก็ได้นะครับ คือเราได้เชิญพิธีกรซึ่งทำรายการข่าว 30 คน นะครับมาพูดคุยสอบถามสถานการณ์ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เพราะผมเห็นว่าเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสม ทั้งในแง่ของการที่รัฐบาลได้ทำงานมาระยะหนึ่ง ทั้งจากการที่เศรษฐกิจก็มีการเปลี่ยนแปลงไปชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้จะต้องมีการปรับทิศทางนโยบาย และทั้งในส่วนของสถานการณ์ทางการเมือง ซึ่งมักจะมีข้อวิพากษ์วิจารณ์และความห่วงใยจากพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นก็เชิญพิธีกรถึง 30 คนมาพูดคุยกัน ใช้เวลาประมาณทั้งสิ้นเกือบ 2 ชั่วโมง นะครับ ซึ่งจะได้มีการนำเสนอให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบต่อไป
แต่สำหรับในช่วงแรกนะครับผมขอใช้เวลาเพียงสั้น ๆ ในการเล่าให้ฟังถึงงานที่ได้ทำตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มต้นจากในส่วนของการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีการติดตามในมาตรการที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นการอนุมัติหลักการในเรื่องของการที่จะเข้าไปแก้ปัญหาเพลี้ยกระโดดในข้าวนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือจะมีการให้การชดเชยพี่น้องเกษตรกรเป็นพิเศษ เพื่อที่จะตัดวงจรในการที่จะมีการพัฒนานะครับ ซึ่งจะมีการดำเนินการให้มีรายละเอียดต่อไป ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการติดตามสถานการณ์น้ำนะครับ อย่างที่ได้มีการพูดคุยผ่านรายการนี้ไปแล้ว รวมไปถึงการแปรรูป อย่างเช่นกรณีของยางพารา ซึ่งได้มีการอนุมัติโครงการที่จะสนับสนุนในเรื่องเหล่านี้ด้วยนะครับ
ขณะเดียวกันก็มีมาตรการอื่น ๆ ที่ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการต่าง ๆ เช่น ในเรื่องของระบบขนส่งมวลชนก็มีการประชุมคณะกรรมการจัดระบบจราจร ซึ่งทางคณะกรรมการนั้นได้มีการอนุมัติแผนแม่บทที่เกี่ยวข้องกับขนส่งมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือรถไฟฟ้านะครับ ซึ่งพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ก็ทราบอยู่แล้วว่ามีโครงการต่าง ๆ แต่ว่าที่ได้มีการอนุมัติในรอบนี้มีการปรับเพิ่มเส้นทางที่สำคัญนะครับ เส้นทางแรกก็คือ สายสีส้ม ซึ่งจะไปที่มีนบุรีเข้ามาทางบางกะปิและเข้ามาทางศูนย์วัฒนธรรม ซึ่งจะเป็นเส้นทางที่จะไปแก้ปัญหาของพี่น้องที่อยู่ในทางตะวันออก สายที่ 2 ที่มีการเพิ่มเติมเข้ามาคือ สายสีชมพู วิ่งจากมีนบุรีเช่นเดียวกันแต่ไปทางเส้นทางที่จะไปที่ศูนย์ราชการ และทางแจ้งวัฒนะ - ปากเกร็ด ในทิศทางนั้น เพราะฉะนั้น อันนี้ก็เป็นเส้นทางที่จะช่วยเพิ่มขึ้นมาได้สำหรับการที่จะแก้ไขปัญหาจราจรต่อไป นอกจากนั้นเส้นที่ 3 ที่ได้ขอให้มีการทำเพิ่มเติมขึ้นคือกรณีของแอร์พอร์ตลิ้งค์นะครับ ซึ่งปัจจุบันเข้ามาจากทางสนามบินสุวรรณภูมิ มาที่พญาไทที่มักกะสัน ก็จะให้ต่อไปทางพญาไทแล้วก็เชื่อมไปถึงสนามบินดอนเมืองด้วยนะครับ อันนี้ก็คือการปรับปรุงแผนแม่บทที่เกี่ยวข้องกับรถไฟฟ้านะครับ
สำหรับงานที่ผ่านมาในสัปดาห์นี้มีเรื่องสำคัญซึ่งพี่น้องอาจจะได้มีโอกาสชมทางโทรทัศน์ เพราะว่าเราได้ขยับในเรื่องของการให้สินเชื่อในโครงการบ้านมั่นคงนะครับ โดยมีการอนุมัติเงินไปถึง 800 กว่าล้านบาท ซึ่งในปีนี้จะทำให้ได้ 3,000 ล้าน และทั้งโครงการจะทำให้ได้ 6,000 ล้าน ซึ่งก็เป็นการเข้าไปแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในเรื่องของที่อยู่อาศัย ซึ่งมีรายละเอียดในเรื่องของการที่ให้พี่น้องประชาชนมามีส่วนร่วม และก็หลายโครงการน่าดีใจว่านอกจากจะได้เรื่องของที่อยู่อาศัยในราคาถูก ผ่อนส่งในอัตราที่ค่อนข้างต่ำแล้วนะครับ ชุมชนมีความเข้มแข็งขึ้น มีเงินออมแล้วก็มีการพัฒนาระบบสวัสดิการนะครับ
นอกจากนั้นครับในสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้เริ่มเชิญรัฐมนตรีจากกระทรวงต่าง ๆ มาพูดคุยถึงทิศทางของการดำเนินนโยบายสำหรับปีนี้นะครับ โดยได้ดูประเมินจากงานต่าง ๆ ในปีที่แล้ว กระทรวงแรกที่ได้เชิญมาคือกระทรวงคมนาคมนะครับ ซึ่งอยากจะเรียนว่าสิ่งที่เราจะมีการผลักดันให้เห็นชัดเจนจะครอบคลุมทุกเรื่องครับปีนี้ ในเรื่องของการขนส่งทางบกนั้น ก็จะมีทั้งเรื่องของรถไฟนะครับที่จะได้มีการหาข้อยุติในเรื่องของโครงการ ไม่ใช่เฉพาะในส่วนของการที่จะปรับปรุงให้รถไฟวิ่งเร็วขึ้นในเครือข่ายเดิมเป็นเท่าตัวอย่างปลอดภัย แต่ว่าจะมีเส้นทางใหม่ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของบัวใหญ่ - นครพนม ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเด่นชัย เชียงราย ไปจนถึงเรื่องของรถไฟความเร็วสูง ซึ่งจะมีการดำเนินการต่อไป นะครับ
นอกจากนั้นในส่วนของถนนก็จะได้มีการดำเนินการเพื่อให้แผนถนน 4 ช่องจราจร ตามแผนเดิมนั้นสามารถดำเนินการได้เช่นเดียวกัน และนอกเหนือจากเรื่องของการเพิ่มเรื่องของถนนแล้วก็จะมีเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งเป็นปีที่เรารณรงค์เรื่องความปลอดภัย ซึ่งในช่วงเดือนกว่า ๆ ที่ผ่านมาก็เป็นที่น่ายินดีนะครับว่าสถิติอุบัติเหตุต่าง ๆ ก็ลดลงถึงประมาณร้อยละ 30 นะครับ นอกเหนือจากการขนส่งทางบก เรื่องของทางน้ำก็จะมี การไปดูในเรื่องของการส่งเสริมการขนส่งทางน้ำภายในประเทศมากยิ่งขึ้น และก็ที่สำคัญก็คือเรื่องของการที่จะมีการพัฒนาแหลมฉบัง เพราะว่าปัจจุบันนั้นแหลมฉบังนั้นก็ยังใช้พื้นที่ต่ำกว่าศักยภาพมาก และก็ถ้ามีความเป็นไปได้ก็จะย้ายกิจกรรมออกไปจากท่าเรือคลองเตยไปสู่ท่าเรือแหลมฉบังมากขึ้น เพื่อลดความแออัดในกรุงเทพมหานครด้วย
ส่วนทางอากาศนั้นเรื่องของสนามบินนะครับ ในสนามบินสุวรรณภูมิ ครม.เองได้มีการอนุมัติในเรื่องของมาตรการซึ่งจะติดตามจากการที่ผมเคยตรวจพื้นที่ในรายการนี้ด้วยนะครับในเรื่องของความปลอดภัย ปัญหาการละเมิดกฎหมายต่าง ๆ และก็ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากการจับกุมผู้โดยสารที่เข้ามาเรื่องของปลอดภาษีและเรื่องอื่น ๆ และได้มีมติเห็นชอบในหลักการในการที่จะจัดตั้งสถานีตำรวจขึ้นภายในสนามบิน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้เดินทางและนักท่องเที่ยวด้วยนะครับ นอกจากนั้นในส่วนของสนามบินดอนเมืองนั้น เรามองว่าแนวทางที่จะทำให้เกิดความชัดเจนในการใช้ศักยภาพของดอนเมืองได้อย่างเต็มที่ ก็คือท่านรัฐมนตรีกับผมเห็นชอบในหลักการว่าจะไปดูรูปแบบของการแยกระบบการบริหารสนามบินดอนเมืองออกมาจากสนามบินสุวรรณภูมินะครับ ซึ่งตรงนี้จะทำให้มีแรงกระตุ้นในการที่จะทำให้สนามบินดอนเมืองนั้นสามารถที่จะแข่งขันเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งสำหรับผู้เดินทางได้ หรืออย่างน้อยก็จะทำให้สนามบินดอนเมืองนั้นใช้ทรัพย์สินต่าง ๆ ที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า มีผลประโยชน์ตอบแทนในเชิงพาณิชย์ที่คุ้มค่ากว่าสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งหลายคนก็มองเห็นว่าเป็นทรัพย์สินมากมายมหาศาลที่ถูกทิ้งไว้โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่นะครับ
ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงวิทยาศาสตร์ ได้มีการพูดคุยครอบคลุมตั้งแต่เรื่องของเด็กเล็กที่จะต้องเข้าไปดูแลในเรื่องของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมากขึ้น ไปจนถึงเรื่องของการปฏิรูปการศึกษาในภาพรวม ซึ่งผมจะได้เป็นประธานในการประชุมในวันพรุ่งนี้คือวันจันทร์ และนอกจากนั้นจะไปถึงเรื่องของการศึกษาระดับอุดมศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเรื่องของระบบแอดมิชชั่น นะครับและเรื่องอื่น ๆ ด้วยจะเป็นงานสำคัญที่ได้มีการผลักดันอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเป้าหมายที่ไปเชื่อมโยงกับทางด้านวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะการวิจัยนะครับก็ยังเร่งรัดและคงเป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วนของเงินงบประมาณและค่าใช้จ่ายทางด้านการวิจัยที่จะต้องเพิ่มขึ้นมาเป็นสัดส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศนะครับ โดยอาศัยการผลักดันผ่านกระบวนการของไทยเข็มแข็ง และการทำความตกลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือโครงการของมหาวิทยาลัยวิจัยนะครับ งานเหล่านี้จะเป็นงานซึ่งผมจะได้มีการสรุปนำเสนอ เพื่อที่จะให้มีความชัดเจนในเรื่องการผลักดันนโยบายสำคัญ ๆ เป็นรายกระทรวงต่อไป และในสัปดาห์หน้าผมจะทยอยเชิญกระทรวงอื่น ๆ เข้ามานะครับ หลังจากที่ได้รับรายงานจากรัฐมนตรีทุกท่านแล้วว่าในความคิดเห็นของท่านนั้นงานเด่นในรอบปีที่ผ่านมา ปัญหาอุปสรรค และความตั้งใจที่จะทำงานในปีต่อไปมีอะไรบ้างนะครับ อันนี้ก็ถือโอกาสรายงานสั้น ๆ นะครับ เพราะว่าในช่วงที่ 2 ของรายการจะได้ไปดูการสนทนาระหว่างคนคุยข่าวหรือนักจัดรายการทั้งหลาย โดยเฉพาะทางสถานีโทรทัศน์ที่ได้มาพูดคุยกับผมที่ทำเนียบรัฐบาลครับ
ผู้ดำเนินรายการ (นายปณิธาน วัฒนานยากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) : สวัสดีครับท่านผู้ชมครับขณะนี้เราอยู่ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล หลังในนะครับ กับผู้สื่อข่าว นักจัดรายการ คนคุยข่าว ที่มากที่สุดครั้งหนึ่งของเรานะครับ มารวมตัวกัน ณ วันนี้เพื่อที่จะมาพูดคุยกับท่านนายกรัฐมนตรีของเราในเรื่องเกี่ยวกับทิศทางการบริหารประเทศของประเทศในปีนี้ พร้อมกับที่จะตอบคำถามทุกคำถามนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีจะตอบคำถามในเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ สังคม การต่างประเทศ และการเมืองนะครับ ขออนุญาตรบกวนท่านนายกรัฐมนตรีครับ
นายกรัฐมนตรี : ความจริงวันนี้ก็อยากจะเป็นโอกาสที่เชิญชวนทุก ๆ ท่านที่อยู่ในที่นี้นะครับซึ่งก็มีบทบาทสำคัญในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารให้พี่น้องประชาชน ที่เชิญมานี้ผมคิดว่าก็คงมีเหตุผลหลายเหตุผลด้วยกันในจังหวะเวลาในขณะนี้ ข้อแรกก็คือรัฐบาลก็ทำงานมาประมาณ 1 ปีเศษ ๆ นะครับ และก็เป็นโอกาสดีในการที่จะมาทบทวนถึงหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นในตลอดระยะเวลา 1 ปีก่อนหน้า และก็อยู่ในช่วงที่ผมเองกำลังซักซ้อมทำความเข้าใจกับเพื่อนรัฐมนตรี เกี่ยวกับการทำงานในปีนี้ด้วยนะครับ
ประเด็นที่ 2 ผมก็เห็นว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร จากสภาพซึ่งเราบอกว่าเราเผชิญกับวิกฤตที่มาจากวิกฤตโลกเมื่อปีที่แล้ว แต่ขณะนี้ตัวเลขทางเศรษฐกิจก็เปลี่ยนแปลงไปมาก เพราะฉะนั้นการปรับเปลี่ยนนโยบายการปรับน้ำหนักของมาตรการต่าง ๆ ก็จำเป็นจะต้องมีขึ้น ก็จะเป็นโอกาสดีในการที่จะมาพูดคุยถึงแนวทางของรัฐบาลนะครับ และตอบข้อซักถามหรือสิ่งที่ยืนอยู่ในใจของประชาชน เพราะผมก็มั่นใจว่าทุกท่านที่ทำหน้าที่ในการสื่อสารถึงประชาชนก็ย่อมทราบนะครับว่า คำถามข้อสงสัยต่าง ๆ นี้อยู่ที่ไหนอย่างไร และประเด็นสุดท้ายก็คือในสถานการณ์ในช่วงประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา และก็ที่ประชาชนจำนวนมากวิตกกังวลอยู่ ก็จะเป็นเรื่องของสถานการณ์การเมืองนะครับ ก็หมายความว่าเป็นช่วงที่ข่าวสารเยอะไปหมดที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ทำให้เกิดความสับสนบ้าง ความตื่นตระหนกบ้าง ก็เป็นโอกาสดีนะครับที่จะมาแลกเปลี่ยนกันระหว่างรัฐบาลกับคนทำงานสื่อ ว่าสถานการณ์จริง ๆ เป็นอย่างไร นะครับ จุดยืนท่าทีของรัฐบาลในการที่จะรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นอย่างไรเพื่อความเข้าใจที่ดี ตอนแรกที่เชิญก็ไม่ทราบจริง ๆ ว่าใน
สมาคมคนคุยข่าวนี้มีสมาชิกกี่คนนะครับ แต่ว่าทราบว่าวันนี้ประมาณ 30 นะครับ ก็คงไม่ใช้เวลามากไปกว่านี้ในการเกริ่นนำ เพราะว่าเชื่อว่าคงจะมีคำถาม และเราคงจะได้สนทนากันไปตามธรรมชาตินะครับ จะเริ่มที่คุณสุวิช ใช่ไหมครับ ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานชมรม
ผู้สื่อข่าว (สุวิช สุทธิประภา โมเดิร์นไนน์ทีวี) : น้อง ๆ เขาเห็นว่าผมอายุมากที่สุด อาวุโสมากที่สุด ท่านนายกฯ ครับ ปกติแล้วที่สัมภาษณ์ท่านนายกฯ นะครับ หลายคนก็ได้ไปสัมภาษณ์มาแล้ว ผมก็เคยได้ไปสัมภาษณ์มา แต่ก็เป็นวงเล็ก ๆ นะครับคราวนี้ วงใหญ่เลย 30 กว่าคนนะครับ นายกฯ
นายกรัฐมนตรี : 30 รุม 1
ผู้สื่อข่าว : ครับ 30 รุม 1 นะครับมันก็มากนะครับ ซึ่งไม่เคยเห็นบรรยากาศแบบนี้มาก่อน ไม่รู้ว่าเจตนาความต้องการจริง ๆ ของรัฐบาล หรือแม้กระทั่งตัวนายกฯ นั้นต้องการให้บทบาทสื่อสารมวลชนไปอย่างไรนะครับ
นายกรัฐมนตรี : ต้องยอมรับว่าระยะหลังนี้การเสนอข่าวสารของสื่อ ใช้รูปแบบการคุยข่าวมากขึ้นนะครับ ข่าวที่แบบสมัยก่อนมานั่งอ่านนั่งประกาศก็ลดลงไปโดยลำดับ ข้อดีของมันผมเข้าใจว่าก็คงทำให้คนสนใจดูข่าวมากขึ้น เพราะว่าบรรยากาศก็สบาย ๆ เหมือนได้ฟังคนคุยมากกว่าที่จะมาฟังการประกาศหรืออะไรทำนองนั้น แต่ว่าในอีกด้านหนึ่งที่ผมเคยเตือนไว้ก็คือว่า คนคุยข่าวเอง ทุกคนนั่งอยู่ตรงนี้ก็จะบอกมีใครเป็นกลาง ถอดความคิดของตัวเองออกไปในช่วงการสนทนานี้ผมไม่เชื่อว่ามีนะครับ ก็เป็นธรรมดา นี้ก็ยอมรับได้ ก็เคยตั้งข้อสังเกตไว้เหมือนกันว่า รายการคุยข่าวก็มีจุดอ่อนอย่างหนึ่ง ว่าบางทีคนนำการสนทนา คนคุยนี้อาจจะชี้นำได้ อาจจะเลือกประเด็นได้ ผมก็มองอย่างนั้น ก็เลยคิดว่าน่าจะมาลองคุยเหมือนกัน เพราะว่าต้องยอมรับสารภาพ ผมแทบไม่ได้มีเวลาดูข่าวนะครับ แต่ว่าเวลามีข่าวอะไรซึ่งคนชอบไม่ชอบ ก็จะบอกผมมา เลยคิดว่าบางทีบางเรื่องนี้ บางประเด็นที่ยังมีการนำเสนอ อาจจะยังเข้าใจไม่ตรงกันก็มาพูดคุยกันเสีย จะได้ทราบรัฐบาลคิดอย่างไร ไม่ได้แปลว่ารัฐบาลจะต้องถูกเสมอไป แต่อย่างน้อยได้ทราบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับมุมมองและการทำงานของรัฐบาล
ผู้สื่อข่าว : จริง ๆ แล้วท่านนายกฯ นะครับ ไหน ๆ พูดตรงนี้แล้วผมอยากจะให้ท่านนายกฯ มองสะท้อนกลับมานิดหนึ่งนะครับ คนทำสื่อบางครั้งก็มีความตั้งใจเหมือนกันนะครับ ผมคิดว่าทุกช่องต้องการที่จะทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติเหมือนกัน แต่ไม่รู้ปัจจุบันนี้การทำงาน มันก็อย่างที่เห็นนะครับ ผลงานสื่ออย่างที่เห็นนะครับ ท่านนายกฯ คิดว่าสื่อสารมวลชนในประเทศไทยได้ทำงานเพื่อสาธารณะ และคิดว่าได้ทำงานเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนบ้างหรือเปล่าครับ
นายกรัฐมนตรี : รู้สึกว่าอยากจะให้วิจารณ์ ผมต้องบอกอย่างนี้ก่อนนะครับว่า จะอย่างไรก็ตามนี้การทำงานของสื่อมีบทบาทสำคัญมากกับสังคม ประเทศชาติบ้านเมือง ในมุมของคนทำงานเป็นรัฐบาล ถ้าไม่มีสื่อสารมวลชน รัฐบาลก็ไม่มีช่องทางที่แท้จริงในการที่จะสื่อสารถึงประชาชน และมันก็หมดยุคแล้วที่คิดว่ารัฐบาลสามารถที่จะจัดรายการ รายการใดรายการหนึ่ง แม้แต่รายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯ นี้ แล้วแปลว่าทุกคนเขาจะดูทุกคนเขาจะเชื่อ เพราะฉะนั้นการรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวัน ๆ ซึ่งจำนวนไม่น้อยก็เป็นงานของรัฐบาล ก็เป็นหน้าที่สำคัญและเป็นประโยชน์สำคัญที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันผมก็เป็นฝ่ายค้านมานานครับก่อนที่จะมาเป็นรัฐบาลนี้ การเสนอข่าวสารในลักษณะของการตรวจสอบหรือการเสนอมุมมองที่มันแตกต่าง ก็เป็นบทบาทสำคัญในสังคม เพราะว่าไม่เช่นนั้นแล้วก็คงไม่เป็นสังคมประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นการจะเสนอข่าวนี้ ผมก็คิดว่าให้ครบถ้วนทุกแง่มุมทุกด้านนี้เป็นประโยชน์กับสังคม แต่ว่าแค่ไหนอย่างไรอันนี้ก็เป็นเรื่องซึ่งอาจจะต้องมาถกเถียงกันพอสมควร และสิ่งหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นจุดที่สื่อก็คงจะต้องทบทวนในแง่ของการทำงานก็คือว่า จะสามารถที่จะ คือวิเคราะห์มากกว่าเอาข่าวมาเรียงกันเฉย ๆ นี้ ในลักษณะที่ทำให้คนเห็นแง่มุมต่าง ๆ แล้วก็สามารถใช้ดุลพินิจนี้ ได้อย่างไรนะครับ โดยไม่ใช่มีลักษณะที่เหมือนกับว่าชี้นำไปในทางหนึ่งทางใดเหมือนกัน
อันนี้ก็เป็น บอกจริง ๆ ก็เป็นศิลปะและเป็นวิชาชีพของท่านมากกว่าไม่ใช่ของผม แต่ว่าผมก็คิดว่าเราเห็นบทบาทของสื่อ โดยเฉพาะในประเทศประชาธิปไตย ประเทศที่พัฒนาแล้วนี้ เขาก็ค่อนข้างที่จะมีความเชี่ยวชาญในการทำตรงนี้นะครับ ทีวีอาจจะไม่ชัดเท่ากับหนังสือพิมพ์ หนังสือพิมพ์นี่ผมเห็นชัดเลยก็คือว่าในต่างประเทศนี้เราไม่ค่อยเห็นลักษณะของการเอาข่าวมาเรียงกันหน้า 1 ต่อหน้า 16 ต่อหน้า 17 แล้วก็เริ่มตั้งแต่เช้าว่าใครพูดอะไร เสร็จแล้วก็ไปถามว่าคนนี้พูดอย่างนี้ อีกคนพูดอย่างไร แล้วก็เรียงกัน เราไม่ค่อยเห็น ถ้าเราดูหนังสือพิมพ์ที่เป็นสากลจริง ๆ ก็คือเขาเสนอเรื่องนั้นแล้วก็มีการ พูดง่าย ๆ คือการเอาทุกสิ่งทุกอย่างมาสังเคราะห์แล้วก็นำเสนอให้มันครบถ้วนทุกด้าน แต่ว่าอันนี้ก็เป็นเรื่องซึ่งอาจจะเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์มากกว่าโทรทัศน์ แต่ว่าโทรทัศน์ก็อาจจะไม่ต่างกันในแง่ที่ว่ามันสามารถที่จะนำเสนออย่างไร ให้ประเด็นของเรื่องมันมีความชัดเจน เพราะบางทีก็ต้องบอกว่าการทำงานกับสื่อทุกวัน ๆ นี้ การสื่อสารแล้วก็คลาดเคลื่อนกันก็เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่ใช่โดยเจตนานะครับ บางทีคนถามคำถามหนึ่ง คนตอบเข้าใจคำถามอีกแบบหนึ่ง ตอบไปแล้วคนถามก็เข้าใจคำตอบไม่ตรงกับคนที่ตอบ อย่างนี้เป็นต้น ก็เกิดขึ้นได้ แต่ว่าผมถือว่าหน้าที่ที่ทำอยู่นี้สำคัญนะครับ ธรรมดาครับการทำหน้าที่ก็มีดีบ้าง มีประสิทธิภาพบ้าง มีบกพร่องบ้างก็เป็นเรื่องปกติ ก็เหมือนกับอาชีพอื่น ๆ ครับ
ผู้สื่อข่าว (โมไนย เย็นบุตร Nation TV) : แต่ท่านครับ ท่านเลือกที่จะคุยกับพวกเราในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ ถ้าเกิดว่าเป็นฝ่ายที่ไม่ชอบรัฐบาล เขาอาจจะมองได้ว่าท่านต้องการจะใช้สื่อเป็นเครื่องมือในช่วงหรือเปล่า หรือว่าต้องการจะแทรกแซงสื่อในช่วงนี้หรือเปล่าครับ จะชี้แจงกับพวกเขาอย่างไร
นายกรัฐมนตรี : ถ้าผมจะทำอย่างนั้น ผมคงไม่เลือกใช้รูปแบบที่ให้ทางนี้มาถามนะครับ นี่ก็ต้องยืนยันกันก่อนนะครับว่าไม่ได้มีใบสั่งเลยว่าให้มาถามเรื่องอะไร หรือไม่ให้ถามเรื่องอะไร ผมกำลังเปิดโอกาส เพราะว่าผมเห็นว่าขณะนี้ข้อมูลจะมีแปลก ๆ อยู่ตลอดเวลา ผมตอบคำถามเช่น จะมีปฏิวัติไหม จะเกิดสงครามกลางเมืองอะไรอย่างนี้ คือผมก็มีความเป็นห่วงว่า อยากจะรู้ว่าในใจและสำหรับคนที่สัมผัสอยู่กับข้อมูลและแหล่งข่าวซึ่งหลากหลายกว่าผมนะครับ มีอะไรที่อยากจะรู้ว่าเป็นข้อเท็จจริง แล้วผมก็จะชี้แจงนะครับ และพวกเราก็มีสิทธิที่จะถามเพิ่มเติมได้ถ้าเห็นว่าคำตอบของผมมันไม่ใช่หรือมันคลาดเคลื่อน เพราะฉะนั้นผมว่าคงไม่มีใครสามารถใช้ใครได้นะครับ วันนี้เป็นการเปิดโอกาสเปิดเวทีให้คนที่ทำงานใกล้ชิดกับประชาชนในแง่ของผู้เสนอข่าวสาร ได้มาถามกันโดยตรงอย่างใกล้ชิดมากกว่านะครับ จริง ๆ แล้วอยากจะบอกว่าถ้าเป็นรูปแบบของการใช้สื่ออย่างที่มักจะวิพากษ์วิจารณ์กันนะครับ ว่าคนมีอำนาจครอบงำใช้สื่อเขาไม่มีใครมาใช้รูปแบบนี้หรอกครับ ยืนยันได้ครับ
ผู้สื่อข่าว (ธีระ ธัญญอนันต์ผล สทท.11) : เมื่อกี้ที่ท่านเล่าให้ฟังเรื่องจดหมายขู่ทำร้าย หรือว่าข้อมูลต่าง ๆ ที่มันคลาดเคลื่อนนี้ คือมันเป็นปัญหาว่า คนที่อาจจะไม่เห็นด้วยกับนายกฯ หรือรัฐบาลเพราะว่าได้ข้อมูลอีกแบบหนึ่ง ถ้า ณ วันนี้ท่านมีโอกาสพูดสื่อสารกับเขาตรง ๆ อยากจะบอกอะไรคนที่ไม่เข้าใจท่านครับ
นายกรัฐมนตรี : ก็อยากจะบอกว่าผมให้ความมั่นใจนะครับว่าวันแรกที่ผมเข้ามารับตำแหน่ง ผมบอกว่าผมจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ทำงานให้กับคนทุกคน ผมตั้งใจอย่างนั้นจริง ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นไม่ว่าท่านจะชอบหรือไม่ชอบผม เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับผมนี้ผมมีความตั้งใจที่จะทำงานให้ แต่ว่ามีเรื่องใดที่คับข้องใจไม่เห็นด้วย ขอให้แสดงออกมาในรูปแบบที่เหมาะสมนะครับ แล้วเราจะพยายามสื่อสารทำความเข้าใจกัน อย่างมากที่สุดเราก็ควรจะตกลงกันว่าบางเรื่องเราเห็นไม่ตรงกัน แต่ไม่ควรที่จะมีการใช้ความรุนแรงและทำอะไรนอกเหนือจากกฎหมายครับ
ผู้สื่อข่าว (กรสุมา เจียมสระน้อย ททบ.5) : ค่ะท่านนายกฯ คะขอต่อเนื่องเรื่องของสื่อที่เยาวชนใช้เวลามาก ๆ ก็คือทีวีนะคะ อย่างตอนนี้ที่เคเบิ้ลทีวีมีเกิดขึ้นมาเยอะมาก และทุกบ้านเรียกว่าติดจานดาวเทียมกันหมดเลยนะคะ แต่ว่าไม่สามารถที่จะควบคุมเนื้อหาได้หรือว่าเนื้อหารายการ ภาพบางอย่างไม่สมควรที่จะออกอากาศแบบนี้ค่ะ เห็นทางรัฐบาลบอกว่าจะมีมาตรการหรือจะมีเรื่องของกฎหมายออกมา ตอนนี้ดำเนินไปถึงไหนอย่างไรแล้วคะ
นายกรัฐมนตรี : คือเราต้องแสวงหาความพอดีนะครับ เราต้องการให้สื่อมีเสรีภาพแต่เราก็ต้องการเห็นสื่อที่มีความรับผิดชอบ แนวที่รัฐบาลพยายามทำนี้ก็คือว่าถ้าหากว่าสื่อกำกับดูแลกันเองได้ นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด เพราะว่าเมื่อใดก็ตามที่เริ่มให้รัฐบาลเข้าไปควบคุม ถ้าใช้คำว่ากำกับก็อาจจะไม่เป็นไร แต่ว่าเริ่มเข้าไปชี้แล้วว่าตรงนี้ได้ตรงนั้นไม่ได้นี้ เราจะอันตรายมากนะครับ เพราะว่ามันก็มีความเสี่ยงที่คนในรัฐบาลจะใช้อำนาจนั้นเพื่อประโยชน์อื่นแล้ว ไม่ใช่เรื่องการคุ้มครองประโยชน์ส่วนรวม ขณะเดียวกันเทคโนโลยีใหม่ก็เป็นปัญหาจริง ๆ นะครับว่าใครมีอำนาจในการควบคุม เรียนตรง ๆ ตอนนี้ก็คือภาระหน้าที่หลักจะต้องอยู่ที่ กทช. ซึ่งกำลังจะต้องเปลี่ยนไปเป็น กสทช. ต่อไป เขาเป็นหน่วยงานองค์กรอิสระ แต่ผมก็ได้ และท่านรัฐมนตรีฯ สาทิตย์ก็ได้หารือไปแล้วนะครับว่า เขาจะต้องช่วยดูแลด้วย คืออะไรที่มันผิดกฎหมาย และมันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของเขา เขาจะต้องดำเนินการ และถ้าเขาดำเนินการจะเป็นเรื่องดีที่สุด เพราะว่าถ้าเป็นเรื่องรัฐบาลก็จะมีการถกเถียงกันอีกว่าเป็นการเข้าไปทำเพื่อประโยชน์ทางการเมืองหรือไม่ อย่างไร และผมยืนยันนะครับว่าการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง รวมทั้งที่แตกต่างจากรัฐบาลนี้ ควรจะมีเสรีภาพที่ทำได้ แต่การแสดงความคิดเห็นที่ผิดกฎหมาย เช่น ชักชวนคนให้ไปก่อเหตุรุนแรง หรือเป็นการละเมิดกฎหมายโดยชัดแจ้ง อย่างนี้ต้องไม่ให้ทำ อันนี้คือสิ่งที่ได้คุยกับทาง กสทช. หรือ กทช. อยู่เหมือนกันนะครับ แต่ว่าอำนาจในการกำกับโดยเฉพาะกรณีวิทยุชุมชน กรณีของโทรทัศน์บอกรับสมาชิก โทรทัศน์ดาวเทียม เขาคงจะต้องเป็นตัวหลักในการทำเรื่องนี้ครับ
ผู้สื่อข่าว (มนัส ตั้งสุข ททบ.5) : ไหน ๆ ก็พันการเมืองแล้วก็ถามการเมือง...คือวันนี้รัฐบาลมีโครงการไทยเข้มแข็ง ประเทศชาติแข็งแรงมาก เราในฐานะที่เป็นสื่ออยู่ในจอนี้ เราเวลาที่ออกไปข้างนอกเราก็ทำหน้าที่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นมันจะมีเสียงสะท้อนฝากมาถาม คนที่เป็นข่าวอยู่ในจอตลอดว่า วันนี้รัฐบาลมีโครงการไทยเข้มแข็ง แล้วตัวของรัฐบาลเองมีความเข้มแข็งแค่ไหน ที่จะจัดการกับปัญหาที่มันเกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของการเมือง การออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มก้อนการเมืองต่าง ๆ โดยเฉพาะช่วงนี้วิกฤตมาก หลายคนก็กังวลใจก่อนจะถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ คนที่หมดสิทธิทางการเมืองไปแล้วด้วยก็ยังเคลื่อนไหวอยู่ ยังเป็นปัญหาอยู่ ชาวบ้านก็จะถามมาตรง ๆว่ารัฐบาลเข้มแข็งแค่ไหนในการจัดการกับปัญหาพวกนี้ แล้วจะได้มีเวลาหันมาดูแลเรื่องปากท้อง เงินในกระเป๋าจะได้มีมากขึ้นครับ
นายกรัฐมนตรี : หนึ่งนะครับ ผมยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่เสียสมาธิกับการแก้ปัญหาปากท้อง ปัญหาพื้นฐานของประชาชน ขณะเดียวกันรัฐบาลก็มีหน้าที่ในการดูแลความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง ทีนี้อะไรก็ตามซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายนี้ มันก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ความหมายก็คือว่าบางเรื่องต้องให้ทางตำรวจ อัยการ และศาลเป็นผู้ชี้นะครับ ไม่ใช่รัฐบาลไปชี้เอง อันนี้เป็นสิ่งซึ่งบางครั้งผมเข้าใจ บางคนมีความรู้สึกว่ามันผิดชัด ๆ นี่ ทำไมไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้เลย ข้อเท็จจริงก็คือมันต้องไปมีกระบวนการ ยกตัวอย่างเช่น ก็ต้องไปขอหมายศาล ก็ต้องไปขอให้ศาลตัดสิน เช่น การถอนประกันหรืออะไรก็ตาม ซึ่งที่ผ่านมาไม่ใช่ไม่ทำ มีการทำนะครับ แต่หลายกรณีศาลท่านก็ตัดสินว่า ไม่อนุญาตหรือไม่ให้ตามขอ เราก็ต้องเคารพการตัดสินของศาลเช่นเดียวกัน แต่ว่ามาตรการที่เราจะต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์นี้ ยืนยันว่ารัฐบาลมี ผมอยากจะคุยเพื่อบอกให้ชัดนะครับว่า เป้าหมายของรัฐบาล รัฐบาลไม่ได้เป็นคู่แข่งกับใครที่เคลื่อนไหวทางการเมือง รัฐบาลไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร รัฐบาลมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย เพราะฉะนั้นไม่ว่าคุณจะใส่เสื้อสีอะไร ถ้าเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบของกฎหมาย เป็นสิทธิที่จะทำได้ รัฐบาลต้องเคารพสิทธิตรงนั้น แต่ว่าถ้าเคลื่อนไหวแล้วมีการกระทำที่ผิดกฎหมาย รัฐบาลก็ต้องดำเนินการ การดำเนินการของรัฐบาลที่จะแก้ปัญหานี้ รัฐบาลเองก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย รัฐบาลไม่พึงใช้อำนาจที่อยู่นอกเหนือกฎหมาย
ผู้สื่อข่าว (รัชนีวรรณ ดวงแก้ว สทท. 11) : เรียนถามนะคะ เพราะว่าช่วงนี้อาทิตย์นี้หรือว่า 2 อาทิตย์นี้ถูกประเมินว่าจะเป็นวิกฤตวิการณ์ทางการเมืองที่ค่อนข้างที่จะรุนแรง ทางรัฐบาลเองหรือวาท่านนายกฯ เองมองว่ามันถูกจับตามองว่ามันจะมีความรุนแรง หรือว่ามันจะเริ่มก่อตัวอย่างไรขึ้นบ้างคะ แล้วก็จริง ๆ แล้วมันเข้ากับปีเสือดุบ้างหรือเปล่าคะ ในสายตาที่ท่านนายกฯ มองตอนนี้ค่ะ
นายกรัฐมนตรี : เอาเป็นรูปธรรมเลยนะครับว่า มีความกังวลและโยงไปถึงเรื่องของคดีที่จะตัดสินวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ผมประชุม สมช. ไปแล้วนะครับ ซักซ้อมกันหมดแล้ว ถึงขั้นที่บอกว่าไม่ต้องมาประชุมด้วยกันอีกแล้ว ทุกคนรู้แล้วว่าต้องทำอะไร ถ้าจำเป็นต้องประกาศใช้กฎหมายพิเศษเมื่อไรก็จะต้องทำ รู้ขั้นตอนซักซ้อมว่าตำรวจ ทหาร ฝ่ายต่าง ๆ จะทำหน้าที่ตรงไหนอย่างไร ทีนี้บางส่วนที่มันรุนแรงในขณะนี้ ที่ผมเองก็เห็นว่าจะต้องเข้าไปดู เช่น มีข่าวเรื่องการคุกคามผู้พิพากษา อันนี้เราก็เพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัยให้ท่าน มีการประสานงานตลอดเวลา ประเด็นก็คือว่าเราจะปล่อยให้คนที่เป็นผู้พิพากษา หรือคนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมนี้ไม่กล้าปฏิบัติหน้าที่ตรงไปตรงมาไม่ได้ อันนี้เป็นหน้าที่ฝ่ายบริหาร เมื่อวานพบท่านประธานศาลฎีกา บังเอิญมาประชุมเรื่องการจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ ครับ ก็ได้เรียนกับท่านว่ารัฐบาลไม่ยุ่งแน่นอนเรื่องการตัดสินคดี แต่รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลให้ท่านตัดสินคดี โดยเที่ยงธรรมได้ เพราะฉะนั้นถ้าท่านมี
ความกังวลว่าผู้พิพากษา ตุลาการ อยู่ในภาวะอันตราย ถูกคุกคามให้แจ้งมา ขณะเดียวกันพฤติกรรมซึ่งคาบลูกคาบดอก ผิดกฎหมายหรือเปล่าไม่รู้ ประเภทที่พูดว่าคนนั้นคนนี้จะตาย ผมทายแม่นอะไรอย่างนี้นะครับ ผมก็บอกว่าเราก็ให้ทางเจ้าหน้าที่เสนอไปที่อัยการ เสนอไปที่ศาล เพื่อดูว่าคำพูดในลักษณะเข้าข่ายหรือไม่ แต่เราไปวินิจฉัยเองไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าศาล อัยการ หรือศาลเห็นว่าผิดมีโทษ ก็ดำเนินการตามนั้น แต่ว่าถ้าอัยการ ศาล ท่านบอกว่าไม่ผิด เราก็ทำเท่าที่เราทำได้นะครับ ก็คือเสนอเรื่องขึ้นไปครับ
ผู้สื่อข่าว (วรวีร์ วูวนิช สทท.11) : ผลคำพิพากษาออกมาก็จะมีทั้งที่ยึดทรัพย์ทั้งหมด ไม่ยึดเลย หรือว่ายึดหลังรับตำแหน่ง รัฐบาลประเมินอย่างไรคะ ในการที่ถ้ามีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งออกมา ไม่ว่าผลการตัดสินจะออกมาอย่างไร ก็จะมีคนที่ไม่พอใจ แล้วจะทำอย่างไรไม่ให้ถูกมองว่าสองมาตรฐานนะค่ะ
นายกรัฐมนตรี : คือผู้ตัดสินคือศาล รัฐบาลนี้ยืนยันนะครับ ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเลยในเนื้อหาของคดีและกระบวนการการพิจารณาคดี ยกเว้นอย่างที่ผมเรียนคือว่ามีหน้าที่ดูแลความปลอดภัย ให้ผู้พิพากษาทำหน้าที่ของท่านได้อย่างเต็มที่เที่ยงธรรม ทุกคดีครับมันมีคนไม่พอใจแน่ ตัดสินออกมา สิ่งที่เราต้องเรียกร้องกันในสังคมก็คือว่า เราต้องเคารพกระบวนการยุติธรรม ถ้ากระบวนการยุติธรรมไม่เป็นธรรมจริง เช่น ศาลไปรับสินบน มันก็มีกลไกในการที่จะเล่นงานผู้พิพากษาที่เข้าไปเกี่ยวข้องในลักษณะนั้น กฎหมายมันมีอยู่ ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในการที่จะบอกว่าตัดสินมาแล้วไม่ว่าจะในทางใดก็ตาม มันสองมาตรฐานหรือเปล่าหรือไม่อย่างไรนี้ ใจผมก็คือช่วยกันเผยแพร่เหตุผลของศาล นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้ ก็คือว่าศาลท่านตัดสิน ท่านต้องมีเหตุผล เหตุผลของท่านก็ต้องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงกับข้อกฎหมาย ถ้าเราเผยแพร่ตรงนี้ ผมคิดว่ามันก็จะช่วยทำให้คนเข้าใจ ว่าเหตุผลที่ตัดสินคืออะไร เวลานี้เราใช้คำว่าสองมาตรฐานกันไปเรื่อยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบางทีก็บอกว่าถ้าคนนี้ผิดแล้วคนนี้ไม่ผิดแปลว่าสองมาตรฐาน ไม่ใช่นะครับ สองมาตรฐานนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคนนี้ผิดคนนี้ไม่ผิดแล้วทำเรื่องเดียวกันหรือเหมือนกัน แต่ว่าในการตัดสินที่ผ่านมาทำไมบางกรณีผิดบางกรณีไม่ผิดนี้ ผมอยากจะเรียนว่าศาลมีเหตุผลของท่าน คนที่พูดสองมาตรฐานไม่เคยเอาเหตุผลของศาลมาหักล้างจริง ๆ มาอธิบายนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญก็คือในฐานะที่พวกเราทุกคนก็มีหน้าที่ในการสื่อสารกับประชาชน ก็คือเอาข้อเท็จจริงตรงนี้ออกมานะครับ ผมคิดว่านั่นคือภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดที่จะมี ในแง่ของการยอมรับคำตัดสินของศาล
ผู้สื่อข่าว (สุวิช สุทธิประภา โมเดิร์นไนน์ทีวี) : ท่านนายกฯ ครับ ตอนนี้แบบว่าคนในสังคมไทยเล่นกีฬ่าสีกันอยู่ทั้งประเทศ ตอนนี้นะครับ วิธีการจบนะครับ เหมือนกับเราอยู่ในครอบครัวเดียวกัน ต้องหันหน้ามาพูดคุยกัน หรือไม่ก็ต้องหากรรมการมาคนหนึ่งที่มันสอดคล้องนะครับ อย่างเช่นอาจารย์หมอประเวศฯ ก็พูดมาบ่อยเหมือนกัน ต้องหันหน้ามาพูดคุยกัน ไม่รู้ใครก็แล้วแต่ เจ้าตัวคุยก็ได้ ยกตัวอย่างนะครับ ท่านนายกฯ ปัจจุบันนี้คุยกันไม่ได้กับอดีตท่านนายกฯ หรือจะหาคนใกล้ชิดใกล้แวดล้อม เพื่อจะได้ตั้งวงเสวนาคุยกัน ปัญหามันจะได้จบ อันนี้ท่านนายกฯ มีแนวคิดหรือมีแนวทางไหมครับ
นายกรัฐมนตรี : คืออันที่หนึ่งนะครับ รัฐบาลไม่เล่นกีฬาสีด้วย รัฐบาลมีหน้าที่ว่าใครจะเล่นกีฬาสี เล่นแล้วอยู่ในกติกา แข่งขันแพ้ชนะเป็นเรื่องปกติ แต่รัฐบาลอย่าไปเล่นกีฬาสีด้วยนะครับ อันที่หนึ่ง แล้วก็การแข่งขันนี้หรือว่าการที่แต่ละคนจะประกาศว่าฉันอยู่กลุ่มนี้หรือสีนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่ว่าจะสีไหนไม่มีสิทธิ์อยู่เหนือกฎหมาย อันนี้ถ้าเกิดเราทำความเข้าใจอย่างนี้ เราจะได้เข้าใจว่าสังคมประชาธิปไตยที่มีความหลากหลายและบางครั้งมีการแบ่งกันอย่างชัดเจนนี้ มันไม่ใช่เป็นเรื่องที่ผิด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องอยู่ภายใต้กติกา ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย เพราะฉะนั้นตรงนี้สิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งทำต่อก็คือว่า บรรดาคดีความที่ค้างอยู่ ต้องสะสางให้เสร็จ ผมยอมรับว่าอันนี้เป็นเงื่อนไขหนึ่งซึ่งทำให้แต่ละฝ่ายก็หยิบยกขึ้นมา แต่ผมก็ขอยืนยันว่าไม่มีการเลือกปฏิบัติ และผมก็เร่งรัดหมดนะครับทุกคดี เร่งรัดโดยไม่ได้บอกว่าคนนั้นผิดหรือไม่ผิด แต่บอกว่าเรื่องนี้มันค้างคาใจของคนจำนวนหนึ่ง ขอให้สะสางออกมาให้ชัดว่าตกลงมันผิดหรือไม่ผิด หรือมันผิดแค่ไหนอย่างไร แล้วทุกคนยอมรับตามกติกานี้
ทีนี้ในสังคมที่จะเดินต่อไปข้างหน้านี้ ถ้าใครยังฝันว่าจะมีสังคมที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน เห็นดีเห็นงามด้วยกันทุกเรื่องนี้ มันจะไม่ได้สังคมนั้นหรอกครับ แต่สังคมไทยที่ต้องเติบโต แล้วก็ก้าวพ้นภาวะตรงนี้ไปได้ก็คือว่า เมื่อคิดไม่เหมือนกันแล้ว เราจะหาข้อยุติอย่างไรและไม่สับสน ข้อยุติว่านโยบายทิศทางประเทศจะเป็นอย่างไร เราก็มีกระบวนการประชาธิปไตย กระบวนการการเลือกตั้ง กระบวนการของรัฐสภา ใช่ไหมครับ เช่น รัฐบาลนี้มีนโยบายอย่างนี้ ถ้าสภาฯ ถึงวันหนึ่งบอกว่าไม่ได้ต้องการทิศทางนี้แล้ว เสียงข้างมากสภาฯ ก็ต้องตัดสินใจเป็นอย่างอื่น แต่ถ้าเสียงข้างมากของสภาฯ ยืนยันว่านี่เป็นทิศทางอย่างนี้ เราก็ยอมรับอันนี้แล้วก็ที่สุดสภาฯ ก็มีอายุของมัน ไม่ได้มีตลอดไป แล้วก็อาจจะมีการเลือกตั้งเร็วกว่ากำหนดก็เป็นไปได้ ก็เป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย แต่ว่าถ้าขัดแย้งเถียงกันว่าถูกหรือผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเถียงกันว่าถูกหรือผิดกฎหมาย อันนี้ไม่ใช่เรื่องเสียงข้างมาก ไม่ใช่เรื่องเสียงข้างมากที่จะมาบอกว่าเอาเสียงข้างมากแล้วบอกว่า เพราะฉะนั้นถ้าเป็นเสียงข้างมากแปลว่าไม่ผิด ไม่ใช่ ก็ต้องว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม
ผมถึงบอกว่าถ้าเราแยกได้ว่าประเด็นไหนตัดสินโดยกระบวนการทางการเมือง ระบบสภาฯ การเลือกตั้ง ประเด็นไหนเราตัดสินกันด้วยกฎหมาย ระบบศาล แล้วเราเคารพกระบวนการอย่างนี้ บ้านเมืองก็จะเข้าสู่ภาวะที่เป็นปกติ พูดอย่างนี้แล้วถามว่าผมสนใจในการที่จะพูดคุยแลกเปลี่ยนหรือไม่ ผมบอกว่าผมสนใจ แล้วก็ที่พิสูจน์ก็คือว่าปีที่แล้ว ในภาวะหลังจากเดือนเมษายน ผมเป็นฝ่ายที่บอกว่าเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน แต่ผมเห็นว่ามีเสียงเรียกร้องเรื่องนี้ ผมก็บอกสภาฯ ไปตกลงกันได้ไหมว่าอยากจะเอาอย่างไร ที่สุดเขาก็บอกว่ามี 6 ประเด็น ผมนี่ถ้าถามผมส่วนตัวใน 6 ประเด็นนี้ว่าเห็นด้วยกี่ประเด็น เห็นน้อยนะครับเห็นด้วยน้อยนะครับ ไม่เห็นด้วยนี่มากกว่า แต่บอกว่าถ้าอย่างนี้ สภาฯ บอกว่า 6 ประเด็นนี้สำคัญนะ ให้ประชาชนไปลงประชามติ เอาอันไหนไม่เอาอันไหน แล้วเราเอาตามนั้น ผมยินดี แต่ปรากฏว่าพรรคการเมืองบางพรรคบางฝ่ายเขาบอก เขาไม่สนใจแล้ว เพราะฉะนั้นผมก็จะต้องไปหาวิธีการอื่น แต่ว่าถ้าจะพูดคุยแล้วก็เริ่มต้นจากการที่บอกว่าขอไม่ยอมรับกฎหมาย ไม่ยอมรับคำพิพากษา ผมว่ามันคุยกันไม่ได้ หรือว่าถ้าจะบอกว่าต้องคุยนะ ไม่อย่างนั้นผมจะใช้ความรุนแรง ผมว่าอย่างนั้นผมก็คุยไม่ได้ ผมนี่สบายนะครับถ้าอยากจะปัดเรื่องให้พ้นตัวให้มันสงบ ๆ ผ่านไปนี้ เอา มาสิ แต่ถ้าผมทำอย่างนั้น 1. วันข้างหน้าระบบกฎหมายไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ กระบวนการสถาบันหลักต่าง ๆ นี้จะถูกสั่นคลอน และ 2. ก็จะเป็นตัวอย่างในวันข้างหน้าต่อไปว่า พวกมากหรือมีความรุนแรงแล้วสามารถเรียกร้องอะไรก็ได้
เพราะฉะนั้นผมยินดี ขอให้ยอมรับกระบวนการยุติธรรม ยอมรับกฎหมายแล้วพูดคุยกัน ผมมาคุยได้ แล้วผมคิดว่าสังคมไทยก็พร้อมในการที่จะเปิดใจ พูดคุยให้อภัย แต่การให้อภัยนี้ครับมันต้องมีการยอมรับผิดก่อน ไม่มีที่ไหนครับให้อภัยคนที่บอกว่าไม่ผิดหรอก แล้วมาเรียกร้องบอกว่าต้องไม่ผิด และไม่ใช่เรื่องการให้อภัย
ผู้สื่อข่าว (สมโภช โตรักษา) : ท่านนายกฯ ครับ ในช่วงรอยต่อของเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมนี่
ไม่ใช่เป็นช่วงที่สังคมไทยเท่านั้น สังคมโลกก็เฝ้าติดตาม ก็เป็นที่รับรู้กันว่าเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนไทยไม่ตอบรับกับการใช้ความรุนแรง ใครก็ตามที่ใช้ความรุนแรงก่อนต้องเป็นผู้พ่ายแพ้ สถานการณ์เช่นนี้รัฐบาลเองนี่อาจจะมีบางช่วงที่รัฐบาลอาจจำเป็นต้องใช้ความรุนแรง ท่านนายกฯ จะบอกกับสังคมไทยอย่างไรว่า ถ้าจำเป็นต้องใช้ความรุนแรงแล้ว รัฐบาลจะไม่ตกเป็นผู้พ่ายแพ้
นายกรัฐมนตรี : ผมยืนยันนะครับว่า รัฐบาลไม่มีความคิดที่จะใช้ความรุนแรงนะครับในการแก้ไขปัญหา ผมยกตัวอย่างเดือนเมษายนที่ผ่านมา ที่มีการประกาศพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มีการใช้กำลังทหารเข้ามาก็ได้พิสูจน์แล้วนะครับว่ารัฐบาลจะใช้กำลังต่าง ๆ ตามวิธีการที่เป็นที่ยอมรับได้ คือไม่ไปละเมิดสิทธิ์ของคนนะครับ และคราวที่แล้วที่ปฏิบัติการนำบ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกตินี่ ไม่มีใครเสียชีวิตเลยนะครับจากการปฏิบัติการของรัฐ และคลิปที่ไปตัดต่อเสียงผม ก็ขอความกรุณาว่าเลิกใช้ได้แล้ว เพราะมันก็พิสูจน์กันไปแล้วว่าเป็นคลิปที่ตัดต่อ และก็ไม่เป็นความจริง มีถ้อยคำที่ผมบอกได้หมดว่าหยิบมาจากการพูดเมื่อไหร่ และเอามาต่อกับคำพูดเวลาไหนอย่างไร นี่ก็ยกให้เห็นเป็นตัวอย่าง น่าจะยืนยันได้อย่างหนึ่งว่ารัฐบาลที่ผมเป็นหัวหน้าอยู่นี่ ไม่มีความคิดเรื่องการใช้ความรุนแรง แต่ว่าถ้าจะเข้าไปควบคุมการจลาจล มีการใช้กำลัง ก็จะใช้ด้วยความระมัดระวังอย่างถึงที่สุดนะครับ แต่ผมหวังว่าไม่ถึงจุดนั้นนะครับ เพราะว่าแนวที่เราพยายามทำในขณะนี้ก็คือป้องกันนะครับ และป้องปรามไม่ให้เกิดเหตุการณ์ก่อน ผมยังอยากจะบอกด้วยว่าเวลาที่เราใช้กฎหมายความมั่นคงนี่ ผมไม่อยากให้ผู้ที่เคลื่อนไหวชุมนุมมองว่าอันนี่เป็นปฏิปักษ์กับเขานะครับ ในทางตรงกันข้ามการที่เราประกาศใช้กฎหมายความมั่นคง จะช่วยไม่ให้มีใครเป็นมือแทรกซ้อน มือที่ 3 หรือกลุ่มที่เป็นกลุ่มเล็กๆ ที่อยากจะใช้ความรุนแรงเข้ามา เพราะผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ที่มาเคลื่อนไหวชุมนุมนี่ เขาก็ไม่ได้ต้องการความรุนแรงนะครับ เพราะฉะนั้น เขาไม่ควรจะ
เป็นเหยื่อ เช่นเดียวกัน การที่เราประกาศใช้กฎหมายหรือมีอำนาจให้กับเจ้าหน้าที่ เพื่อที่จะดูแลไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้น
ผู้สื่อข่าว : ท่านนายกฯ คะ ปกติเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง แต่ละกลุ่มก็จะตีความและเชื่อในสิ่งที่ตัวเองคิดไม่เหมือนกัน ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะออกมาอธิบายแล้วก็ตามนี่ พวกเขาก็ยังคงเชื่อในแบบที่พวกเขาเชื่ออยู่ ฉะนั้น รัฐบาลมีวิธีการที่เป็นรูปธรรมอย่างไรบ้างคะที่จะป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความรุนแรงในท้ายที่สุด
นายกรัฐมนตรี : คือ 1. เราบังคับให้คนเชื่ออะไรไม่ได้นะครับ อันนี้ต้องยอมรับนะครับ 2. สิ่งที่เราทำได้ก็คือทำอย่างไรให้ข้อเท็จจริงปรากฏให้มากที่สุดนะครับ เพื่อที่จะนำไปสู่ความเชื่อที่ถูกต้องนะครับ และ 3. คือว่าอะไรที่ล่อแหลมต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง รัฐบาลก็ต้องเข้าไปดำเนินการ แต่อย่างที่ผมย้ำคือว่าการดำเนินการต้องอยู่ภายใต้กฎหมายนะครับ บังเอิญผมยกตัวอย่างว่า มันไม่มีใครออกมาพูดชัด ๆ หรอกว่าเขาจะใช้ความรุนแรง แต่เขาพูดและคนตีความได้ว่าเขากำลังขู่หรือเปล่า เราก็พยายามที่จะดูตัวนี้ว่าเข้ากรอบของกฎหมายไหม แต่ว่าก็เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมที่จะตัดสิน
ผู้สื่อข่าว : ค่ะ ท่านนายกฯ อยากถามเรื่องการให้ข้อมูลของรัฐบาลค่ะ ว่าหลาย ๆ ครั้งที่เราเห็นว่าเวลาไม่ว่าจะกลุ่มไหนออกมาเคลื่อนไหว เราก็จะเห็นว่ามีข้อมูลจากรัฐบาลที่ออกมาเหมือนเป็นการลดเครดิตกลุ่มนั้น ๆ ออกมา ทำให้คนที่รับข่าวหลาย ๆ คนสงสัยว่าข้อมูลนั้น ๆ เป็นข้อมูลที่มีอยู่จริง ๆ อยู่แล้วตั้งนานแล้ว หรือว่าเพิ่งจะมีในช่วงที่กลุ่มนั้นเคลื่อนไหวจริงๆ ค่ะ
นายกรัฐมนตรี : อย่างเช่นอะไรครับ
ผู้สื่อข่าว : อย่างเรื่องท่อน้ำเลี้ยงที่ส่งให้คนเสื้อแดง หลายคนก็สงสัยว่าทำไมถึงมามีข้อมูลในช่วงที่กำลังจะอยู่ ในช่วงที่จับตามองมาตั้งนานตัดสินคดี
นายกรัฐมนตรี : ก็มีเบาะแสรายงานข่าวเข้ามา การพูดถึงเรื่องนี้ก็พูดตามข่าวสารและเบาะแสที่ได้รับมา ไม่ก่อนไม่หลังนะครับ และก็เป็นเรื่องที่กำลังมีการตรวจสอบกันอยู่ครับ
ผู้สื่อข่าว : ท่านนายกฯ คะ ขออนุญาตเรียนสอบถามถึงเรื่องการเมืองในสภาฯ บ้างดีกว่าค่ะ คือเรื่องของการเมืองในสภาฯ ตอนนี้มีหลายฝ่ายวิเคราะห์กันว่าหลังจากที่ผ่านพ้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะ คือมองข้ามช็อตไป ถ้าเกิดว่าผ่านพ้นไปแล้ว ท่านนายกฯ อาจจะตัดสินใจเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ในท้ายที่สุดการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ณ เวลานั้น อาจจะมีการขอโบนัสคืนจากพรรคร่วม นั่นก็คือบรรดากระทรวงเกรดเอคืน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ มาอยู่ในการดูแลของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งก็รวมถึงกระทรวงมหาดไทย ที่มีปัญหาตอนนี้อยู่ด้วย ท่านนายกรัฐมนตรี จะมีคำตอบคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องที่สื่อมวลชนวิเคราะห์แบบนี้ว่าอย่างไรคะ
นายกรัฐมนตรี : ถึงต้องจัดเวทีอย่างนี้มาคุยครับ ผมเคยได้ยินนะครับว่าผมจะไปมีความคิดทำอะไรทั้งหมดที่ลำดับมา ไม่มีหรอกครับ คือผมกับพรรคร่วมรัฐบาลตัดสินใจมาทำงานร่วมกัน เราก็พูดกันชัดเจนว่าเป้าหมายที่เราจะมาทำคืออะไร 1. ฟื้นเศรษฐกิจ 2. พาการเมืองให้ผ่านช่วงวิกฤตนี้ไปให้ได้ ไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมจะไปมีความคิดบอกว่าฉวยโอกาสในการที่จะเอาเขาออกจากรัฐบาลหรืออะไร ไม่มี ไม่มีเด็ดขาดนะครับ สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็คือ เราคงต้องมานั่งประเมินกันดูว่า สิ่งที่ฝ่ายค้านเขานำเสนอในสภาฯ นะครับ รวมทั้งกระแสการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลต่างๆ เราจะมาปรับในส่วนของรัฐบาลให้ดีขึ้นได้อย่างไร มีเท่านั้น ผมยืนยันได้ว่าที่พูดมาเมื่อสักครู่นี้ไม่มีอยู่ในแนวความคิดนะครับ
ผู้สื่อข่าว : ท่านนายกฯ ครับ ไทย-กัมพูชาบ้างนะครับ จริงๆ จะถามท่านกษิตฯ แต่เห็นท่านจดเยอะ เลยไม่แน่ใจว่าท่านมาในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศ หรือสื่อช่อง 1 ฉะนั้น ขออนุญาตสวัสดีท่านเฉยๆ แล้วกันนะครับ ครับเรื่องไทย-กัมพูชา เราประกาศตลอดเวลาว่าเราไม่อยากจะตีด้วย ไม่อยากจะทะเลาะด้วย เราจำเป็นหรือถึงเวลาหรือยังครับที่จะหาคนกลางประเทศกลาง อาจจะเป็นเพื่อนสมาชิกอาเซียนหรือมหาอำนาจกว่านั้นในการที่จะเป็นคนกลางเจรจากับกัมพูชา อีกคำถามหนึ่งคือถ้าหากอดีตผู้นำไทยยังไม่จบในการที่ใช้กัมพูชาเป็นฐานในการเคลื่อนไหว เราจะจบกับกัมพูชาแบบแฮปปี้เอ็นดิ้งอย่างไรครับ
นายกรัฐมนตรี : ผมคิดว่ารัฐบาลได้พิสูจน์แล้วนะครับว่าเราไม่มีความต้องการใด ๆ ที่จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับคนกัมพูชามีปัญหาต่อกัน เงื่อนไขที่ถูกมองว่าเป็นความขัดแย้งทั้งหมดในขณะนี้ไม่เคยเกิดขึ้นจากฝั่งเราเลย การเคลื่อนไหวอย่างเช่น สัปดาห์ที่ผ่านมาก็เป็นเรื่องของการกระทำหรือคำพูดของผู้นำกัมพูชาเท่านั้นนะครับ รัฐบาลในการตอบโต้ที่ผ่านมา ก็เลือกที่จะใช้มาตรการในการแสดงออกทางการทูตตามประเพณี เช่น การเชิญทูตเรากลับมานะครับ โดยหลีกเลี่ยงทุกมาตรการที่จะไปกระทบความเป็นอยู่ของพี่น้อง เช่น การค้าชายแดน ก็ยังปล่อยให้เป็นไปตามปกติ เพราะนี่คือบทพิสูจน์ที่ผมคิดว่าทั้งคนไทยและคนกัมพูชาจะสามารถรับรู้ได้ว่ารัฐบาลไทย ประชาชนคนไทย ไม่ได้ต้องการมีปัญหากับคนกัมพูชา แต่สิ่งที่ผู้นำกัมพูชาแสดงออก แล้วมาละเมิดสถาบันที่เป็นสถาบันหลักของไทย กระบวนการยุติธรรมของไทย หรือทำผิดมารยาท เราก็ชี้แจงตอบโต้โดยใช้มาตรการตามสมควร ผมคิดว่ายังไม่มีความจำเป็นใดนะครับ ๆ ที่จะต้องมีกลุ่มคนที่ 3 มาและมาบอกว่าจะมาไกล่เกลี่ย เพราะเราไม่ได้ทะเลาะกับกัมพูชา เป็นเรื่องที่กัมพูชาละเมิดด้วยรูปแบบต่างๆ ฝ่ายเรา และเราก็เพียงแต่แสดงออกถึงความไม่พอใจกับการแสดงออกของผู้นำกัมพูชาเท่านั้นเองนะครับ ถ้ามันลุกลามไปเป็นเรื่องอื่นนั่นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่ารัฐบาลดูแลและระมัดระวังอย่างเต็มที่ รวมทั้งทางกองทัพ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย มีความระมัดระวังมาก เนื่องจากเราซักซ้อมความเข้าใจกันนะครับ ในการประชุมจะเป็นในส่วน
ของฝ่ายความมั่นคง จะเป็นสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) หรือกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ว่าแนวรัฐบาลเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราจะไม่ให้ลุกลาม ไม่มีความจำเป็นในการไกล่เกลี่ย ถามว่าจะจบได้เมื่อไหร่ จบได้เมื่อผู้นำกัมพูชาให้ความเคารพประเทศเพื่อนบ้านของตัวเองอย่างที่พึงจะกระทำ อยู่ที่การตัดสินใจของเขา ส่วนถ้าเขาไปเชื่อ หรือไปอยู่ภายใต้อิทธิพลของใคร นั่นเป็นปัญหาของเขา ขณะนี้เราไม่สร้างปัญหาให้ประชาชนไทย เราไม่สร้างปัญหาให้ประชาชนกัมพูชา ก็ปล่อยให้เป็นปัญหาของผู้นำกัมพูชาไปนะครับ ก็เท่านั้นเอง
ผู้สื่อข่าว : ในส่วนของตัวนายกฯ เองถ้าอยากจะแก้ปัญหาในมุมมองของท่านนายกฯ เองอยากจะเข้าไปคุยเรื่องนี้กับผู้นำกัมพูชาโดยตรงเลยหรือเปล่าคะ เพื่อที่จะทำให้ปัญหาที่ดูเหมือนแบบใหญ่ๆ กลายเป็นปัญหาที่น่าจะสามารถแก้ไขได้ด้วยการพูดคุยกัน
นายกรัฐมนตรี : ถ้าจะพูดคุยก็พูดคุยได้ แต่มันก็เป็นการพูดคุยบนพื้นฐานที่เราต้องให้ความเคารพซึ่งกันและกัน ปัจจุบันฝ่ายไทยไม่ได้ทำอะไรเลยนะครับ เราเพียงแต่แสดงออกถึงความไม่พอใจกับการกระทำหรือการแสดงออกที่ไม่เหมาะสม ถ้าเขาแก้ปมตรงนั้นปั๊บมันก็จบ เรื่องก็มีเท่านั้นนะครับ ไม่ได้ซับซ้อนต้องพูดคุยอะไรกันยาวนาน อยู่ที่ว่าจะคิดได้เมื่อไหร่ ..
ผู้สื่อข่าว (วาริน สัจจะเดว TNN 24) : ถามแทนคนที่เครียดเรื่องการเมืองนะครับ ก่อน 26 กุมภาพันธ์ มันก็มี 14 กุมภาพันธ์ นอกจากตรุษจีนแล้วก็เป็นวาเลนไทน์ด้วยนะครับ ก็มีการไปทำโพลล์ว่าคนกรุงเทพฯ อยากออกเดทกับนักการเมืองคนไหนมากที่สุด ก็คือท่านนายกฯ และโอบามา แต่ในเมื่อท่านนายกฯ รักเดียว ถามเป็นคำถามเชิงสมมติก็แล้วกันว่าถ้าเกิดได้ออกเดทกับนายกฯ จริง ๆ วันวาเลนไทน์จะพาเดทไปฉลองที่ไหนครับ
นายกรัฐมนตรี : มันไม่มีสิทธิ์จะตอบอยู่แล้วละครับ ผมก็พาครอบครัวไปรับประทานอาหารข้างนอกด้วยกัน
ผู้สื่อข่าว (อนุวัฒน์ เฟื่องทองแดง สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7) : ท่านมองอย่างไรเกี่ยวกับว่าวันวาเลนไทน์ทุกครั้งก็จะมีตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ไปสุ่มดูตามม่านรูดต่าง ๆเพื่อป้องกันปัญหา อยากให้ท่านสะท้อนตรงนี้นิดนึงครับ
นายกรัฐมนตรี : สิ่งที่เรากำลังพยายามจะทำ และผมก็เห็นความจริงสื่อก็พยายามที่จะรณรงค์ ก็คือว่าคือความหมายของคำว่า ความรัก ที่เราบอกเราฉลองวันวาเลนไทน์กัน มันควรจะเป็นความรักแบบไหน อันนี้คือหัวใจนะครับ เพราะฉะนั้นผมเองไม่ใช่คนที่จะมาบอกว่าควรจะมาต่อต้านวันวาเลนไทน์ บางทีพูดกันไปพูดกันมาเหมือนกับเป็นเรื่องไม่ดีไป ความจริงความรักเป็นเรื่องดีนะครับ แต่ว่าความรัก รักอย่างไร รักให้ถูกวิธี รักให้ถูกกาลเทศะ รักให้เหมาะกับวัย อันนี้ต่างหากที่เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเราน่าจะใช้มาเป็นโอกาสในการที่จะรณรงค์กับคนของเรา
ผู้สื่อข่าว (จีรนันท์ เขตพงศ์ สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7) : ขอต่อเนื่องเรื่องเยาวชนเลยนะคะ เพราะว่าอย่างเช่นพรุ่งนี้จะเป็นวันวาเลนไทน์ จะเห็นว่ามีการตื่นตัวในเรื่องของการที่จะออกมาดูแลเด็ก ดูแลเยาวชน ซึ่งจริง ๆ แล้วปัญหาเด็กเยาวชนมีทุกวัน อย่างเช่นตัวเลขแม่วัยรุ่นก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี ไม่ทราบว่าในส่วนของนโยบายรัฐบาลได้เตรียมอะไรในการที่จะดูแลปัญหาตรงนี้บ้าง และสามารถจะทำให้เป็นรูปธรรมมากกว่าหรือไม่ เพราะจากการที่ทำงานร่วมกับคนที่เขาดูแลเด็กและเยาวชน เขากำลังรู้สึกว่าอะไรก็ตามที่ออกมาจากรัฐบาลในเรื่องของการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนมันอยู่แค่ในทำเนียบ มันไม่ได้ออกไปสู่ภายนอก ไม่เป็นรูปธรรมที่เขาสามารถจะสัมผัสได้ค่ะท่าน
นายกรัฐมนตรี : เรื่องของแม่วัยใส ซึ่งเป็นปัญหาที่ผมได้ขอให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะว่ารุนแรงมากขึ้น แล้วก็รุนแรงมากในสังคมไทยเทียบกับอีกหลาย ๆ สังคม จริง ๆ กระทรวงพัฒนาสังคมฯ ก็เดินสายพยายามรณรงค์อยู่ โดยเฉพาะในระดับสถานศึกษา แต่ผมก็ได้บอกเขาไปแล้วว่าดูแล้วว่ามันคงไม่พอ ผมอยากจะเทียบเคียงอย่างเรื่องเอดส์ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง ในอดีตตอนแรกเราก็มีปัญหามาก ตอนที่เรามาประสบความสำเร็จก็คือตอนที่เราสามารถที่จะจับดึงเรื่องกลุ่มเสี่ยงออกมาชัดเจน ผู้ติดยาเสพติด ผู้ใช้เข็ม พวกค้าประเวณี แล้วก็มีการรณรงค์ มีเรื่องถุงถาง เรื่องอะไร สถานการณ์ก็ดีขึ้น ระยะหลังปัญหาเรื่องเอดส์เริ่มรุนแรงขึ้นอีก แต่ว่ามันเปลี่ยนแล้ว ลักษณะของกลุ่มเสี่ยง
เปลี่ยนไป คนติดเชื้อจะไม่ใช่กลุ่มที่ผมพูดเมื่อสักครู่แล้ว แต่จะเป็นคนทั่ว ๆ ไปอะไรต่าง ๆ มากขึ้น เราก็ต้องมาปรับเปลี่ยนวิธีการเพื่อให้รณรงค์เข้าไปสู่เป้าหมายที่ตรงจุด อย่างเช่นผมเองก็เลยบอก ผมไปเป็นพรีเซ็นเตอร์ก็ได้เรื่องรักเดียว เพราะว่าตอนหลัง ๆ กลุ่มที่ติดเชื้อเอดส์ ก็มีกลุ่มแม่บ้านธรรมดาครับ เพราะว่าสามีเอามาติดหรืออะไรก็แล้วแต่ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมได้ย้ำไป ยอมรับครับว่าขณะนี้ผมเองก็ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนในเรื่องกลุ่มเป้าหมายที่จะเจาะลงไป เพื่อแก้ปัญหาแม่วัยใส แต่ว่าเป็นการบ้านที่ผมได้ให้ไปแล้ว แล้วก็กำลังจะย้อนกลับมา เพราะว่าได้มอบทางกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ให้เข้าไปทบทวนตรงนี้อีกครั้งหนึ่ง
ผู้สื่อข่าว (ชนิตนันท์ ปุณณะนิธิ TNN 24) : ในฐานะที่เป็นคนข่าวต้องเจาะลึกกันนิดหนึ่งนะคะ หลายคนถามเรื่องวาเลนไทน์ไปเยอะแล้ว ดิฉันขออนุญาตเรียนถามตรงประเด็นนิดหนึ่งว่า ตกลงวาเวนไทน์นี้ท่านนายกรัฐมนตรีให้อะไรเป็นของขวัญกับอาจารย์พิมพ์เพ็ญคะ
นายกรัฐมนตรี : ผมให้ดอกไม้กับบัตรอวยพรครับ ยังไม่ถึงวันครับ เขาไม่ควรจะรู้ก่อน
นายกรัฐมนตรี : ทีนี้เรื่องของการเมืองบ้านเมือง โดยเฉพาะวิเคราะห์เจาะลึกอะไรต่าง ๆ ผมก็เรียนอย่างนี้นะครับว่าจริง ๆ ทุกคนก็มีสิทธิ์คิด ทุกคนมีสิทธิ์วิเคราะห์ แต่บางทีผมก็แปลกใจเพราะว่าสื่อวิเคราะห์ว่าเป็นเรื่องการเมืองอย่างนั้นอย่างนี้เสร็จ แล้วก็แถมวิพากษ์วิจารณ์ผมต่ออีกว่า ผมสนใจแต่เรื่องการเมือง ผมยืนยันเลยว่าเรื่องทุกเรื่องผมดำเนินการตามเนื้อผ้า ถ้าเป็นเรื่องการร้องเรียนทุจริตกล่าวหาอะไรต่าง ๆ ก็ดูตามข้อเท็จจริงและดูว่ากลไกไหนมีความเหมาะสมที่จะเข้าไปดำเนินการสอบสวน เรื่องไหนเป็นเรื่องนโยบาย ผมมุ่งเรื่องงาน ซึ่งเวลาตัดสินใจแต่ละครั้งก็มีทั้งคนพอใจไม่พอใจ พอใจไม่พอใจอาจจะอยู่พรรคเดียวกันก็มี พออยู่พรรคเดียวกัน ก็บอกพรรคแตก พออยู่คนละพรรคก็บอกว่าต่อรองระหว่างพรรค ผมก็อยากจะบอกอย่างนี้ว่า ดีที่สุดอยากจะวิเคราะห์วิจารณ์ผมในเรื่องใดก็ตาม ทำได้อยู่แล้วนะครับเป็นเสรีภาพ เอาอย่างนี้ดีกว่าการตัดสินใจของผมเป็นประโยชน์กับบ้านเมืองหรือเปล่า ผมอยากฟังตรงนั้นละครับ ถ้าไม่เป็นเพราะอะไร ผมก็จะได้รับฟัง ถ้าเป็นประโยชน์กับบ้านเมือง แล้วมันไปมีเรื่องว่ามันไปกระทบคนนั้นคนนี้ ก็อย่าไปคิดมันมากเลยครับ ช่วยสนับสนุนหน่อยว่าถ้ามันเป็นประโยชน์กับบ้านเมือง ทำเลย ถ้าเห็นว่ามันไม่เป็นประโยชน์กับบ้านเมืองวิจารณ์มา ผมก็จะได้รับฟังและได้มาปรับมาแก้ อันนี้อยากให้เป็นอย่างนี้ครับ
ผู้สื่อข่าว : ท่านนายกฯ ครับอีกนิดนึงนะครับ ก็คือว่าไหน ๆ ก็จะสุดท้ายแล้วนะครับ
นายกรัฐมนตรี : มีใครยังไม่ได้ถามมั่งมั้ยครับ ถามกันครบแล้วนะครับ มีแต่เรื่องอยากรู้เอง
ผู้สื่อข่าว (อรชุน อินทรวิฑูรย์ ทีวีไทย) : ท่านนายกฯ ต้องตอบคำถามวันหนึ่งผมเข้าใจว่าเยอะมากนะครับ เรื่องไหนที่เบื่อกับการต้องตอบคำถามมากที่สุด แล้วก็เรื่องไหนที่คิดว่าสนุกกับการต้องตอบคำถามมากที่สุดครับ
นายกรัฐมนตรี : คำถามที่ไม่ชอบตอบก็คือ คำถามที่อยู่บนข้อมูลที่มันคลาดเคลื่อน แล้วก็เลยมีความรู้สึกว่ามันเป็นการเสียเวลาของทั้งผู้ถามและผู้ตอบ แต่ว่าผมพยายามที่จะบอกว่าเราต้องตอบทุกคำถามให้ได้ ถ้าเขาไม่เข้าใจและถามก็ต้องพยายามทำให้เกิดความเข้าใจที่ดี เป็นหน้าที่ของเรา ส่วนคำถามไหนที่ชอบตอบ อะไรที่สามารถทำให้เราได้สื่อสารในสิ่งที่เห็นว่าเป็นประโยชน์กับส่วนรวม ก็จะชอบที่จะตอบที่จะอธิบาย
ผู้สื่อข่าว (จีรนันท์ เขตพงศ์ สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7) : ขออนุญาตนะคะ นอกจากพวกเราจะเป็นคนที่นำเสนอข่าวแล้ว พวกเราเองก็ยังเป็นคนรับสื่อรับข่าวด้วย เพราะฉะนั้นขออนุญาตถามแทนพี่น้องประชาชนว่า คือทราบดีว่าเวลาท่านตอบคำถามท่านก็คงเครียด และพี่น้องประชาชนเองเวลาติดตามข่าวตอนนี้ก็เกิดภาวะความเครียดด้วย ในการทำงานทุก ๆ ด้านที่ผ่านมาท่านนายกฯ คิดว่าเราจะใช้เวลาอีกนานไหมคะกว่าที่เราจะติดตามสื่อโดยที่เราไม่มีความรู้สึกว่าเครียด เราจะยิ้มได้เราจะมีความสุขกับการที่เราจะติดตามข่าวค่ะ
นายกรัฐมนตรี : ผมก็พยายามยิ้มตลอดนะครับ ผมอยากจะบอกกับประชาชนนะครับ ว่าความห่วงใยต่อบ้านเมืองเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ต้องเครียดครับ บ้านเมืองทุกบ้านเมือง สังคมทุกสังคม มีปัญหาทั้งนั้น แม้แต่ประเทศที่เราชอบบอกว่าโอ้โหเขาเจริญแล้ว เขาสุดยอด เขามหาอำนาจ เขาเศรษฐกิจโต เขาดีทุกอย่าง ไปดูเถอะครับ ข่าวสารในบ้านเขา ก็มีเรื่องที่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดเวลา มันเป็นของคู่กัน บ้านเมืองกับปัญหาเป็นของคู่กัน อยากให้สบายใจอย่างหนึ่งว่าผมเชื่อมั่นว่ามีคนในประเทศส่วนใหญ่ที่ปรารถนาจะเห็นสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นกับบ้านเมือง ขอให้มั่นใจว่าคนส่วนใหญ่ส่วนนั้นจะสามารถนำพาบ้านเมืองไปได้ จะได้ไม่เครียดครับ
| |
ข้อมูลข่าวและที่มา
ผู้สื่อข่าว : วรรณวิไล ******* Rewriter : ชูชาติ เทศสีแดง สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ : http://thainews.prd.go.th
วันที่ข่าว : 14 กุมภาพันธ์ 2553
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
 |
|
 |
|
 |
|
 |
|
 |