เกี่ยวกับ NNT | ติดต่อเรา | แผนที่เว็บไซต์ | เข้าสู่ระบบ | ENG


รายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553

รายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์”

วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553

ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย

กรมประชาสัมพันธ์

สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพรักครับ สำหรับสัปดาห์นี้รายการเชื่อมั่นประเทศไทยนะครับ ผมมาบันทึกรายการอยู่ที่กรมชลประทานครับ คงจะจำได้นะครับว่าเมื่อสัปดาห์ก่อนผมได้ไปลงพื้นที่กับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ในเรื่องของปัญหาเพลี้ยในเรื่องของข้าวนะครับ แล้วก็ได้พูดเอาไว้ครับว่า ในเรื่องของความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพของพี่น้องเกษตรกรนั้น แม้ว่ารัฐบาลจะทำในเรื่องของโครงการประกันรายได้ไปแล้ว แต่สิ่งหนึ่งซึ่งยังเป็นปัญหาอยู่แน่นอนนะครับ คือผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติบ้าง เกิดขึ้นจากโรคระบาดบ้าง ซึ่งการประกันภัยพืชผลซึ่งยังเป็นระบบที่จะครอบคลุมถึงสิ่งเหล่านี้ ก็มีการเร่งรัดในการดำเนินการ อย่างไรก็ตามสำหรับปีนี้และในขณะนี้ ก็มีปัญหาในเรื่องของภัยแล้งและปรากฏการณ์เอลนิญโญ่ นโญ
เพราะฉะนั้นในช่วงที่ 2 ของรายการนี้ ก็จะมีพิธีกรรับเชิญ รวมทั้งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และอธิบดีกรมชลประทานครับ มาพูดคุยกันถึงแนวทางของการทำงานของรัฐบาลในการที่จะรับมือกับปัญหาภัยแล้ง และก็การแก้ไข รวมทั้งก็จะมีข้อคิดและก็ขอความร่วมมือไปยังพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องด้วย แต่สำหรับช่วงแรกครับ ถือโอกาสรายงานการทำงานในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาของผมและคณะรัฐมนตรีนะครับ เริ่มต้นจากเรื่องของเฮตินะครับ ซึ่งเมื่อสัปดาห์ก่อน ผมก็ได้เล่าให้ฟังว่ารัฐบาลนั้นได้ดำเนินการทั้งในเรื่องของการช่วยเหลือเงินไปแล้ว การระดมการช่วยเหลือจากพี่น้องประชาชน ผ่านการบริจาคเข้ามาสู่กองทุน และก็เรื่องของข้าว ก็ปรากฏว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมานะครับในส่วนของพี่น้องประชาชนเองที่มาร่วมบริจาคเข้าสู่กองทุนนั้น ณ วันที่เราได้ปิดโครงการไป ก็มีพี่น้องประชาชนได้กรุณามาบริจาคเงินรวมกันแล้วเนี่ยกว่า 50 ล้านบาท ขอถือโอกาสนี้ขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกท่านครับที่ได้แสดงออกถึงความมีน้ำใจของพี่น้องประชาชนคนไทยในส่วนรวม แล้วก็จะได้มีการนำส่งเงินนี้ไปให้พี่น้องประชาชนในเฮติต่อไป
ส่วนในเรื่องข้าวนะครับ ซึ่งเราได้มีเป้าหมายในการที่จะส่งไปทั้งสิ้น 2 หมื่นตันนั้น เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ผมก็ได้ไปทำพิธีมอบข้าวให้กับทางผู้อำนวยการในภูมิภาคนี้ที่ทำงานในเรื่องของโครงการ ในเรื่องของอาหารโลกนะครับ ซึ่งจะได้มีการจัดส่งข้าว 100 ตัน ไปโดยเครื่องบิน ที่เราทำอย่างนี้ก็เพราะว่าความต้องการที่เป็นความเร่งด่วนในส่วนของเฮติยังมีอยู่นะครับ และก็ผู้ที่เป็นผู้อำนวยการ และก็ผู้ประสานงานทางนี้ก็บอกว่า ในเรื่องของอาหารนั้นก็ยังเป็นเรื่องที่มีความขาดแคลนเพราะฉะนั้นเราก็จัดส่งทางเครื่องบินไป 100 ตันนะครับ เป็นข้าว 5 % แต่ว่าสำหรับข้าวที่เหลืออีก 1 หมื่น 9 พัน 9 ร้อยตันนั้นเนี่ยนะครับ ก็จะมีการดำเนินการจัดส่งทางเรือต่อไป ซึ่งในขณะนี้ก็อยู่ในระหว่างการประสานงานในการที่จะได้ระวางเรือและก็ดูต้นทุนที่เหมาะสม และก็จะมีการผสมผสานครับ ก็ข้าวส่วนหนึ่งก็จะเป็นข้าว 5 % และอีกส่วนหนึ่งก็จะเป็นข้าว 25 % ออกมาจากสต๊อกของรัฐบาลนะครับ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ก็ได้มีการดำเนินการพิจารณาค่อนข้างที่จะเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นการส่งความช่วยเหลือในระยะต่อไปก็ยังมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ความจริงพี่น้องประชาชนซึ่งเคยประสบภัยที่เกิดขึ้นในช่วงสึนามิก็จะทราบดีนะครับว่า ปัญหาในเรื่องของการฟื้นฟู ปัญหาในเรื่องของการช่วยเหลือนั้นเนี่ย มันมีความจำเป็นต่อเนื่องไปอีกระยะเวลายาวพอสมควร ไม่ใช่ว่าหลังจากเหตุการณ์ผ่านพ้นไปมีการช่วยเหลือเฉพาะหน้าในช่วงสัปดาห์ ในช่วงเดือนแรกแล้วเนี่ยทุกสิ่งทุกอย่างจะกลับเข้าสู่ภาวะปกตินะครับ เพราะฉะนั้นการช่วยเหลือที่เป็นรูปของข้าวที่ได้ส่งไปทางเรือนั้นมีความหมายแน่นอนนะครับสำหรับชาวเฮติ และผมก็ได้ย้ำไปแล้วในการที่จัดรายการจากสวิสเซอร์แลนด์คราวที่แล้วว่า ทั่วโลกได้รับรู้ในเรื่องนี้นะครับ และก็ในวันที่ผมไปส่งมอบข้าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานั้น ก็มีทูตานุทูตและก็มีผู้อำนวยการหรือผู้แทนขององค์กรระหว่างประเทศนะครับ ซึ่งได้แสดงความขอบคุณเป็นอย่างยิ่งและก็มองเห็นว่าประเทศไทยของเรานั้นมีศักยภาพจริงๆ ในการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาในเรื่องความมั่นคงทางอาหารของโลกต่อไปนะครับ
สิ่งที่อยู่ในความสนใจในสัปดาห์ที่ผ่านมานะครับ และก็เป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีก็ได้มีมตินะครับ ก็อยากจะเรียนในบางเรื่องนะครับ เช่น เรื่องของ จีที 200 ซึ่งเป็นเครื่องที่มีการนำมาใช้ในหน่วยงานราชการหลายหน่วยงานทั้งที่ไปใช้ในการตรวจวัตถุระเบิด เช่น พื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และในส่วนของ ป.ป.ส. นะครับ ซึ่งไปตรวจสอบเรื่องของสารเสพติด เรื่องนี้เป็นปัญหาขึ้นมาเพราะว่าในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศอังกฤษ ซึ่งบริษัทที่เป็นผู้ผลิต เป็นบริษัทของอังกฤษนั้นเนี่ย ทางประเทศอังกฤษนั้นมีการดำเนินการหลังจากที่ค้นพบทางวิชาการนะครับ มีการทดสอบในห้องแล็ปและก็เห็นว่า เครื่องมือเหล่านี้ไม่น่าจะเป็นเครื่องมือที่ใช้ได้จริงนะครับ แล้วก็ได้มีการดำเนินการ คือบังเอิญอังกฤษเนี่ยไม่ได้ใช้เครื่องตัวนี้ แต่ว่ามีพื้นที่ในบางประเทศ เช่น อิรัก อัฟกานิสถาน ที่มีกองกำลังของทางอังกฤษอยู่ ก็มีการห้ามใช้ในพื้นที่เหล่านั้นแล้วก็ขณะนี้ก็มีการตรวจสอบในเรื่องของตัวบริษัท ที่นี้ในส่วนของเรานั้นเนี่ยเครื่องมือตัวนี้นะครับมีการซื้อมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2549 , 2550 จนถึงปัจจุบันนะครับ หลายหน่วยงานมีการใช้อยู่ ผมเคยสอบถามผู้ใช้งานไปเหมือนกัน เพราะว่ามีการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเครื่องมือตัวนี้มาระยะหนึ่งนะครับ ก็ได้รับการชี้แจงมาโดยตลอดจากหน่วยงานนะครับว่า แม้ว่าประสิทธิภาพของเครื่องนี้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ว่าผู้ปฏิบัติหรือผู้ใช้เครื่องมือเหล่านี้เนี่ย บอกว่าใช้งานได้ มีความพึงพอใจ ซึ่งก็จะดูค้านกับข้อมูลที่ได้ปรากฏออกมาในระยะหลังนะครับ โดยเฉพาะในต่างประเทศและก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศอังกฤษ
เพราะฉะนั้นคณะรัฐมนตรีก็เห็นว่าเพื่อให้มีข้อยุติที่ชัดเจนในเรื่องนี้นะครับ ก็ได้มอบหมายกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ให้เป็นผู้ดำเนินการออกแบบการทดลองและการทดสอบเพื่อให้ได้ข้อยุติร่วมกันนะครับว่าตกลงแล้วเนี่ยเครื่องมือเหล่านี้ใช้ได้จริงหรือไม่ และก็ทราบว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนะครับ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ซึ่งประกอบไปด้วยหลายฝ่าย รวมทั้งนักวิชาการที่ทรงคุณวุฒิ ที่จะมาออกแบบการทดลองนะครับ การตั้งคณะกรรมการเข้าใจว่าเรียบร้อยแล้ว และก็คาดว่าไม่น่าจะเกิน 1 ถึง 2 สัปดาห์ ก็จะได้ข้อยุติมา ซึ่งถ้าหากว่าในข้อยุตินั้นปรากฏว่าเครื่องมือนี้ใช้ไม่ได้ แน่นอนที่สุดก็จะต้องไม่มีการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องมือเหล่านี้ต่อไป และก็ต้องมีการหาข้อเท็จจริงครับว่าที่มาที่ไปของการจัดซื้ออุปกรณ์เหล่านี้ตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันนั้นเนี่ย มีที่มาที่ไปอย่างไร และเหตุใดจึงขาดความรัดกุม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็จะรอผลของการทดสอบ ซึ่งขณะนี้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กำลังจะไปดำเนินการต่อไป
นอกจากเรื่องนี้แล้วนะครับ ในส่วนของเศรษฐกิจสัปดาห์ที่ผ่านมา ในเรื่องของภาพรวมเศรษฐกิจก็ยังเป็นข่าวดีอย่างต่อเนื่อง ผมมีการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจในวงเล็กกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบกระทรวงเศรษฐกิจรวมไปถึงหน่วยงานสำคัญๆ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงบประมาณนะครับ ก็ทำให้ขณะนี้เนี่ยเรามีความมั่นใจในเรื่องของกระบวนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ พร้อมๆ กันไป การที่รัฐบาลกำลังจะสามารถจัดเก็บรายได้เกินเป้าในปีงบประมาณนี้อาจจะสูงเกือบถึง 2 แสนล้านบาทเนี่ยนะครับ ก็ทำให้เราต้องมาเริ่มต้นทบทวนครับเพราะว่าคงจะจำได้นะครับว่าผมได้บอกว่าแผนที่รัฐบาลใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะในเรื่องของการกู้เงินเนี่ย เราทำเอาไว้เพื่อให้เกิดความมั่นใจและให้เกิดการฟื้นตัว และว่าถ้าหากว่าภาวะเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงไปและโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือขยายตัวได้ดีอย่างที่คิดเนี่ย เราก็จะไม่ไปกู้ยืมถ้าไม่จำเป็นนะครับ
เพราะฉะนั้นขณะนี้เราค่อนข้างมั่นใจนะครับว่าจะสามารถมีการปรับแผนในเรื่องของการกู้เงินลงได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นครับยังยืนยันหลักว่า 1.ในขณะนี้โครงการการปฏิบัติการไทยเข้มแข็งที่มีการดำเนินการอยู่ จะต้องดำเนินการต่อไป เพราะว่าเรายังต้องประคับประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงปีนี้ไปจนถึงประมาณปลายปีเพื่อรอดูนะครับว่าการลงทุนทางภาคเอกชนนั้น จะมีการฟื้นตัวขึ้นมารวดเร็วมากน้อยแค่ไหนและจะสามารถเป็นตัวจักรขับเคลื่อนในเรื่องของการขยายตัวเศรษฐกิจได้มากน้อยแค่ไหน แต่ว่าสำหรับในระยะต่อไปที่พูดง่ายๆ ก็คือว่าตั้งแต่ปีงบประมาณหน้าต่อเนื่องไปอีก 2 ถึง 3 ปีเนี่ยครับ ผมมองว่าเราสามารถที่จะนำเอาโครงการหลายโครงการกลับเข้ามาสู่ระบบงบประมาณปกติได้และก็จะทำให้เราสามารถที่จะลดจำนวนเงินที่เราจะต้องกู้ทั้งหมดลงมา อันนี้ก็หมายความว่าทำให้สิ่งที่หลายฝ่ายเคยกังวลนะครับว่าเราจะกู้เงินมากเกินไปรึเปล่า สัดส่วนจะเพิ่มสูงขึ้นไปรึเปล่า ถ้าเราปรับแผนตรงนี้แล้วก็ยิ่งมีความมั่นใจได้มากยิ่งขึ้นนะครับว่า แนวทางที่รัฐบาลดำเนินการมาเนี่ยไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และโครงสร้างทางเศรษฐกิจในระยะยาว และผมก็เรียนครับว่าอันนี้เป็นไปตามแนวคิดของเราตั้งแต่ต้นครับว่าถ้าเราไม่ได้ทำอย่างนี้ตั้งแต่แรกแล้วเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัวเนี่ย เราอาจจะกลับมีปัญหาในเรื่องของหนี้สินที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติและก็ย้อนกลับมาเป็นปัญหาภาระของงบประมาณของรัฐบาลมากกว่า เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นข่าวดี
ขณะเดียวกันนะครับปัญหาที่ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่องกรณีของมาบตาพุด สัปดาห์ที่ผ่านมาเนี่ยผมได้มีโอกาสพบทั้งผู้แทนของนักลงทุนจากในส่วนของญี่ปุ่นครับ ทั้งตัวบริษัท ทั้ง JETRO ซึ่งเป็นองค์กรของญี่ปุ่นที่ดูแลงานที่เกี่ยวข้องกับการค้าและการลงทุนในต่างประเทศไปจนถึงบริษัทอื่นๆ ครับ ก็สามารถทำความเข้าใจได้ชัดเจนขึ้นนะครับถึงขั้นตอนต่างๆ ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ พร้อมๆ กันนั้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีก็เห็นชอบที่จะให้ทางอัยการเป็นผู้ยื่นขอความกรุณาจากศาลปกครองนะครับว่าให้โครงการต่างๆ สามารถดำเนินการก่อสร้างไปได้ ถ้าการก่อสร้างนั้นไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง และภาคเอกชนนั้นพร้อมที่จะรับความเสี่ยงว่าก่อสร้างเสร็จสิ้นแล้วจะได้ใบอนุญาตหรือไม่เนี่ย ยอมรับและเคารพในกระบวนการที่ต้องดำเนินการ ตามมาตรา 67 วรรค 2 ซึ่งรัฐบาลได้ออกระเบียบประกาศต่างๆ ให้สามารถดำเนินการได้อยู่โดยจะรับความเสี่ยงทั้งหมด ซึ่งหลายบริษัทและก็รวมทั้งตัวแทนของบริษัทญี่ปุ่นก็มีความเข้าใจและมีความพึงพอใจระดับหนึ่งครับ ขณะเดียวกันนะครับการแก้ปัญหาสำหรับพี่น้องประชาชนในพื้นที่นะครับ ก็จะมีการดำเนินการเร่งดูในเรื่องของโครงการต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ในการเยียวยาด้วย และในส่วนที่เป็นแผนปฏิบัติของการจัดการเขตควบคุมมลพิษ ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศไปในกรณีของมาบตาพุดพร้อมๆ กันไป ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ยังเป็นปัญหา ซึ่งเราก็ยังเดินหน้าแก้ไขอย่างต่อเนื่องนะครับ แต่คิดว่าขณะนี้มีความลงตัว มีความชัดเจน และก็จะมีความต่อเนื่อง และก็จะทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสามารถที่จะมองเห็นครับว่าจะวางแผนเพื่อที่จะดำเนินการในเรื่องการค้า การลงทุน และพร้อมๆ กันไป ดูแลความสมดุลให้เกิดความถูกต้องในเรื่องของสิ่งแวดล้อม และก็ผลกระทบต่อสุขภาพของพี่น้องประชาชนได้อย่างไรครับ
เมื่อพูดถึงปัญหาของพี่น้องประชาชนนะครับ ก็ยังมีปัญหาเรื่องที่ทำกินนะครับ สัปดาห์ที่ผ่านมาผมก็ได้มีการประชุมคณะกรรมการร่วมกับเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเพื่อที่จะสะสางปัญหาต่างๆ ซึ่งเรากำลังเร่งรัดในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ที่ยังมีความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐนะครับ ก็บรรยากาศก็เป็นไปด้วยดีหลายเรื่องก็คลี่คลายไปได้ และก็คิดว่ามีบางเรื่องครับก็จะต้องมีการปรับปรุงระบบการทำงานและก็จะมีการนำเสนอเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมของคณะรัฐมนตรีได้นะครับ ก็คาดว่าไม่เกินในช่วง 2 ถึง 3 สัปดาห์ข้างหน้า
สุดท้ายครับในระยะนี้ก็มีปัญหาความห่วงใยของพี่น้องประชาชนกับข่าวสารที่เกิดขึ้นในเรื่องของปัญหาในทางความขัดแย้งทางการเมือง ผมได้มีการเรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติในช่วงกลางสัปดาห์ครับ อยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า จริงๆ แล้วเนี่ย อยากให้พี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนเองเนี่ยครับ ช่วยกันกลั่นกรองข่าวสาร คือ มีความพยายามของคนบางกลุ่มเหมือนกันที่อยากจะให้เกิดความตื่นตระหนกตกใจ เกิดความหวาดกลัว และก็วาดภาพเสมือนจะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง พูดไปจนถึงขั้นจะมีการปฏิวัติ รัฐประหาร ที่จริงแล้วนะครับอยากจะเรียนว่าเงื่อนไขสภาพความเป็นจริงพื้นฐานของสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองไทยในขณะนี้เนี่ยมันไม่มีเหตุผลอะไรเลยครับที่จะต้องเกิดเหตุการณ์เหล่านั้น แต่ทางเศรษฐกิจก็ได้เห็นนะครับว่ามีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ในทางการเมืองเราก็มีกลไกของระบบรัฐสภา ซึ่งมีการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นในการตั้งกระทู้ถามสด ทุกสัปดาห์ซึ่งเราก็จัดให้มีการถ่ายทอดผ่านทางโทรทัศน์ไปจนถึงการที่ฝ่ายค้านเองก็กำลังจะมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งก็จะเป็นโอกาสสำคัญในการตรวจสอบตามวิถีทางของระบบรัฐสภานะครับ ผมมองไม่เห็นว่า ความรุนแรงก็ดี การปฏิวัติรัฐประหารก็ดี จะไปแก้ไขหรือคลี่คลายปัญหาใดๆได้เลยนะครับสำหรับส่วนรวม มีแต่จะทำให้เกิดความเสียหายกับพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่
เพราะฉะนั้นสิ่งที่ได้ประชุมกันในสภาความมั่นคงแห่งชาตินั้น ก็เพื่อที่จะให้เกิดความชัดเจนในการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานต่างๆ ในการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นนะครับ อาจจะเกิดขึ้นจากการชุมนุมเคลื่อนไหวและเกิดอุบัติเหตุหรือไม่อย่างไรก็ขอเรียนครับว่าทุกหน่วยมีความพร้อม มีแผนพร้อมแล้วนะครับ ผมและก็ฝ่ายนโยบายรวมทั้งฝ่ายปฏิบัติที่เกี่ยวข้องได้ซักซ้อมทำความเข้าใจกันเพื่อให้พี่น้องประชาชนมีความอุ่นใจนะครับว่าเรามีความพร้อมสำหรับเรื่องนี้
อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญที่สุดครับก็คือการซักซ้อมทำความเข้าใจกันถึงหลักแนวทางของรัฐบาล ผมขอยืนยันว่าไม่ว่าข่าวสารที่ปรากฏอยู่นี้เป็นอย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้เป็นผู้ขัดแย้งกับใครครับรัฐบาลมีหน้าที่เพียงแค่รักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง และรักษากฎหมาย นั่นคือภารกิจที่สำคัญที่สุดและนี่คือแนวทางในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะยึดถือการปฏิบัติตามกฎหมายหลักการที่จะเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัดในทุกกรณีนะครับ ผมเรียนเพื่อให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชน และผู้ที่เกี่ยวข้องแม้กระทั่งผู้ที่มีความคิดในการชุมนุมเคลื่อนไหว ว่ารัฐบาลนั้นไม่ประสงค์จะเห็นความรุนแรงในบ้านเมืองและจะทำหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อย บนพื้นฐานของการเคารพสิทธิของทุกฝ่ายอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตามครับ อยากจะฝากเป็นข้อคิดสำหรับพี่น้องประชาชนทุกคนนะครับว่าผมมั่นใจว่าขณะนี้ทุกคนต้องการเห็นบ้านเมืองสงบ ต้องการเห็นบ้านเมืองเดินไปข้างหน้า ต้องการเห็นเศรษฐกิจสังคมมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อประโยชน์ เพื่อความผาสุกของพี่น้องประชาชน เราอย่าทำให้ประเทศต้องเสียโอกาสจากความขัดแย้ง ซึ่งทำให้คนไทยต้องมาใช้ความรุนแรงหรือมามีปัญหากันเอง มีปัญหาอะไรเรามีช่องทางตามวิถีทางตามประชาธิปไตยที่สามารถนำเสนอได้ตามระบบอยู่แล้ว ผมคิดว่าถ้าพี่น้องประชาชนช่วยกันนะครับ บอกเพื่อนร่วมชาติว่านี่คือสิ่งดีที่สุดสำหรับบ้านเมืองคือการช่วยกันทำให้บ้านเมืองนั้นมีความเป็นปกติสุขและสามารถเดินไปข้างหน้าได้ ผมมั่นใจครับว่าเราจะสามารถฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่อาจจะมีอยู่บ้างเป็นเรื่องปกติธรรมดาของสังคมที่มีความหลากหลายในช่วงจากเดือนนี้ต่อเนื่องไปถึงเดือนหน้าอีกเล็กน้อยได้ ขอให้ทุกคนยึดประโยชน์ส่วนรวม ขอให้ทุกคนนั้นมีความหนักแน่น และขอให้ทุกคนนั้นทำหน้าที่ของตนในฐานะพลเมืองที่ดีครับ ผมมั่นใจว่าเราก็จะสามารถฟันฝ่าปัญหาต่างๆ ไปในช่วงที่อาจจะมีความสับสน วุ่นวายอยู่บ้าง เอาล่ะครับ หมดเวลาสำหรับช่วงแรกแล้วนะครับ ก็อีกสักพักหนึ่งเราไปดูกันครับว่าในเรื่องปัญหาภัยแล้งครับมีพิธีกรรับเชิญรออยู่ที่ห้องปฏิบัติการกรมชลประทาน มีท่านรัฐมนตรี มีท่านอธิบดี มาร่วมสนทนาด้วยครับ สำหรับสัปดาห์นี้ขอลาไปก่อนครับสวัสดีครับ
พิธีกร : สวัสดีครับขอต้อนรับคุณผู้ชมเข้าสู่ช่วงที่ 2 ของเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์นะครับ ผมธนินวัฒน์ พัฒนวีรคุณ ครับ มาทำหน้าที่พิธีกรรับเชิญครับ ซึ่งวันนี้เราจะคุยกันในเรื่องของปัญหาผลกระทบจากภาวะภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2553 นี้ครับ และผมก็อยู่ในห้อง War Room ของกรมชลประทานครับ ซึ่งเป็นห้องที่มีการวางแผนในการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่แห้งแล้ง ปีนี้ปี 2553 ครับ คุณผู้ชมจะได้ติดตามและก็ได้ทราบถึงปัญหาต่างๆ เหล่านี้ร่วมกับท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, ท่านอธิบดีกรมชลประทาน และท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วยนะครับ ในทุกมุม ทุกแง่ทุกมุม อย่าง 360 องศาเลยครับ
ก่อนอื่นนะครับ ผมมีพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งอยู่ในขณะนี้ เขามีการบริหารจัดการที่ดีครับ เราไปดูกันเลยครับว่าพื้นที่เหล่านั้นเป็นที่ไหน และเขามีการแก้ไขปัญหาอย่างไร มาชมกันเลยครับ

สารคดี “ชลประทานร่วมใจ สร้างไทยเข้มแข็ง (1)”

บรรยาย: อ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทุน เพื่อการอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว ในลุ่มน้ำแม่กวง และพื้นที่ในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน บรรจุปริมาณน้ำได้ 263 ล้าน ลบ.ม. หล่อเลี้ยงเกษตรกรทั้งสองจังหวัด บนพื้นที่กว่าหนึ่งแสนไร่ แต่ขณะนี้ปริมาณน้ำในเขื่อนเหลือน้อย เหลือเพียง 70 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 26% ของความจุกักเก็บ
แม้ปริมาณน้ำในเขื่อนจะเหลือน้อย แต่เกษตรกรยังมีการปลูกข้าวนาปรังและพืชไร่ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่จำเป็น ประกอบกับรัฐบาลรับประกันราคาข้าว แม้จะมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำก็ตาม เจ้าหน้าที่เขื่อนแม่กวง จึงหาทางออกโดยการประชุมร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชาวบ้านในการบริหารจัดการใช้น้ำอย่างประหยัด และพอเพียงต่อการทำเกษตรในฤดูแล้งนี้ ป้องกันการแย่งน้ำเกิดขึ้น
เกษตรกร: “ทำนาปรังน่ะครับ ถ้าบ่ทำ ก็บ่มีรายได้น่ะครับ เพราะชลประทานมาก็พอเข้าใจน่ะครับ” เกษตรกร: “เปิ้นว่า ถ้าน้ำบ่พุ่มบ่พอก็ฮู้มาแค่นี้น่ะเจ้า เฮาก็พยายามทำให้มันเร็วๆ น่ะเจ้า”
บรรยาย: ซึ่งเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ได้วางแผนการใช้น้ำในฤดูแล้งนี้ โดยกำหนดปลูกข้าวนาปรังไว้ที่ 10,000 ไร่ พืชไร่พืชผัก 4,000 ไร่ ไม้ผลกว่า 2,000 ไร่ บ่อปลาหนึ่งพันเก้าร้อยกว่าไร่ รวมเพาะปลูกทั้งสิ้น 34,695 ไร่ โดยส่งน้ำให้กับเกษตรกรแบบรอบเวร แต่จากการสำรวจพบว่า มีพื้นที่เกินจากที่กำหนดไว้ ทั้งพืชผักและข้าวนาปรัง
เจ้าหน้าที่: “เรากำหนดไว้ทั้งหมด 8 รอบนะครับ เปิด 7 ปิด 5 แปดรอบเวร ก็เริ่มวันที่ 4 มกราคม และก็ไปสิ้นสุดวันที่ 30 เมษายนนะครับ ปรากฎว่าจากการสำรวจเบื้องต้น พืชไร่พืชผักก็เกินไปประมาณพันไร่ และข้าวเกินไป 700 ไร่นะครับ”
บรรยาย: เขื่อนแม่กวงอุดมธารา ได้กำหนดไว้ว่า การใช้น้ำในฤดูแล้งในทุกประเภท ต้องใช้ประมาณ 40 ล้าน ลบ.ม. หากเกินกว่านี้ไปแล้ว เขื่อนไม่สามารถส่งน้ำให้เกษตรกรปลูกพืชฤดูแล้งได้ เนื่องจากต้องกันน้ำส่วนหนึ่งไว้สำหรับเกษตรกรที่ทำนาปี นอกจากนั้นเขื่อนต้องกันน้ำไว้ 14 ล้าน ลบ.ม. แต่ทั้งนี้เมื่อเกษตรกรให้ความร่วมมือ ระมัดระวังการใช้น้ำ เชื่อว่าฤดูแล้งนี้ ปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรงคงไม่เกิดขึ้น
สุพัฒน์ เหล่ากมล, รุจิพร ใจจ๊ะ รายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ รายงานจากเขื่อนแม่กวงอุดมธารา อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ค่ะ

สารคดี “ชลประทานร่วมใจ สร้างไทยเข้มแข็ง (2)”

พิธีกร: “ขณะนี้ดิฉันอยู่ที่ จ.ชัยนาถค่ะ และพื้นที่ด้านหลังของดิฉันนี้ เป็นพื้นที่ที่เกษตรกรได้รับบทเรียนจากการทำนาปรังปีละ 3-4 ครั้งค่ะ บอกว่าได้คุณภาพน้อยกว่าการทำนาปีละ 1-2 ครั้งค่ะ เพราะว่าการทำอย่างมีคุณภาพจะได้รับผลกำไรมากกว่าค่ะ”
บรรยาย: บนพื้นที่ 96 ไร่ ของนายบุญธรรม เดชคุ้ม เกษตรกรหมู่ที่ 3 ตำบลบางหลวง อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาถ ที่บอกกับทีมงานว่า เขาทำนาปีละ 2 ครั้ง นาปี 1 ครั้ง และนาปรัง 1 ครั้ง ได้ผลผลิตจากการทำนาปี 1 เกวียนครึ่งต่อเนื้อที่ 1 ไร่ เป็นผลผลิตในปริมาณมากและมีคุณภาพ ส่งผลให้ได้กำไรมากขึ้น ผิดกับการทำนาปรังที่ทำให้ขาดทุน ซึ่งได้เพียงไร่ละ 60 ถังเท่านั้น รวมถึงยังพบกับปัญหาวัชพืช, ศัตรูพืช ที่คอยกัดกินต้นข้าว และปัญหาขาดแคลนน้ำอีกด้วย
เกษตรกร: “ปีนี้ที่นี่ทำ 2 ครั้ง การจัดการน้ำก็ง่าย ทีนี้ นาปีที่จะได้มากกว่าก็คือ แมลงก็น้อยกว่านาปรังหน่อย”
บรรยาย: ในขณะที่ฝ่ายจัดสรรน้ำ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุ ที่มีหน้าที่ดูแลการส่งน้ำให้กับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี, ชัยนาถ และสิงห์บุรี บอกว่า ในฤดูฝนจะมีการจัดสรรน้ำอย่างเพียงพอต่อการทำนาของเกษตรกร แต่ถ้าเป็นฤดูแล้ง ในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนเมษายน ในกรณีที่เกษตรกรทำนาปรัง จะมีปัญหาในการส่งน้ำไปถึงที่ปลายคลอง คือที่จังหวัดสิงห์บุรี แต่หากมีปัญหาในเรื่องของการส่งน้ำ ฝ่ายจัดสรรน้ำ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบรมธาตุ จะทำการประชุมชี้แจงกับเกษตรกร เพื่อทำการแก้ไขปัญหาต่อไป
เจ้าหน้าที่: “เราจะวางแผนในการส่งน้ำ ก่อนที่จะเข้าสู่ฤดูแล้ง กรมชลประทาน, การไฟฟ้าฝ่ายผลิต และกรมส่งเสริมการเกษตร จะมีการประชุมร่วมกันที่จะวางแผนในการส่งน้ำเพื่อการปลูกพืชฤดูแล้ง”
บรรยาย: อย่างไรก็ตาม การทำนาปีละหลายครั้ง อาจทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่คุณภาพของผลผลิตที่ได้ไม่ดีเท่าที่ควร ทำให้ได้ผลกำไรไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย และยังส่งผลให้มีปัญหาในเรื่องของการขาดแคลนน้ำในระยะยาว ดังนั้น การทำนาน้อยครั้ง แต่มีคุณภาพ จะทำให้ได้กำไรเป็นทวีคูณน่าจะดีกว่า
พิธีกร: “และทั้งหมดนั้นคือ ตัวอย่างของการทำนาปีละน้อยครั้ง แต่มีคุณภาพและมีผลกำไรมากกว่า สมรรัตน์ รุ่งมณี รายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ รายงานจากจังหวัดชัยนาถค่ะ”

สารคดี “ชลประทานร่วมใจ สร้างไทยเข้มแข็ง (3)”

พิธีกร: “อ่างเก็บน้ำทัพเสลา อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี ขณะนี้หยุดส่งน้ำไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 เนื่องจากปริมาณน้ำใช้เหลือเพียง 12 ล้าน ลบ.ม. แต่ก็ไม่มีปัญหาความขัดแย้งเรื่องการแย่งน้ำใช้ค่ะ”
บรรยาย: อ่างเก็บน้ำทัพเสลา มีความจุ 160 ล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 143 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ในระบบชลประทาน 143,500 ไร่ นอกเขตชลประทานประมาณ 2 แสนไร่ ขณะนี้ปริมาณน้ำในอ่างมีเพียง 29 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 18 เป็นน้ำที่ใช้การได้เพียง 12 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 8 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาทับเสลามีคณะกรรมการดูแลจัดสรรน้ำ คณะกรรมการฯ มีมติหยุดส่งน้ำมาตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
เจ้าหน้าที่: “เราจะมีคณะกรรมการบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำทับเสลานะครับ ซึ่งประกอบด้วยท่านผู้ว่าฯ จะแต่งตั้งท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน นายกองค์การบริการส่วนจังหวัด, องค์การบริหารส่วนตำบล และเกษตรกรที่เกี่ยวข้อง มาเป็นคณะทำงาน ซึ่งคณะทำงานชุดนี้นะครับ จะประชุมบริหารจัดการน้ำเช่นว่า จะมีการปิด-เปิด หรือการปล่อยน้ำ หรือการวางแผน พอวางแผนเสร็จนะครับ ออกประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรรับทราบ เมื่อเกษตรกรรับรู้รับทราบแล้ว ก็ยอมรับในกติกาที่วางไว้ครับ”
บรรยาย: นายชะเอม วัยสาลิกรรม เกษตรกรบ้านพันสี อำเภอหนองขาอย่าง ซึ่งอยู่ห่างจากอ่างเก็บน้ำทับเสลาประมาณ 90 กิโลเมตร อยู่นอกเขตชลประทาน แต่ก็สามารถใช้น้ำทำนาได้ถึง 2 ครั้ง ซึ่งก็จะเก็บเกี่ยวข้าวครั้งที่ 2 ในปลายเดือนนี้ ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบในช่วงแล้งนี้
เกษตรกร: ที่บ้านพันสีนี้ ทำนาปีละ 2 ครั้งนะครับ ได้รับน้ำจากเขื่อนทับเสลาก็เขาเปิดมาให้เมื่อวันที่ 15 มกราคม ก็พอดีไม่เดือดร้อน ไม่ขาดแคลนน้ำ
พิธีกร: จากการบริหารจัดการน้ำที่ดี ของคณะทำงานบริหารจัดการน้ำ อ่างเก็บน้ำทับเสลา ทำให้ไม่มีผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ใช้น้ำ ไปรมา แย้มชู รายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ รายงานจากจังหวัดอุทัยธานีค่ะ

[หมายเหตุ] นายกรัฐมนตรีกำลังเดินเข้าห้อง War Room

พิธีกร: สวัสดีครับท่านนายกฯ ครับ เดี๋ยวเราจะพูดถึงปัญหาภัยแล้งเลยนะครับ พอดีตอนนี้เราอยู่ในห้อง War Room ของกรมชลประทาน ในเรื่องของการแก้ไขจัดการน้ำ
นายกรัฐมนตรี: เมื่อวันอังคาร ผมก็เพิ่งปรารภกับคณะรัฐมนตรี เพราะว่าได้คุยกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เป็นห่วงว่าปีนี้ อิทธิพลเอลนิญโญ่ นโญ และก็ปัญหาแล้งเนี่ย จะมีผลกระทบในเรื่องน้ำ, การจัดสรรน้ำ วันนี้เลยคิดว่าเป็นโอกาสดีนะครับ มาดูการปฏิบัติการจริงของทางกระทรวง
พิธีกร: เดี๋ยวเราคงต้องไขนะครับว่า แล้งเนี่ย แล้งขนาดไหน? แล้งจริงแค่ไหน เอลนิญโญ่ นโญฟังยากๆ เนี่ย มันจะมาโยงเกี่ยวกับความแห้งแล้งอย่างไร เราจะมาคุยให้พี่น้องเกษตรกร และคนไทยทั้งประเทศฟังทั้งหมดเลยนะครับ ท่านอธิบดีกรมชลประทานครับ
อธิบดีกรมชลประทาน: สถานการณ์น้ำนะครับ เนื่องจากฤดูฝนที่ผ่านมานะครับ ปริมาณฝนตกบางพื้นที่ค่อนข้างน้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ยนะครับ ขณะเดียวกันเนี่ย ช่วงปลายฤดู พายุลูกเห็บเข้านะครับ และฝนทิ้งช่วงนะครับ ทำให้ภาพรวมทั่วไป ณ ขณะนี้นะครับ ถ้าดูอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 33 แห่งนะครับ อ่างเก็บน้ำที่อยู่ในเกณฑ์พอใช้ถึงเกณฑ์ดีนะครับ มีอยู่ประมาณ 31 อ่าง สำหรับอ่างฯ ที่มีน้ำน้อยมีอยู่ 2 อ่างด้วยกัน ก็คือที่อ่างแม่กวง และก็อ่างทับเสลานะครับ ภาพรวมทั่วไปถ้าดูถึงอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่นะครับ เรามีน้ำปัจจุบันนี้ 24,706 ล้าน ลบ.ม. นะครับ ถ้าเป็นโครงการขนาดใหญ่และโครงการขนาดกลางทั้งหมดที่เรามีอยู่ประมาณ 400 อ่างนะครับ น้ำใช้งานที่เรามีอยู่ปัจจุบันนี้ 27,027 ล้าน ลบ.ม. นะครับ ในส่วนนี้
นอกจากนั้นแล้วภาพรวมนะครับ ภาพรวมทั้งประเทศก็จะมีปริมาณน้ำอีกยอดหนึ่งนะครับ ทีนี้เนื่องจากฤดูฝนที่ผ่านมานะครับ ปริมาณน้ำมีน้อย ถ้าเทียบกับปริมาณน้ำที่หลังฤดูฝนปีที่ผ่านมา ก็จะมีน้อยกว่าประมาณ 900 ล้าน ลบ.ม. นะครับ
นายกรัฐมนตรี: ประมาณ 5% - 7%
อธิบดีกรมชลประทาน: ถูกต้องครับ ท่านนายกฯ ครับ เราก็ต้องมีการจัดสรรน้ำต่อวัน จากปริมาณน้ำที่มีอยู่ทั้งหมดหลังฤดูฝนนี้ 58,726 ล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 34,934 ล้าน ลบ.ม. นะครับ น้ำใช้การได้ เราก็แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่เราจะจัดสรรไว้ใช้ในกิจกรรมต่างๆ ในฤดูแล้งปีนี้ ก็เป็นจำนวนประมาณ 27,020 ล้าน ลบ.ม. และอีกส่วนหนึ่งก็ประมาณ 14,214 ล้าน ลบ.ม. เราก็สำรองไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปีหน้านะครับ ประมาณดูแล้ว ต้นฤดูฝนปีหน้านี้ เกิดฝนตกน้อยหรือฝนตกคลาดเคลื่อนออกไปเนี่ย เราจะได้มีน้ำใช้
พิธีกร: ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่เราต้องมีวินัย ว่าจะไม่ใช้เกินกว่านี้
อธิบดีกรมชลประทาน: ถูกต้องนะครับ ถูกต้อง
นายกรัฐมนตรี: ผมกับท่านรัฐมนตรีฯ เกษตรคุยกัน และก็เมื่อกี้ตอนช่วงต้นรายการ เราได้ดูสารคดีสั้นใช่ไหม คือ นาปีต้องเป็นหลัก เพราะฉะนั้นการมีน้ำสำรองไว้เพื่อที่จะรองรับกับสถานการณ์ในช่วงนาปีเนี่ย เป็นเรื่องสำคัญที่สุดนะครับ ส่วนนาปรังเนี่ย ก็จะต้องขอความร่วมมือ ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ แต่ว่าต้องมีการกำหนดขอบเขตพื้นที่ แล้วก็ที่สำคัญ ทำกี่รอบ ซึ่งเราก็ใช้นโยบายประกันรายได้เป็นเครื่องมือตัวหนึ่งด้วย เพราะว่าเราได้พูดชัดเจนว่า การประกันรายได้เกษตรกรเนี่ย เราให้ปีละ 2 ครั้งเท่านั้น ก็คือนาปีครั้งหนึ่ง และก็นาปรังอีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นอันนี้ก็จะเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่มาช่วยจูงใจให้เกษตรกร และเมื่อกี้เราก็มีสารคดีที่บอกนะครับ ว่าการทำนาแบบมีคุณภาพ คือนาปีหนึ่งครั้งและนาปรังหนึ่งครั้งเนี่ย มีผลกำไรดีกว่าทำหลายๆ รอบแล้วมีปัญหาเรื่องคุณภาพ มีปัญหาเรื่องการขาดแคลนและมีปัญหาเรื่องการขาดทุน อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งซึ่งทางท่านรัฐมนตรีก็ติดตามค่อนข้างใกล้ชิด ท่านก็รายงานอยู่ว่า นาปรังก็รู้สึกทำไปเกินเป้าที่กำหนดไว้เล็กน้อย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์: อยากจะเสริมที่ท่านนายกฯ พูดตะกี้สักนิดหนึ่งครับว่า หมื่นสี่ที่เราเตรียมไว้นะครับถ้าเราไปใช้ตรงนี้ สมมติว่าถ้าเราไปขยายพื้นที่นาปรังมาก หมื่นสี่ที่เราเตรียมไว้ต้นฤดูกับสำรองไว้ตอนฝนทิ้งช่วงจะเป็นอันตราย เพราะจะกระทบกับภาพใหญ่
พิธีกร: ต่อไปเราเริ่มเข้าใจได้แล้วว่าเราจะทำนาเพื่อรอฝนอย่างเดียวไม่ได้แล้วใช่ไหมครับ ต้องมีน้ำ
อธิบดีกรมชลประทาน: ขณะนี้ภาพที่เห็นนะครับ ที่เราบริหารจัดการ เขื่อนสิริกิติ์มีน้ำอยู่ประมาณ 8,720 ล้าน ลบ.ม. เราเอาส่วนหนึ่งก็คือประมาณ 6,000 เนี่ยมาใช้สำหรับจัดสรรใช้ในฤดูแล้งปีนี้นะครับ ฉะนั้นเมื่อเราใช้ไปหกพันแล้วเนี่ย ก็จะเหลือน้ำสำรองประมาณ 2,720 ล้าน ลบ.ม. สำรองเพื่ออะไรครับ... สำรองเพื่อว่าในช่วงต้นฤดูฝนเกิดฝนไม่ต้องตามฤดูกาล เราต้องใช้น้ำปล่อยออกไปเพื่อการอุปโภคบริโภคกับรักษาระบบนิเวศอีกประมาณพันล้าน ลบ.ม.
นายกรัฐมนตรี: ซึ่งที่เรากำหนดตัวเลขสำรองเนี่ย เรามีสถิติที่เก็บไว้นานพอสมควร เรามั่นใจว่าถ้าทิ้งช่วง มันจะพอ
อธิบดีกรมชลประทาน: พอครับท่านนายกฯ ครับ ฉะนั้นตรงนี้เราก็สำรองไว้นะครับเพื่อต้นฤดูฝนเนี่ยจะต้องไม่เดือดร้อน ทั้งการอุปโภคบริโภคและก็สำรองไว้บางส่วนสำหรับการปลูกพืชช่วงต้นฤดูฝนด้วย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์: ก็ไม่อยากให้ที่สำรอง 2 พัน 7 ถูกใช้ไปอีก ถ้าสมมติว่าพี่น้องเกษตรกรทำนากันไม่หยุด ตรงนี้ก็อาจต้องพร่องลงไปอีก ถ้าไม่ส่งให้ก็เดี๋ยวมีปัญหาอีก เลยไม่อยากให้ใช้ตรงนี้
อธิบดีกรมชลประทาน: ตรงนี้จะเห็นชัดเจนนะครับว่า ถ้าสมมติว่าเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาปลูกข้าวเหมือนการปลูกข้าวในปี 51/52 ที่ผ่านมา ปีที่แล้วนะครับ ก็เหลือน้ำสำรองแค่ 755 ล้าน ลบ.ม. เท่านั้นเอง
นายกรัฐมนตรี: ซึ่งถ้าทำอย่างนี้....
B>อธิบดีกรมชลประทาน: ทำอย่างนี้นะครับ ถ้าเกิดฝนทิ้งช่วง เราต้องปล่อยเป็นพันล้าน ฉะนั้นน้ำแห้งอ่างยังใช้ไม่ได้เลย ฉะนั้นต้องถูกผลกระทบคือ ต้นฤดูฝนถ้าฝนทิ้งช่วงก็อาจไม่มีน้ำเสริมไปสำหรับการเกษตร เกิดปัญหากับการผลิตไฟฟ้า
นายกรัฐมนตรี: มีอธิบดีกรมอุตุฯ อยู่ด้วยใช่ไหมครับ? เพราะว่าปีนี้พูดถึงปรากฎการณ์เอลนิญโญ่ ญโญ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ปกติแล้วฝนที่มาหรือการทิ้งช่วงหรือว่าอะไร เราได้คำนวณและมีการประสานงานกับทางกรมชลฯ ไหมครับ ว่าน้ำสำรองควรจะกำหนดไว้อย่างไร?
อธิบดีกรมอุตุอุดมวิทยา: ปกติแล้วเราประชุมรวมกลุ่มกันทุกวันจันทร์อยู่แล้วนะครับ จะเข้าฤดูฝนก็ประชุมกันทุกอาทิตย์อยู่แล้ว เพื่อวางแผนเรื่องการจัดการสถานการณ์ของสภาพภูมิอากาศ เพราะว่าปีนี้ที่ทุกคนกังวลเกี่ยวกับปรากฎการณ์เอลนิญโญ ซึ่งปรากฎการณ์เอลนิญโญแบบนี้ก็จะมีต่อเนื่องตั้งแต่พฤศจิกายนปีที่แล้ว จนกระทั่งถึงกลางปีนี้ ผลกระทบก็จะมีบ้างนะครับ ก็จะมีเฉพาะในช่วงฤดูร้อนเท่านั้นเอง คือจะทำให้อุณหภูมิสุดสูงหน่อยกว่าค่าปกติสักประมาณ 1 องศาไม่เกิน 1 องศา คือก็จะเห็นบางจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคกลางสูงเป็นปกติอยู่แล้ว แล้วก็ปรากฎการณ์เอลนิญโญมีผลกระทบเล็กน้อย คือฤดูร้อนปีนี้ซึ่งปกติบ้านเราฤดูร้อนมีฝนอยู่แล้ว ฝนก็จะมีน้อยกว่าค่าปกตินิดหน่อย ประมาณ 10 – 20% แต่ว่าพอเข้าสู่ฤดูฝนราวกลางเดือนพฤษภาคมแล้วฝนก็จะเป็นปกติ ปริมาณฝนก็จะใกล้เคียงกับค่าปกติ ซึ่งตรงนี้มองว่าสภาวะปริมาณน้ำฝน ปีนี้จะไม่ค่อยเป็นปัญหามากเท่าไร ขึ้นอยู่กับช่วงของฤดูร้อนปีนี้ กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะบริหารจัดการน้ำอย่างไร
นายกรัฐมนตรี: ซึ่งก็ต้องพูดถึงพี่น้องเกษตรกรด้วยนะครับ เดี๋ยวจะบอกว่าทางกรมชลประทานทำอยู่ฝ่ายเดียวคงไม่ได้ อาจจะต้องขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนและก็ช่วงต้นรายการเราก็ได้เห็นนะครับว่า ถ้าทำงานใกล้ชิดกันระหว่างพื้นที่กับพี่น้องประชาชนเนี่ย ก็ไม่มีความเสียหายและก็ไม่มีความขัดแย้ง
พิธีกร: ทีนี้เรามาดูสถานการณ์จริง ณ ขณะนี้นะครับ ก็เพิ่งจะเข้าสู่เดือนที่สองของปี สัปดาห์แรก ตอนนี้เรื่องการเพาะปลูกเป็นอย่างไรบ้างแล้วครับ กลัวกันขนาดไหนว่าน้ำจะพอไม่พออย่างไรครับ
อธิบดีกรมชลประทาน: ก็... ถ้าดูตามแผนที่ทางกรมโยธานะครับ ร่วมกับส่วนราชการต่างๆ วางแผนการปลูกพืชในช่วงฤดูแล้งไว้นะครับ ก็คือในพื้นที่ ที่เรากำหนดในเขตชลประทาน กับ พื้นที่นอกเขตชลประทานที่มีแหล่งน้ำของตัวเองนะครับ ถ้าเกษตรกรปลูกตามแผนที่ทางราชการกำหนด ตรงนี้ก็คิดว่าไม่มีปัญหานะครับในการปลูกพืช ยกเว้นพื้นที่ที่นอกเหนือจากนี้ ต้องระวัง พื้นที่นอกเหนือจากนี้ต้องระวังคืออะไร ก็คือพื้นที่ที่ไม่มีแหล่งน้ำของตัวเองนะครับ กับพื้นที่ช่วงฤดูฝนที่ผ่านมาที่ฝนตกค่อนข้างต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยทั่วๆ ไป อันนี้ต้องระวัง
นายกรัฐมนตรี: อันนี้เรามีแผนที่แก้เลยใช่ไหม ?
อธิบดีกรมชลประทาน: ครับ สีแดงคือพื้นที่ฝนตกต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์: ฝนในรอบปีที่แล้วนะครับ จะเห็นว่าสีแดงฝนต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย ก็จะอยู่บริเวณกว้างอยู่แล้วนะครับ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางส่วนลงมา ภาคตะวันออกเป็นหย่อมๆ เพชรบุรี ประจวบ แล้วลงมาจังหวัดสุราษฎร์ ชุมพร นี่คือฝนที่น้อย เมื่อฝนน้อยก็ต้องสัมพันธ์กับน้ำในเขื่อน
พิธีกร: ซึ่งตอนนี้ที่เราเห็นชัดๆ อย่างที่เราดูรายงานพิเศษไป ข้างบนก็จะเป็นเขตแม่กวง ตรงกลางก็จะมีเขตป่าเสลา ก็จะเป็นพื้นที่สีแดง
นายกรัฐมนตรี: ครับ
อธิบดีกรมชลประทาน: ครับ ครับ
พิธีกร : ชัดเจนนะครับอย่างนี้ แล้วอย่างนี้เราจะทำอย่างไรดีครับ ในเมื่อมันเห็นภาพขนาดนี้
นายกรัฐมนตรี: ขณะนี้แผนการจัดสรรน้ำ อย่างที่ท่านรัฐมนตรีได้คุยไปเมื่อสักครู่ก็มีการดำเนินการกันอยู่ แล้วก็จะต้องมีการเฝ้าระวัง ใช่ไหมครับ ?
อธิบดีกรมชลประทาน : มีการเฝ้าระวังกันอยู่
นายกรัฐมนตรี: การเฝ้าระวัง ติดตามข้อมูลเราทำอย่างไรครับ มีอะไรที่...
อธิบดีกรมชลประทาน : ขณะนี้การเฝ้าระวัง ติดตามข้อมูลนะครับก็คือ ในพื้นที่ที่เรากำหนดไว้ เราจะมีเก็บข้อมูลตลอดว่าการปลูกพืชขณะนี้เป็นอย่างไรนะครับ แต่เราไม่ได้เก็บข้อมูลอย่างเดียวนะครับ เราทำการประชาสัมพันธ์ให้กับเกษตรกรรู้ล่วงหน้า ตั้งแต่การเข้าช่วงฤดูแล้งแล้ว ตั้งแต่เริ่มการเพาะปลูก ว่าปริมาณน้ำเรามีน้อยนะในปีนี้ แล้วก็ควรจะเพาะปลูกได้ขนาดไหนที่เหมาะสมกับปริมาณน้ำที่เรามีอยู่
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์: อยากจะเสริมนิดนึงครับท่านนายกฯ ครับ จะเห็นว่าแปลงที่เราวางไว้ ซึ่งขณะนี้ผมเรียนว่าในทั้งหมดนาปรังประมาณ 9.5 ล้านไร่ ถ้าเรามาดูในภาพรวม ในภาพรวมเราคิดว่าเรามีน้ำที่จะจัดสรรในฤดูแล้งนี้ประมาณ 2 หมื่นเศษๆ นะครับ ปัจจุบันใช้ไปแล้วประมาณ 1 หมื่นกว่าๆ หรือประมาณ 51 เปอร์เซ็นต์ ยังมีน้ำอยู่
นายกรัฐมนตรี: ประมาณครึ่งหนึ่งแล้ว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์: ครึ่งหนึ่งแล้วแต่ยังพอไปได้ ซึ่งขณะนี้เราระบายน้ำมาประมาณ 120 ล้านต่อวันในขณะนี้ ทั้งประเทศโดยเฉลี่ยแล้วก็ลองคำนวณดูแล้วว่าช่วงที่เหลือ กุมภาฯ เข้ามาหน่อย เดี๋ยวมีนา เมษา ก็หมดฤดูแล้ง ถ้ายังอยู่ในเป้า ในลักษณะเช่นนี้ ผมมั่นใจนะครับว่า
นายกรัฐมนตรี: บริหารจัดการได้
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์: บริหารจัดการน้ำได้นะครับ เว้นแต่เสียพี่น้องเกษตรกรไปปลูกนอกเหนือจากเป้าหมายที่เราวางไว้ตรงนี้
พิธีกร : นี่คือประเด็นครับ เราจะทำอย่างไรให้เป็นไปตามเป้า ข้าวก็ราคาดี
นายกรัฐมนตรี: คือจริงๆ แล้วพื้นที่สำคัญนะครับ เพราะว่าจะให้ส่วนกลางกำหนดทุกอย่าง แล้วก็ไปสามารถประชาสัมพันธ์ ทำความเข้าใจ แล้วบริหารจัดการทั้งหมดคงไม่ได้ เพราะฉะนั้นในส่วนพื้นที่เองก็จะเป็นหัวใจในการที่จะต้องเข้าไปประสานงานครับ
อธิบดีกรมชลประทาน : ในตรงนี้ครับการมีส่วนร่วมอย่างที่ท่านนายกฯ ว่ามานะครับ พื้นที่อาจจะเป็นทางท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านนายอำเภอ กลุ่มผู้ใช้น้ำ รวมทั้งหน่วยราชการต่างๆ กรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร อย่างตัวอย่างเช่นที่แม่กวง ที่น้ำน้อย หรือที่ทับเสลา ที่อุทัยธานี แล้วอ่างอื่นๆ ที่ต้องบริหารจัดการโดยระมัดระวังก็จะมีการประชุมร่วมกันแล้วก็กำหนดแผน อย่างเช่นที่อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิงซึ่งมีน้ำจำนวนจำกัด ก็จะมีการประชุมกัน โดยท่านนายอำเภอเป็นประธาน ก็กำหนดแผนปลูกพืชไว้ให้เหมาะสมกับน้ำ แต่ว่ามีปัญหาเรื่องการตกลงว่าจะปลูกตรงไหนนะครับ สุดท้ายก็สรุปว่ามติที่ประชุมให้งดเลย เพื่อเซฟน้ำไว้เพื่ออุปโภค-บริโภค อย่างนี้เป็นต้นนะครับ
พิธีกร : นี่ครับ ประเด็นสำคัญก็คือว่าพี่น้องเกษตรกร บางทีจะไม่ทราบว่าตัวเองอยู่ตรงไหน เราอยู่ในพื้นที่น้ำน้อยหรือเปล่า หรืออยู่ในพื้นที่น้ำมาก แต่รู้มาว่าข้าวราคาดี น้ำกำลังมีตอนนี้ ทีนี้จะทำอย่างไรครับให้คนรู้ ต่อไปนี้พี่น้องเกษตรกรดูรายการนี้ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” เราจะทำอย่างไรว่าเดี๋ยวออกไปบ้าน ไม่รู้แล้ว ตรงนี้เราปลูกไม่ได้แล้ว ปีนี้ปลูกไม่ได้ เราทำอย่างไรครับตรงนี้ อยากเห็นเป็นรูปธรรม
อธิบดีกรมชลประทาน : พื้นที่ที่ปลูกได้ก็คือพื้นที่ที่อยู่ในเขตชลประทานนะครับ แล้วก็ปลูกตามที่เรากำหนดไว้ ก็คือจำนวนพื้นที่ตามที่เรากำหนดไว้ แล้วก็งดปลูกนาปรัง ครั้งที่ 2 กับพื้นที่ที่นอกเขตทำการที่มีแหล่งน้ำของตัวเอง ตรงนี้ชาวบ้านจะรู้อยู่แล้ว ถ้าปลูกตามแผนที่เรากำหนดไว้ตรงนี้ พอ
นายกรัฐมนตรี: ที่ทางนี้เขาสงสัยคำว่าปลูกตามแผน เวลาเราทำจริงๆ ก็คือเจ้าหน้าที่ที่เข้าไป เจ้าหน้าที่จะต้องลงพื้นที่
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์: คือขณะนี้นะครับที่ได้ผลมากที่สุดคือเราตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำ ซึ่งกลุ่มผู้ใช้น้ำแต่ละกลุ่มเขาจะหารือกัน
นายกรัฐมนตรี: แต่ละพื้นที่มีกลุ่ม เขารวมกลุ่มกัน เสร็จแล้วเข้ามาเชื่อมกับทางราชการ แล้วเราก็จะมีการบอกว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร ใช่ไหมครับ ทางนี้เราก็จะมีการติดตามตัวเลขอะไรต่างๆ ตลอดเวลา
พิธีกร : คือว่าพี่น้องเกษตรกรตอนนี้เข้าหากลุ่มผู้ใช้น้ำของตัวเอง ก็มาดูกัน วางแผนกันว่าทางราชการว่าอย่างไร ผู้ใช้น้ำว่าอย่างไร ตรงนี้จะเป็นตัวฝ่าวิกฤติภัยแล้งนี้ไปได้ในเป็นรูปธรรม ถูกต้องไหมครับ
นายกรัฐมนตรี: อันนี้ก็คือสถานการณ์เฉพาะหน้า ที่นี้ก็ต้องมาดูว่ามองไปในอนาคต เราจะแก้ไขกันอย่างไร แล้วจะมาเรื่องของไทยเข้มแข็ง อันนี้จะเริ่มเห็นแล้วว่า ที่เราพูดว่าจำเป็นจะต้องมาลงทุนในเรื่องของแหล่งน้ำ อะไรเพิ่มเติมเพราะอะไรนะครับ น้ำจริงๆ 3 ใน 4 ใช่ไหมครับใช้เพื่อการเกษตร
อธิบดีกรมชลประทาน : ถูกต้องครับ
นายกรัฐมนตรี:3 ใน 4 แล้วเราก็อยากจะเห็นภาคการเกษตรของเราได้รับโอกาส แล้วผมไปเยี่ยมพี่น้องประชาชนในอดีต พื้นที่ไหนไม่มีน้ำ สิ่งแรกที่อยากได้ก็คือ น้ำ นะครับ เพราะว่าสามารถเพิ่มรายได้ เพราะฉะนั้นปฏิบัติการไทยเข้มแข็งมีการลงทุนในเรื่องแหล่งน้ำ เข้าใจว่าถ้าคิดเป็นสัดส่วนน่าจะสูงอันดับ 2 อาจจะรองจากเรื่องของถนนหนทางการขนส่ง แต่ว่าไม่มากนะครับ ห่างกันไม่มาก 2 ตัวนี้เป็นตัวใหญ่สุด แล้วก็เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าประชาชนคาดหวัง
พิธีกร : เอาละครับก่อนที่จะลงลึกไปถึงเรื่องของรายละเอียดของโครงการไทยเข้มแข็ง ผมจะขอเชิญชวนคุณผู้ชม ท่านนายกด้วยนะครับ เรามาดูนะครับว่าพื้นที่ที่มีการปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ณ ตอนนี้ มีความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ไปดูเลยครับ
รายงานพิเศษ ชลประทานร่วมใจ สร้างไทยเข้มแข็ง การก่อสร้างฝายกั้นน้ำเอนอ้า ในจังหวัดมหาสารคาม พิธีกรภาคสนาม : ค่ะ ที่ด้านหลังของดิฉันขณะนี้กำลังก่อสร้างฝายกั้นน้ำเอนอ้า บนพื้นที่บ้านหนองแสน ตำบลห้วยเตย อำเภอกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม ที่สำนักงานชลประทานที่ 6 จังหวัดขอนแก่น ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากโครงการ “ไทยเข้มแข็ง” จำนวน 6.2 ล้านบาทนะคะ เพื่อก่อสร้างฝายบรรเทาความเดือดร้อนการขาดแคลนน้ำของเกษตรกรในพื้นที่ค่ะ ในช่วงนี้เราไปติดตามปัญหาการขาดแคลนน้ำแล้วก็ประโยชน์ที่จะได้รับจากการสร้างฝายครั้งนี้จากเจ้าหน้าที่ชลประทานค่ะ
เจ้าหน้าที่ชลประทาน : มีพื้นที่ มีลำห้วยธรรมชาติอยู่ คือลำห้วยเอนอ้า แต่ว่าสภาพลำห้วยไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ ทั้งมีอาการตื้นเขิน และมีความลาดชันของลำห้วยสูง จึงเป็นปัญหาให้ราษฎรร้องขอโครงการนี้มาครับ
พิธีกรภาคสนาม : หลังจากที่เราได้รับทราบปัญหาการขาดแคลนน้ำและประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่จากโครงการนี้แล้วนะคะ ทีนี้เรามาฟังเสียงของเกษตรกรกันดูค่ะว่าเขามีความรู้สึกอย่างไรที่จะได้ฝายแห่งนี้ค่ะ
เกษตรกรในพื้นที่ : มีความดีอกดีใจที่มาสร้างฝายกั้นน้ำให้ เพราะว่าถนนน้ำลำห้วยลำนี้ไม่ค่อยน้ำเท่าไหร่ พอมีน้ำมามันก็ไหลไปหมด ไหลไปหมด ไม่มีเหลือสักที
พิธีกรภาคสนาม : ค่ะ และนั่นก็คือเสียงของเกษตรกรที่สามารถทำให้เขายิ้มได้จากโครงการไทยเข้มแข็งนะคะ เนตรชนก ชัยยาคำ รายการเชื่อมั่นประเทศไทย กับนายกฯ อภิสิทธิ์ รายงานจากตำบลห้วยเตย อำเภอกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม

การก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า ในจังหวัดอุบลราชธานี

พิธีกรภาคสนาม : ครับ ข้างหลังผมนี้คือลำเซบาย แหล่งน้ำต้นทุนของโครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า บ้านนาไร่ใหญ่ ตำบลหนองฮาง อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ครับ
: โครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า บ้านนาไร่ใหญ่ ตำบลหนองฮาง อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นโครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้าจากลำเซบายพร้อมระบบส่งน้ำ มีความยาว 3 พัน 7 ร้อย 50 เมตร เริ่มดำเนินโครงการมาตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2552 ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง
เจ้าหน้าที่ชลประทาน : ทางกรมชลประทานได้รับงบประมาณในส่วนของแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 นะครับ ที่ได้มาก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า ที่บ้านนาไร่ใหญ่ หลังจากสร้างเสร็จในปี 2553 แล้ว พี่น้องประชาชนหรือราษฎรในเขตหมู่บ้านนาไร่ใหญ่ และหมู่บ้านใกล้เคียง 2 หมู่บ้าน 3 หมู่บ้านเนี่ย จะได้รับประโยชน์ในพื้นที่ 3 พันไร่นะครับ แล้วในปี 54 เราได้ตั้งแผนงบประมาณต่อเนื่องเอาไว้ ก็จะทำให้โครงการนี้เสร็จสิ้นทั้งหมดนี้นะครับ จะได้รับพื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้นอีก 1 พัน 5 ร้อยไร่ รวมแล้วโครงการนี้ถ้าสร้างเสร็จสมบูรณ์ จะได้รับประโยชน์ทั้งหมด 4 พัน 5 ร้อยไร่
เกษตรกรในพื้นที่ : ผมซึ่งเป็นตัวแทนของบ้านนาไร่ใหญ่ ขอขอบคุณรัฐบาล ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่นำโครงการมาให้ ที่ทำให้บ้านหมู่ผมพอมีพอกิน ลืมตาอ้าปากได้ ด้วยคลองน้ำของท่านรัฐบาลอภิสิทธิ์นำมาให้ ขอขอบคุณมากๆ ครับผม
พิธีกรภาคสนาม: ซึ่งถ้าโครงการนี้แล้วเสร็จ เกษรกรจาก 3 หมู่บ้าน จะได้ใช้น้ำเพื่อการเกษตร และใช้น้ำเพื่อการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะสามารถบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงฤดูแล้งได้ตลอดปี คันฉัตร เพียรวิจัยธรณี รายการเชื่อมั่นประเทศไทย กับนายกฯ อภิสิทธิ์ รายงานจากพื้นที่ก่อสร้างโครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า บ้านนาไร่ใหญ่ ตำบลหนองฮาง อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี ครับ

การก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า ในจังหวัดอุดรธานี

พิธีกรภาคสนาม: นี่คือเกษตรกรรมกว่า 2 พันไร่ของชาวบ้านดงยาง ตำบลบ้านแดง อำเภอพิบูลย์รักษ์ จังหวัดอุดรธานี รัฐบาลได้จัดสรรโครงการไทยเข้มแข็งกว่า 15 ล้าน ให้โครงการชลประทานอุดรธานีจัดสร้างสถานีสูบน้ำด้วยพลังไฟฟ้าครับ
พิธีกรภาคสนาม: สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า ขนาด 110 กิโลวัตต์ 150 แรงม้า ที่กำลังก่อสร้างอยู่นี้ ล้วนใช้แรงงานของชาวบ้านดงยาง ตำบลบ้านแดง อำเภอพิบูลย์รักษ์ จังหวัดอุดรธานี ภายหลังที่รัฐบาลจัดสรรงบประมาณโครงการไทยเข้มแข็ง ให้โครงการชลประทานอุดรธานี สำรวจและจัดสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำ เพื่อนำน้ำจากห้วยหลวงมาช่วยเหลือเกษตรกร
เจ้าหน้าที่ชลประทาน : คงสามารถช่วยเหลือพื้นที่ได้ประมาณ 2 พันไร่นะครับ ลักษณะก็จะเป็นเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ประมาณ 150 แรงม้านะครับ พร้อมทั้งแผงส่งน้ำ ระบบส่งน้ำใช้ระบบท่อ และขนาดท่อก็มีตั้งแต่ 30-50 เซนติเมตร ความยาวประมาณ 3 กิโลเมตรทั้งหมด
พิธีกรภาคสนาม: ขณะที่ชาวบ้านดงยางบอกว่าดีใจที่รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำให้กับเกษตรกร ซึ่งชาวบ้านจะช่วยกันดูแลและร่วมกันบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้เกิดประโยชน์ พร้อมกันนี้นะครับได้ฝากขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่เล็งเห็นปัญหาของเกษตรกรชาวอีสาน
เกษตรกรพื้นที่: ขอฝากนายกรัฐมนตรีด้วยว่าบ้านไหนที่ขาดแคลนน้ำ ที่น้ำไม่ถึง ให้ท่านช่วยดูแลด้วยครับ ขอขอบคุณครับ
พิธีกรภาคสนาม: หลังจากที่โครงการสถานีสูบน้ำแห่งนี้นะครับก่อสร้างแล้วเสร็จ พี่น้องเกษตรกรก็จะมีน้ำใช้อย่างยั่งยืน ปริญญา ทุมเทียง รายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ รายงานจากสถานีสูบน้ำบ้านดงยาง ตำบลบ้านแดง อำเภอพิบูลย์รักษ์ จังหวัดอุดรธานี

การจัดวางท่อส่งน้ำ ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี

พิธีกรภาคสนาม: ปัญหาแหล่งน้ำที่บ้านไร่ยาว ตำบลประสงค์ อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี สภาพลำน้ำลำห้วยปายแห่งนี้ ในช่วงฤดูน้ำหลากจะมีน้ำเพียงพอต่อการใช้งานของชาวบ้าน แต่พอเข้าสู่ฤดูแล้ง ชาวบ้านจะไม่มีน้ำใช้ เนื่องจากลำน้ำแห่งนี้ไม่สามารถที่จะเก็บกักน้ำไว้ได้ และเป็นปัญหาที่ชาวบ้านประสบมาร่วม 16 ปีแล้ว
พิธีกรภาคสนาม: จากสภาพพื้นที่ของหมู่บ้านที่บ้านเรือนอยู่กลางหุบเขา ต้องอาศัยน้ำห้วยปาย จากป่าต้นน้ำแห่งเดียวในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกรุง ซึ่งหลังจากได้มีโครงการทั้งนกบิน ห้วยปาย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทำให้มีแหล่งเก็บชะลอน้ำไว้ใช้ในหมู่บ้าน แต่ยังขาดระบบส่งน้ำที่จะกระจายไปยังพื้นที่ของชาวบ้าน รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณ 29 ล้านบาท จากงบปฎิบัติการไทยเข้มแข็ง จัดวางท่อส่งน้ำ ระยะทาง 14 กิโลเมตร รับน้ำจากทำนบห้วยปาย เข้าสู่หมู่บ้านไร่ยาว หมู่ที่ 16 ตำบลประสงค์ อำเภอท่าชนะ และอีก 3 หมู่บ้าน ประกอบด้วย หมู่ที่ 13 , หมู่ 15 , และหมู่ 18 ของตำบลประสงค์ โดยมีระบบชลประทานเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
เจ้าหน้าที่ชลประทาน : คือเอาน้ำจากที่สูงไหลลงไปสู่ที่ต่ำนะครับ โดยที่หัวงานโครงการเราจะมีการก่อสร้างทำนบดินนะครับ ลักษณะนี้นะครับ เก็บกักน้ำประมาณ 3 หมื่น 5 พันคิว แล้วก็มีการส่งน้ำด้วยระบบท่อส่งน้ำไปยังบ้านเรือนราษฎร คือเป็นรูปแบบการจ่ายน้ำด้วยท่อส่งน้ำแล้วก็ยังแปลงบ้านเรือนราษฎรเป็นจุดๆ นะครับ
พิธีกรภาคสนาม: การวางระบบท่อส่งน้ำจากงบประมาณไทยเข้มแข็งที่จะแล้วเสร็จในเดือนเมษายนนี้ นอกจากจะช่วยให้ชาวบ้าน 334 ครัวเรือน ได้มีน้ำใช้ในการอุปโภค-บริโภคแล้ว ยังส่งให้พื้นที่เพาะปลูกการเกษตรอีก 1 พัน 1 ร้อย 48 ไร่ ได้มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี โดยชาวบ้านได้มีการตั้งกลุ่มผู้บริหารการใช้น้ำไว้แล้ว เพื่อให้การใช้น้ำมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์อย่างสูงสุด
เกษตรกรพื้นที่: และถ้ามีท่อส่งน้ำ เราจะได้เปิดน้ำเอาตามหัวสายน้ำนะครับ ไปใช้ในครัวเรือน แล้วก็ไปใช้กับพืชผักสวนครัว หรือจะทำบ่อเลี้ยงปลาขนาดเล็กไว้ข้างบ้าน บ่อดินหรือว่าบ่อปูนก็ได้นะครับ
พิธีกรภาคสนาม: ขณะที่ชาวบ้านผู้ใช้น้ำมองว่า โครงการท่อส่งน้ำดังกล่าวยังจะช่วยให้พวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิมมาก และการทำการเกษตรที่เป็นอาชีพหลักจะมีความยั่งยืนในอนาคต
ประชาชนในพื้นที่ 1: เวลาขาดน้ำ ปลูกผักอะไรจะได้ใช้ได้
ประชาชนในพื้นที่ 2 : ช่วยได้เยอะ มีท่อมาหน้าบ้านเลย ธรรมดาใช้น้ำคลอง บ่อน้ำจะไม่ขุด หายาก
พิธีกรภาคสนาม: การฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 ตามแผนปฏิบัติไทยเข้มแข็งของรัฐบาล ทำให้ชาวบ้านที่นี่เชื่อมั่นว่า ปัญหาการขาดแคลนน้ำที่ประสบมากว่า 16 ปี จะหมดไปอย่างถาวร ศุภพงษ์ เชาแล่น รายการเชื่อมั่นประเทศไทย กับนายกฯ อภิสิทธิ์ รายงานจากอำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

รายงานพิเศษ ชลประทานร่วมใจ สร้างไทยเข้มแข็ง

นายกรัฐมนตรี: เราก็จะเห็นนะครับว่า จริงๆ ไทยเข้มแข็ง ซึ่งทั้งหมดนะครับ 1 แสน 7 หมื่น 7 พันล้าน ที่กำหนดไว้ในแผน 7 พันกว่าโครงการ ถ้าเราทำได้จะมีพื้นที่ที่ได้ประโยชน์ประมาณ 1 ล้านกว่าไร่ 1 ล้านกว่าไร่ที่เพิ่มเข้ามานะครับ มีคนได้รับประโยชน์ 4 แสนกว่าครัวเรือนนะครับ อันนี้ไม่นับเรื่องการจ้างแรงงานในเรื่องการก่อสร้าง เรื่องอะไรด้วย ซึ่งกระจายไปทุกภาค ภาคเหนือก็มี 1 พัน 4 ร้อยโครงการ ภาคอีสาน 2 พัน 3 ร้อย 61 โครงการ แล้วก็มีของภาคกลาง ภาคใต้ แล้วโครงการก็จะแบ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก ที่เริ่มต้นไปแล้ว อยู่ตรงนี้นะครับ ประมาณ 2 พันกว่าโครงการ 6 หมื่นกว่าล้าน พื้นที่ประมาณ 5 แสนไร่นะครับ ต้องถามท่านรัฐมนตรีเกษตรเหมือนกันครับว่าคืบหน้าไปสักกี่เปอร์เซ็นต์แล้วตอนนี้
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์: ส่วนใหญ่จะอยู่ที่กรมชลประทานครับ ซึ่งผมคิดว่าประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ ที่ได้รับการจัดสรรเงินมาจากสำนักงบประมาณแล้ว เกินครึ่งนะครับที่ขณะนี้เราทำข้อผูกพันเรียบร้อยแล้ว แล้วบางส่วนก็เริ่มดำเนินการก่อสร้าง ที่นี้ในส่วนของงานทางด้านกรมชลประทานนั้น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การเบิกจ่าย ก็อาจจะล่าช้าบ้าง ที่ล่าช้าไม่ใช่แปลว่างานล่าช้านะครับ เพราะว่าผู้รับจ้างจะต้องทำงานให้เสร็จจึงจะเบิกจ่าย
นายกรัฐมนตรี: ดูตรงนั้นอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูงานในพื้นที่ การมีเป้าหมาย อย่าลืมว่ากระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการสร้างงานด้วย แล้วก็ผลงานของงานที่ออกมา แต่ว่าขั้นตอนการเบิกจ่ายของราชการก็มันจะมีช่วงเวลา บางทีดูแล้วอาจจะว่าเงินทำไมยังไม่ออกไป
พิธีกร: คือหมายความว่า ถ้าดูจากผลประสบความสำเร็จของโครงการไทยเข้มแข็ง หมายความว่าถ้าสิ้นสุดโครงการ ปีต่อๆ ไปเราอาจจะไม่ต้องมาพูดถึงปัญหาภัยแล้งแบบนี้หรือเปล่าครับ
นายกรัฐมนตรี: ผมว่าอาจจะเกินไปที่จะพูดว่าไม่ต้องมาพูดถึง
อธิบดีกรมชลประทาน: อันนี้ผมอยากเรียนเสริมท่านนายกนะครับว่า ขณะนี้ปริมาณความต้องการใช้น้ำของเรายังไม่พออยู่อีกประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์นะครับ ขณะเดียวกันจากการคาดการณ์ล่วงหน้าอีก 10 ปี เราอาจจะต้องการอีกประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ จากที่เรามีอยู่ตอนนี้ เพราะฉะนั้นงบไทยเข้มแข็งที่เป็นนโยบายท่านนายกฯ ที่ลงมานี้นะครับ แล้วก็ลงมาเสริมตรงนี้ได้ให้ไวขึ้น เพราะฉะนั้นถ้างบปกติแล้วเราจะไปได้ช้ามากไม่ทันความต้องการของราษฎรในการใช้น้ำตรงนี้
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์: คือถ้าผมพูดให้เห็นภาพสั้นๆ ง่ายๆ พื้นที่การเกษตรใน 130 ล้านไร่ ขณะนี้เรามีพื้นที่ชลประทานเพียง 28 ล้านไร่ หรือ 21 % เท่านั้นเอง ถ้าสมมติว่าเราใช้งบปกติในการดำเนินการ ปีหนึ่งได้ประมาณแสน 5 นี้ 3 ปีท่านนายกให้ไทยเข้มแข็งมา 3 ปีเราได้พื้นที่ 1,100,000 ไร่ ก็เฉลี่ยแล้วปีละประมาณ 3 แสน เพิ่มขึ้นจากงบประมาณปกติ จะได้ขับเคลื่อน สิ่งที่เราจะต้องทำพัฒนาต่อไปก็คือว่า พื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาชลประทานมีทั้งหมดประมาณ 60 ล้านไร่ เรายังขาดอีก 30 กว่าล้านไร่ ที่จะไปสู่ตรงนั้น นี้ก็คือไทยเข้มแข็งเอามาเสริมเอามาขับเคลื่อนให้ไปสู่เป้าหมายได้เร็วขึ้น
นายกรัฐมนตรี: ผมเป็นผู้แทนราษฎรมา 18 ปี ทุกปี หรือทุกสภาทุกชุด ต้องตั้งกรรมาธิการมาศึกษาเรื่องน้ำ แล้วก็จะมาดูความต้องการ มาคำนวณว่า จะต้องทำกันอีกเท่าไร ถ้าเทียบบัญญัติไตรยางค์ว่า แต่ละปีทำได้เป็น สมมุติแสนไร่ คำนวณออกมาแล้วนี้ ไม่ค่อยแน่ใจเลยว่าในชีวิตเรา จะเสร็จหรือป่าว เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วก็ยังมีเยอะนะที่จะต้องทำแล้วก็ขณะเดียวกันก็ต้องบอกด้วยว่าการทำโครงการต่างๆ เราจะไปหวังว่าทำโครงการแล้วทุกอย่างดีขึ้นมาด้านเดียวก็ไม่ได้ เราจะเห็นเหมือนกันว่า ถ้าไม่ศึกษาให้รอบคอบ อาจมีผลกระทบต่อระบบนิเวศ แล้วก็ถ้าหากมีส่วนไปทำลายสิ่งแวดล้อม เราคิดว่าเราเติมน้ำ แต่เราก็ไปเสียในส่วนอื่นด้วย นั้นประเด็นหนึ่งที่กระผมคิดว่าต้องทำความเข้าใจกัน ประเด็นที่ 2 ก็คือว่า ไม่ว่าเราจะเติมน้ำหรือทำโครงการอย่างไร การบริหารจัดการก็ยังเป็นเรื่องสำคัญ สมมุติว่ายกตัวอย่างที่เรากลับไปเมื่อกี้ ว่าเราไปส่งเสริมให้เกษตรกรทำนาปีละ 3 ครั้ง 4 ครั้ง ผมว่าถึงกับทำโครงการก็อาจจะไม่พออีก เพราะฉะนั้นการบริหารจัดการสำคัญจริงๆ แล้วมียุคหนึ่งองค์กรระหว่างประเทศ เค้าจะมาขอร้องต่อไปนี้จะต้องเก็บค่าน้ำ สำหรับการเกษตร สำหรับอะไรต่างๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ยากมาก แต่ว่าสิ่งที่เราใช้ก็คือว่า การขอความร่วมมือ แต่ผมก็ดีใจวันนี้ที่ได้ยินรัฐมนตรีพูดถึงว่า เรามีลักษณะการรวมกลุ่ม การใช้น้ำ การมีส่วนร่วม แต่ถ้าเราบริหารจัดการอย่างนี้ได้ เราเติมน้ำเข้าไป เราก็จะมีความหวังว่าเราจะใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือที่สุดแล้ว อย่าคาดหวังว่าให้มีการสร้าง ให้มีการเพิ่ม ให้มีการเติม แต่ว่าเรื่องการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างประหยัด ก็เป็นหัวใจสำคัญ ที่จะทำให้การบริหารจัดการเป็นไปได้
พิธีกร: ทีนี้ครับเราพูดถึงในวันนี้ปัญหาอาจจะยังไม่รุนแรง แต่ทีนี้เราจะป้องกันอย่างไง ที่จะไม่ให้พี่น้องเกษตรกรฝ่าฝืนกฏออกมา จะทำอย่างไร
นายกรัฐมนตรี: อย่างน้อยที่ผมบอก คือโครงการประกันรายได้วางหลักเกณฑ์ เอาไว้ชัดเจน นาปี 1 ครั้ง นาปรัง 1 ครั้ง เพราะฉะนั้นเกษตรกรเอง ก็จะต้องทราบว่า ถ้าไม่ทำตามมีความเสี่ยงหลายด้าน ความเสี่ยงด้านหนึ่งแน่ๆ ก็คือ เรื่องปัญหาราคาที่มันเกิดขึ้น กับ 2 ความเสี่ยงในเรื่องว่าถ้าไม่ทำตามที่ราชการ ราชการไม่สามารถปล่อยน้ำให้ได้ ก็เกิดความเสียหาย เพราะฉะนั้นตรงนี้เราก็จะไปเชื่อมโยงเพราะว่า สัปดาห์ก่อนผมกับรัฐมนตรีก็ไปดูเรื่องเพลี้ย เรากำลังจะมาดูอีกระบบหนึ่ง ก็คือเรื่องของประกันความเสียหายเกี่ยวกับการประกันพืชผล ก็คงจะเอาหลักการเดียวกันมาใช้ว่า การจะได้รับประโยชน์จากโครงการประกันพืชผลต้องอยู่บนพื้นฐานของความร่วมมือของราชการด้วย ถ้าราชการบอกทำเท่านี้ แล้วไม่ทำเท่านี้ จะให้เราไปประกันด้วย อย่างนั้นเราก็จะส่งสัญญาณที่ผิด เพราะฉะนั้นรัฐบาลผมว่ามีความรับผิดชอบในการกำหนดให้เกิดความชัดเจนในเชิงนโยบายในการใช้ทรัพยากร แล้วถ้าประชาชนร่วมมือ เราก็ต้องมีแรงจูงใจให้เค้าในทางกลับกัน ถ้าประชาชนไม่ร่วมมือ เราก็ต้องให้เกิดวินัยขึ้น ไม่งั้นแล้ว เราจะทำงานไม่สำเร็จ
หลายเรื่องผมว่าท่านรัฐมนตรี แม้ว่าจะพึ่งมาเป็นรัฐมนตรี แต่ว่าเป็นข้าราชการมาตลอดอยู่กระทรวงเกษตรฯ ท่านจะทราบ ว่าหลายครั้งเอาเข้าจริงๆ ถ้ารัฐบาลเองไม่มีวินัย ประชาชนก็มองว่า เอ๊ะร่วมมือกับราชการไปก็เท่านั้น ไม่ร่วมมือสุดท้ายก็สามารถที่จะมาเรียกร้องได้ พอเป็นอย่างนั้น ในที่สุดมันไม่สำเร็จ เราก็เห็นปัญหาหลายครั้งที่เกิดขึ้นแบบนี้ ผมคิดว่าในส่วนนี้รัฐบาลเองก็ต้องมีวินัยแล้วก็มีความชัดเจน แต่ต้องสื่อสาร ถ้าไม่สื่อสารก็ประชาชนก็มีสิทธิ์ที่จะบอกได้ว่า ไม่เห็นรู้เลยว่าราชการ ต้องการความร่วมมืออย่างนี้ ต้องการต้องทำแบบนี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าขณะนี้เราก็ต้องช่วยกันประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจ แล้วก็มีการประสานงานให้ประชาชนมีส่วนร่วมในพื้นที่สม่ำเสมอ ถ้าเป็นแนวทางนี้ผมคิดว่าเราก็จะบริหารจัดการได้
พิธีกร: ทีนี้ขอเท็จจริงเกิดขึ้นแล้ว ในอนาคตอาจจะเกิดการแย่งน้ำกันขึ้น เพราะว่าเชื่อว่าวินัยที่ท่านนายกฯ พูดถึง อาจจะครอบคลุมไม่หมดจะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้านี้ อาจจะเดือนถัดไปนี้ เราจะทำอย่างไง อาจจะมีการแย่งน้ำ กักตุนน้ำ บางสายน้ำก็มีการกั้นลำน้ำกันแล้วด้วย ทำอย่างไงครับตอนนี้ ทำได้มากน้อยแค่ไหน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์: คือขณะนี้ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังทำอยู่ คือเราจะจัดระบบการปลูกข้าวใหม่เลย วันต่อไปก็จะอย่างที่ท่านนายกฯ ได้พูดเมื่อกี้ เนื่องจากว่าเราทำนากันไม่มีระบบ ศัตรูพืชก็ตามเข้ามา อะไรต่างๆ มาหมด ซึ่งขณะนี้ก็กำลังจัดทำระบบการปลูกข้าวใหม่ทั้งหมด เพื่อจะวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน สำหรับประเด็นแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ว่าอาจจะมีการแย่งน้ำกักตุนน้ำ เกิดขึ้นในขณะนี้ ผมคิดว่าอาจจะเป็นกรณีเล็กๆ บางพื้นที่เท่านั้นเอง ถ้าโดยภาพรวมทั้งหมด ก็ยังไม่ถึงขั้นที่ว่า เพราะว่าบางครั้งพี่น้องเกษตรกร เห็นน้ำในลำธารมีน้ำในลำคลอง หรือห้วยหนองคลองบึง มีมากน้อยแค่ไหน ฉันไม่สนใจหรอก เห็นมีน้ำ ฉันก็สูบมาทำ เสร็จแล้ว มันก็ไม่เพียงพอต่อการใช้น้ำ ซึ่งก็เป็นอันตราย ซึ่งผมก็เคยเรียน
พิธีกร: คือ เค้าจะมีความผิดไหม
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์: เค้าคงไม่มีหรอก ซึ่งเคยบอกพี่น้องเกษตรกร พูดให้ฟังอยู่เสมอว่า คือมันไม่คุ้มต่อการลงทุน ถ้าท่านปลูกพืช หวังเงินชดเชย จะเสี่ยงงานในฤดูแล้ง ก็ไม่ได้สตางค์ ได้ไป 600 บาท มันไม่คุ้มต่อการลงทุน ถ้าคิดว่าปลูกพืชเพื่อหวังโครงการประกันรายได้ของเรานะ ก็ขณะนี้ราคาสินค้าเกษตรก็ดี ส่วนต่างไม่มี แล้วก็พี่น้องก็ไม่ได้อีก
นายกรัฐมนตรี: 300 บาท ตอนนี้สำหรับนาปีภาคใต้นะ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์: เพราะนารอบสองนี้ก็ไม่มีเพราะราคาสินค้า
นายกรัฐมนตรี: ยังไงก็ไม่คุ้มหรอก ชดเชยหวังแค่เงินช่วยเหลือ ยังไงก็ไม่คุ้ม
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์: ยังไงก็ขอให้ทำตามที่เจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมเกษตรและกรมชลประทานออกมาให้คำแนะนำ
พิธีกร : บางพื้นที่เกิดขึ้นแล้วแน่นอน ต้นข้าวยืนต้นตาย ตอนนี้ผมทำข่าวมีแล้ว ตรงนี้มีการช่วยเหลืออย่างไร
นายกรัฐมนตรี: ตอนนี้ก็กำลังแยกแยะความจริงวันอังคารที่จะถึงนี้เรื่องความเสียหายจากเพลี้ยทางกระทรวงเกษตรฯ ก็กำลังเสนอเรื่องเข้า ครม. เพื่อมีการแก้ปัญหาทั้งระบบตัดวงจร ซึ่งก็ต้องมีการใช้งบประมาณ ก็ท่านรัฐมนตรียืนยันกับผมว่าวันอังคารเข้าสู่ ครม. แน่นอน ก็คงพิจารณาให้เรียบร้อย ส่วนภัยแล้งก็เช่นเดียวกัน ผมได้มอบหมายท่านรองนายกฯ (สนั่น ขจรประศาสน์) ซึ่งเป็นประธานกรรมการที่ดูแล เวลาที่เกิดภัยธรรมชาติต่างๆ ในการรวบรวมเวลาเกิดความเสียหาย ดูหลักเกณฑ์การชดเชย ก็จะมีการนำเสนอ ครม. เพราะว่าผมพูดไปแล้วตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว แล้วก็ท่านรองสนั่นก็ติดตามสถานการณ์อยู่
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์: 2 ประการที่ท่านพูดไปเมื่อกี้ ก็ในเรื่องของไปช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรเฉพาะหน้าในขณะนี้ ถ้ามันมีแหล่งน้ำธรรมชาติอยู่ ซึ่งทางกรมชลประทานเอง มีเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ อีกประมาณ 1,200 เครื่อง ที่จะออกไปช่วยเหลือ ซึ่งในขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เอง ก็มีหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง ซึ่งได้เริ่มเปิดฐานแล้ว ขณะนี้เริ่มที่หัวหินก่อน ซึ่งในเดือนนี้ จะเปิดทั้งหมด 5 หน่วย จัดเอกสารที่จะดำเนินการทำฝนหลวง เพื่อสร้างความชุ่มชื่นให้กับบรรยากาศด้วย
พิธีกร : งั้นบอกเป็นรูปธรรม หนึ่ง สอง สาม ง่ายๆ พี่น้องเกษตรกรเจอปัญหาภัยแล้งเข้าไปแล้วจะทำอย่างไง หนึ่ง สอง สาม ต้องไปทำอะไรบ้าง ติดต่อตรงไหน ยังไง ง่ายๆ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์: ง่ายๆ ที่สุดก็คือ หนึ่งคนที่อยู่ใกล้ท่านที่สุด ก็คือเกษตรตำบล ก็ต้องไปประสานกับเกษตรตำบล เพื่อที่เค้าจะได้บอกขึ้นมาข้างบนเหนือขึ้นไปที่จะดูแลพี่น้องเกษตรได้ แล้วก็ถ้าอยู่เกษตรตำบลก็จะประสานกับชลประทานในพื้นที่ ในเรื่องของเครื่องสูบน้ำ อีกสำคัญหนึ่งในเรื่องของภารกิจในเรื่องสูบน้ำนี้ เราก็ถ่ายโอนมาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วส่วนหนึ่งด้วย งั้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็สามารถดูแลท่านด้วยในเรื่องเหล่านี้
นายกรัฐมนตรี: ผมเข้าใจว่าเมื่อกี้บนจอนี้ เค้าก็มีให้ดูใช่ไหม เรื่องความช่วยเหลือ เรื่องอะไรต่างๆ
อธิบดีกรมชลประทาน : นี้เป็นความช่วยเหลือเรื่องเครื่องสูบน้ำที่เราได้ดำเนินการ ออกไปช่วยเหลือแล้ว ภาคเหนือเราออกไป 93 เครื่องแล้ว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากที่สุด 191 ภาคตะวันออกและภาคตะวันตก 91 เครื่อง ส่วนภาคใต้ไม่ได้ออกเลย
พิธีกร: นี้ก็คือว่ายังอยู่ในแผนของเราด้วยใช่ไหมครับ
อธิบดีกรมชลประทาน: ที่ตรงไหนมีความเดือดร้อน เรามี 1,200 เครื่อง ที่เข้าช่วย มีรถบรรทุกน้ำ แต่ยังไม่มีการร้องขอ
พิธีกร: แต่ย้ำว่า อยู่ในพื้นที่แผนที่ทางกรมชลประทานกำหนดให้มีการปลูกพืชฤดูแล้งถูกต้องไหมครับ หรือนอกพื้นที่ด้วย ในการช่วยเหลือ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์: หมายความว่าพี่น้องเกษตรกรประสบปัญหา มี 2 แหล่ง ที่กรมชลประทานแหล่งหนึ่ง มีการเข้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แหล่งหนึ่ง
พิธีกร: ทีนี้ปัญหาในระยะยาวที่นอกจากโครงการไทยเข้มแข็ง บางทีเราพูดถึงเรื่องการแก้ไขปัญหาภัยแล้งเราก็มาพูดถึงเรื่องของการเอาน้ำไปให้พี่น้องเกษตรกร แต่เรื่องของการจัดการน้ำให้คุ้ม ให้มีระเบียบวินัย ตรงนี้จะแก้ไขปัญหาอย่างไรให้คนเข้าใจในระยะยาวว่าเดี๋ยวนี้สภาพธรรมชาติไม่เหมือนเดิมแล้ว เอลนิญโญ ที่ท่านอธิบกรมอุตุฯ ก็ว่าแล้ว เอลนิญโญง่ายๆ ก็คือ ทั้งร้อนและแล้ง ที่เราจะต้องเจอคิดว่าจะทำอย่างไงดีในระยะยาว
นายกรัฐมนตรี: ผมว่าความตื่นตัวของพี่น้องประชาชน เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงก็มีมากขึ้นโดยลำดับ สิ่งสำคัญก็คืออย่างที่ผมบอก จริงๆ แล้ว ตัวโครงการหรือนโยบายของรัฐบาลเองที่จะส่งสัญญาณเป็นเรื่องสำคัญ ผมยังมั่นใจ เพราะว่าผมกลับไปเรื่องประกันรายได้ ที่บอกว่าต่อไป เรามีหลักเกณฑ์ชัดเจนว่าเราให้ประกันได้กี่รอบ ผมย้อนกลับไปคิดถึง ตอนที่เราบอกถึงเรื่องของพันธุ์ข้าว ว่าประกันรายได้นี้ เราจะไม่ประกันให้กับข้าวพันธุ์ที่คุณภาพต่ำ อายุสั้น พอประกาศไปครั้งแรกเราต้อง มีการอะลุ่มอล่วยนิดหน่อย เพราะว่าค่อนข้างกระชั้นปีที่แล้ว แต่ว่าเท่าที่สำรวจตรวจสอบปีนี้ ผมว่าพฤติกรรมเปลี่ยน พอประชาชนรับรู้รับทราบว่าข้าวคุณภาพต่ำ ที่รัฐพูดว่าไม่ส่งเสริม นอกจากพูดไม่ส่งเสริมแล้วยืนยันไปด้วยโครงการเลยว่าไม่ประกันให้ นาปรัง รอบนี้ก็รู้สึกว่าลดลงไปเยอะ ในเรื่องของข้าวอายุสั้นแล้วผมเชื่อในแนวทางการทำงานอย่างนี่ว่า ถ้ารัฐบาลนี้มีนโยบาย ส่งสัญญาณ สื่อสาร มีเหตุมีผล รับฟังความคิดเห็นประชาชน ผมมั่นใจประชาชนให้ความร่วมมือ
พิธีกร: ก็คือเรื่องของภัยแร้ง ถ้าฟังแล้วก็คือการปรับตัวใช่ไหม ตอนนี้รัฐบาล เหมือนกับวางกรอบให้พี่น้องเกษตรกรปรับตัว ทีนี้ใครปรับตัวไม่ได้ ต่อไปก็อาจจะลำบาก ถูกต้องไหมครับ
นายกรัฐมนตรี: แต่ว่าเราก็ต้องพยายามไม่ให้เกิดขึ้น อย่าไปบอกว่า ใครไม่ คือเราต้องไปดูด้วยว่าเหตุผลอะไรด้วย แต่ว่าผมคิดว่าทุกคนต้องตะหนักถึงส่วนรวมมากขึ้น ตะหนักถึง จริงๆ แล้วถ้าจะพูดกลับไปจริงๆ ก็ตะหนักถึงปรัชญาความพอเพียง ถ้าหากว่าเรายังคิดว่าจะทำอะไรโดยไม่มีขอบเขตไม่จำกัด มันไม่ใช่ ธรรมชาติก็มีข้อจำกัด แล้วก็การบริหารจัดการของเรา พฤติกรรมของเราเป็นเรื่องสำคัญ ในการที่จะทำให้ทุกอย่างมันมีความพอเพียงและก็สามารถเดินไปได้
พิธีกร: ตอนนี้เราจะทำอย่างไรดีครับ เราอยู่ในห้อง war room อีก 2-3 เดือน หรืออาจจะถึง 4 เดือน กว่าจะไปเจอฝนรอบใหม่ war room ครั้งหน้าของเราคือ
นายกรัฐมนตรี: ห้องนี้เดียวจะบอกว่าเหมือนกับนานๆ เรามาที มีคนเค้าประจำอยู่ตลอด จะมีข้อมูลอยู่ตลอด เป็นข้อมูลตามเวลาจริง
อธิบดีกรมชลประทาน : ทางด้านโน้นก็จะเป็นระดับน้ำ ในแม่น้ำต่างๆ ทางด้านนู้นจะเป็นของลุ่มน้ำเจ้าพระยา อย่างตรงนี้จะเป็นของตัวประตูที่เราเห็นว่าระดับน้ำนี้ ด้านเหนือน้ำที่จะผ่านประตู ระดับอยู่เท่าไร
นายกรัฐมนตรี: ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านทั้งหมดเป็นการวัด REAL TIME เข้ามาตรงนี้
พิธีกร: อย่างนี้เราจะมองเลยว่า นี้คือภาพปัจจุบันว่าน้ำ ณ จุดที่ที่มีการติดกล้อง CCTV ระดับน้ำอยู่แค่ไหน
อธิบดีกรมชลประทาน: ถูกต้องครับ
พิธีกร: อย่างในภาพนี้เราจะเห็นตรงไหนวิฤต ถ้าเห็นปุ๊บเราจะรีบบริหารจัดการทันที สั่งการทันที
อธิบดีกรมชลประทาน: ตรงนี้ก็คืออยู่ในระหว่างเกณฑ์ปกติอยู่
พิธีกร : อย่างที่ผมเห็นประตูระบายน้ำอู่ตะเภายังปกติอยู่ ถ้าถึงขั้นวิฤตนี้ ที่พอเห็นภาพแล้วเราจะออกไปสู่การจัดการเลยต้องดูอย่างไง
อธิบดีกรมชลประทาน: คือตรงระดับนี้จะมีตัวบอกว่าระดับน้ำ อย่างอันนั้นเป็นลุ่มน้ำเจ้าพระยา ส่วนทางด้านนี้จะเป็นระดับที่บอกว่า แต่ละสถานี สมมุติจากฝายแม่ยม ขณะนี้อยู่ระดับเท่าไร ที่จังหวัดแพร่ ที่อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ ที่วังชิ้นอยู่ระดับเท่าไร พอเราดูระดับเท่าไร จะเป็น REALTIME เข้ามาเลย แล้วเราก็จะดู ทางเจ้าหน้าที่ OPERATE จะรู้ว่าขณะนี้น้ำต่ำกว่าเกณฑ์หรือยัง จะมีปัญหาหรือยังในลำน้ำต่างๆ
พิธีกร: ที่นี่ถ้ากลุ่มผู้ใช้น้ำ เมื่อกี้เราบอกพี่น้องเกษตรกรไปหากลุ่มใช้น้ำซะ ทีนี้กลุ่มผู้ใช้น้ำผมต้องการน้ำเพิ่มแล้ว บอกมาที่กรมชลประทาน ชลประทานจะบริหารจัดการยังไง บอกเค้ายังไงได้ไม่ได้ยังไง
อธิบดีกรมชลประทาน: ปกติกลุ่มผู้ใช้น้ำเราจะประชุมก่อนฤดูแล้ว ก่อนฤดูที่จะส่งน้ำ
นายกรัฐมนตรี: เค้าก็ต้องรู้ว่าน้ำปล่อยลงมา กว่าจะถึงส่วนของเค้านี้ใช้เวลาเท่าไร
พิธีกร: พี่น้องเกษตรกรจะบริหารจัดการในลักษณะนี้ด้วย
อธิบดีกรมชลประทาน : ตั้งแต่เริ่มแล้ว แต่ขณะเดียวกัน เวลาใช้ไปแล้วนี้ อาจจะมีปัญหาบางนิดหน่อย ก็มาประชุมปรับกัน ปรับแผนกัน เพื่อให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำที่เราจัดการไว้ให้
พิธีกร: ถ้าฟังอย่างนี้ แล้งนี้ก็ไม่น่าจะมีปัญหา แต่มันยังอีกหลายเดือน แล้วก็ข่าวที่สื่อสารมวลชนออกมาเราเจอปัญหาเยอะ
นายกรัฐมนตรี: หลักการทำงานพวกเราไม่มีความประมาท เพราะฉะนั้นเราก็จะติดตามใกล้ชิด แต่ว่าการวางแผนล่วงหน้า ผมคิดว่าก็ช่วย แล้วก็ต้องการได้รับความร่วมมือก็จะทำให้มันราบรื่นกว่า ถ้าหากว่าไม่มีระบบเหล่านี้เลย ผมก็ยังยืนยันว่า เมื่อเราทำงานไปอีกระยะหนึ่ง ระบบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรทั้งหมด จะมีการปรับปรุงครั้งใหญ่ เราจะได้ใช้ประโยชน์จากการที่เราจะต้องมาขึ้นทะเบียนในการที่จะทำประกันรายได้ประกันพืชผล ทั้งหมดตรงนี้จะช่วยเราได้อย่างมาก ผมตั้งใจไว้ว่าขณะนี้เรายังต้องพึ่ง พูดง่ายๆ คือพึ่งเจ้าหน้าที่ ธกส. กับเกษตร ไปสำรวจ ไปทำข้อมูลต่างๆ แต่ว่าวันข้างหน้าผมคิดว่าระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศ จะเป็นตัวที่ทำให้เรามีข้อมูลที่แม่นยำมากขึ้น รวดเร็วมากยิ่งขึ้น แล้วก็น่าจะใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
พิธีกร: สรุปอีกนิดนึงว่า WAR ROOM ของรัฐบาลจะดูแลปัญหาภัยแล้งของพี่น้องเกษตรกรถี่แค่ไหนอย่างไร กว่าจะพ้น
นายกรัฐมนตรี: ก็อย่างที่คุยกันมาตั้งแต่ต้น การวางแผน การตกลงเรื่องการ การใช้น้ำได้ดำเนินการกันล้วงหน้า แล้วก็ที่นี้ ที่กรมชลฯ จะมีการติดตามข้อมูล ที่เป็นข้อมูลเป็นจริง ณ ขณะเวลานั้น ตลอดเวลา แล้วถ้าหากว่ามีปัญหาเกิดขึ้น ปัญหาใดสามารถที่จะแก้ไขได้ในระดับหน่วยงาน ในระดับพื้นที่ ก็จะสามารถที่ดำเนินการได้เลย แต่ถ้าปัญหารุนแรง มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับความสนับสนุนจากทางรัฐบาล ก็จะส่งมาแล้วก็ทางกระทรวงเกษตรก็จะนำเรื่องเข้าไป ครม. ก็จะสามารถที่จะอนุมัติให้มีมาตราการในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้
พิธีกร : สิ่งที่สำคัญย้ำว่าต้องมีวินัย ณ ขณะนี้
นายกรัฐมนตรี: ก็ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน เพราะว่าทั้งหมดไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ว่าเพื่อให้ทุกคน สามารถที่จะอยู่ได้ อันนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนเป็นพิเศษ
พิธีกร : ตลอดเวลาที่เราได้พูดคุยกับทางท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเห็นได้ว่า ภัยแล้งปีนี้นั้น เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่งเลยครับ เพราะว่าเราเห็นแล้วว่าน้ำจะไม่เพียงพอสำหรับการทำนาปรังในรอบที่ 2 ย้ำว่าต้องวินัยในการเพราะปลูกพืชฤดูแล้งปีนี้เป็นอย่างดี เพราะว่าน้ำจะไม่เพียงพอแล้ว แล้วนี้คือรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกอภิสิทธิ์ ในภาคที่เกี่ยวกับเรื่องของการฝ่าวิฤตภัยแล้ง คุณผู้ชมต้องมีวินัยเป็นอย่างยิ่ง แล้วตอนนี้ผมต้องลาไปก่อนครับ สวัสดีครับ

 
ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : สมรรถชัย วงษ์พันธุ์   Rewriter : สุนันทา สุขสุมิตร
สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ : http://thainews.prd.go.th



 วันที่ข่าว : 07 กุมภาพันธ์ 2553