 |
|
รายการ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ.2553
รายการ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์
วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ.2553
ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย
และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์
ผู้ดำเนินรายการ : สวัสดีค่ะ ขอต้อนรับท่านผู้ชมเข้าสู่รายการ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ ดิฉันอริสรา กำธรเจริญ ค่ะ วันนี้รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งนะคะที่มีโอกาสมาทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการอีกครั้งหนึ่ง และก็เป็นอีกครั้งหนึ่งด้วยนะคะที่เราจะได้ใช้เทคโนโลยีของซิสโก้ เทเลเพรสเซ็นส์ การประชุมทางไกลเสมือนจริง เราจะได้พูดคุยกับท่านนายกรัฐมนตรีสดจากซูริค ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เวลา ณ ขณะนี้ในประเทศไทย คือ เกือบๆ สองนาฬิกา ที่ซูริคจะประมาณ สองทุ่มนะคะ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้เดินทางจากดาวอสมาถึงซูริคแล้วด้วย สวัสดีค่ะ ท่านนายกรัฐมนตรีค่ะ
นายกรัฐมนตรี : สวัสดีครับ
ผู้ดำเนินรายการ : สองชั่วโมงครึ่งโดยประมาณนะค่ะ จากดาวอส มาที่ซูริค
นายกรัฐมนตรี : อากาศค่อนข้างแย่นะครับ เพราะว่าหิมะตกมาก ถนนหนทางก็ต้องขับรถกันด้วยความระมัดระวัง เพราะฉะนั้นรถที่วิ่งตั้งแต่ขาไปแล้วนะครับและขากลับก็วิ่งได้ค่อนข้างช้า และก็มักจะมีอุบัติเหตุตามทางก็เลยทำให้เดินทางมาถึงค่อนข้างช้าครับ
ผู้ดำเนินรายการ : เหนื่อยไหมค่ะกับภารกิจกับช่วง 2 วันที่ผ่านมา
นายกรัฐมนตรี : แน่นมากครับ เรียกว่าตั้งแต่ลงเครื่องมาก็ไม่ได้หยุดเลย ก็มีนอนพักไปหนึ่งคืน แต่ทำงานเมื่อวานก็ถึง 4 ทุ่ม นะครับ เมื่อเช้าก็เริ่มกันตั้งแต่แปดโมงเช้าจนกระทั่งถึงขณะนี้ก็เวลาประมาณเกือบสองทุ่มที่นี่ครับ
ผู้ดำเนินรายการ : ได้มีโอกาสพบปะหารือกับผู้นำหลาย ๆ ประเทศด้วยนะคะ ได้คุยอะไรกันบ้างค่ะ
นายกรัฐมนตรี : ที่มีการจัดพบเป็นทางการในลักษณะที่เป็นทวิภาคี ก็จะมีท่านประธานธิบดีสวิสเซอร์แลนด์ และท่านนายกรัฐมนตรีของเบลเยี่ยม แต่ในส่วนของประธานาธิบดีสวิสเซอร์แลนด์นั้น ได้มีการพูดคุย ความจริงแล้วความสัมพันธ์ก็เป็นไปด้วยดีนะครับ และกำลังครบ 80 ปี เราก็มีการขยายความร่วมมือหลายด้าน การลงทุนจากสวิสเซอร์แลนด์เข้ามาประเทศไทยในช่วงปีที่ผ่านก็เพิ่มขึ้น กว่าเท่าตัว และยังมีโครงการหลายโครงการซึ่งน่าสนใจ เช่นการที่กรุงเทพมหานครกับเมืองโลซานน์ได้เป็นเมืองพี่เมืองน้องกันอย่างนี้เป็นต้นนะครับ และเราก็เพิ่มทำข้อตกลงว่าด้วยการบินผ่านสภาไปเมื่อช่วงปลายปีที่แล้วนะครับ สิ่งที่ได้มีการหารือกันก็คือจะเพิ่มพูนเรื่องของการค้าการลงทุนได้อย่างไร และทางสวิสเซอร์แลนด์แสดงความสนใจ อยากจะให้เราทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศที่เรียกว่าเอสต้านะครับ ซึ่งรวมถึงประเทศสวิสเซอร์แลนด์ด้วย ซึ่งเรื่องนี้เราก็อยู่ในช่วงที่กำลังศึกษานะครับเพราะว่าเราเองก็มีความเป็นไปได้ที่จะเจรจากับทางสหภาพยุโรป อีกทางหนึ่ง เพราะฉะนั้นก็ขอเวลาเขาสักนิดหนึ่งว่าในกระบวนของเรารู้ผลการศึกษาออกมาก็ต้องเสนอกรอบการเจรจากับสภา แล้วก็ไปดำเนินการกัน แต่ก็ถือว่าความร่วมมือในด้านต่าง ๆ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยนะครับ สำหรับท่านนายกรัฐมนตรีเบลเยี่ยมนั้น เบลเยี่ยมจะเป็นประธานในการประชุมอาเซม ก็คือการประชุมผู้นำจากเอเซียและยุโรป ซึ่งปีนี้จะประชุมที่กรุงบรัสเซล ประมาณเดือนตุลาคมของปีนี้ ก็ได้มีการมาหารือกันนะครับ เพราะว่าท่านก็ทราบว่าเราเป็นประธานอาเซียนมา ก็อยากจะทราบว่ามีประเด็นอะไรบ้าง ที่คิดว่าการประชุมในช่วงปลายปีนี้ ทั้งสองฝ่ายน่าจะได้ให้ความสำคัญนะครับ ก็จะมีทั้งเรื่องของการเชื่อมโยงกันจะมีทั้งในเรื่องของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาเรื่องการค้าการลงทุนนะครับ และก็ความร่วมมือในด้านต่าง ๆ
แต่ขณะเดียวกันผมก็ถือโอกาสที่ได้พูดถึงการเจรจาที่เราจำเป็นที่เราต้องทำในขณะนี้ ในทางสภาพยุโรปด้วยนะครับ เรื่องของการที่อาจจะมีการมาจำกัดในเรื่องการนำเข้าเนื้อไก่ ซึ่งจะกระทบกระเทือนผู้ส่งออกของเรา เพราะฉะนั้นท่านก็รับว่าจะนำเรื่องนี้ไปสู่ผู้เกี่ยวข้องและดู พร้อมที่จะให้การสนับสนุนเราเช่นเดียวกัน อันนี้ที่เป็นการพบปะแบบทางการกับผู้นำ แต่ว่าใน 2 วันนี้ ก็จะได้พบกับหลาย ๆ ท่าน ไม่ว่าจะเป็นท่านรัฐมนตรีของเวียดนาม ซึ่งก็เดินทางมาร่วมประชุมเช่นเดียวกันนะครับ ก็จะมีการพบปะกับทางภาคธุรกิจ อันนี้ก็มีหลายบริษัท บางบริษัทก็มีปัญหาเรื่องมาบตาพุดอยู่นะครับก็จะมาพูดคุยกันเพื่อให้เขาเกิดความเข้าใจและก็มั่นใจมากขึ้นว่ากระบวนการต่าง ๆ ยังเดินต่อไปได้นะครับ จะใช้กรอบเวลาเท่าไร อย่างไร อันนี้คือในส่วนของการพบปะ ก็มีบริษัทใหญ่ ๆ ครับ อย่างไมโครซอฟท์ขอพบ เพราะว่าต้องการจะทำเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อยากจะเข้ามาลงทุนทางด้านนี้ เพราะฉะนั้นก็มีลู่ทางการขยายการลงทุนที่ดี ผมเรียนว่า จากการพบปะอันนี้ก็เรื่องเหมือนกับไม่ได้เป็นการประชุมโดยตรง ส่วนการประชุมที่ได้เข้าไปร่วมโดยตรงนั้น มีอยู่หลายส่วนด้วยกันนะครับ ส่วนแรกก็จะเป็นในเรื่องของปัญหาความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งเป็นโอกาสดีมาก เพราะว่าในวงสนทนานั้น นอกจากผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศจากหลายประเทศในแอฟริกาซึ่งประสบกับปัญหานี้ ผมได้รับเชิญเข้าไปเพราะความชัดเจนว่าหลายประเทศและหลายภูมิภาค หวังพึ่งประเทศไทย ในเรื่องความมั่นคงทางอาหาร และก็เขายังทราบข่าวนะครับว่าเรากำลังส่งข้าวไปช่วยที่สาธารณรัฐเฮติ ซึ่งวันจันทร์นี้ผมก็จะไปที่ดอนเมืองนะครับ เพื่อที่จะนำข้าวส่วนแรกโหลดขึ้นเครื่องแล้วก็ส่งไปที่สาธารณรัฐเฮติ เราก็ได้มีการพูดคุยเรื่องนี้นะครับ เป็นโอกาสดีมาก ที่ได้ประชาสัมพันธ์ขีดความสามารถของไทยและก็ข้าวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือนโยบายของรัฐบาลที่จะมีการสนับสนุนภาคการเกษตรอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญก็คือทุกฝ่ายก็เห็นพ้องต้องกันตามที่ผมเองก็ได้มีการนำเสนอมา ความจริงตั้งแต่ปีที่แล้วในเวทีนี้ ว่าหัวใจสำคัญของการเติบโตในเรื่องของสินค้าเกษตรจะอยู่ที่การยกเลิกการกีดกันทางค้าในรูปแบบต่าง ๆ เพราะฉะนั้นการเจรจาการค้ารอบล่าสุดนั้น จะมีความสำคัญเป็นพิเศษถ้าสามารถที่จะมีบรรลุข้อตกลงได้ ลู่ทางของประเทศที่ส่งสินค้าเกษตรอย่างเราจะขยายตัวได้อย่างค่อนข้างมากนะครับ ซึ่งก็จะเป็นผลดีกับพี่น้องเกษตรกรคนไทย
เมื่อคืนวานผมก็ได้ไปร่วมในงานของทางภาคเอกชนจัดขึ้น จะเป็นบริษัทใหญ่ ๆ ทั่วโลกก็ว่าได้นะครับ หลาย 10 บริษัท เขากำลังทำโครงการต่อต้านคอร์รัปชั่นนะครับ เชิญผมไปเป็นผู้บรรยายพิเศษ ซึ่งผมก็ชี้ให้เห็นถึงความยากลำบากและปัญหาในการต่อสู้กับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในประเทศไทย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือปัญหานี้ ไม่ได้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากภาครัฐฝ่ายเดียวอีกต่อไป มักจะเป็นเรื่องของภาคธุรกิจด้วย ภาคการเมืองด้วย ภาคราชการด้วย ที่น่าดีใจก็คือว่าเขาพยายามที่จะสร้างค่านิยมในหมู่บริษัทเอกชนด้วยกันเอง ว่ามาทำข้อตกลงกันไหมว่าจะไม่มีการติดสินบน จะไม่มีการจ่ายเงินเพื่อที่จะได้เปรียบคู่แข่งในการแข่งขันในการทำงานกับภาครัฐนะครับ เป็นแนวคิดที่เราก็อยากจะนำมาขยายผลในประเทศไทย และก็หลายบริษัทที่เข้ามาร่วมในส่วนนี้ก็ทำธุรกิจในประเทศไทยด้วยนะครับ เป็นบริษัทข้ามชาติ ผมก็ได้ยืนยันไปว่าเราก็พร้อมที่จะสนับสนุนแนวทางนี้ เพราะว่าเรื่องของปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นก็ยังเป็นปัญหาใหญ่นะครับ และก็เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลว่าต้องการจะแก้ไขปัญหานี้ให้ได้
สำหรับวันนี้ ผมประชุมอยู่ใน 2 ช่วง ความสนใจจะพุ่งมาที่เรื่องของการเติบโตของภูมิภาคเอเซียตะวันออกนะครับ และการที่เราได้รวมตัวกันแน่นแฟ้นมากขึ้นในอาเซียน มีเขตการค้าเสรี และก็ยังมีการที่จะขยายไปกับเชื่อมโยงกับประเทศอื่น ๆ ในเอเซียทั้งหมดด้วย ผมและท่านนายกรัฐมนตรีเวียดนามก็ได้ยืนยันถึงบทบาทของอาเซียน และเราก็ได้ให้ข้อคิดหลายอย่างเกี่ยวกับการก้าวไปข้างหน้าของเอเซีย ซึ่งยังมีปัญหาหลายปัญหาที่ต้องเผชิญร่วมกัน แต่ว่าที่น่ายินดีก็คือว่า ขณะนี้คนในยุโรป คนในอเมริกามีความคาดหวังสูง มีความเชื่อว่าภูมิภาคเอเซียจะเป็นภูมิภาคที่เติบโตทางเศรษฐกิจเร็วที่สุด และประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่เขาได้รับทราบถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจนนะครับ สุดท้ายมีการคุยกับทางภาคธุรกิจเอกชนเป็นการเฉพาะ เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในประเทศไทย ซึ่งทุกคนก็ได้รับทราบว่าเศรษฐกิจไทยได้ฟื้นตัวอย่างชัดเจน ตัวเลขหลายอย่างที่ยืนยันอยู่ก็ทำให้เขามั่นใจ แล้วก็นโยบายรัฐบาลที่เดินหน้าต่อในเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในเรื่องภาคการเกษตร การท่องเที่ยว ไปจนถึงการที่เรากำลังสร้างตลาดเดียวในอาเซียนก็ได้รับความสนใจ ก็ทำให้มั่นใจว่าจะสามารถดึงดูดการลงทุนมาได้มากขึ้น ส่วนเวลาที่เหลือก็เป็นการสัมภาษณ์ครับ ทั้ง บีบีซี ซีเอ็นเอ็น บลูมเบิร์ก แล้วก็หลายสำนักด้วยกันครับ
ผู้ดำเนินรายการ : ที่ท่านนายกฯ ได้พูดถึงว่า ก็มีสอบถามเรื่องของมาบตาพุดเหมือนกันเราชี้แจงยังไงค่ะ
นายกรัฐมนตรี : เราก็ชี้แจงว่ามันเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งในขั้นตอนความเข้าใจของรัฐบาล ในหน่วยงานต่าง ๆ ในช่วงแรกที่ออกใบอนุญาตไป ไม่ตรงกับความเห็นของศาล แต่ได้ให้ความมั่นใจว่าในขณะนี้กระบวนการที่จะปฏิบัติตามมาตรา 67 ได้พร้อมหมดแล้ว เชิญชวนเขาเร่งเข้ามาดำเนินการ และมีการจัดตั้งคลินิกที่ศูนย์บริการจุดเดียวหรือ osos ที่กรุงเทพฯ เพราะฉะนั้นเขาเข้ามาแล้วก็สามารถที่จะมาสอบถามในเรื่องขั้นตอนของการที่จะดำเนินการ ขณะเดียวกันเราก็ยังมีความพยายามอย่างต่อเนื่องว่าทำอย่างไรในหลายโครงการขั้นตอนการดำเนินการไหนซึ่งไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อมก็อาจจะทำคำร้องต่อศาล เพื่อที่จะอนุญาตให้มีการดำเนินการในการก่อสร้าง โดยทางภาคเอกชนต้องรับความเสี่ยงว่าก่อสร้างเสร็จแล้วจะได้รับใบอนุญาตให้ประกอบการหรือไม่ก็ต้องขึ้นอยู่กับการผ่านกระบวนการที่กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญ ก็เมื่ออธิบายอย่างนี้เขาก็เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาล ว่าไม่ได้เพิกเฉยต่อปัญหาและก็ได้เร่งรัดแก้ไขปัญหาก็มีความคืบหน้าไปมาก เพราะว่าหลายบริษัทเองก็มีโอกาสพบผม 3-4 เดือนที่แล้วตอนนี้ก็เห็นได้ชัดเจนว่าทุกอย่างก็เป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้น
ผู้ดำเนินรายการ : ท่านประธานโตโยต้าได้เดินทางไปที่ดาวอสเหมือนกันได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับท่านนายกรัฐมนตรี หรือไม่
นายกรัฐมนตรี : ไม่ได้พบครับ จริง ๆ แล้วคนที่นี่ก็มากันเยอะ ปีนี้เขาบอกว่าเยอะกว่าปีที่แล้ว กำหนดการของผมก็ค่อนข้างเต็ม ต้องเท่าที่นัดหมายกันไว้ล่วงหน้าที่ได้มีการพบปะกันเป็นการเฉพาะครับ
ผู้ดำเนินรายการ : อย่างที่มีโอกาสได้พบปะกับผู้นำของหลาย ๆ ชาติได้มีการสอบถามถึงเรื่องทางการเมืองในบ้านเราไหมค่ะ
นายกรัฐมนตรี : ส่วนใหญ่คำถามทางการเมืองมากจากสื่อครับ แต่ทางภาคธุรกิจหรือว่าในส่วนผู้นำต่าง ๆ ให้ความสนใจกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเวลาเราบอกตัวเลขการว่างงานซึ่งค่อนข้างต่ำนั้น ทุกคนก็ค่อนข้างจะที่จะตกใจ เพราะว่าในสหรัฐอเมริกาก็ดี ในยุโรปก็ดี ปัญหาการว่างงานยังเป็นปัญหาใหญ่มาก ที่จะถามมากก็คือสื่อนะครับ ในเรื่องของเสถียรภาพรัฐบาลจะได้รับผลกระทบจากเรื่องปัญหารัฐธรรมนูญหรือไม่ แล้วก็ความแตกแยกที่ยังมีอยู่ในสังคมไทย ซึ่งก็ผมก็ได้อธิบายนะครับว่าแนวทางรัฐบาลเป็นอย่างไร แล้วก็สิ่งที่เราได้แสดงให้เขาเห็นเป็นรูปธรรมก็คือว่าปัญหาการเมืองปีนี้ก็คงไม่ยากไปกว่าปีที่แล้ว แต่ว่าตลอดปีที่แล้วรัฐบาลก็สามารถที่จะออกมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจพลิกฟื้นขึ้นมาได้ และก็ยังสามารถผลักดันนโยบายสำคัญ ๆ ที่ถือว่าเป็นการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จะเป็นประกันรายได้ จะเป็นเรื่องนโยบายการเรียนฟรีได้ ซึ่งอันนี้ก็ทำให้เขาเกิดความมั่นใจ ว่าเอาล่ะประเทศประชาธิปไตย ความคิดเห็นจะแตกต่าง ความขัดแย้งทางการเมืองมีได้เสมอ แต่ว่าที่เขาสนใจก็คือ
เรายังสามารถที่จะผลักดันงานต่าง ๆ เพื่อตอบสนอง เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม ที่ต้องเผชิญอยู่ได้หรือไม่ ซึ่งผมคิดว่า พอเขาได้รับทราบถึงงานต่าง ๆ ที่เราทำใน 1ปี ก็มีความมั่นใจและก็ได้เข้าใจว่าเราสามารที่จะบริหารจัดการสถานการณ์ทางการเมืองได้
ผู้ดำเนินรายการ : ท่านได้พูดในช่วงต้นว่าครั้งนี้เป็นครั้งสำคัญเหมือนกันที่ทำให้เราได้ตอกย้ำประเทศไทยในฐานะที่เป็นผู้ส่งออกอาหาร ตรงนี้ท่านได้นำเสนออะไรในเวทีการประชุมครั้งนี้บ้างคะ
นายกรัฐมนตรี : ได้นำเสนอหลัก ๆ นะครับ 1. ไทยเข้มแข็ง ที่กำลังเข้าไปแก้ปัญหาในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน คือเรื่องแหล่งน้ำ เรื่องการขนส่ง ซึ่งจะช่วยทำให้ผลผลิตต่อไร่เราสูงขึ้น ต้นทุนในเรื่องของการนำสินค้าเกษตรมาสู่ตลาดลดลง ซึ่งควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรทางด้านอื่น ๆ เช่น ที่ทำกิน หนี้สิน ประการที่ 2. ก็คือได้พูดถึงการที่เราปรับเปลี่ยนโครงการการแทรกแซงพืชผลทางการเกษตร ของระบบจำนำมาเป็นระบบประกัน ซึ่งทำให้เงินที่เราใช้เท่าเดิมหรือน้อยกว่าเดิม แต่ประโยชน์ไปตกอยู่กับเกษตรกรในจำนวนที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ที่สำคัญคือว่าเป็นนโยบายที่เอื้อต่อการที่ทำให้สินค้าเกษตรของเรามีคุณภาพ แข่งขันได้ แล้วก็เป็นการกระตุ้นกลไกตลาดที่จะช่วยนำไปสู่ประสิทธิภาพ และโอกาสที่ดีกว่าสำหรับเกษตรกรต่อไป ซึ่งอันนี้ก็เป็นประสบการณ์ซึ่งหลายประเทศเขากำลังดำเนินการ เริ่มจะปรับเปลี่ยนนโยบายการแทรกแซงพืชผลทางการเกษตร มาเป็นในลักษณะของการที่จะช่วยเหลือเป็นเรื่องของรายได้ให้แก่เกษตรกรโดยตรงมากกว่า และก็จะเอื้อต่อเรื่องของการที่จะทำให้เรามีสินค้าเกษตรออกสู่ตลาดมากขึ้น แก้ปัญหาความไม่มั่นคง หรือจะสร้างความมั่นคงทางอาหารต่อไป
ผู้ดำเนินรายการ : เรื่องร้อนที่สุด ที่มีการถกกันมากในเวทีดาวอสครั้งนี้คืออะไรคะ
นายกรัฐมนตรี : ถ้าพูดถึงสภาพทั่วไป ก็จะเป็นเรื่องปัญหาที่เกี่ยวข้องกับภาคการเงิน เพราะว่าในขณะที่เศรษฐกิจต่าง ๆ เริ่มฟื้นตัวขึ้นมา ความห่วงใยประการหนึ่งก็ยังมีอยู่ว่า สถาบันการเงิน ธนาคารซึ่งเป็นต้นเหตุของวิกฤตครั้งที่ผ่านมาได้เปลี่ยนแปลงไปหรือยัง จะมีการปฏิรูประบบการกำกับดูแลอย่างไร เพราะฉะนั้น ก็เป็นหัวข้อที่ถกเถียง เพราะว่าในด้านหนึ่งทุกคนก็เห็นว่า ต้องเข้มงวดกวดขันกันมากขึ้นในเรื่องของภาคการเงิน แต่ในอีกด้านหนึ่งเขาก็กลัวว่าถ้าไปเข้มงวดกวดขันสุดโต่งเกินไป อาจจะไม่เป็นผลดีต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในวันข้างหน้า แต่ว่าผมเองไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องมากนักกับการถกเถียงในส่วนนี้ เพราะว่าในส่วนของเอเชียเป็นที่ยอมรับเลยว่าเราไม่ได้ประสบกับปัญหานี้เลยในวิกฤตรอบนี้ เขาก็เชื่อว่าเราได้บทเรียนมาตั้งแต่ปี 2540 ตอนวิกฤตต้มยำกุ้ง และขณะนี้เขาก็มองเห็นว่าลู่ทางของเราทางด้านการเงินไม่ได้มีปัญหาอะไร
ผู้ดำเนินรายการ : 2 วันที่ผ่านมาอะไรที่เป็นสิ่งท้าทายที่สุดของบรรดาผู้นำประเทศต่าง ๆ ที่มาพูดคุยหารือกันคะ
นายกรัฐมนตรี : ผมว่าในใจหลายคนยังมีความผิดหวังกับการประชุมที่โคเปนเฮเกนในเรื่องของสิ่งแวดล้อม สภาพภูมิอากาศ แล้วต้องยอมรับครับผมพบกับท่านประธานาธิบดีเม็กซิโก ซึ่งจะเป็นประธานในเรื่องนี้ในปีนี้ ท่านยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าจะเป็นงานยากมาก ไม่เพียงแต่ว่าครั้งที่แล้วไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ แต่ว่าท่านมีความรู้สึกว่าความไว้วางใจ การทำงานร่วมกันระหว่างประเทศต่าง ๆ มันก็เหมือนกับมาเริ่มต้นกันใหม่ ซึ่งมีความหนักใจในเรื่องนี้มาก อันนี้ชัดเจนมากนะครับ เพราะเป็นสิ่งซึ่งแทรกอยู่กับทุกหัวข้อที่มีการประชุมกันว่าผิดหวังในเรื่องของโคเปนเฮเกน และก็อยากจะเห็นความร่วมมือทางด้านนี้คืบหน้า เช่นเดียวกับเรื่องของการเจรจาการค้า และก็มีการพูดกันมากถึงเรื่องการปฏิรูประบบการดูแลเศรษฐกิจโลก ตัวองค์กรอย่าง IMF (กองทุนการเงินระหว่างประเทศ) ธนาคารโลก อยู่ในระหว่างการปฏิรูปอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้พูดกันในหมู่ภาครัฐด้วยกันนะครับ พูดกันค่อนข้างแรงถึงสหประชาชาติ ว่าอาจจะต้องมีการยกเครื่องกันครั้งใหญ่ เพราะว่าไม่สามารถที่จะตอบสนองปัญหาและความท้าทายต่าง ๆ ที่ประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญ
ผู้ดำเนินรายการ : ในโอกาสที่มีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับนักธุรกิจ เขาสนใจที่จะมาลงทุนในบ้านเรามากน้อยแค่ไหน และท่านนายกฯได้เชิญชวนนักธุรกิจเหล่านี้อย่างไรบ้างค่ะ
นายกรัฐมนตรี : คือมีช่วงหนึ่งที่เขาจัดให้มาฟังเรื่องประเทศไทยโดยเฉพาะ ซึ่งหลายคนที่มาจะมีทั้งที่ลงทุนอยู่แล้ว หรือกำลังมา ตั้งใจที่จะทำมาลงทุนเพิ่มเติม และหลากหลายมากนะครับ มีตั้งแต่ปิโตรเคมี อุตสาหกรรมยา อุตสาหกรรมการเกษตร เรียกว่าเกือบจะทุกด้านเลย ที่น่าดีใจคือว่าเวลาที่ประชุมเสร็จ คือหมายความเลิกในช่วงนั้นก็จะมีคนเข้ามา และก็ยืนยันว่าสนใจที่จะลงทุนในประเทศไทย หรือขยายการลงทุนในประเทศไทย แม้แต่ในประเด็นนี้อาจจะยังมีปัญหาอยู่ เขาก็ยังสนใจครับ
ผู้ดำเนินรายการ : สุดท้ายแล้วเราได้อะไรจากการประชุมที่ดาวอสในครั้งนี้คะ
นายกรัฐมนตรี : ผมคิดว่าได้มาช่วยตอกย้ำว่า 1. ประเทศไทยฟื้นตัวแล้ว ปีที่แล้วผมมานี่ในภาวะที่คนทุกคนพูดตรง ๆ ก็คือว่าเป็นห่วงมากว่าประเทศไทยจะเดินไปข้างหน้าได้หรือเปล่า แต่ผมเพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง พูดกันตรง ๆ ตอนนั้นเขาก็ไม่แน่ใจว่าปีนี้ผมจะมีโอกาสมาที่นี่หรือเปล่า แต่ว่าปีนี้เขารับรู้ถึงความก้าวหน้า 1 ปีที่ผ่านมา เขาได้มองเห็นว่าประเทศไทยเริ่มกลับมาเดินหน้าแล้ว มีความมั่นใจในเศรษฐกิจ ซึ่งตัวเลขต่าง ๆ ยืนยันถึงการฟื้นตัวได้ค่อนข้างดี และได้รับทราบสิ่งที่เราได้วาง เหมือนกับเป็นจุดขาย จุดแข็งของเรา เช่น ภาคการเกษตร การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ครับ
ผู้ดำเนินรายการ : อยากกลับมาเรื่องของการเมืองบ้างนะคะ หลังจากคุยเรื่องดาวอสไปค่อนข้างเยอะแล้ว เรื่องการเมืองในบ้านเรา เรื่องร้อน ๆ ก็ยังเป็นเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อยากให้ท่านนายกฯ ให้ความมั่นใจอีกสักครั้งหนึ่งว่า ความเห็นที่แตกต่างจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของรัฐบาลนะค่ะ
นายกรัฐมนตรี : คือเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมเท้าความสั้น ๆ ว่าตอนที่จัดตั้งรัฐบาลก็เป็นประเด็นหนึ่ง ซึ่งเราหยิบยกมาคุยกัน แล้วก็ได้พูดกันชัดเจนอย่างนี้ว่า 1.ประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญบางประเด็น ไม่ควรที่จะทำ เพราะทำแล้วจะเกิดความขัดแย้ง เพราะว่าปี 2551 ถ้าจำได้ชนวนของการเคลื่อนไหวชุมนุมกันตั้งแต่ต้นก็คือเรื่องนี้ ก็เห็นตรงกัน เช่น ประเด็นไหนที่นำไปสู่เรื่องการนิรโทษกรรม เรื่องอะไร เราก็บอกว่าอย่าไปทำ อันที่ 2. เราบอกว่าถ้าการแก้รัฐธรรมนูญในประเด็นที่มีความจำเป็น เช่น เขียนในทางเทคนิคแล้วมันเป็นอุปสรรค ประเด็นไหนที่คิดว่าจะส่งเสริมประชาธิปไตยถ้าแก้ไขแล้ว อันนี้ตกลงกันเลยว่าอย่างนี้เดินหน้าด้วยกัน ขณะเดียวกันมันก็มีรัฐธรรมนูญอีกหลายมาตรา หลายประเด็น ซึ่งไม่เข้าข่ายทั้งเรื่องการไปนิรโทษกรรม สร้างความขัดแย้ง และก็ไม่ได้เป็นการแก้ไขหรือว่าพัฒนาระบอบประชาธิปไตยโดยตรง หนึ่งในประเด็นเหล่านั้นคือเรื่องเขตเลือกตั้ง ซึ่งผมพูดกับพรรคร่วมตั้งแต่ตอนที่ไปคุยกับเขาตอนจัดตั้งรัฐบาล ว่าประเด็นนี้ความเห็นเรายังไม่ตรงกัน พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่ไปเสนอตอนที่เขามีการทำร่างรัฐธรรมนูญว่า เราเชื่อว่าระบบปัจจุบันที่เป็นเขตใหญ่ มันดีกว่า เพราะว่าเราเห็นว่ามันลดความแตกแยกในการแข่งขัน ทำให้การแข่งขันรุนแรงน้อยกว่า เพราะฉะนั้น แก้ปัญหาธุรกิจการเมืองได้ส่วนหนึ่งด้วย และเห็นว่าการที่เป็นเขตใหญ่ช่วยให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) มีความตระหนักถึงภาระหน้าที่ระดับชาติมากกว่า
แต่เขาก็ พรรคร่วมเขาก็เห็นอีกแบบ เขาก็บอกว่าเขตเล็ก มีประชาชนทั่วถึงกว่า มีความเป็นสากลกว่า เราก็พูดไปบอกตรงนี้ มันก็คงเป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยกันไป จนกว่าเราจะสามารถที่โน้มน้าวอีกฝ่ายหนึ่งให้เห็นตรงกันได้ ทีนี้ต่อมาเมื่อเข้ามาแล้ว เราก็มาทำเรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อความสมานฉันท์ แต่ตอนนั้นเราก็บอกว่าฝ่ายค้านต้องเอาด้วยนะ เพราะไม่อย่างนั้นมันก็ไม่สมานฉันท์จริง และถ้าเอาด้วยแล้วก็มาถามประชามติประชาชน แต่ว่าต่อมาฝ่ายค้านเขาถอนตัวไป อันนั้นก็ล้มเลิกไป ส่วนประเด็นที่เขาเสนอมาตรงนี้ พรรคร่วมเองเขาก็บอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของสภาฯ เพราะฉะนั้น อยากให้ประชาธิปัตย์สนับสนุนไหม อยาก แต่ว่าถ้าประชาธิปัตย์ไม่สนับสนุน อันนี้เขาก็ถือว่าเป็นสิทธิของแต่ละพรรค ก็เป็นเรื่องของสภาฯ ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลเป็นเจ้าภาพในการนำเสนอ ฉะนั้น ผมก็เห็นว่าหลายท่านในพรรคร่วมก็ออกมาให้สัมภาษณ์ชัดเจน เพราะฉะนั้นต้องแยกกัน เรื่องฝ่ายบริหารก็ส่วนฝ่ายบริหาร ฝ่ายสภาฯ ก็ส่วนสภาฯ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าถ้าเข้าใจอย่างนี้ จริง ๆ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร และหลังจากที่ประชาธิปัตย์มีมติในเรื่องเมื่อวันอังคาร การทำงานวันพุธ พฤหัสบดี ศุกร์ กับเพื่อนร่วมรัฐบาลหลายพรรคก็เป็นไปตามปกติครับ ไปประชุมด้วยกัน ออกงานด้วยกัน งานในสภาฯ ก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ราบรื่นดีไม่มีอะไร
ผู้ดำเนินรายการ : แต่ท่าทีที่ออกมาที่มีการส่งจดหมายเปิดผนึก มีการขู่ว่าอาจจะมีการฟรีโหวต
นายกรัฐมนตรี : ก็เป็นธรรมดา อาจจะผิดหวัง ตัดพ้อต่อว่า ท่านมีสิทธิ์ ไม่ว่ากันนะครับ
ผู้ดำเนินรายการ : ไม่หนักใจ ไม่หวั่นไหว
นายกรัฐมนตรี : ผมไม่หนักใจครับ เพราะว่าผมคิดว่าการตัดสินใจของผมก็อยู่บนสิ่งที่ผมเชื่อว่าเป็นประโยชน์ของส่วนรวมนะครับ และเราก็อยู่ในระบอบประชาธิปไตย ความเห็นก็แตกต่างกันได้ ไม่เป็นปัญหา
ผู้ดำเนินรายการ : แต่ก็มีเสียงเหมือนกันว่าอยากจะให้ประชาธิปัตย์เปลี่ยนใจ มีโอกาสไหมคะ
นายกรัฐมนตรี : ถ้าพูดอย่างนั้น ผมก็บอกคนในประชาธิปัตย์อาจจะอยากให้คนในพรรคร่วมเปลี่ยนใจเหมือนกัน ก็มาพูดคุยกันต่อไปได้ครับ ไม่มีปัญหาอะไรนะครับ
ผู้ดำเนินรายการ : เรื่องการเคลื่อนไหวทางการเมืองล่ะคะ ของกลุ่มต่าง ๆ ตรงนี้ท่านมองอย่างไรคะ
นายกรัฐมนตรี : ผมได้ยืนยันมาตลอดนะครับการเคลื่อนไหวก็เป็นสิทธิที่ทำได้นะครับ แต่ต้องอยู่ในขอบเขต แต่สิ่งที่ผมคิดว่าเราต้องช่วยกันคือว่า หลังๆ มีคนบางกลุ่มพูดถึงความรุนแรง พูดถึงการที่หลายคนเหมือนกับเป็นกึ่งๆข่มขู่ครับ ผมว่าพฤติกรรมอย่างนี้เราไม่ควรจะยอมรับในสังคมนะครับ และก็อันนี้ทางเจ้าหน้าที่คงจะต้องไปดูว่าเข้าข่ายในเรื่องของการไปคุกคามใครหรือไม่ เพราะว่าอันนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตยแล้วนะครับ ไม่มีนักประชาธิปไตยที่ไหนใช้วิธีการข่มขู่ คุกคาม เอาความรุนแรงมานะครับ เพื่อกดดันบีบคั้นในเรื่องต่าง ๆ ที่สำคัญคือพาดพิงไปถึงไปเรื่องผู้พิพากษาบ้าง องค์กรต่าง ๆ บ้าง ผมก็ยืนยันว่าทุกคนที่มีหน้าที่คงจะต้องมีความหนักแน่นนะครับ ถ้าหากว่าบ้านเมืองของเราปล่อยให้เรื่องของการที่มีคนมาข่มขู่ คุกคาม เพื่อต้องการสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วก็ทำให้เป็นอย่างนั้นได้ วันข้างหน้าบ้านเมืองจะอยู่ไม่ได้ แต่ถ้าหากว่าท่านใดตกอยู่ในภาวะซึ่งเรียกว่าดูแล้วอันตราย อยากจะให้รัฐบาลช่วยเข้าไปดูแล อารักขา ทางรัฐบาลก็ยินดีสนับสนุนครับ
ผู้ดำเนินรายการ : เดือนกุมภาพันธ์นี้เป็นห่วงมากเป็นพิเศษไหมคะ เพราะว่าจะมีการพิจารณาคดีสำคัญน่ะค่ะ
นายกรัฐมนตรี : ผมก็บอกไปแล้วนะครับว่า 2 เดือนแรกนี้คงจะหนักหน่อย แต่ว่ารัฐบาลก็มีหน้าที่ในการดูแลให้บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อย และก็ยังยืนยันแนวทางที่ได้ปฏิบัติมา ก็คือเราเคารพสิทธิเสรีภาพของทุกฝ่าย แต่ว่าต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมายครับ
ผู้ดำเนินรายการ : ค่ะ 2 วันที่ท่านไปที่ดาวอส ที่เมืองไทยมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มทหารเหมือนกันที่ออกมาแสดงพลังปกป้องสถาบัน และก็ปกป้องทางผู้บังคับบัญชาด้วย ท่านมองเรื่องนี้อย่างไรคะ
นายกรัฐมนตรี : ก็อย่างที่เรียนนะครับก็เป็นการแสดงออกที่ทำได้ แต่ว่าใจผมเองก็คิดว่าไม่อยากให้มันเกิดความขัดแย้งในองค์กรต่าง ๆ จริง ๆ แล้ว สิ่งสำคัญคือทุกคนทำหน้าที่ของตัวเอง เพราะฉะนั้น จะเป็นบุคลากรในกองทัพ จะเป็นนักการเมือง จะเป็นข้าราชการประจำ ล้วนแล้วแต่มีหน้าที่อยู่แล้วนะครับ และก็ปฏิบัติหน้าที่นั้นโดยยึดประโยชน์ส่วนรวม ด้วยความซื่อสัตย์ บ้านเมืองก็ไปได้ครับ
ผู้ดำเนินรายการ : ค่ะ และช่วงที่ท่านอยู่ต่างประเทศ มีกระแสข่าวรัฐประหารในเมืองไทยด้วย ท่านจะพูดกับประชาชนในเรื่องนี้อย่างไรคะ
นายกรัฐมนตรี : ผมอยู่ที่กรุงเทพฯ ก็มีครับ ไม่ได้แปลกอะไรครับ คนอยากพูดก็พูดไป แต่ผมมองไม่เห็นเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้นเกี่ยวกับเรื่องการปฏิวัติรัฐประหาร อย่างที่เรียนคือว่าระบบการเมืองของเราก็มีระบบรัฐสภา ทำงานกันตามปกติ รัฐบาลก็เดินหน้าแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เศรษฐกิจก็ฟื้นตัวโดยลำดับนะครับ ผมมองไม่เห็นว่าการปฏิวัติรัฐประหารจะทำไปเพื่ออะไรนะครับ และที่มั่นใจคือว่าทำไปแล้วคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรได้ครับ
ผู้ดำเนินรายการ : มีความเคลื่อนไหวของเสธ.แดง ด้วยนะคะ ล่าสุดได้ออกมาขู่ว่าอาจจะมีการลอบสังหารผู้นำ
นายกรัฐมนตรี : ผมคิดว่าอันนี้ล่ะครับที่ผมคิดว่าเป็นพฤติกรรมซึ่งสังคมต้องช่วยกันครับว่า เราจะยอมรับลักษณะการพูดจาที่เสมือนกับการข่มขู่ คุกคาม หรือไม่ ถ้าเรายอมรับให้ทำกันอย่างนี้ ต่อไปบ้านเมืองก็ไม่มีสงบล่ะครับ ใครไม่พอใจอะไรใครก็พูดจาในลักษณะนี้ ที่สำคัญมีการพูดในทำนองซึ่งไปกดดันคนที่มีหน้าที่ในการที่จะต้องรักษาความยุติธรรม ความถูกต้องในบ้านเมือง ฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าเราไม่ควรยอมรับลักษณะของการกระทำแบบนี้ และเราต้องไม่หวั่นไหว ต้องเดินหน้าในการทำหน้าที่ของตัวเองไป
ผู้ดำเนินรายการ : ค่ะ ได้มีโอกาสพูดคุยกับท่านชวน หลีกภัย หรือยังคะ หลังจากที่ท่านเข้าโรงพยาบาล
นายกรัฐมนตรี : ผมโทรไปเยี่ยมท่านก่อนที่จะเดินทางออกมา เพราะทราบว่าท่านเข้าโรงพยาบาล แต่ตอนที่ผมออกมา และก่อนที่จะออกมานั้นคุยกับท่านทางโทรศัพท์ ท่านก็บอกว่าไม่ต้องห่วงนะครับ ไข้ท่านลดแล้วครับ
ผู้ดำเนินรายการ : ท่านย้ำอะไรกับท่านนายกฯ เป็นพิเศษไหมคะ การคุยกันครั้งล่าสุด
นายกรัฐมนตรี : บอกให้ดูแลสุขภาพตัวผมด้วยครับ
ผู้ดำเนินรายการ : สุดท้ายมีอะไรอยากฝากถึงประชาชนไหมคะ หลังจากที่ประชุมที่ดาวอส และจะเดินทางกลับมาในวันพรุ่งนี้ค่ะ
นายกรัฐมนตรี : ก็เดี๋ยวหลังจากสัมภาษณ์ผมยังใช้เวลาอีกสักนิดหนึ่งในการพูดคุยกับพี่น้องประชาชนในประเด็นของการทำงานในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ
ผู้ดำเนินรายการ : เมื่อมาถึงเมืองไทย สิ่งแรกที่จะทำในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในการแก้ไขปัญหาการเมืองหรืออะไรคะ
นายกรัฐมนตรี : วันจันทร์นี้ผมจะไปเร่งแก้ไขปัญหาอันแรกก็คือกรณีของกลุ่มพี่น้องประชาชนในเรื่องที่ทำกินนะครับ ที่มีการชุมนุมกันเมื่อไม่นานมานี้ เพราะว่าถึงเวลาที่มาตรวจสอบความก้าวหน้าของการแก้ปัญหาที่ทำกินของกลุ่มต่าง ๆ นะครับ ของหน่วยงานต่าง ๆ ด้วย ช่วงบ่ายอย่างที่บอกคือว่าจะไปที่ดอนเมือง เพื่อทำพิธีในการส่งข้าวไปเฮติ และจะมีการประชุมในเรื่องการจัดสรรงบประมาณในระบบของจังหวัดนะครับ และกลุ่มจังหวัดในช่วงบ่ายครับ ฉะนั้นก็มีงานเยอะอยู่แล้วครับ แต่ว่าตั้งใจว่าช่วงที่นั่งเครื่องบินกลับไป และวันอาทิตย์ไปถึงช่วงบ่าย ๆ จะมีเวลาอ่านเอกสารอีก คือผมได้ขอให้ท่านรัฐมนตรีทุกท่านทำรายงานสั้น ๆ ว่า 1 ปีที่ผ่านมา ท่านได้ทำอะไรที่เป็นผลงานเด่น อะไรบ้างที่เป็นปัญหาอุปสรรคในการทำงาน และความตั้งใจจะทำอะไรในปีนี้ เพราะตั้งใจจะอ่านรายงานนี้ให้เสร็จ แล้วจะเชิญรัฐมนตรีมาประชุมเป็นกลุ่ม ๆ นะครับ เช่น ทางด้านสังคม ทางด้านเศรษฐกิจ เพื่อวางแผนในการทำงานสำหรับปีต่อไปครับ
ผู้ดำเนินรายการ : พอพิจารณาผลงานแบบนี้จะเป็นการส่งสัญญาณไหมคะว่าอาจจะมีการปรับเปลี่ยนอะไรในครม.
นายกรัฐมนตรี : ผมคิดเรื่องงานเป็นหลักครับ อย่าไปคิดเรื่องอื่นครับ
ผู้ดำเนินรายการ : สุดท้ายอยากจะบอกอะไรกับพี่น้องประชาชนเพิ่มเติมไหมคะ
นายกรัฐมนตรี : ก็อยากจะเรียนนะครับว่าเดินทางมาต่างประเทศทุกครั้ง สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นกำลังใจอย่างมาก และก็ควรจะเป็นกำลังใจสำหรับพี่น้องประชาชนคนไทยก็คือ เรามีเพื่อนที่อยู่ในต่างประเทศเยอะมาก ใครที่เคยสัมผัสเมืองไทยทุกคนมีความประทับใจ และก็มีความเชื่อมั่นในประเทศไทยนะครับ ในพื้นฐานของประเทศไทย เพราะฉะนั้น อะไรซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เขาไม่สบายใจ ไม่มั่นใจ อยู่ที่พวกเราน่ะครับ ช่วยกันได้คนละไม้คนละมือนะครับ ทำให้ประเทศไทยของเราเป็นอย่างที่คนต่างชาติเขาเคยสัมผัส ประทับใจ และอยากจะมาเที่ยว อยากจะลงทุน อยากจะมาค้าขาย อยากจะมาคบกับเรา
ผู้ดำเนินรายการ : ค่ะ อย่างผู้นำประเทศต่าง ๆ รวมถึงสื่อมวลชนที่เจอท่านนายกฯ ด้วยนะคะ คำถามแรกที่ถามจะเป็นเศรษฐกิจ หรือว่าเป็นปัญหาการเมืองในบ้านเรา
นายกรัฐมนตรี : ส่วนใหญ่เศรษฐกิจครับ
ผู้ดำเนินรายการ : และปัญหาการเมือง สัดส่วนมากน้อย
นายกรัฐมนตรี : ก็มีบ้างเป็นธรรมดาครับ สื่อจะถามมากหน่อยครับ แต่คนอื่นจะถามน้อยหน่อย ก็คงไม่ต่างจากประเทศไทยครับ
ผู้ดำเนินรายการ : ค่ะ วันนี้ขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีนะคะ ที่ให้โอกาสได้มีโอกาสสัมภาษณ์สดท่านนายกฯ อีกครั้งหนึ่ง
นายกรัฐมนตรี : ขอบคุณมากครับ ทราบว่าเวลาที่โน่นจะเรียกว่าดึกก็คงไม่ใช่ครับ ใกล้เช้าแล้วนะครับ
ผู้ดำเนินรายการ : ขอบพระคุณค่ะ พักกันครู่เดียวนะคะ ในช่วงหน้าค่ะท่านนายกรัฐมนตรีจะได้สนทนากับท่านผู้ชมทางบ้านนะคะ ดิฉัน อริสรา กำธรเจริญ คงจะหมดหน้าที่แต่เพียงเท่านี้ และพบกันใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีค่ะ
นายกรัฐมนตรี : พี่น้องประชาชนที่เคารพครับ ก่อนที่ผมจะออกเดินทางไปดาวอสเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา มีงานอีกหลายด้านที่มีความคืบหน้าและจะถือโอกาสรายงานให้พี่น้องประชาชนทราบ เรื่องแรกคงเป็นเรื่องเศรษฐกิจซึ่งตลอดระยะเวลาช่วงสัปดาห์สองสัปดาห์ที่ผ่านมา มีสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ค่อนข้างชัด ตัวเลขที่ยังไม่ได้รายงานให้พี่น้องทราบผ่านทางรายการก็อย่างเช่น ในที่สุดปีที่แล้วการขอรับการส่งเสริมการลงทุนนั้น ถ้าคิดเป็นมูลค่าของโครงการต่างๆรวมกันแล้วถึงประมาณ 7 แสนล้านบาท ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 4 แสนล้านบาท เรียกว่าสูงกว่าเป้าหมายที่เราคาดคิดเอาไว้ อาจจะเรียกได้ว่าร้อยละ 60 ทีเดียว ซึ่งอันนี้มันเป็นผลมาจากการที่เรามีมาตรการที่จะส่งเสริมการลงทุนเป็นกรณีพิเศษจนถึงปลายปีที่แล้ว ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนในหลายสาขา จากหลายประเทศทำให้ตัวเลขตัวนี้สูงขึ้นมามาก เราก็ตั้งเป้าเอาไว้ว่าในปี 2553 นี้ ก็อยากจะให้มีการส่งเสริมการลงทุนอยู่ที่ประมาณ 5 แสนล้านบาท ขณะเดียวกันที่ผมได้เคยรายงานว่าเราได้จัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นเกินเป้าทั้งปีอาจจะเกือบถึง 2 แสนล้านนะครับ ก็ทำให้เราสามารถที่จะกำหนดนโยบายงบประมาณสำหรับปีงบประมาณ2554 ซึ่งจะเริ่มต้นในเดือนตุลาคมของปีนี้ โดยลักษณะของงบประมาณที่เราได้อนุมัติใน ครม. ก็จะเป็นงบประมาณขาดดุลครับ คือเราประมาณการกันว่าการจัดเก็บรายได้สำหรับปีที่จะถึงนี้จะขยับมาอยู่ที่ประมาณ 1 ล้าน 6 แสน 5 หมื่นล้าน และก็จะตั้งงบประมาณในลักษณะที่เป็นการขาดดุล เพราะฉะนั้น ก็จะมีงบประมาณที่เป็นงบประมาณรายจ่ายประมาณเกิน 2 ล้านล้านบาทมาเล็กน้อย ที่น่ายินดีคือจากโครงสร้างงบประมาณที่เราได้ดูและจะจัดทำสิ่งที่จะเพิ่มขึ้นมามากคืองบการลงทุนครับ ซึ่งปีที่แล้วมีอยู่เพียง 2 แสนล้าน ปีนี้เพิ่มมาเป็น 3 แสน 4 หมื่นกว่าล้านนะครับ เพิ่มขึ้นถึงเกือบร้อยละ 60 ทีเดียว เพราะฉะนั้นผมคิดว่าจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ดีขึ้น การจัดเก็บรายได้ที่ดีขึ้น ก็จะทำให้เราสามารถใช้กระบวนการของงบประมาณกลับมาใช้ในการลงทุนเพื่อทำโครงสร้างพื้นฐานกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นแนวโน้มในเรื่องของเศรษฐกิจและการจัดทำงบประมาณที่จะมีขึ้นในปีงบประมาณต่อไป
นอกจากภาพรวมของเศรษฐกิจนะครับ มีเรื่องของเศรษฐกิจที่เกี่ยวกับพี่น้องประชาชนอีกจำนวนมากในระดับของผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม แล้วก็ในส่วนของพี่น้องในชุมชนต่าง ๆ นั่นก็คือเรื่องแรกก็คือเราได้จัดนิทรรศการเอสเอ็มอี เอ็กซ์โปร์ ซึ่งวันนี้คือวันอาทิตย์เป็นวันสุดท้ายนะครับ ที่พี่น้องประชาชนสามารถไปเยี่ยมชมซื้อสินค้าเอสเอ็มอีต่าง ๆที่มาร่วมแสดงสินค้าอยู่ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์นะครับ จะได้ไปเห็นความก้าวหน้าการพัฒนาของอุตสาหกรรมขนาดกลางขนาดย่อมของประเทศที่รัฐบาลให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เช่นกันในวันนี้นะครับคือวันอาทิตย์ก็มีการจัดทำประชาคมชุมชนพอเพียง โครงการชุมชนพอเพียง พร้อมกันทั่วประเทศ ก็คงจำกันได้นะครับว่าโครงการชุมชนพอเพียงเป็นโครงการที่รัฐบาลได้ใช้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรอบแรก แต่ต่อมาก็พบปัญหาในเรื่องการทุจริตที่เกิดขึ้นในบางโครงการในบางพื้นที่ ก็เลยมีการทบทวนในการจัดทำโครงการนี้ใหม่ และก็คุณมีชัย วีระไวทยะ ได้เข้ามาทำงานในด้านนี้ วันวันที่ 31 คือวันนี้เป็นวันที่ได้มีการกำหนดให้มีการจัดทำประชาคมขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งก็ได้มีการเชิญชวนพี่น้องประชาชน จริงๆแล้วใครก็ตามที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปสามารถเข้าไปประชุมในชุมชนหรือหมู่บ้านของท่าน ช่วยกันคิดและก็จัดทำโครงการที่สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างรายได้ การสร้างอาชีพ ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากจน หรือโครงการส่งเสริมอนุรักษ์ป่า น้ำ ดิน ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าอยากเห็นโครงการใด ๆ เกิดขึ้นอยู่ในชุมชนของท่าน หรือสอดคล้องกับเศรษฐกิจพอเพียง ก็ขอให้ไปร่วมกันประชุมประชาคมที่จัดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ อันนี้ก็เป็นงานเศรษฐกิจภาพรวมและเศรษฐกิจในระดับชุมชนและของพี่น้องประชาชนที่มีการดำเนินการ
สุดท้ายครับในเรื่องเฮติ อยากจะเรียนว่ามีความคืบหน้าในการช่วยเหลือของรัฐบาลในหลาย ๆ ด้าน เงินของรัฐบาล 1 แสนเหรียญมอบกันไปเรียบร้อย และก็มีการซื้อของและก็นำส่งถึงประชาชนในเฮติ ขณะเดียวกันที่ผมบอกไปแล้วเรากำลังจะจัดส่งข้าว ในส่วนแรกก็จัดส่งทางเครื่องบินไปก่อน เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องนำข้าวไปถึงประชาชนชาวเฮติ ส่วนข้าวที่เหลือที่ทั้งหมดมีอยู่ถึง 2 หมื่นตัน ก็จะทยอยส่งแต่จะเป็นการส่งทางเรือ ก็ต้องดู ต้องประสานให้สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินการในการช่วยเหลือในเรื่องของอาหาร และเมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมก็ได้พูดนะครับว่า นอกจากเรื่องของข้าว เรื่องของเงิน ที่ทั้งเป็นของภาครัฐและที่ภาคเอกชนมาร่วมบริจาคผ่านรัฐ ซึ่งขณะนี้ยอดบริจาคผ่านศูนย์ของรัฐบาลก็หลายสิบล้านแล้ว และยังมีในส่วนของเอกชนซึ่งเกินร้อยล้านแล้ว เราได้พูดถึงเรื่องการส่งแพทย์หรือช่างเข้าไปให้การช่วยเหลือ ขณะนี้ได้มีการจัดส่งทีมล่วงหน้าเดินทางเข้าไปยังเฮติ ซึ่งจะเป็นการปูทางไปสู่การที่เราจะส่งคนของเราเข้าไปมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูเฮติหลังจากที่ประสบภัยพิบัติ ซึ่งก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่พี่น้องประชาชนคนไทยได้แสดงออกถึงความมีน้ำใจของเราที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน สัปดาห์นี้คงมีเวลาเท่านี้นะครับในการรายงานงานต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้ดำเนินการมา รวมทั้งการเดินทางมาที่ดาวอส สวิสเซอร์แลนด์ของผมในช่วงวันพฤหัส และ ศุกร์ เสาร์ สำหรับสัปดาห์หน้ากลับมาพบกันใหม่ หลังจากที่ผมเดินทางกลับมาที่ประเทศไทยแล้ว สวัสดีครับ
| |
ข้อมูลข่าวและที่มา
ผู้สื่อข่าว : เกียรติขจร อิ้วสวัสดิ์ Rewriter : ชูชาติ เทศสีแดง สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ : http://thainews.prd.go.th
วันที่ข่าว : 31 มกราคม 2553
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
 |
|
 |
|
 |
|
 |
|
 |