 |
|
เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ.2553
รายการ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์
วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ.2553
ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย
และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์
สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพรักทุกท่านครับ กลับมาพบกันเป็นประจำนะครับทุกเช้าวันอาทิตย์เพื่อรับทราบงานต่าง ๆ ที่ผมและรัฐบาลได้ดำเนินการตลอดระยะเวลาสัปดาห์ที่ผ่านมา ปลายสัปดาห์ที่แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมในเรื่องของการแต่งตั้งและให้รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง คือเรื่องของการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งจะมีทั้งสิ้นด้วยกัน 5 ตำแหน่ง โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ ให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ได้เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ คือรัฐมนตรีท่านใหม่จะเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ในวันพรุ่งนี้ เพราะฉะนั้น รัฐมนตรีทั้ง 5 ท่านที่จะเข้ารับหน้าที่ก็จะสามารถปฏิบัติงานได้ตั้งแต่วันอังคารเป็นต้นไปครับ อยากจะเรียนว่าในส่วนของรองนายกรัฐมนตรีที่จะมาดูแลในเรื่องของเศรษฐกิจก็ดี กระทรวงคมนาคมก็ดี และโดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการนะครับ งานสำคัญก็คงจะเป็นงานสานต่อโครงการและนโยบายสำคัญ ๆ ของรัฐบาลที่ได้มีการดำเนินการมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการนั้นก็มีงานทางด้านการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งเป็นงานใหญ่ที่จะต้องมีการผลักดันอย่างต่อเนื่องนะครับ และในช่วงที่ 2 ของรายการในวันนี้ เมื่อวานนี้เป็นวันครู เพราะฉะนั้น ผมกับทางพิธีกรรับเชิญจะได้สนทนากับผู้แทนครูจากทั่วทุกภูมิภาคนะครับ จากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อที่จะได้พูดคุยถึงงานทางด้านการศึกษา ทั้งที่ทำมาแล้ว และที่จะต้องทำต่อไป
สำหรับที่กระทรวงสาธารณสุขนั้น ในส่วนของท่านรัฐมนตรีจุรินทร์ ซึ่งจะรับหน้าที่นั้น ภารกิจสำคัญก็คือการสะสางปัญหาที่เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเรื่องของไทยเข้มแข็ง ที่มีการสอบสวน ที่มีการสอบข้อเท็จจริง และมีการนำผลสรุปเข้ามาส่งให้ทางรัฐบาล เพราะว่าแม้ว่าจะมีบางส่วนนั้นจะส่งไปที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่ว่าในส่วนของข้าราชการประจำก็คงจะต้องทำความชัดเจนกันครับ และก็สามารถทำให้งานของกระทรวงนั้นสามารถเดินหน้าต่อไปได้ รวมไปถึงการทบทวนในส่วนของการจัดซื้อจัดจ้างและการลงทุนในไทยเข้มแข็ง ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส และสามารถตอบสนองความต้องการซึ่งยังมีอยู่มากในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน และอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อันนี้ก็เป็นเรื่องของการทำงานของคณะรัฐมนตรีหลังจากที่จะมีรัฐมนตรีท่านใหม่เข้ารับตำแหน่ง และก็ถวายสัตย์ปฏิญาณในวันจันทร์ที่จะถึงนี้
สำหรับงานที่วันนี้อยากจะขอรายงานพี่น้องประชาชนนะครับ อยากจะขอเริ่มต้นจากกรณีของมาบตาพุดครับ กรณีของมาบตาพุดนั้นเมื่อวานนี้ผมได้เดินทางไปที่จังหวัดระยอง และที่มาบตาพุด เพื่อไปติดตามงานสำคัญซึ่งอาจจะไม่ได้มีการรายงานข่าวกันมากนัก นั่นก็คืองานที่เราเข้าไปแก้ไขปัญหาเยียวยาปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหามลพิษ และปัญหาการพัฒนา หรือปัญหาของอุตสาหกรรมที่ผ่านมาทั้งหมดนะครับ โดยเมื่อประมาณเดือนธันวาคมคือเดือนที่แล้ว คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณที่เป็นเงินงบกลางถึง 800 กว่าล้านบาท เพื่อไปแก้ปัญหาซึ่งค้างคาหมักหมมมาเป็นเวลานานในพื้นที่มาบตาพุด ก็คือ 1. ในเรื่องของการกำจัดขยะ 2. เรื่องของการที่จะจัดทำให้พี่น้องประชาชนนั้นมีน้ำประปาใช้ และ 3. ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบสาธารณสุข ผมจึงได้เดินทางไปเมื่อวานนี้นะครับ เริ่มต้นจากการเปิดศูนย์อาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นการเข้าไปปรับปรุงในเรื่องของการบริการทางด้านการรักษาพยาบาลและสาธารณสุขสำหรับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ที่ต้องมีศูนย์นี้ก็เพราะว่าแม้ว่าพี่น้องประชาชนที่นั่นจะมีบริการสาธารณสุขเช่นเดียวกับพี่น้องในที่อื่น ๆ นะครับ ในเรื่องของการตรวจสุขภาพ ในเรื่องของสิทธิในการรักษาพยาบาล
แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นจากมลพิษนั้นจำเป็นจะต้องได้รับการดูแลเป็นการเฉพาะ เพราะฉะนั้น การที่เราเปิดศูนย์นี้ก็เพื่อที่จะให้กระบวนในการดูแลสุขภาพของพี่น้องประชาชน เช่น การตรวจสุขภาพ ซึ่งผมได้ไปเยี่ยมการออกตรวจสุขภาพครั้งแรกนะครับ ใน 40 กว่าครั้งที่จะมีการดำเนินการในประมาณ 5-6 เดือนข้างหน้า จะต้องเป็นการตรวจในลักษณะที่แตกต่างไปจากที่อื่นเป็นการเฉพาะ อย่างนี้เป็นต้น และศูนย์นี้จะต้องได้รับการสนับสนุนในเรื่องของบุคลากร อุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อที่จะมาดูแลปัญหาของพี่น้องชาวมาบตาพุด และชาวระยองได้อย่างตรงจุด ที่สำคัญคือศูนย์นี้จะต้องทำงานในเชิงรุก เมื่อวานนี้จึงได้มีการพบปะกับทางอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งจะต้องมีบทบาทสำคัญในการทำงานในเรื่องนี้ด้วย ผมอยากให้ความมั่นใจว่าในส่วนของรัฐบาลนั้นจะเดินหน้าดูแลแก้ไขปัญหาที่เป็นผลกระทบให้กับพี่น้องประชาชนชาวระยอง ชาวมาบตาพุด อย่างดีที่สุด และศูนย์นี้เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ที่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่รัฐบาลได้ผลักดัน ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องขอขอบคุณท่านรองนายกฯ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ในขณะนั้นซึ่งเป็นผู้ไปสำรวจความต้องการต่าง ๆ และก็ได้เดินหน้าจัดทำโครงการผลักดันและให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติไปเรียบร้อยแล้ว
นอกเหนือจากเรื่องนี้แล้ว สิ่งที่รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการต่อก็คือรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่ประกาศให้เขตมาบตาพุดนั้นเป็นเขตควบคุมมลพิษ ซึ่งหมายถึงว่าท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่ได้ร่วมกันจัดทำแผนเพื่อที่จะมาบริหารจัดการเกี่ยวกับเรื่องของมลพิษ ขณะนี้ก็มีการนำเสนอโครงการไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเรากำลังจะเร่งดูแลเพื่อที่จะอนุมัติโครงการต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อให้การบริหารจัดการในเรื่องของมลพิษนั้นดียิ่งขึ้น
สำหรับในเรื่องของการลงทุนนั้น สัปดาห์ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติเห็นชอบระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่จะเป็นระเบียบที่ใช้ในการบริหารจัดการในเรื่องของการให้ความเห็นขององค์การอิสระต่อโครงการซึ่งอาจจะมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชุมชนในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ซึ่งระเบียบตัวนี้จะใช้ระหว่างที่ตัวกฎหมายยังไม่ได้มีการแก้ไขนะครับ และจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการที่เรียกว่าเป็นคณะกรรมการกลางในการประสานงานเพื่อที่จะให้องค์การอิสระ ซึ่งจะประกอบไปด้วยผู้แทนขององค์กรด้านสิ่งแวดล้อมกับสถาบันการศึกษานั้นสามารถที่จะนำความเห็นมาประกอบการพิจารณาของหน่วยงานในการอนุมัติโครงการต่าง ๆ ซึ่งหลังจากคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติระเบียบฉบับนี้แล้ว และได้ประกาศใช้แล้ว ก็ถือว่าขณะนี้การปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสองนั้น มีประกาศและระเบียบรองรับครบถ้วนแล้ว และผมทราบว่าขณะนี้หลายโครงการซึ่งศาลได้มีคำสั่งชั่วคราวนะครับ ที่จะระงับการดำเนินการนั้น ก็ได้เข้าสู่กระบวนการใหม่หลายโครงการแล้ว นอกจากนั้นผมจะจัดให้มีบริการในศูนย์บริการจุดเดียวนักลงทุน ที่เป็นนโยบายของรัฐบาลที่เราเรียก OSOS คือ One Start One Stop Center เป็นผู้จัดระบบ นะครับ คือมีโต๊ะเป็นการเฉพาะที่จะบริการนักลงทุนทั้งหลายที่ยังมีปัญหาอยู่ในเรื่องของมาบตาพุดเพื่อสร้างความชัดเจนให้เกิดขึ้น และตัวผมเองนั้นก็จะมีโอกาสพบกับตัวแทนของนักลงทุนชาวญี่ปุ่นนะครับ ซึ่งจะเดินทางมาพบกับผมในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าขณะนี้เรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นกำลังคลี่คลายไปนะครับ เพราะว่าเราได้จัดระบบและมีระเบียบ กฎต่าง ๆ เข้ามารองรับการดำเนินการตามมาตรา 67 วรรคสองเรียบร้อยแล้ว ส่วนการที่นักลงทุนนั้นจะยื่นข้อเท็จจริงเพิ่มเติมหรือจะเรียกว่าอุทธรณ์ต่อศาลปกครองนั้น ก็สามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่รัฐบาลได้วิเคราะห์และได้เสนอแนะไปนะครับว่ามีช่องทางใดบ้างที่จะทำให้โครงการเหล่านี้สามารถเดินได้ โดยไม่ไปขัดกับเจตนารมณ์และการดำเนินการในการปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนในเรื่องของสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็เป็นความคืบหน้าชัดเจนนะครับในส่วนของมาบตาพุด
เรื่องถัดมาที่ผมอยากจะคุยกับพี่น้องประชาชนในสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่เราได้ทำก็คือความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องกรณีหวยออนไลน์ครับ ทางคณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ ของสภา ได้เชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งตัวผมด้วยไปหารือกันในเรื่องนี้ ซึ่งรวมถึงตัวบริษัทด้วย ก็น่าดีใจครับว่าในคณะกรรมาธิการฯ นั้นบรรยากาศเป็นไปด้วยดี ทุกฝ่ายก็ยอมรับว่าการที่รัฐบาลจะตัดสินใจในเชิงนโยบายโดยที่จะยืนยันว่าเราไม่อยากจะได้เงินตรงนี้เข้ามา เพื่อแลกกับการทำหวยออนไลน์และอาจจะสร้างปัญหาสังคมที่ตามมา จากการที่เด็กเยาวชนและคนจำนวนมากที่จะเข้าไปสู่วงจรของการเล่นการพนัน ก็ดูว่าตรงนี้เป็นที่เข้าใจและยอมรับว่าเป็นสิทธิและการตัดสินใจของรัฐบาล แต่ว่าอย่างไรก็ตามในส่วนของสัญญานั้น ทางบริษัทเอง และรวมไปถึงบริษัทต่างประเทศที่เป็นหุ้นส่วนกับบริษัทไทย ก็ได้มีโอกาสมาพบผมด้วย หลังจากที่ผมได้ไปชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯ สิ่งที่น่ายินดีก็คือว่าทั้งบริษัทไทยและหุ้นส่วนที่เป็นต่างประเทศนั้น แม้ว่าอาจจะผิดหวังที่ไม่ได้ดำเนินโครงการหวยออนไลน์ 2 ตัว 3 ตัว แต่ก็บอกว่าเมื่อรัฐบาลมีนโยบายนั้นพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ ร่วมมือกับคณะทำงานที่ผมได้ตั้งขึ้น เพื่อที่จะดูว่าการที่ไม่ดำเนินการตามโครงการนี้มีผลกระทบเป็นความเสียหายมากแค่ไหนอย่างไร และเมื่อได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่าความเสียหายเป็นอย่างไรแล้ว ก็จะมีวิธีการในการที่จะชดเชย ซึ่งตรงนี้หมายความว่าทางบริษัทก็ได้บอกว่าไม่มีความประสงค์ในการที่จะไปฟ้องร้องหรือทำให้เรื่องเกิดความยุ่งยากนะครับ จากการที่จะต้องไปขึ้นโรงขึ้นศาล แต่ว่าจะมาเจรจากันว่าการชดเชยจะทำอย่างไร ซึ่งการชดเชยไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการชดเชยในรูปของตัวเงิน
ผมยกตัวอย่างว่าถ้าเราสามารถที่จะเอาเครื่องที่ไปติดตั้งทั้งที่เป็นคอมพิวเตอร์ เมนเฟรม (mainframe) และตัวตู้ที่ไปติดตั้งตามที่ต่าง ๆ มาใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น สามารถสร้างรายได้ขึ้นมา ก็สามารถเข้ามาทดแทนโครงการนี้ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างของการที่เราจะดำเนินการในเรื่องนี้ พร้อม ๆ กันไปนั้นสำหรับคนที่ได้รับผลกระทบนะครับในเรื่องของเป็นผู้บริหารตู้ หรือว่าก่อนหน้านี้มีการจดทะเบียนคนเดินโพย รัฐบาลก็จะพิจารณาว่าจะช่วยเยียวยาคนเหล่านี้อย่างไร เพราะฉะนั้น ขณะนี้การบริหารจัดการทางด้านนี้ ผมคิดว่ามีแนวโน้มไปในทางที่ดีครับ ก็คือสามารถที่จะสนองตอบนโยบายของรัฐบาลในการที่จะไม่เพิ่มช่องทางใหม่ ๆ ในเรื่องของการพนันนะครับ หรืออบายมุข พร้อม ๆ กันนั้นก็คงจะไม่ทำให้รัฐหรือผู้เสียภาษีอากรเสียหาย แต่จะหาข้อยุติซึ่งทั้งบริษัท ทั้งรัฐบาลเอง จะมีความพึงพอใจนะครับ และก็สามารถเป็นไปตามเป้าหมายของเราได้
ถัดมาเรื่องที่อยากจะพูดคุยกับพี่น้องประชาชนก็คือเรื่องของกองทุนหมู่บ้านครับ เพราะว่าสัปดาห์ที่แล้วผมได้ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมกองทุนหมู่บ้าน กรรมการกองทุนหมู่บ้าน เพื่อที่จะเพิ่มทุนให้กับกองทุนหมู่บ้าน การเพิ่มทุนครั้งนี้เป็นรอบที่ 2 เพราะว่ารอบแรกนั้นผมได้ไปทำพิธีโอนเงินไปแล้ว ขณะนี้หลังจากที่อนุมัติการเพิ่มทุนกองทุนหมู่บ้านไปแล้ว 2 รอบ ก็เท่ากับว่ากองทุนหมู่บ้านประมาณร้อยละ 60 ครับ ได้รับการเพิ่มทุนไปเรียบร้อยแล้ว ผมอยากจะเรียนครับว่าต่อจากนี้ไปสำหรับกองทุนที่เหลืออีกร้อยละ 40 นะครับ ขณะนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งก็คือส่วนที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ตรงนี้จะขาดคุณสมบัติในการที่จะได้รับการเพิ่มทุน เพราะฉะนั้น ในส่วนนี้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเข้าไปช่วยดู ว่าทำอย่างไรจะให้กองทุนเหล่านี้สามารถที่จะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลได้ ส่วนที่ 2 คือ กองทุนที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเรียบร้อยแล้ว แต่ยังขาดความพร้อมตามเงื่อนไขที่ได้มีการกำหนดในการที่จะรับการเพิ่มทุน ตรงนี้เราจะมีการพิจารณาเพื่อที่จะเพิ่มทุนให้กับกองทุนหมู่บ้านที่เหลือเป็นประจำทุกเดือน อยากจะให้ทางพี่น้องประชาชน กรรมการกองทุนที่ยังไม่ได้รับการเพิ่มทุนประสานไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งเครือข่ายกองทุนหมู่บ้าน ทั้งในส่วนของจังหวัด เพื่อที่จะได้ดูว่าสามารถที่จะทำให้กองทุนนั้นเข้ากับเงื่อนไขในการที่จะมารับการเพิ่มทุนได้หรือไม่ เราจะได้สามารถเดินหน้าเร่งรัดที่จะสามารถเพิ่มทุนกองทุนหมู่บ้านให้ได้ เรียกว่าครบทุกกองทุน หรือเกือบครบทุกกองทุนในระยะเวลาอันใกล้นะครับ
ขณะเดียวกันรัฐบาลก็จะมีการดำเนินการในการประเมินผลของการบริหารจัดการในเรื่องของกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งเป็นการประเมินไม่ใช่ในลักษณะจับผิด แต่ว่าจะเป็นการประเมินเพื่อนำไปสู่การบริหารจัดการที่ดีขึ้น เพราะว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่โอนไปยังกองทุนหมู่บ้านนั้น เราก็ต้องการให้มีการนำไปใช้อย่างคุ้มค่า สร้างอาชีพ สร้างรายได้ เป็นเงินหมุนเวียนอย่างแท้จริงนะครับ และไม่กลายเป็นหนี้เสีย หรือไม่กลายเป็นจุดที่ทำให้การขยายหนี้สิน และทำให้เกิดหนี้นอกระบบมากยิ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้ทั้งสถาบันการศึกษา ทั้งเครือข่าย ทั้งคณะกรรมการสำนักงานก็กำลังเดินหน้าในการที่จะจัดวางระบบการประเมินตรงนี้ ซึ่งจะทำให้การใช้และการบริหารเงินกองทุนหมู่บ้านนั้นเป็นไปด้วยความรอบคอบและก็มีประสิทธิภาพ ตามเจตนารมณ์ในเรื่องของการที่จะให้เป็นเงินทุนในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้มากยิ่งขึ้น
สำหรับเรื่องสุดท้ายที่คงจะต้องขอถือโอกาสคุยกับพี่น้องประชาชน ก็อาจจะเป็นข่าวคราวซึ่งเกิดความสับสนกันอยู่ในเรื่องของอำนาจระหว่าง ก.ตร. กับ ป.ป.ช. เพราะว่าก่อนหน้านี้ ป.ป.ช.ได้มีการชี้มูลกรณีของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 แล้วก็บอกว่ามีข้าราชการตำรวจที่ทำผิดวินัยร้ายแรงอยู่ ซึ่งต่อมาก็ได้ส่งเรื่องมาให้ทางรัฐบาล รัฐบาลโดยผมและท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือรักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็ได้มีการดำเนินการสั่งลงโทษตามมติของ ป.ป.ช. ต่อมาบุคคลที่ถูกลงโทษได้มีการใช้สิทธิ์ในการอุทธรณ์ตามกฎหมายของตำรวจ ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่าข่าวคราวก็ออกมาว่าทางตำรวจโดย ก.ตร. ซึ่งพิจารณาเรื่องการอุทธรณ์นั้น ไม่เห็นด้วยกับมติของ ป.ป.ช. เมื่อผมทราบข่าวนี้ เนื่องจากผมเป็นคนร่างกฎหมาย ป.ป.ช. คนหนึ่ง และก็ได้มีการติดตามเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย ป.ป.ช.มาโดยตลอด จึงได้สอบถามสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปว่า ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในเรื่องนี้เป็นอย่างไร ซึ่งคำตอบที่ได้มาก็ตรงกับความเข้าใจของผมมาโดยตลอด ก็คือว่าการที่เรามีกฎหมาย ป.ป.ช. เป็นการยกระดับจากสมัยก่อนที่เรามีกฎหมาย ป.ป.ป. ที่ต้องยกระดับเพราะว่าในอดีตพอ ป.ป.ป. เข้าไปสอบในเรื่องอะไรแล้ว กลับกลายเป็นมีสถานะเหมือนกับแค่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเฉย ๆ ซึ่งผลที่ออกมาอาจจะถูกเปลี่ยนแปลงหรืออาจจะถูกลบโดยมติของฝ่ายบริหารได้ เขาจึงยกระดับ ป.ป.ป.มาเป็น ป.ป.ช. มีลักษณะเป็นองค์กรอิสระที่มีอำนาจเพิ่มมากขึ้น ในกฎหมาย ป.ป.ช. จึงได้เขียนเอาไว้ว่า กระบวนการอุทธรณ์ตามกฎหมายบริหารงานบุคคลทั้งหมด ทำได้แต่จะอุทธรณ์ได้เฉพาะในเรื่องดุลพินิจของการสั่งลงโทษของผู้บังคับบัญชา ไม่สามารถที่จะไปอุทธรณ์ในประเด็นที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้วินิจฉัยไปแล้ว ผมทราบดีครับว่าทาง ก.ตร.ก็ดี หรือผู้เกี่ยวข้องก็ดี อาจจะมีความไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ ป.ป.ช.ได้วินิจฉัยไป แต่ข้อเท็จจริงก็คือว่าระบบที่จะไปคานอำนาจกับ ป.ป.ช. นั้นสามารถทำได้ โดยการให้บุคคลเหล่านี้ไปฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ซึ่งในอดีตนั้นก็มีหลายครั้งที่ศาลปกครองนั้นกลับมติของ ป.ป.ช. ที่จะต้องเป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าเราต้องให้ ป.ป.ช. ศาลปกครองหรือองค์กรอิสระทั้งหลายมีความศักดิ์สิทธิ์ ฝ่ายบริหารถ้าหากสามารถที่จะไปลบล้างคำวินิจฉัยขององค์กรอิสระได้ นั่นเท่ากับว่าองค์กรอิสระจะไม่มีความหมาย
เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ผมจะต้องดำเนินการเพื่อยืนยันหลักอันนี้ครับ มิฉะนั้นแล้วปัญหาในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่น หรือการใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบเราก็จะไม่มีกลไกที่เป็นองค์กรอิสระที่มีความศักดิ์สิทธิ์เลย เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ไม่ว่าใครจะมีความเห็นในเรื่องของข้อเท็จจริงอย่างไร เรามีความจำเป็นที่จะต้องรักษาระบบให้องค์กรอิสระนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์ เพื่อที่จะให้องค์กรเหล่านี้สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ และฝ่ายบริหารนั้นต้องรู้จักในการที่จะจำกัดขอบเขตอำนาจของตัวเอง ส่วนความเป็นธรรมนั้นอย่างที่ผมเรียนครับ ยังมีกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างองค์กรอิสระด้วยกันเองได้ ทั้งหมดนี้ก็คืองานในรอบสัปดาห์ที่ผมอยากจะรายงานให้พี่น้องทราบ เดี๋ยวพักกันสักครู่ และไปพบกับการสนทนาเกี่ยวกับเรื่องของครู และการศึกษาของชาติต่อไปครับ
ผู้ดำเนินรายการ: สวัสดีครับ ผมกนิษฐ์ สารสิน นะครับ หรือว่าเด็ก ๆ อาจจะเรียกกันว่าครูเป๊ะ นะครับ ซึ่งตอนนี้ผมยืนอยู่ที่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ นะครับ ซึ่งเป็นโรงเรียนของท่านนายกรัฐมนตรีครับ เมื่อก่อนท่านศึกษาอยู่ที่นี่ครับ ซึ่งวันนี้ก็เป็นวันครูด้วย ทางคณะครุศาสตร์ซึ่งเป็นต้นสังกัดของโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ก็ได้จัดงานวันครูขึ้น ก็ได้จัดเป็นประจำทุก ๆ ปีนะครับเพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณของครูนะครับ และปีนี้จะพิเศษยิ่งขึ้นครับเพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ให้เกียรติมาร่วมงานด้วย และวันนี้ผมก็จะพาท่านผู้ชมไปพบกับท่านอาจารย์ที่เคยสอนท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อสมัยตอนเรียนอยู่ และก็ไปชมห้องเรียนที่ท่านเคยเรียนอยู่ และก็เราไปร่วมดูบรรยากาศในงานวันครูว่าเป็นอย่างไรบ้างครับ
ผู้ดำเนินรายการ: อาจารย์สวัสดีครับ อาจารย์ลินจงนะครับ (รศ.ลินจง อินทรัมพรรย์) ก็ผมอยากจะทราบว่า 1 ปีที่ผ่านมานี้อาจารย์ เมื่อเวลาเราเห็นลูกศิษย์เราที่ตอนนี้เป็นนายกฯ อยู่แล้ว อาจารย์รู้สึกอย่างไรบ้าง
รศ.ลินจง: ก็มีความรู้สึกหลาย ๆ อย่าง 1. ภูมิใจที่คุณอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ความรู้สึกที่ 2. คือ มีความสุขที่นายกรัฐมนตรีได้ทำหน้าที่แล้วก็ได้ทำงานที่ถือว่าเป็นงานที่ยากที่สุด เป็นการทำงานเพื่อทุกคน เพื่อประเทศชาติ ถือว่าเป็นความเสียสละทั้งความสุขส่วนตัวและก็อะไรหลาย ๆ อย่าง มีปัญหาที่ท่านนายกฯ ต้องแก้ ที่ผ่านมา 1 ปีก็ถือว่านายกฯ สอบผ่านในสายตาของครูคนหนึ่ง ก็คาดว่านายกฯ ก็คงจะทำงานเพื่อประเทศชาติประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดี
ผู้ดำเนินรายการ: ทีนี้เรามาพบอาจารย์อีกท่านหนึ่งครับที่เคยสอนท่านนายกฯ มานะครับ อาจารย์องอาจครับ (อาจารย์องอาจ บุญรักษ์) สวัสดีครับ อาจารย์ครับ 1 ปีที่ผ่านมานี้ที่เราเห็นลูกศิษย์เราไปทำหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรี มาถึงตอนนี้แล้วเรารู้สึกอย่างไรบ้างครับ
อาจารย์องอาจ: ตอนแรกก็ชื่นชมยินดีกับเขานะครับ ที่เขาประสบผลสำเร็จอย่างที่เขาตั้งใจจะทำ ทีนี้ดูสถานการณ์ก็มีคนท้วงว่าใครขึ้นมาบริหารประเทศตอนนี้หนักมาก และก็น่าเป็นห่วงนะครับ ผลงานที่เขาผ่านมา 1 ปีก็คิดว่าท่านทำได้ดีแล้วนะครับ ในระดับนานาชาตินี้ท่านยกระดับประเทศไทยขึ้นไปสู่สายตาชาวโลก แล้วก็ภาคภูมิใจมากนะครับ ก็ชื่นชมท่าน หวังว่าท่านจะประคองประเทศชาติให้อยู่รอดตลอดไป และก้าวหน้าไปทัดเทียมกับนานาประเทศครับ
ผู้ดำเนินรายการ: ขอบคุณครับอาจารย์ ทีนี้นะครับเรามาชมสภาพภายในโรงเรียนกันนะครับ แต่ถ้าเผื่อใครที่ไม่ได้มาโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ นานแล้วนี้จะจำไม่ได้ เพราะว่าอาคารเรียนเดี๋ยวนี้ปรับเปลี่ยน เปลี่ยนแปลงไปเยอะนะครับ ถ้าเผื่อเรามองดูนะครับตรงนี้เราจะเห็นเสาธง เสาธงอยู่ที่เดิมนะครับ และอาคารเรียน 2 อาคารก็เป็นอาคารเดิม อาคารตึกด้านนี้กับด้านนี้จะเป็นตึกคู่ขนานกันตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว เมื่อตอนปัจจุบันจะมีตึกขึ้นมาใหม่อีกหลายตึกเลยนะครับ ทีนี้เรา
ขึ้นไปดูห้องเรียนดีกว่าครับ ตอนที่ท่านนายกฯ เรียนอยู่ที่นี่ถึงชั้นประถมปีที่ 6 เราไปดูห้องเรียนชั้น ป.6 กันครับ ตอนนี้เราขึ้นมาถึงชั้นที่ 2 ต้องขึ้นอีกชั้นนะครับ ชั้น 3 มาถึงแล้วชั้น 3 ครับ ซึ่งตึกนี้ชั้น 3 ของตึกนี้เมื่อก่อนจะเป็นชั้น ป.6 นะครับ ซึ่งท่านอยู่ห้อง ป.6/6 เดี๋ยวเราจะลองนับดู ซึ่งสมัยนี้ตอนนี้เขาเปลี่ยนเป็น ป.5 อยู่ตึกนี้แทนนะครับ น่าจะเป็นห้องนี้นะครับ 6/6 ซึ่งตอนนี้ก็เป็นชั้น ป.5/3 เมื่อก่อนเราจะรู้สึกว่าห้องเรียนใหญ่มาก แต่พอตอนนี้เรามาดูทำไมห้องเรียนดูเล็กจัง ห้องเรียนเมื่อก่อนจะมีแค่กระดานดำเฉย ๆ นะครับ เดี๋ยวนี้จะมีสื่อการสอนด้วย มีทีวีในห้องด้วย โรงเรียนก็ได้พัฒนาไปเยอะ มีทั้งทีวีนะครับแล้วก็มีทั้งคอมพิวเตอร์ตามห้อง ผมว่าตอนนี้เราก็ได้ชมโรงเรียนกันพอสมควรแล้วนะครับ เห็นทั้งอาคารเรียนที่เคยเรียนกันอยู่ และห้องเรียนที่ท่านนายกฯ เคยอยู่นะครับ ตอนนี้ผมว่าเรารีบไปที่พิธีกันเลยดีกว่าครับว่างานวันครูที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเขาจัดนี้เป็นอย่างไรกันบ้าง และท่านนายกฯ ก็ใกล้จะมาร่วมงานแล้วนะครับ ผมว่าเราไปชมกันเลยดีกว่า
ผู้ดำเนินรายการ: สวัสดีครับ วันนี้เป็นวันครูนะครับ ตอนนี้เราก็มาอยู่ที่คุรุสภากันนะครับ แล้วเราก็ได้รับเกียรติจากท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ มาตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องของครูนะครับว่าเราจะทำอย่างไรที่จะยกคุณภาพมาตรฐานชีวิตของครูให้ดีขึ้นนะครับ ซึ่งในวันนี้เราก็ นี่ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีก็อยู่ที่นี่แล้ว สวัสดีครับ
นายกรัฐมนตรี : สวัสดีครับ
ผู้ดำเนินรายการ: และก็ไม่ใช่แค่นี้นะครับ เรายังมีผู้ร่วมสนทนากัน ซึ่งก็อยู่ในแวดวงการศึกษาอีกหลายท่านนะครับ ซึ่งก่อนอื่นวันนี้ท่านนายกฯ วันนี้เป็นวันครู เราก็จะมาคุยเกี่ยวกับเรื่องของครูกัน ซึ่งตัวผมเองก็ธรรมดาไม่ได้เป็นครูนะครับ ตอนหลัง ๆ จัดรายการเป็นครูเฉพาะในห้องเรียนประถม ซึ่งวันนี้เราจะมาคุยถึงการศึกษาระดับภาพรวมเลย ขอเริ่มที่คุณครูชอุ่มก่อนละกัน สวัสดีครับ คุณครูชอุ่ม แวแม จากโรงเรียนบ้านตะบิ้งจังหวัดปัตตานี คุณครูมาไกลจากภาคใต้เลย วันนี้ได้โอกาสดีแล้วครับคุณครูครับ คุณครูอยากจะเรียนถามอะไรกับท่านนายกฯ ก็เชิญเลยครับ
ครูชอุ่ม : ขอบคุณค่ะ ก็อยู่จังหวัดปัตตานีนะคะท่าน อยู่ปัตตานีนี้เหตุการณ์ก็ยังเหมือนเดิมนะคะตอนนี้ แต่ว่าเรื่องขวัญกำลังใจของคุณครูค่ะ เพราะว่าคุณครูต้องเดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่เสี่ยงภัยนะคะท่าน เรื่องการทำผลงานทางวิชาการค่ะ เพราะว่าในบางกรณีนี้คุณครูบางท่านต้องไปโรงเรียนด้วยว่าเช้านี้เราจะถึงโรงเรียนไหม เย็นนี้เราจะกลับถึงบ้านหรือเปล่านะคะ บางทีก็ต้องหอบเอกสารที่จะไปทำผลงาน บางท่านก็ทำมาหลายปีแล้วก็ยังจะต้องปรับปรุงบ้าง ไม่ผ่านบ้างนะคะ อยากถามนายกฯ ว่าจะทางจังหวัดชายแดนภาคใต้นี่ท่านน่าจะให้พวกเรา ท่านจะช่วยพวกเราได้อย่างไรบ้างคะ
นายกรัฐมนตรี: อาทิตย์ที่แล้วนี้ มีเด็กมาจาก 3 จังหวัดก็คือสภาพที่น่าเห็นใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือว่าทำงานและการศึกษาอยู่ภายใต้ความกลัว ทีนี้วันนี้คงไม่ใช่เวลาที่จะคุยเรื่องนโยบาย 3 จังหวัดภาคใต้ แต่ยืนยันว่าจริง ๆ ในรอบปีนี้เหตุการณ์ความไม่สงบความรุนแรงก็เริ่มลดลงต่อเนื่อง และเรามีแนวทางหลายอย่างและหลายพื้นที่ขณะนี้ก็ดีขึ้นมาก เราก็ต้องยังจำเป็นที่จะต้องใช้กองกำลังต่าง ๆ คุ้มครอง และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้จำนวนกองกำลังของเราในภาคใต้ต้องมีมากนะครับ เพราะว่ามีพี่น้องประชาชนรวมทั้งกลุ่มคน เช่น ในส่วนของโรงเรียนที่ต้องการการคุ้มกันอยู่ตลอดเวลา ทีนี้สำหรับปัญหาการศึกษาใน 3 จังหวัดภาคใต้นี้ ก็มีปัญหาที่เป็นปัญหาทั่วไปด้วยนะครับ อย่างเรื่องการทำผลงานนี้ไม่ใช่เฉพาะที่ 3 จังหวัดภาคใต้นะครับ ทั่วประเทศนี้เป็นเสียงที่ ต้องเรียกว่าเป็นเสียงบ่นมาเป็นระยะเวลานานพอสมควร
สิ่งที่รัฐบาลเริ่มปรับไปก็คือว่า เราจะพยายามเอาเรื่องของแนวการประเมินหรือการทำผลงานที่อิงกับเรียนการสอนมากขึ้น ท่านรัฐมนตรีตอนนี้ก็ไปดำรงตำแหน่งที่กระทรวงสาธารณสุขนะครับ แต่ว่าท่านได้บอกว่าได้มีการปรับแนวทางมาโดยลำดับ และให้น้ำหนักมากขึ้นกับงานที่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนโดยตรงนะครับ เพื่อที่จะลดปัญหาที่หลายคนพูดกันมาว่ามีเอกสารกระดาษเยอะแยะไปหมด อย่างที่ครูพูด เพราะฉะนั้นนี่เป็นทิศทางที่ชัดเจนนะครับ และก็เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปรอบสอง หรือปฏิรูปทศวรรษที่สอง เพราะว่าในรอบแรกที่ทำมาต้องยอมรับว่าเรื่องของครูมีความคืบหน้าน้อยกว่าตอนที่เราวางเป้าหมายไว้เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วครับ
ผู้ดำเนินรายการ : ภาคใต้แล้วทีนี้เราไปภาคอีสานบ้างดีกว่านะครับ ซึ่งเราก็มีคุณครูบังอร เพชรทองครับ จากโรงเรียนอนุบาลนครราชสีมานะครับ จากโคราชเลย เชิญเลยครับคุณครู
ครูบังอร : สวัสดีค่ะท่านคะ ดิฉันคุณครูบังอร เพชรทองนะคะ จากโรงเรียนอนุบาลนครราชสีมา และเป็นตัวแทนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 1 ด้วยนะคะ อยู่ภาคอีสานก็ได้เห็นความยากลำบาก ความแร้นแค้น ภาคอีสานนี่รายได้ค่อนข้างน้อย ก็อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วใช่ไหมคะ แล้วครูเรามีรายได้เข้าทางเดียวคือเงินเดือนซึ่งก็น้อยอยู่แล้วนะคะ ก็ทราบว่ารัฐบาลมีโครงการอะไรต่าง ๆ ที่พยายามจะช่วย แต่ก็ยังมีปัญหาในเรื่องหนี้สินอยู่ ตรงนี้ก็ขอเรียนถามท่านนายกฯ น่ะค่ะว่าท่านมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาหนี้สินเพิ่มขึ้นมาอีกหรือเปล่า หรือว่ามีแนวทางแก้ไขอะไรใหม่ ๆ ขึ้นมาอีกบ้างหรือเปล่า จะให้ครูเราอยู่อย่างสบายและมีรายได้เพิ่มขึ้นน่ะค่ะ
นายกรัฐมนตรี : ในส่วนของปัญหาหนี้สินนะครับ อันนี้ก็อยากจะพูดในภาพรวมให้พี่น้องประชาชนได้เห็นภาพนะครับก็คือว่าครูเป็นข้าราชการเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นเงินเดือนไม่ได้สูง แต่ว่าที่สำคัญคือว่าในสังคมเรานี้ความคาดหวังที่มีต่อครู ซึ่งทำให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก สถานะทางสังคมด้วยอะไรหลาย ๆ อย่าง อันนี้เป็นที่มาของปัญหาหนี้ที่เกิดขึ้นมากพอสมควรนะครับ ทีนี้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมารัฐบาลหลายยุคก็จะมีโครงการสวัสดิการเรื่องเงินกู้เรื่องอะไรต่าง ๆ นะครับ รัฐบาลชุดนี้ก็พยายามที่จะปรับปรุงเงื่อนไขต่าง ๆ มากขึ้น เช่น การลดดอกเบี้ย และเช่นการที่จะเพิ่มในเรื่องของสวัสดิการ ขณะเดียวกันสำหรับกรณีที่ใครที่เป็นหนี้นอกระบบ ตอนนี้ก็มีโครงการใหญ่ในเรื่องของหนี้นอกระบบด้วย แต่ว่าขณะเดียวกันเมื่อตอนที่เราปฏิรูปการศึกษารอบที่แล้ว ได้มีการพูดถึงเรื่องของการพัฒนาวิชาชีพครู ซึ่งพูดถึงเรื่องของเงินเดือนและก็เงินวิทยฐานะ ซึ่งขณะนี้ทางรัฐบาลก็เข้ามาผลักดันในเรื่องของกฎหมาย และเรื่องของการแก้เกี่ยวกับเรื่องของเงินวิทยฐานะต่าง ๆ ซึ่งคิดว่าจะช่วยทำให้ปัญหานี้อาจจะยังไม่หมดไปนะครับ แต่ว่าบรรเทาเบาบางลง และก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องดูกันต่อไปว่าจะทำอย่างไร โดยเฉพาะในอนาคตในส่วนของการรับคนเข้ามาสู่ราชการครู เรื่องครูพันธุ์ใหม่ เราก็จะมีลักษณะของการเป็นความชัดเจนในเรื่องของหลักประกันต่าง ๆ ที่มีมากขึ้นด้วย
ผู้ดำเนินรายการ : สรุปแล้วปีนี้คุณครูจะได้มีเงินเพิ่มใช่ไหมครับ
นายกรัฐมนตรี: จริง ๆ แล้วปีนี้ในส่วนของระบบราชการทั้งหมดมีความตั้งใจอยู่เหมือนกันครับว่าจะมีการขึ้นค่าตอบแทนครับ
ผู้ดำเนินรายการ : คุณครูจะได้ยิ้มได้ ยิ้มออกนะครับคุณครูครับคอยนิดหนึ่งนะครับ ทีนี้เราไปที่คุณครูวรวิทย์ กิตติคุณศิริ นะครับ เป็นผอ.ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน จังหวัดเพชรบุรีครับ
ครูวรวิทย์ : ท่านนายกฯ ครับ ผมเป็นตัวแทนของครู กศน. ครับท่าน ก็จำแนกชนิดครูอยู่ 3 ประเภทนะครับ ที่เป็นข้าราชการส่วนหนึ่ง เป็นพนักงานราชการส่วนหนึ่งครับ แต่ครูส่วนใหญ่ของเราตอนนี้เป็นลูกจ้างชั่วคราวรายปีครับ ซึ่งทำงานอยู่ในพื้นที่ชนบททั่วประเทศอีกประมาณ 8,000 คนครับท่าน แล้วก็ทางกระทรวงเองก็พยายามจะผลักดันให้เป็นพนักงานราชการ เพื่อให้มีความมั่นคงในหน้าที่การงานครับ ก็อยากจะฝากไว้กับท่านนายกฯ ได้กรุณาสนับสนุนส่วนนี้นะครับ คิดว่าเพราะว่าคืออย่างนี้บางท่านทำงานมา 15 ปี 20 ปีแล้วท่านครับเงินเดือนไม่ขึ้น และอยู่ในพื้นที่ทุรกันดารเยอะแยะในหลายพื้นที่ครับท่านครับ ฝากท่านดูแลด้วยครับ ขอบคุณครับ
นายกรัฐมนตรี: ปัญหานี้ก็เช่นเดียวกันนะครับ ไม่ใช่เฉพาะที่เพชรบุรี ตอนที่ไป 3 จังหวัด ผมไป 3 จังหวัดก็มีครูที่เป็นอัตราจ้างในเงื่อนไขต่าง ๆ กันไปค่อนข้างเยอะ ทีนี้ตำแหน่งพนักงานราชการนี้ซึ่งเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ รองรับลูกจ้างประจำเป็นหลัก ซึ่งขณะนี้ก็เรียกว่าลูกจ้างประจำก็ปรับฐานะไปเป็นพนักงานราชการค่อนข้างจะเยอะแล้ว ส่วนที่เหลือนี้ก็จะต้องดูแลในฐานะลูกจ้างประจำกันต่อเนื่อง ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือคนที่ไม่มีสถานะเป็นลูกจ้างประจำ ซึ่งตรงนี้ในรอบปีที่ผ่านมาผมก็ให้มีความชัดเจนอย่างน้อยที่สุดในเรื่องของประกันสังคม แล้วก็ที่สำคัญก็คือว่าพยายามที่จะดูในเรื่องของโครงสร้างของอัตรากำลังของครู บังเอิญครูจะบริหารแยกออกมาจาก ก.พ. แต่ ก.พ. ก็มีหน้าที่ในการดูภาพรวมของระบบราชการด้วย
ทีนี้ในอดีตเถียงกันค่อนข้างมากนะครับว่าครูขาด ครูเกิน ซึ่งเราก็ได้บอก คือมีการนำเสนอผมมา ผมได้เคยทำงานนี้มาเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แล้วก็แปลกใจว่า 10 ปีผ่านไป ประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่นี้ยังเหมือนเดิมนะครับ ก็คือจะมีคือฝ่ายครูหรือฝ่ายโรงเรียนก็จะบอกเรามาตลอดเวลาว่าที่นั่นที่นี่ขาดครู และพอเวลาเขาเอาตัวเลขมาเสนอเขาก็จะบอกว่าเอาตัวเลขครู ตัวเลขนักเรียนมาดูแล้วมันขาดเล็กน้อยเท่านั้นเอง คือหัวใจจริง ๆ เรื่องนี้ก็คือว่าภาพรวมนี้ขาดไม่มาก หรือบางทีอาจจะไม่ถึงกับขาด แต่ว่าปัญหาคือการกระจาย ก็หมายถึงว่าในเมืองใหญ่ ๆ ในพื้นที่ที่เจริญแล้ว ความจริงครูอาจจะเกินจากมาตรฐานที่กำหนดไว้ ว่าสัดส่วนครูกับนักเรียนจะเป็นอย่างไร แต่ว่าในพื้นที่ห่างไกลออกไปนี้มีความขาดแคลน นอกจากนั้นผมก็ได้เปลี่ยนแนวแล้ว บอกเลิกมาดูตัวเลขรวม ๆ ได้แล้ว ผมยกตัวอย่างว่าโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนขนาดเล็กอาจจะมีเด็กอยู่แค่ 20 คน แต่มีครู 2 คน ทุกคนก็บอกนี่สัดส่วนดีมากเลย ครู 1 คนนักเรียนแค่ 10 คน แต่ว่าต้องนึกว่าครู 1 คนต้องสอน 3 ชั้น อย่างนี้เป็นต้น
เพราะฉะนั้นผมก็เลยบอกว่าต่อไปนี้ไม่ต้องพูดเรื่องตัวเลขรวม ๆ ที่เอามาเฉลี่ยมาอะไรกันแล้ว ไล่ไปดูดีกว่าว่าโรงเรียนในแต่ละประเภท เช่น โรงเรียนขนาดเล็กจะทำอย่างไร โรงเรียนที่อยู่ขนาดใหญ่จะทำอย่างไร แล้วก็กรณีของ กศน. หรือหน่วยงานอื่น ๆ ซึ่งมีบุคลากรหลายประเภทคละกันอยู่นี้จะทำอย่างไร เรื่องนี้ ก.พ. ได้มีมติไปแล้ว แต่ว่าผมคงต้องทำงานใกล้ชิดกับทางหน่วยงานที่บริหารงานบุคคลของครู ซึ่งแยกออกมาจาก ก.พ.อีกทีหนึ่งครับ เพราะฉะนั้นก็พยายามที่จะเร่งรัดเพราะว่าผมก็ได้พูดไปแล้วใน ก.พ.นะครับว่าตัวเลขลูกจ้างในปัจจุบันโดยเฉพาะที่ไม่ใช่ลูกจ้างประจำหรือพนักงานราชการนี้จะเพิ่มขึ้นอยู่เกือบตลอดเวลา คือหน่วยงานพอถูกกำกับโดยนโยบายในภาพรวมว่าไม่ให้เพิ่มข้าราชการ ก็จะใช้วิธีจ้าง เดี๋ยวนี้มีทั้งจ้างเป็นเดือน เป็นวัน เป็นชั่วโมงก็ยังมีนะครับ ซึ่งทำให้เกิดปัญหามากในแง่ของสิทธิประโยชน์ สวัสดิการ ก็จะพยายามเร่งสะสางให้ดีที่สุดครับ
ผู้ดำเนินรายการ : มีจำนวนเยอะไหมครับ
ครูวรวิทย์ : ก็ประมาณ 8,000 คนครับ
นายกรัฐมนตรี: แล้วก็ในส่วนของ กศน. เอง ก็จะเป็นงานด้านหนึ่งซึ่งการปฏิรูปในทศวรรษที่ 2 นี่มุ่งเน้น เพราะว่าต้องบอกว่าการทำงานด้านการศึกษานี้เราใช้เวลา และก็ต้องทุ่มเทมากในเรื่องโอกาสการศึกษา และเรื่องโครงสร้างเป็นเรื่องที่จะมีการถกเถียงและมีความล่าช้าอยู่พอสมควรนะครับ ซึ่งวันนี้พอมาถึงการปฏิรูปทศวรรษที่ 2 เราจึงบอกว่าสิ่งที่ต้องเร่งทำคือเรื่องของครู เรื่องของคุณวุฒิวิชาชีพนะครับ และเรื่องของ กศน. เนื่องจากว่าการปฏิรูปในทศวรรษที่ 2 เราจะเน้นชัดเจนในเรื่องของการเรียนรู้ตลอดชีวิตนะครับ ซึ่งหมายถึงการศึกษานอกโรงเรียนมากขึ้น
ผู้ดำเนินรายการ : ครับ ก็อดใจรออีกสักนิดหนึ่ง ในทศวรรษที่ 2 นะครับ
นายกรัฐมนตรี : ครับและก็จะมี ทศวรรษที่ 2 นี่คือเริ่มแล้วนะครับ ไม่ใช่รออีก 10 ปีนะครับ
ผู้ดำเนินรายการ : ไม่ต้องรอนะครับ
นายกรัฐมนตรี: แล้วก็ในส่วนของครูอีกเรื่องหนึ่งที่จะถือโอกาสพูดเลยก็คือว่า ตอนนี้มีโทรทัศน์เพื่อการศึกษา Tutor Channel เราก็จะมีเรื่อง Teacher
Channel เข้ามา คาดว่าจะเริ่มได้ประมาณเดือนเมษายน ซึ่งหลักก็คือว่าเราจะมีเวลาสำหรับครูที่จะสื่อสารกันเอง มีส่วนร่วมและ มีช่องทาง ก็จะออกทางทีวีไทยส่วนหนึ่งนะครับ และโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมทางด้านการศึกษาอีกส่วนหนึ่ง
ผู้ดำเนินรายการ : Tutor Channel นี่สำหรับนักเรียน สำหรับเด็ก
นายกรัฐมนตรี : อันนี้สำหรับครู ก็จะเป็นการแลกเปลี่ยน อาจจะเป็นครูที่ประสบความสำเร็จ แล้วก็เป็นต้นแบบเป็นแบบอย่างเนี้ย สามารถที่จะใช้ช่องทางนี้สื่อสารกับครูทั่วประเทศที่อื่นได้
ผู้ดำเนินรายการ: ก็คุยกันทางโทรทัศน์ ไม่ต้องใช้โทรศัพท์แล้ว
นายกรัฐมนตรี: อันนี้คุยแบบพร้อมกันหลาย ๆ คนครับ
ผู้ดำเนินรายการ: ดีครับ ดีครับ ทีนี้เราไปทางผู้แทนผู้บริหารสถานศึกษาบ้างดีกว่านะครับ คุณวิทยา บริบูรณ์ทรัพย์ ครับ
คุณวิทยา : สวัสดีครับท่านนายกฯ ผมเป็นผู้แทนจากผู้บริหารสถานศึกษานะครับ ผมกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับเรื่องของแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งตามโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยนะครับ ซึ่งทางกระทรวงศึกษาธิการได้รับงบประมาณในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาหลายโครงการ โครงการต่าง ๆ เหล่านี้เช่นโครงการพัฒนาครูทั้งระบบ โครงการพัฒนาโรงเรียนที่ไม่ถึงเกณฑ์มาตรฐาน โครงการพัฒนาสื่อสารเรียนการสอนอะไรต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ ซึ่งทางโรงเรียนเห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง จะทำให้ช่วยเหลือโรงเรียนที่ยังด้อยยังไม่พร้อมนี้พัฒนาขึ้นมา แต่สิ่งที่ผมกราบเรียนถามท่านก็คือ โครงการเหล่านี้อยากให้เร่งรัดผลักดันให้เร็ว และให้ถึงโรงเรียน ให้โรงเรียนได้มีโอกาสไปดำเนินการด้วยตัวเองครับ
นายกรัฐมนตรี : คืออันนี้ก็คือโยงกลับไปว่าที่เราต้องทำไทยเข้มแข็งนี้ เพราะว่าในช่วงประมาณ 6 - 7 ปีที่ผ่านมานะครับ จะด้วยเหตุผลของนโยบายรัฐบาลที่มุ่งเน้นในเรื่องพูดง่าย ๆ คือเรื่องเศรษฐกิจให้หมุนเวียนนะครับ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานน้อยมาก เพราะฉะนั้นที่ต้องทำไทยเข้มแข็งขึ้นมานี้ ก็ไม่ใช่เฉพาะด้านการศึกษาด้านเดียว โรงพยาบาล ถนนหนทาง แหล่งน้ำจะต้องเร่งปรับปรุง เพราะว่าเสื่อมโทรมไปเยอะ ขอยืนยันว่าเรื่องของการที่จะต้องมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะผลักดันอย่างแน่นอนนะครับ ทีนี้ไทยเข้มแข็งก็จะมีทั้งในส่วนที่เป็นโครงการเร่งด่วนตามพระราชกำหนด ซึ่งอันนี้ก็เดินหน้าแล้วและไปได้เยอะแล้วนะครับ แต่ว่ามันจะมีเหลืออีกครึ่งหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ต้องรอกฎหมายที่อยู่ในสภาฯ นะครับ ยังไม่เรียบร้อย
แต่ว่าอย่างไรก็ตามนี้ ไม่ว่ากฎหมายจะใช้เวลาหรือจะมีปัญหาอุปสรรคอย่างไร ผมก็ได้คุยกับทางกระทรวงการคลังกับสำนักงบประมาณ ในการเตรียมเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนะครับ ซึ่งอันนี้ก็จะมีทั้งในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานของตัวสถานศึกษา แล้วขณะเดียวกันก็มีโครงการอยู่หลายโครงการที่จะมาเชื่อมโยงกับไทยเข้มแข็งด้วย เช่น ครูพันธุ์ใหม่ การฝึกอบรมต่าง ๆ ซึ่งจะมีผลต่อครู จริง ๆ แล้วตั้งเป้าไว้จำนวนเป็นหลักแสนนะครับ เพราะฉะนั้นก็คิดว่าจะเป็นโครงการสำคัญนะครับ และยืนยันว่าไทยเข้มแข็งจะต้องผลักดันอย่างต่อเนื่อง
ผู้ดำเนินรายการ: แล้วพอจะกำหนดได้ไหมครับว่าประมาณสักเดือนไหน อะไรอย่างนี้
คุณวิทยา: ขอบคุณครับ
นายกรัฐมนตรี: คือขณะนี้ในส่วนของโครงการที่อยู่ในพระราชกำหนดแล้ว เราตั้งเป้าว่าเงินต่าง ๆ นี้ต้องใช้ภายในปีนี้เกือบหมด 90 เปอร์เซ็นต์ใช้ในปีนี้เกือบหมด ส่วนกฎหมายขณะนี้อยู่ที่สภาฯ สภาฯ จะเปิดสัปดาห์หน้า กรรมาธิการทำงานเกือบเสร็จแล้ว ทีนี้ถ้าทุกอย่างตกลงกันได้ ผ่านได้เรียบร้อย ก็เท่ากับกฎหมายก็ออกมาได้ภายในเดือน - 2 เดือนข้างหน้า แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้ ตอนนี้รัฐบาลเตรียมแผนสองอยู่ ซึ่งก็จะต้องไปดูว่าจะต้องใช้เวลานานขึ้นสักเท่าไร
คุณวิทยา: ขอเพิ่มเติมประเด็นเดียวครับ คือเกี่ยวกับเรื่องพระราชบัญญัติเงินเดือนครู เพื่อเป็นขวัญกำลังใจกับครูทั้งประเทศครับ อยากจะขอกรุณาทางรัฐบาลได้กรุณาเร่งเรื่องเงินเดือนและเงินวิทยฐานะครูครับ
นายกรัฐมนตรี : เรื่องเงินเดือน และเรื่องเงินวิทยฐานะนะครับ วันนี้ยืนยันครับว่าจะเร่งผลักดันอย่างต่อเนื่องนะครับ
ผู้ดำเนินรายการ: ปีนี้
นายกรัฐมนตรี: ปีนี้ครับ
ผู้ดำเนินรายการ : ทีนี้เราไปฟังจากทางด้านสื่อมวลชนบ้างดีกว่า ว่าในด้านการศึกษานี้สื่อมวลชนมีคำถามอะไรบ้าง ก็เป็นผู้แทนสื่อมวลชนประจำกระทรวงศึกษาธิการนะครับ คุณเพลินฤดี เภาสูตร์นะครับ
คุณเพลินฤดี: ค่ะจะถามเรื่องของการปฏิรูปการศึกษานะคะ คือในทศวรรษที่ผ่านมานี้เราไปเน้นในเรื่องของโครงสร้าง เราเสียเวลามามากพอแล้วตรงนั้น แล้วพอการปฏิรูปการศึกษาในรอบ 2 ขึ้นมาก็มีข่าวเรื่องจะมีการมาปรับโครงสร้างอีกแล้วอย่างนี้ค่ะ จะมีทบวง มีอะไรขึ้นมาอีก คืออยากเรียนถามท่านนายกฯ ว่าท่านนายกฯ จะมีหลักประกันอย่างไรที่ว่าการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 จะเน้นในเรื่องของคุณภาพ คือส่งผลต่อคุณภาพของการศึกษาของเด็กไทยอย่างแท้จริงน่ะค่ะ
นายกรัฐมนตรี : จริง ๆ ตอนที่ทำรอบแรกผมได้มีโอกาสทำอยู่ 2 ปี และหลังจากนั้นมาก็มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และหลังจากนั้นผมก็อยู่ในฝ่ายที่ตรวจสอบ ก็ได้ยกประเด็นนี้ครับว่าทำไมเรื่องของโครงสร้างได้กลายเป็นตัวที่มาทำให้งานทางด้านการปฏิรูปด้านอื่นๆ ถูกบดบังไปหมด แต่จะบอกว่าไม่ได้ทำเลยคงไม่ค่อยเป็นธรรมกับรัฐบาลในอดีตนัก เพียงแต่ว่าเรื่องโครงสร้างกลายเป็นประเด็นใหญ่ และมักจะเป็นประเด็นที่เกิดความขัดแย้ง ก็เลยอยู่ในสายตา และทำให้บรรยากาศของการปฏิรูปได้รับผลกระทบ เหตุผลหนึ่งซึ่งเวลาทำปฏิรูปทศวรรษที่ 2 ที่เมื่อสักครู่เราเน้นบอกว่ามีเรื่อง กศน. มีเรื่องของคุณวุฒิวิชาชีพและเรื่องครู คือเราได้ประเมินแล้วว่าส่วนไหนที่ไปได้ช้ากว่าส่วนอื่น เพราะฉะนั้น จุดเน้นตรงนี้เป็นจุดเน้นที่ ครม. นะครับ ได้มีมติในการปฏิรูปชัดเจน และพอ ครม. มีมติไปแล้ว ขณะนี้ก็จะมีคณะกรรมการนโยบายกับคณะกรรมการขับเคลื่อน ซึ่งผมกับรัฐมนตรีท่านใหม่จะต้องเป็นคนที่ดำเนินการ และก็ตั้งใจว่าพอรัฐมนตรีท่านใหม่เข้าปฏิบัติหน้าที่ได้ เราก็จะเร่งรัดโดยยึดมั่นในทิศทางตรงนี้
ทีนี้ถามว่าเรื่องโครงสร้างทำไมยังเป็นประเด็นอยู่ อันนี้ต้องเรียนอย่างหนึ่งนะครับว่า บางทีเขาห้ามไม่ได้เพราะปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้น เช่น ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างประถมกับมัธยม อย่างนี้เป็นต้น คืออยู่ด้วยกันก็มีปัญหาบ้างนะครับ แต่ว่าหลักเราก็อยากให้อยู่ด้วยกัน หรือกรณีอุดมศึกษากับการศึกษาขั้นพื้นฐานนะครับ เดิมอยู่คนละกระทรวง หรือส่วนหนึ่งของอุดมศึกษาอยู่คนละกระทรวง มาอยู่กระทรวงเดียวกัน เราก็ตั้งใจว่าเป็นหลักอย่างนั้น แต่ว่าพอมาอยู่ด้วยกันนะครับ แต่ละภาคส่วนของการศึกษาก็มีความรู้สึกว่ามันมีประเด็นเฉพาะของตัวเอง ซึ่งบางทีถูกละเลย ซึ่งก็ต้องแก้ไข แต่ผมได้คุยกับคนทำงาน คือตัวรัฐมนตรี ว่าต้องระมัดระวัง คือประเด็นปัญหาเหล่านี้ต้องตอบสนองนะครับ เพราะเป็นเรื่องที่มาจากผู้ปฏิบัติจริงๆ เหมือน กศน.เหมือนการศึกษาเอกชน อย่างภาคใต้เราต้องไปทำเรื่องการศึกษาเอกชนต่างหากขึ้นมา แต่ว่าพยายามที่จะไม่ให้ตัวนี้มาเป็นตัวหลักในเรื่องของการถกเถียงในเรื่องโครงสร้าง อันนี้รวมไปถึงเรื่องท้องถิ่นด้วยนะครับ เรื่องการถ่ายโอนซึ่งบางทีบางช่วงก็ต่อต้านการถ่ายโอน บางยุคก็ปรากฏว่าโรงเรียนอยากจะขอไปอยู่ และบางทีก็อยากจะขอกลับมาใหม่ คือปัญหาพวกนี้ไม่หมดไปล่ะครับ แต่ที่ผมได้เน้นย้ำคือว่าเราต้องตอบสนองในการแก้ปัญหา เหล่านี้ แต่อย่าให้ปัญหาเหล่านี้ลุกลามขึ้นมาเป็นตัวหลัก ที่เป็นประเด็นในทางการศึกษา และเกิดความขัดแย้งเป็นประเด็นทางการเมือง และสุดท้ายงานที่จะต้องใช้เวลาในการทำต่อเนื่อง เช่น เรื่องการพัฒนาบุคลากร เรื่องของตัวหลักสูตร คุณภาพนะครับ ตัวนี้ต้องไม่ให้ได้รับผลกระทบ
ผู้ดำเนินรายการ: ทีนี้เราไปที่คุณครูที่มาจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนบ้างดีกว่านะครับ คุณครูรัชนี ชังชู จากโรงเรียนปราโมชวิทยา กรุงเทพฯ
คุณครูรัชนี: ค่ะท่านคะ ขออีกคำถามหนึ่งค่ะ คือเรื่องสัดส่วนการรับนักเรียนของภาครัฐกับภาคเอกชน ภาครัฐห้องเรียนหนึ่งถึง 50 คน 50 คนเศษ เป็นไปได้ไหมที่ว่าอย่าให้นักเรียนภาครัฐต้องแน่นถึงขนาดนั้น เพราะจะไม่เกิดผลดี
นายกรัฐมนตรี: แผนการศึกษาตอนนี้เราปรับแผนการศึกษา เดิมเป็นแผน 15 ปี ไปจบเอาปี 59 เพราะฉะนั้น มาตอนนี้ประมาณครึ่งทาง ครม.เพิ่งอนุมัติปรับแผนไป และก็เป้าหมายของแผนเป็นตัวเลขชัดเจน 5 ตัว 1 ในตัวนั้นก็คือสัดส่วนของการศึกษาเอกชนนะครับ ซึ่งเราต้องการให้เพิ่มขึ้นชัดเจน เพราะฉะนั้น ทิศทางขณะนี้คือจะต้องส่งเสริมให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น เห็นด้วยครับ
ผู้ดำเนินรายการ: ทุกวันนี้ของคุณครูห้องเรียนหนึ่งกี่คนครับ
คุณครูรัชนี : เอกชนจะรับประมาณ 30 คนเท่านั้น
ผู้ดำเนินรายการ : ครูคิดว่าตัวเลขที่เหมาะสมอยู่ประมาณที่เท่าไหร่ครับ
คุณครูรัชนี : ที่ 30-35 คนน่าจะเป็นขนาดนั้น
นายกรัฐมนตรี : คือต้องเรียนอย่างนี้ว่าในช่วงที่เราผลักดันเรื่องการเรียนฟรี จะเป็น 12 ปี 15 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงหนึ่งซึ่งเด็กไหลกลับเข้ามาที่ภาครัฐค่อนข้างเยอะ ซึ่งตัวนี้พอโครงการ 15 ปีมีกติกาที่ชัดเจน ผมคิดว่าจะทำให้การปรับกลับไปอาจจะง่ายขึ้น และรวมเรื่องโครงการกู้ยืมด้วยนะครับ
คุณครูรัชนี : ขอบคุณค่ะ รวมทั้งการขยายจำนวนเด็ก ชั้นเรียนของภาครัฐทั้งชั้นด้านบนและด้านล่าง คืออย่างเช่น กทม.เมื่อก่อนไม่มีมัธยม ปัจจุบันนี้มีมัธยม หรือว่า อบต.ก็รับอนุบาล ก็ทำให้เกิดผลกระทบกับโรงเรียนเอกชนค่อนข้างมากด้วยค่ะ
ผู้ดำเนินรายการ : เราไปต่อที่ภาคเหนือบ้างดีกว่า คุณครูสมบัติ จันทร์ผ่องศรี โรงเรียนพะเยาพิทยาคม เชิญครับคุณครูครับ
คุณครูสมบัติ : ปัญหาของครูปัจจุบันนี้คงไม่พ้นเรื่องสวัสดิการ ครูทั่วประเทศมีทางพัฒนาและก้าวหน้าทางวิชาชีพก็คือการทำผลงานเพื่อเลื่อนวิทยฐานะ ก็มีคนถามไปแทบทุกภาคแล้ว คืออยากจะเรียนถามท่านนายกฯ ตรงที่ว่าให้ช่วยเหลือเราเกี่ยวกับเรื่องเกณฑ์การประเมินนะครับ คือในบริบทของครูประถมศึกษาในชั้นรัฐบาล เขาจะสอนและชุมชน และอีกมากมาย ซึ่งในลักษณะของการขาดแคลน เขาคงไม่มีทักษะในการเขียน ซึ่งเป็นเอกสารที่จะมาเสนอผลงาน อันนี้ 2 โรงเรียนมัธยมก็มาก เรื่องไม่มีทักษะ มีครูเก่งอีกมากมายที่เขาไม่เขียนเพราะเขาท้อแท้ เพราะเกณฑ์ที่เอามาจับเขา ผู้ที่จะตัดสินว่าเขาผ่านหรือไม่ผ่านมาจากอุดมศึกษา ซึ่งในบริบทของอุดมศึกษาก็เป็นงานวิชาการซึ่งเข้มข้นมาก ตรงนี้มีครูมากมายตอนนี้ไม่ว่าภาคไหนก็เกณฑ์ก็ไม่เหมือนกันครับ คนที่ประเมินก็มีเกณฑ์ที่ไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นภาคอีสาน ภาคใต้ โทรศัพท์ถึงกันตลอดว่า ทำไมกรรมการผู้ประเมิน ทำไมถึงยึดหลักนี้ ทำไมภาคอีสานยึดหลักนี้ ทำไมภาคเหนือยึดหลักนี้นะครับ ตรงนี้ก็เกิดความท้อแท้ที่จะส่ง ฉะนั้น ก็อยากให้ท่านนายกฯ ได้ช่วยในเรื่องของการปรับเปลี่ยนและก็พิจารณาในเรื่องเกณฑ์การประเมิน ขอบคุณมากครับ
นายกรัฐมนตรี : คงจะย้อนกลับมาคล้ายกับคำถามแรกเลยนะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อยู่ในใจของครูทั่วประเทศจริง ๆ ก็ขอยืนยันนะครับว่าได้ทำงานกับท่านอดีตรัฐมนตรีจุรินทร์มา 1 ปี ได้พยายามผลักดันเพื่อปรับตรงนี้ โดยเฉพาะเรื่องงานเอกสาร ซึ่งจะต้องทำต่อไป ก็เข้าใจว่ายังมีปัญหาอยู่ค่อนข้างมากนะครับ แต่เลยถือโอกาสเรียนว่าในปีที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นโครงการสำคัญของรัฐบาล และไปโยงกับตอนกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็คือเรื่องการคืนครูให้นักเรียน ซึ่งโครงการนี้หลักก็คือว่าภารกิจของครูในช่วงหลายปีที่ผ่านมารู้สึกสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มีอะไรก็ให้ครูทำหมด แถมยังมาเจอกับระบบประเมิน ระบบอะไรต่าง ๆ ที่มีงานเอกสารมากมาย ปีที่แล้วพอตอนมีวิกฤตเศรษฐกิจ เราเลยคิดโครงการต้นกล้าอาชีพนะครับ และก็ฝึกคนที่จะไปทำงานแบ่งเบาภาระของครูได้ ที่ไม่ใช่เรื่องการเรียนการสอน ปีที่แล้วฝึกไปได้ และส่งไปได้ 14,000 คนนะครับ ตอนนี้ 14,000 คนทั่วประเทศก็จะจ้างต่อเนื่องไปนะครับ ซึ่งตรงนี้เราก็หวังว่าช่วยลดภาระของคุณครูทั้งหลายได้ และก็มีเวลาสำหรับครูที่จะไปอยู่กับนักเรียนมากขึ้น นี่คือโครงการที่เราเรียกว่า คืนครูให้นักเรียน ก็ทราบว่าตอนนี้ยังมีเสียงร้องอยู่ ส่งไปแล้วก็บอกคนหนึ่งต้องวิ่งหลายโรงเรียนนะครับ แต่ว่าก็จะพยายามทำตรงนี้อย่างต่อเนื่องนะครับ เพราะว่าสุดท้ายเราคุยกันในวันครู หัวใจของครูจริง ๆ ก็อยู่ที่นักเรียน อยู่ที่เด็ก อยู่ที่ลูกศิษย์ ถ้าเราสามารถที่จะทำระบบและก็ทุกอย่าง เพื่อให้ครูทุ่มเทได้เต็มที่สำหรับลูกศิษย์ นั่นคือการช่วยระบบการศึกษา และที่สำคัญที่สุดผมว่านั่นก็คือความปรารถนาของคุณครูทุกคนที่ตัดสินใจเลือกวิชาชีพนี้
ผู้ดำเนินรายการ : ทุกวันนี้ เด็กนักเรียนพร้อมที่จะเรียนอยู่เยอะมาก บางคนยังขาดที่เรียนกัน ซึ่งครูก็ในโครงการไทยเข้มแข็ง 2 นะครับ เราจะมีครูพันธุ์ใหม่เพิ่มขึ้นอีก
นายกรัฐมนตรี : ใช่ครับ ก็จะมีทั้งครูพันธุ์ใหม่ และโครงการในการพัฒนาบุคลากรทั้งหมด ครูพันธุ์ใหม่นี่ความจริงก็จะไม่รอตรงนี้นะครับ กำลังพยายามจะเริ่มให้ได้ 2,000 คน และตลอดระยะเวลาอีก 3-4 ปีข้างหน้า ก็อีกประมาณ 30,000 คน และโครงการที่จะฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรจะให้ครอบคลุมประมาณ 450,000 คน
ผู้ดำเนินรายการ : คุณครูจะได้ไม่ขาดแคลนแล้วนะครับ ประเด็นนี้แล้วทางนี้มีใครต้องการจะถามอีกไหมครับ
คุณครูบังอร : มีคำถามเพิ่มเติมท่านนายกฯ มีเพื่อน ๆ ครูและผู้บริหารบางท่าน สงสัยกันว่าโครงการที่ท่านรัฐมนตรีจุรินทร์ได้ดำเนินไปเป็นที่ถูกใจ และเมื่อเปลี่ยนท่านรัฐมนตรีโครงการนี้ยังคงอยู่ต่อหรือเปล่า หรือยังไง
นายกรัฐมนตรี : เป็นนโยบายรัฐบาลครับ เพราะฉะนั้น รัฐบาลยังไม่เปลี่ยน นโยบายยังไม่เปลี่ยนนะครับ และผมให้ความมั่นใจอย่างหนึ่งคือว่าท่านรัฐมนตรีชินวรณ์ บุณยเกียรติ เป็นคนที่ทำงานทางด้านการศึกษาของพรรคมาโดยตลอด เพราะฉะนั้น ก็เข้าใจประเด็นต่าง ๆ ดี และก็ระบบที่เราทำงานกัน เรื่องของนโยบายเราปรึกษาหารือกันตั้งแต่ต้นนะครับ แต่ผมทราบครับว่าหลายท่านเป็นห่วงว่างานที่ท่านรัฐมนตรีจุรินทร์ได้เริ่มต้นมาหลายด้าน ซึ่งกำลังไปได้ดีจะกระทบไหม ขอยืนยันเลยนะครับว่าเราได้คุยกันตอนที่มีการปรับ ครม. ว่าจะไม่ให้กระทบนะครับ ท่านรัฐมนตรีจุรินทร์ก็ยังนั่งอยู่ใน ครม. รัฐมนตรีชินวรณ์ ก็พร้อมที่จะสานต่องาน
คุณครูบังอร: ค่ะ ขอบคุณค่ะ
ผู้ดำเนินรายการ : ตกลงก็ยืนยันว่าถึงจะเปลี่ยนรัฐมนตรี แต่ยังเป็นนโยบายเดิม
นายกรัฐมนตรี : ให้สานต่อครับ
ผู้ดำเนินรายการ : วันนี้เราก็คุยกันมาพอสมควรนะครับ ก็ได้รับคำตอบที่ค่อนข้างกระจ่างขึ้นมา ผมขอถามอีกหนึ่งคำถามแล้วกันในฐานะที่ท่านนายกรัฐมนตรีก็เคยเป็นทั้งอาจารย์เป็นทั้งครูด้วย วันนี้ก็เป็นวันครู มีอะไรจะฝากถึงครู ถึงลูกศิษย์ บ้างไหมครับ
นายกรัฐมนตรี : เอาสำหรับครูบาอาจารย์ดีกว่าสำหรับวันครู สิ่งสำคัญที่สุดก็คือขอเป็นกำลังใจให้นะครับ ผมทราบดีว่าการทำหน้าที่ครูเป็นงานที่ยากที่สุดอย่างหนึ่งนะครับ เพราะเป็นงานสร้างคน ไม่มีอะไรยากเท่ากับการสร้างคน เราต้องการที่จะให้มีคนดี คนเก่ง คนที่อยู่ในสังคมได้ดี คนที่มีความสุข ปัจจุบันนับวันภาระของการสร้างคน ถูกผลักออกมาจากสถาบันครอบครัวมาที่สถาบันการศึกษามากขึ้น ซึ่งรัฐบาลเองก็ไม่ได้อยากให้เป็นเช่นนั้น และจะพยายามให้สถาบันครอบครัวเนี้ยกลับเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น และขณะเดียวกัน พอโลกเปลี่ยนแปลงไป ยุคสมัยนี้เด็กก็มีสิ่งล่อใจ มีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปนะครับ สามารถที่จะใช้สื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะสื่อสมัยใหม่เข้ามาอยู่ในชีวิตมากขึ้น เพราะฉะนั้น จริงๆ แล้ว งานของครูยากขึ้นมากในเรื่องของการสร้างคน ผมอยากเป็นกำลังใจให้ และขอยืนยันว่ารัฐบาลจะสนับสนุนการทำงานของท่านอย่างเต็มที่นะครับ ขณะเดียวกัน คงต้องเรียนว่าการที่จะสามารถก้าวข้ามความท้าทายใหม่ ๆ ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ก็หมายถึงการที่จะต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา รัฐบาลจะช่วยสนับสนุนในเรื่องนี้และก็เป็นกำลังใจให้กับคุณครูทุกคน ถ้าจะฝากถึงนักเรียน คงจะต้องบอกว่าบางทีนักเรียนก็มองข้ามสิ่งที่ครูทำให้ อาจจะอยู่ด้วยกันทุกวัน หรือบางคนแย่กว่านั้นคือไม่ค่อยอยู่นะครับ ก็คืออยากจะบอกว่านี่คือคนที่มาทุ่มเทเพื่อที่จะทำให้เราเติบโตขึ้นมานะครับ เป็นคนดี คนเก่ง วันนี้ก็เป็นวันครู เราก็จัดกิจกรรม ก็อยากจะให้ลูกศิษย์ลูกหาทั่วประเทศของคุณครูทุกคนได้ระลึกถึงพระคุณของครู แต่ไม่ใช่เฉพาะวันนี้นะครับ ตลอดทั้งปีและก็ตลอดไป
ผู้ดำเนินรายการ : วันนี้ก็หวังว่าท่านผู้ชมนะครับ ไม่ว่าจะเป็นครูหรือว่านักเรียนนะครับ วันนี้ท่านคงฟังและคงได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าคุณภาพชีวิต และมาตรฐานของครู จะได้ยกระดับมาถึงขนาดไหนนะครับ ซึ่งวันนี้เราก็ได้รับคำตอบค่อนข้างกระจ่างจากท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ และจากผู้ที่อยู่ในแวดวงการเรียนการสอนหลาย ๆ ท่านที่มาช่วยถามคำถามในวันนี้นะครับ ก็ขอให้วันนี้คุณครูทั้งหลายก็มีความสุขกับคำตอบที่ได้รับจากท่านนายกฯ ไปนะครับ ก็ต้องขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ และผู้ร่วมรายการทุกๆ ท่านครับ ขอบคุณครับ
ผู้ดำเนินรายการ: คุณครูบังอรครับ หลังจากที่เราได้ถามคำถามท่านนายกฯ แล้ว ท่านตอบมาและเรายังมีอะไรติดคาใจอยู่บ้างไหม อยากจะฝากอะไรถึงท่านอีกไหมครับ
คุณครูบังอร จริง ๆ แล้วนะคะ ในวันนี้ก็ถือว่าเป็นวันดีที่ครูอรได้มาร่วมงานรับรางวัลครูดีในดวงใจประจำปีนี้ และได้มาพูดคุยกับท่านนายกฯ ค่ะ ก็ทำให้รู้สึกว่าเบาใจ โล่งใจแทนคุณครูและผู้บริหาร พี่น้องเพื่อนครูทั้งหมดทุกภาคร่วมกันเลย ไม่ใช่เฉพาะภาคอีสาน และหวังว่าสิ่งที่ท่านนายกฯ พูดคุยในวันนี้จะสัมฤทธิผลให้คุณครูได้เห็นเป็นที่ประจักษ์ค่ะ ไม่ใช่ว่าหมดรัฐบาลไปแล้ว ทุกอย่างก็ไปปรับไปด้วย หายไปด้วยอย่างนี้ ฟังดูแล้วคิดว่าจะมีความเป็นไปได้ มีกำลังใจเพิ่มขึ้นสำหรับคุณครูค่ะ
คุณครูชอุ่ม : ยังไงก็ฝากท่านนายกฯ ว่าช่วยดูแลนิดหนึ่ง อย่างน้อยก็เป็นขวัญกำลังใจของพวกเราทั้งหมดเลยค่ะ และก็อยากให้ได้กับคุณครูที่เป็นครูอัตราจ้าง และวิทยากรอิสลามศึกษา ซึ่งทุกคนมาทำงานในพื้นที่เดียวกัน แต่ว่ายังไม่ได้เหมือนกัน ก็พอพวกเราได้เราก็นึกว่าเพื่อนครูที่มาทำงานเดินทางมาเหมือนกัน น่าจะให้เขาได้รับสวัสดิการเหมือนกันทุกคนค่ะ
| |
ข้อมูลข่าวและที่มา
ผู้สื่อข่าว : ฐิติวรดา ปุยอรุณ Rewriter : ชูชาติ เทศสีแดง สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ : http://thainews.prd.go.th
วันที่ข่าว : 17 มกราคม 2553
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
 |
|
 |
|
 |
|
 |
|
 |