เกี่ยวกับ NNT | ติดต่อเรา | แผนที่เว็บไซต์ | เข้าสู่ระบบ | ENG


รายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ.2553

รายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์”
วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ.2553
ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย
และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์

นายกรัฐมนตรี : สวัสดีปีใหม่ครับ ท่านผู้ชมที่เคารพทุกท่านครับ สำหรับรายการ เชื่อมั่นประเทศไทยฯ ในวันนี้ นะครับ ซึ่งเป็นการจัดรายการในครั้งแรกของปี 2553 จะลองมองย้อนกลับไปดูครับว่าตลอดปี 2552 นับตั้งแต่ที่ได้มีการจัดทำรายการนี้มารวมทั้งสิ้น 50 ตอน นะครับ และผมไปนับดูแล้วมีพิธีกรรับเชิญทั้ง 73 คน เบื้องหน้าเบื้องหลังของการจัดทำรายการนี้ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไรไปติดตามได้ครับ

นายกรัฐมนตรี : ตอนที่เราเริ่มทำรายการ มันก็เป็นความคิดว่าบ้านเมืองอยู่ในภาวะซึ่งค่อนข้างที่จะสับสน เราอยากจะมีโอกาสที่จะได้สื่อสารกับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือต้องยอมรับว่าแต่ละวันเวลาเราให้ข่าวนะครับ เราอาจจะให้สัมภาษณ์ ผมก็ประมาณดูว่า 10-15 นาที แต่ว่าข่าวที่ไปออกทางโทรทัศน์อาจจะได้สัก ไม่แน่ใจว่ากี่วินาทีนะครับ และก็หนังสือพิมพ์เองก็มีการเลือกสรุปประเด็น หลายครั้งก็อยากจะพูดหนึ่งเรื่อง แต่ถูกถามกลับมาสัก 10 กว่าเรื่องนะครับ เพราะฉะนั้นก็ทำให้เราคิดว่ามันน่าจะมีช่องทางที่จะได้สื่อสารตรงกับประชาชน

พิธีกร (สู่ขวัญ บูลกุล) : จากสถานการณ์ทั้งนอกประเทศและในประเทศ ต้องถามตรง ๆ ว่าเรามีอะไรให้เราเชื่อมั่นในตัวเราเองค่ะ

นายกรัฐมนตรี : ผมคิดว่าสิ่งแรกเลยที่ผมยืนยันได้ และผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนคนไทยทราบดีก็คือว่าบ้านเมืองของเรานะครับ และคนของเรา มีจุดแข็งมากมาย

คุณสู่ขวัญ บูลกุล : ตอนที่ได้รับติดต่อก็ยินดีและตื่นเต้นเหมือนกันนะคะ เพราะว่าเราก็ทราบอยู่แล้วว่าท่านจะมีรายการ แต่ตอนนั้นก็ยังไม่มีใครนึกออกว่ารูปแบบของรายการจะเป็นอย่างไร เพราะก็มีอดีตนายกฯ ท่านอื่นเคยทำมา และก็จะมีสไตล์เป็นของแต่ละบุคคลไปนะคะ

นายกรัฐมนตรี : ความจริงแล้วก็ไม่ใช่คนแรกที่จัดรายการในลักษณะนี้ สมัยนายกรัฐมนตรีทักษิณ ใช้สื่อวิทยุ ต่อมาท่านนายกฯ สุรยุทธ์ เป็นนายกฯ ท่านแรกที่มาจัดรายการทุกสัปดาห์ และต่อมาก็คือท่านนายกฯ สมัคร ก็มาเว้นไปในช่วงของท่านนายกฯ สมชาย เพราะฉะนั้น เราก็คิดว่าช่องทางนี้น่าจะเป็นช่องทางที่จะได้มีโอกาสนะครับรายงานให้ประชาชนทราบว่า 7 วันที่ผ่านมาทำอะไรบ้าง และได้มีโอกาสพูดในสิ่งซึ่งอาจจะไม่ได้สามารถสื่อสารถึงประชาชนโดยตรงในแง่ของการสื่อสารอธิบายเหตุ อธิบายผลต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เราทำ นี่เป็นที่มาของกรอบความคิดในเรื่องของรายการ โดยปกติเวลาทำการเชื่อมโยงอย่างนี้จะไม่ชอบ เพราะมีความรู้สึกว่ามันต่อกันไม่ค่อยติด มันต่อกันไม่สนิท แต่วันนั้นยอมรับว่าความชัดของภาพ และก็การที่ไม่มีในระยะเวลาที่ทิ้งห่างเนี่ย มันน่าตกใจ เหมือนนั่งเจออยู่กับทีมงานและพิธีกรเลยนะครับ ก็ช่วยแก้ปัญหาเรื่องระยะห่างตรงนั้นไป

พิธีกร (เนาวรัตน์ เจริญประพิณ พิชณุตม์ จงใจพิพัฒน์ และชนิดา ประสมสุข) : สวัสดีค่ะท่านนายกฯ คะ

นายกรัฐมนตรี : สวัสดีครับ

พิธีกร : เป็นอย่างไรบ้างครับท่าน บรรยากาศที่โคเปนเฮเกน อากาศหนาวไหมครับ

นายกรัฐมนตรี : อากาศค่อนข้างหนาวนะครับ น่าจะติดลบเกือบตลอด และก็มีหิมะตก แต่ว่าไม่มากนัก แต่ว่าหิมะที่ตกและก็สะสมอยู่พอสมควรครับ

พิธีกร : ท่านนายกฯ คะเห็นบอกว่าข้างนอกติดลบ แต่ว่าข้างในห้องประชุมเกี่ยวกับเรื่องของโลกร้อน 100 กว่าประเทศร้อนระอุเลยเหรอคะ

นายกรัฐมนตรี : เพราะผมทราบว่าเวลาไปต่างประเทศข้อจำกัดเยอะในการทำรายการ เพราะว่าทีมงานเอาไปทั้งหมดก็ไม่ได้ บางทีกล้องตัวเดียว 2 ตัว ไฟก็ไม่มี ระบบเสียงอะไรต่าง ๆ บางทีออกมาก็คล้าย ๆ คนดูก็หงุดหงิด แต่เราก็ต้องทำงานภายใต้ข้อจำกัด

นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง : ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เราก็อยากจะเผยแพร่กิจกรรมของท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ให้กับประชาชนได้รับทราบในทุกระยะ แต่บางครั้งบางคราวในการประชุมต่างประเทศ ก็มีข้อจำกัดคือว่าเราอนุญาตให้ช่างภาพเข้าไปได้ไม่มาก พวกผมก็อาสาเข้าไปเป็นช่างภาพแทน และพยายามเก็บภาพที่ดี ๆ ไว้ให้กับประชาชนได้รับทราบ ก็เป็นเรื่องที่ยากเหมือนกันนะครับ แต่ว่าเป็นเรื่องซึ่งเป็นความจำเป็นด้วย และเราเองก็รู้สึกว่าจะทำให้ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีสื่อสารกับประชาชนได้มากขึ้น และในต่างประเทศ ผมก็สังเกตด้วยว่าอย่างประเทศอื่น ๆ ก็เริ่มทำกันเหมือนกันนะครับ คือมีผู้ติดตาม หรือมีรัฐมนตรี หรือมีคณะทำงาน ซึ่งเข้าไปเป็นช่างภาพแทนบ้างในบางจังหวะนะครับ ก็ถือว่าเป็นการทำงานอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นช่างภาพจำเป็น ฝีมือผมไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เทียบกับช่างภาพอาชีพไม่ได้นะครับ แต่ว่าคงแก้ขัด คงต้องเรียนรู้กันอีกเยอะ ผมก็เพิ่งเรียนรู้นะครับ แต่ว่าเนื่องด้วยว่าเดี๋ยวนี้อุปกรณ์ทันสมัย และก็ขนาดเล็กพกพาได้ เราก็เลยนำเอากล้องเหล่านี้เข้ามานะครับมาถ่าย

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย) : อาทิตย์นี้เทปครั้งที่ 49 ตอนนี้เราเดินมา 49 แล้ว

ทีมงานรายการเชื่อมั่นฯ : วันที่ 27 ธันวาคม คือครั้งที่ 50

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี : 1 ปีได้อะไรถูกไหมครับ

ทีมงานรายการเชื่อมั่นฯ : ปีหน้าเราจะเดินกันอย่างไร อาจจะปรับปรุงมีอะไรใหม่ ๆ ให้กับผู้ที่ติดตาม ไม่ต่อยอด

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี : พูดไปก็เป็นประเด็นเปล่า ๆ คุยเรื่องนี้ก่อน เพราะเราจะหยุดกล้อง เรื่องอะไรนะ

ทีมงานรายการเชื่อมั่นฯ : ในฐานะที่เป็นโปรดิวเซอร์ใหญ่

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี : เกินไป

ทีมงานรายการเชื่อมั่นฯ : จริง ๆ แล้วผมต้องถามว่าจากวัตถุประสงค์ที่เริ่มต้นทำรายการนี้ขึ้นมา จนถึงปัจจุบันตอนที่ 50 แล้ว เข้าเป้าไหมกับรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์”

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี : คือเดิมทีคิดกันเอาไว้ว่ารายการนายกฯ อยากให้เป็นรายการที่ไปในที่ที่อยู่กับประชาชนทุกสัปดาห์ ตอนนั้นผมก็เริ่มคิดกับทีมงานว่า อย่างเช่นวันนี้จะพูดเรื่อง 3 จังหวัดภาคใต้ เราก็น่าจะทำในลักษณะที่ไปคุยกับประชาชน ลงไปนราธิวาสเลยครับ จะนั่งที่ตรงไหนก็แล้วแต่มีชาวบ้านหมด วันนี้จะคุยถึงเรื่องของปัญหาชาวเขา ทำไมเราไม่ไปแม่ฮ่องสอนหรือไปเชียงราย พูดถึงเรื่องปัญหาชาวนาไปไปนั่งในนาไปคุย เพราะว่าแนวคิดเหล่านี้มาจากเรื่องวาระประชาชน ตอนเราทำวาระประชาชน เราคิดว่าคนเป็นผู้นำประเทศจะต้องไปสัมผัสชาวบ้านหรือตัวปัญหาที่แท้จริง ไปนั่งอยู่กับเขาไปพูดคุยกับเขา ไปสัมผัสบรรยากาศ ไปรับรู้ความทุกข์ยากของเขา ไปรับฟังปัญหาของเขา

นายกรัฐมนตรี : ผมคิดว่าจากที่ได้มีโอกาสพบปะกับผู้คนค่อนข้างมากในทุกวันและในทุกสัปดาห์ มีคนจำนวนมากทีเดียว จริง ๆ มากกว่าที่ผมคาดคิดที่เดินมาบอกว่าติดตามรายการในวันอาทิตย์นะครับ และไม่นับรวมว่าคนที่เขียนเสนอแนะความคิดเห็น ติติง วิพากษ์วิจารณ์เข้ามา ซึ่งเราก็ยินดีกับทุกความเห็นที่เข้ามา ก็อย่างน้อยที่สุดแสดงให้เห็นว่าเราสื่อสารกับคน

นายกรัฐมนตรี : คือว่าการช่วยเหลือต้องไม่เลือกปฏิบัติ หรือคำว่าเลือก ไม่เลือกปฏิบัติ ต้องดูว่าข้อเท็จจริงเหมือนไม่เหมือนกันตรงไหน เพราะฉะนั้น บอกได้เลยว่าตรวจสอบให้ทุกคนนะครับ ถ้าใครเข้าหลักเกณฑ์เดียวกันที่จะได้รับความช่วยเหลือก็ต้องได้ แต่ถ้าสมมุติว่าข้อเท็จจริงไม่ตรงกันก็ต้องมาดูอีกทีหนึ่งว่าวิธีการจะแก้ปัญหาให้กับกลุ่มอื่น ๆ จะทำอย่างไร อันนี้คือแนวทางที่จะต้องทำครับ

นายกรัฐมนตรี : ตั้งแต่วันแรกที่ผมเข้ามาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ผมรู้ว่ามีปัญหาต่าง ๆ มากมายที่รอการแก้ไข ผมบอกได้เลยครับว่าเราไม่ได้รอช้า เราเดินหน้าทำเรื่องเหล่านี้ให้เสร็จภายใน 3 เดือน 4 เดือนแรก ลูกหลานของพี่น้องต้องได้เรียนฟรี เพราะฉะนั้น วันนี้นโยบายเรียนฟรี 15 ปีเดินหน้าแล้ว และจะเดินต่อไป เพราะเราถือว่าอันนี้เป็นสิทธิของลูกหลานของพวกเราทุกคน

นายกรัฐมนตรี : มันเป็นโอกาสในการสร้างความเข้าใจนโยบายหลายเรื่อง มาตรการหลายมาตรการ เหตุการณ์หลายเหตุการณ์ การจะได้มานั่งบรรยายให้ทราบว่ามันเป็นมาอย่างไรนะครับ ไม่ได้มีโอกาสมากนัก ผมดูว่าความเข้าใจในหลายเรื่องเมื่อเราได้มีโอกาสชี้แจงอย่างนี้ก็ดีขึ้นนะครับ ส่วนความเชื่อมั่นนั้นก็คงประกอบไปด้วยหลายปัจจัย แต่ผมว่าการสื่อสารระหว่างคนทำงานกับคนที่เราต้องรับผิดชอบด้วย ก็เป็นหัวใจสำคัญ และผมว่ารายการนี้ก็มีส่วนไม่มากก็น้อยในการทำให้ประเทศสามารถที่จะเดินหน้าไปได้อย่างมีทิศทาง บนความเชื่อมั่นระดับหนึ่งของประชาชน

นายกรัฐมนตรี : บังเอิญเวลาเราจัดงบประมาณเราจัดเป็นปี ๆ เขาก็ไปดูว่าเราจัดงบประมาณไว้สำหรับผู้สูงอายุ ไปดูในกฎหมายงบประมาณก็จะเขียนว่าเป็นเงินเบี้ยยังชีพ 6 เดือน เขาก็เลยไปเข้าใจว่าจะได้แค่เฉพาะ 6 เดือนที่จริงไม่ใช่ครับ คือเมื่อเป็นนโยบายรัฐบาลแล้วก็จะทำต่อไป ยกเว้นมีรัฐบาลอื่นมาเปลี่ยนนโยบายนั่นอีกเรื่องหนึ่ง แต่รัฐบาลนี้เป็นนโยบายชัดเจนนะครับ และต่อไปจะพยายามทำเป็นกฎหมาย หรือเป็นระเบียบต่อไปด้วย ใครที่มีคุณสมบัติที่จะรับเบี้ยยังชีพในช่วงต่อไปนี้ครับ ก็ได้รับตลอดไป อันนี้จะได้มั่นใจเพราะว่าผมเอง บางวันเปิดโทรทัศน์เปิดวิทยุ บางช่องยังบอกว่า 6 เดือนอยู่ ขอยืนยันว่าไม่ได้ให้เฉพาะ 6 เดือน ให้ตลอดไปครับ ตราบเท่าที่ยังมีคุณสมบัติครบครับ

ผู้สูงอายุ : หมายความว่าพอหมดสิ้นปีนี้ ปีหน้าก็ต่อ

นายกรัฐมนตรี : ต่อไปเลยครับ และใครที่ขึ้นทะเบียนแล้วก็ไม่ต้องขึ้นทะเบียนอีก รับต่อไปเลยนะครับ อันนี้เฉพาะในรอบนี้นะครับ

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี : การสื่อของนายกฯ ถึงประชาชนเป็นการสื่อกันแบบเหมือนกับตาต่อตา นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มองประชาชนผ่านกล้องถึงคน 60 กว่าล้านคนทั้งประเทศ ซึ่งเป็นประชาชนที่เฝ้าดูการทำงานของนายกรัฐมนตรี ช่วงนี้ได้

นายกรัฐมนตรี : ช่วงที่พูดคนเดียวเราจะได้ยินเสียงสะท้อนมาเรื่อยเลยครับ บางทีก็ตั้งแต่ว่าไฟมืด หน้าดำ อะไรต่าง ๆ เยอะแยะไปหมด หรือว่าวันนี้ทำไมเหมือนหมดแรง บางทีเราไม่รู้หรอกครับ แต่ว่าผมก็เดาว่าจริง ๆ แล้วช่วงที่พูดคนเดียวก็คงเป็นช่วงที่คนคงติดตามในเรื่องของสาระของประเด็นเป็นหลัก ซึ่งผมก็ชอบที่จะได้อธิบาย เพราะบางครั้งก็มีความรู้สึกจากการที่สัมผัสกับคนว่าหลายเรื่องเราทำเนี่ย ไม่เข้าใจเพราะยังไม่มีการลำดับความให้เห็น เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็เป็นประโยชน์ แต่ว่าในแง่ของอารมณ์ของการสื่อสาร ผมยอมรับว่าผมไม่ถนัดในเรื่องของการที่จะพูดกับกล้อง เพราะฉะนั้น เวลาพูดกับกล้องยังเป็นเรื่องที่ยากอยู่นะครับ ผมยอมรับเลยว่าหาคนที่จะมีพรสวรรค์อย่างท่านอดีตนายกฯ สมัครในการที่จะพูดกับกล้องนี่ยากมาก ผมทำไม่เป็น และทุกครั้งก็ยังรู้สึกแปลก ๆ อยู่ว่านั่งพูดอยู่กับคนที่เรามองไม่เห็น

นายกรัฐมนตรี : ตั้งแต่มารับตำแหน่งก็ยังอยู่ในช่วงที่กำลังเดินทางไปเยี่ยมประเทศในอาเซียนทั้งหลายนะครับ สิงคโปร์ก็เป็นอีกประเทศหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในแง่ของการพัฒนาความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านสังคม ทางด้านความมั่นคงด้วยนะครับ

นายกรัฐมนตรี : ส่วนแรกเลยก็คือเรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ครับ เพราะยังเป็นเรื่องซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ และความจริงก็เป็นปัญหาในระดับโลก และผมก็ต้องการทำความเข้าใจถึงแนวทางต่าง ๆ ที่จะต้องมีการดำเนินการกันต่อไป

นายกรัฐมนตรี : สำหรับเรื่องของปฏิบัติการไทยเข้มแข็งนะครับ สัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีการเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เดี๋ยววันนี้นะครับจะมีการพูดคุยในช่วงที่ 2 ในเรื่องของโครงการไทยเข้มแข็งที่เกี่ยวข้องกับระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานคร นั่นคือเรื่องของรถไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นรถลอยฟ้า หรือรถใต้ดิน

นายกรัฐมนตรี : เพราะฉะนั้นอันนี้ในช่วงพูดคนเดียวคงได้สาระ แต่ว่าอารมณ์ความรู้สึกผมไม่ค่อยแน่ใจว่าออกมาเป็นอย่างไร แต่ว่าช่วงที่เป็นการเก็บภาพเวลาที่ไปในพื้นที่จะสนุกนะครับ เพราะว่ามันจะมีความเป็นธรรมชาติ จริงอยู่แรก ๆ เราจะขัด ๆ เขิน ๆ นิดหน่อย เพราะว่าเขาจะต้องมาติดไมค์ และตามตัวเราไปเรื่อย ๆ แต่ว่าโดยธรรมชาติพอเดินไปสักพักเดี๋ยวเราลืมไปเองว่ามีไมค์อยู่นะครับ เพราะฉะนั้น เราก็จะเริ่มพูดคุยกันเป็นเรื่องของปกติธรรมชาติไป ไม่ว่าจะเป็นการไปลงพื้นที่ อย่างเช่น ช่วงที่ไปอีสานหรือไปเหนือ หรือช่วงที่ไปอย่างสนามบินสุวรรณภูมิ หรือไปตลาดสามชุก หรืออะไรนี่นะครับ มันก็จะมีความแตกต่างของสถานการณ์ของอารมณ์ของมัน ซึ่งผมคิดว่าคงจะสื่อสารในเชิงอารมณ์ความเป็นธรรมชาติและก็สัมผัสถึงบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างเรากับประชาชนได้ค่อนข้างดี ส่วนช่วงสัมภาษณ์มันก็เหมือนรายการสัมภาษณ์ทั่วไปนะครับ ซึ่งผมคิดว่า หนึ่ง ก็ช่วยคลายความรู้สึกคนดู ผมเดาเอาเองนะครับ จากการที่ฟังพูดคนเดียว พอฟังพูดคนเดียวแล้วคนจะมีความรู้สึกว่าอาจจะอยากมีคำถามเพิ่มเติม หรือทำไมเรื่องนั้นไม่ได้พูด เรื่องนี้ไม่ได้พูด ก็ต้องอาศัยพิธีกรมาทำหน้าที่แทน

พิธีกร (ดร.ไชยา ยิ้มวิไล) : ขอ 2 คำถามหลัก ๆ เลย ไปเจอหนังสือพิมพ์ที่ท่านไปพูดที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี เมื่อวันสองวันที่ผ่านมานะครับ มีประโยคคำว่าในเรื่องของเผาบ้านเผาเมืองอะไรต่าง ๆ เหล่านั้น ฟังแล้วตกใจ ลึก ๆ จริงๆ แล้วรุนแรงขนาดนั้นไหมครับ

นายกรัฐมนตรี : ผมคงไม่ได้พูดว่าจะมีคนมาเผาบ้านเผาเมือง ผมเพียงแต่บอกว่าการเคลื่อนไหว การชุมนุมทางการเมืองยังมีอย่างต่อเนื่อง และก็ถ้าเป็นการเคลื่อนไหวการชุมนุมที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญนะครับ อาจารย์จะทราบดีจุดยืนผมชัดเจน ถ้าเคลื่อนไหวตามรัฐธรรมนูญทำได้ตลอดเวลา และผมก็เคารพสิทธิเสรีภาพ ความคิดเห็นที่แตกต่างของทุก ๆ คนนะครับ แต่ว่าต้องไม่ให้มีเหมือนกับช่วงก่อนสงกรานต์อีก ก็คือการทำผิดกฎหมาย บังเอิญผมก็ทราบว่ามันก็ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่ยังคิดจะทำแบบนั้นอยู่นะครับ ผมก็บอกว่ากลุ่มนั้นคือกลุ่มที่ทำลายโอกาสของบ้านเมืองนะครับ แต่ว่าถ้ากลุ่มที่เขามาแสดงโดยปกติภายใต้รัฐธรรมนูญ ผมบอกเลยว่านอกจากจะเป็นสิทธิ์แล้ว ผมไม่กังวลเลยในแง่ของภาพลักษณ์ของประเทศ เพราะว่าเวลามีการชุมนุมโดยสงบและก็ผ่านมาด้วยเรียบร้อย ผมอธิบายง่ายว่านี่คือสังคมประชาธิปไตย

นายกรัฐมนตรี : และโดยปกติผมก็คุ้นแล้วกับการไปออกรายการโทรทัศน์ที่มีพิธีกรสัมภาษณ์ เพียงแต่ว่าเที่ยวนี้อาจจะแปลกหน่อยเพราะว่ามี 3 คนบ้าง 5 คนบ้าง 7 คนบ้าง อาจจะเป็นบรรยากาศที่ไม่คุ้น

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี : เราได้รับความร่วมมือจากพิธีกรทั่วฟ้าเมืองไทยมากที่สุด ไม่มีรายการไหนที่เคยมีพิธีกรมาจัดทำรายการได้มากเท่านี้ และในสิ่งนี้จะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ

พิธีกร (พิม ยอนซ่า คูลลิ่ง) : ก่อนอื่นพิมขอพูดถึงโครงการ “ฉันรักประเทศไทย” ไหน ๆ วันนี้เราก็ใส่เสื้อมาโปรโมทเต็มที่ทุกคน อยากให้ท่านนายกฯ พูดถึงโครงการว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไรคะ

นายกรัฐมนตรี : ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญในการทำงานและแก้ปัญหาอย่างหนึ่งคือเรื่องของความเชื่อมั่น

คุณบุญชัย โชควัฒนา : เพราะฉะนั้น การทำตรงนี้เท่ากับการรื้อฟื้นแนวทาง กระตุ้นเตือนประชาชนทุกระดับให้สำนึก ให้รู้ถึงบุญคุณของประเทศชาติ

คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี : พูดถึงประเด็นต่าง ๆ ที่จะช่วยกันทำให้เมืองไทยเอาสิ่งดี ๆ ลักษณะนิสัยที่ดีของคนไทยก็ดี การรวมพลังในเรื่องของการที่จะช่วยกันสร้างความมั่นใจให้กับประเทศไทย

พิธีกร (ปุ้ย พิมลวรรณ ศุภยางค์) : ถ้าเกิดว่าคงไม่มีคุณพ่อคุณแม่ที่ไหนอยากจะให้ลูกไปเรียนไกลจากที่บ้านมาก ท่านบอกว่าบ้านอยู่แถวเกษตร ก็ให้เรียนโรงเรียนแถวนั้นสิ แต่บางทีคุณพ่อคุณแม่แต่ละคนมาตรฐานไม่เหมือนกัน ก็มองว่าโรงเรียนนี้คุณภาพหรือมาตรฐานไม่เหมือนกับโรงเรียนที่เขาอยากจะให้ลูกเข้าไปเรียนนะคะท่าน

นายกรัฐมนตรี : ซึ่งก็อยากจะเน้นในเรื่องของคุณภาพการเรียนการสอน เพราะว่านี่คือหัวใจนะครับ เป็นหัวใจในการจะไปแก้ปัญหาอีกหลายอย่าง ตั้งแต่เรื่องแป๊ะเจี๊ย เก็บเงินกัน และไปจนถึงเรื่องว่ามีความวิตกกังวลว่า ถ้าเข้าโรงเรียนไม่ดีแล้ว แอดมิชชั่นเดี๋ยวเข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ ไม่ได้ อะไรต่าง ๆ ก็พันกันไปหมด ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องใช้เวลาในการที่จะแก้ปัญหา เพราะว่ามันมีทั้งเรื่องความพร้อมทางกายภาพ มีทั้งเรื่องของการพัฒนาครู การกระจายครู อะไรต่าง ๆ

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี : แต่ว่าแรก ๆ เรื่องพิธีกรก็เป็นอย่างนี้ครับว่า เราอาจจะมีการพูดคุยกันว่ามีประเด็นอะไรบ้างที่ท่านจะถามกันเหมือนกับเตรียม แต่ว่าหลัง ๆ มาเนื่องจากว่าพิธีกรเองเขาจะมีประเด็นของตัวเอง ซึ่งเราบอกไปเลยว่าอาทิตย์นี้เรื่องนี้เป็นหลักนะ เขาคิดคำถาม และนายกฯ เองก็ไม่กังวล ไม่มีการเตรียมซักซ้อม บอกคำถามนี้ห้ามถาม คำถามนี้อย่างนี้ ไม่มีเลย นายกฯ พร้อมตอบทุกคำถาม จำได้ตอนเทปที่ไปออกกับสรยุทธ์ อันนั้นก็หนักพอสมควร หรือบางทีไปบางรายการชาวบ้านถาม ก็ต้องตอบ

นายกรัฐมนตรี : สภาฯ ก็ไปยกร่างมาว่าที่จะแก้มาตรา 237 จะแก้อย่างไร แก้เสร็จก็เอามาวาง พอวางปั๊บ พอไปทำประชามติ ใครเห็นด้วย ใครไม่เห็นด้วย ก็เอาร่างนี้ไปวิเคราะห์ ไปแจกแจงให้ประชาชนเห็นว่าแก้แล้วเป็นอย่างนี้ ไม่แก้เป็นอย่างนี้ ผลดีผลเสียเป็นอย่างไร ประชาชนก็ไปลงคะแนน ว่าจะเอาหรือไม่เอา และผมเชื่อเมื่อประชาชนลงคะแนนแม้ว่าในทางกฎหมายอาจจะไม่ได้ผูกมัดสมาชิกสภาฯ แต่ผมเชื่อว่าผู้แทนปวงชนชาวไทยคงจะเคารพการตัดสินใจของพี่น้องประชาชน

พิธีกร (สรยุทธ สุทัศนะจินดา) : คือท่านนายกฯ พยายามที่จะให้ยอมรับในกระบวนการก่อน คือทุกฝ่ายต้องเห็นกัน นักการเมืองต้องจบตรงนี้ทั้ง 6 ประเด็นนะ

นายกรัฐมนตรี : ซึ่งขณะนี้ไปด้วยดี และผมขอบคุณทางวิปฝ่ายค้าน ทางวุฒิสมาชิก และวิปรัฐบาล ซึ่งมีอีกหลายพรรคที่มีความเห็นแตกต่างกัน แต่กระบวนการเมื่อวันศุกร์บรรยากาศที่คุยกันดีมาก ครึ่งชั่วโมงกว่า ๆ มั๊งครับก็เรียบร้อย

พิธีกร (ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง) : ท่านนายกฯ เข้ามากับรัฐบาลนี้เข้ามาได้ 7 เดือน ก็ประสบวิกฤตต่าง ๆ เยอะแยะเลย ตั้งแต่วิกฤตแรก การเมืองนั้นผู้คนแตกแยกชัดเจนมาก ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจโลกมีปัญหา เราถูกสะเก็ดระเบิดไปด้วย ขณะเดียวกันเรื่องไข้หวัดปัญหาทางสังคม เรื่องไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ก็มากมาย ท่านนายกฯ คิดว่ารัฐบาลนี้โชคดีหรือโชคร้าย

นายกรัฐมนตรี : ผมไม่เคยคิดมองในมุมว่าเป็นโชค ผมถือว่าปัญหาเรื่องวิกฤตต่าง ๆ เป็นเรื่องซึ่งเกิดขึ้นได้ และผมมองในมุมว่าเราต้องทำอะไรมากกว่า

พิธีกร (สุทธิชัย หยุ่น) : เห็นทะเล ห่างไกลจากความเครียดทั้งหลายแหล่ของงานการ คิดบ้างไหมว่าเราตัดสินใจเป็นนายกฯ นี่คิดผิดหรือเปล่า ชีวิตมันน่าอภิรมย์กว่านี้เยอะแยะเลยที่จะมาเป็นนายกฯ เนี่ย

นายกรัฐมนตรี : ผมไม่เคยคิดอย่างนั้นนะครับ

พิธีกร : ไม่เคย

นายกรัฐมนตรี : ไม่เคยคิดอย่างนั้น ผมเป็นคนที่ถือว่าผมเลือกมาทำงานการเมืองเอง และก็สนุกกับงานการเมือง

พิธีกร : มันสนุกตรงไหน จริง ๆ แล้วในการเป็นนายกฯ

นายกรัฐมนตรี : มันสนุกตรงที่ว่าเราพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง สังคม ให้ดีขึ้นนะครับ มีหลายเรื่องที่เราใฝ่ฝันว่าประเทศไทยน่าจะต้องมี

นายกรัฐมนตรี : ก็สนุกสนานตามปกตินะครับของการได้มีโอกาสพูดคุยกับ โดยเฉพาะพิธีกรที่ค่อนข้างที่จะช่างซักอยู่ ก็ปกติ หรือว่ากับคุณสุทธิชัยที่หาดทราย ความจริงผมไม่ค่อยชอบนอนอย่างนั้นเท่าไหร่อยู่แล้ว แต่ว่าก็พูดคุยก็เป็นบรรยากาศอีกบรรยากาศหนึ่ง ก็แปลกดี

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี : เสน่ห์อย่างหนึ่งรายการนี้อย่างที่ว่าคือคาดเดาไม่ถูก ๆ ไหมครับ ฉะนั้น เราก็มีความเห็นว่าสื่อมวลชนก็เหมือนกับตัวแทนของประชาชน เราไม่มีโอกาสจะเชิญประชาชนทุกคน แต่สื่อมวลชนขาข้างหนึ่งเขาอยู่กับประชาชน เขาทำงานแทน อีกข้างหนึ่งเขาอยู่ใกล้ชิดกับเรา ฉะนั้น โอกาสที่เขาจะซักถามเราก็ดี มันเป็นเรื่องที่ตรงไปตรงมาดี ก็เลยใช้วิธีการแบบเชิญทางสื่อมวลชนมาทำรายการร่วมกับเรา ไม่มีสีเสื้อด้วย มีอยู่ช่วงหนึ่งที่มีคนเรียกร้องบอกเหลือง แดง อะไรอย่างนี้ เราเชิญคุณสโรชา มา และอีกอาทิตย์หนึ่งสาทิตย์ก็ให้สัมภาษณ์นายกฯ ด้วยบอกว่า เราก็พร้อมจะเชิญทาง “ความจริงวันนี้” มา คือคุณวีระ มุสิกพงษ์ ในทางฝ่ายโน้นปฏิเสธ เพราะฉะนั้น หลักของเราเรื่องใช้พิธีกรเยอะ ผมคิดว่า หนึ่ง ได้พิธีกรตรงกับแนวของรายการในสัปดาห์นั้น สอง พิธีกรแต่ละท่านที่จะมา เขาจะมีคำถามเฉพาะส่วนตัวของเขาที่เข้ามา และสื่อได้ตรง และมีแฟนเฉพาะของกลุ่มนั้น และก็สื่อออกไป

พิธีกร : (นายทฤษฎี สหวงศ์ , นางสาวเฌอมาลย์ บุญยศักดิ์) สวัสดีครับ ผมผู้ใหญ่ลี ปอ ทฤษฎี ครับ สวัสดีค่ะ พลอย เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ ค่ะ นางมา ค่ะ

ปอ ทฤษฎี : วันนี้เราอยู่ที่ อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรีนะครับ

พลอย เฌอมาลย์ : ใช่แล้วค่ะพี่ปอ

ปอ ทฤษฎี : พลอยอยากรู้ไหมครับว่าวันนี้เรามาทำไม

พลอย เฌอมาลย์ : มาทำไมคะพี่ปอ

ปอ ทฤษฎี : เกษตรกรเขาขายของ ขายพืชผลทางการเกษตร มันไม่ค่อยจะได้กำไร ตอนนี้รัฐบาลเขามีนโยบายว่าประกันได้แน่ ๆ กำไร จะทำได้อย่างไร

นายกรัฐมนตรี : ผมว่าจะเป็นการจดทะเบียนที่ทำให้เรารู้หมดเลยว่าทั้งประเทศเรามีเกษตรกรอยู่ที่ไหน ปลูกอะไร แล้วตรงนี้จะเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มากในการแก้ปัญหาต่อไป เป็นการที่รัฐบาลกำลังจะบอกว่า เราคำนวณให้ว่าปลูกข้าว ปลูกมัน ปลูกข้าวโพด ต้นทุนเท่าไร ควรจะมีค่าตอบแทนสักเท่าไร แล้วเราก็คำนวณดูว่าจะต้องชดเชยเงินให้เท่าไร เป็นเรื่องของรายได้ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็จะเป็นความมั่นใจอย่างหนึ่ง แล้วก็ถ้าเราทำอย่างนี้ได้ ผมคิดว่าเกษตรกรก็จะเห็นอนาคตของตัวเองที่มีความชัดเจนมากขึ้น

ปอ ทฤษฎี : มั่นใจได้เลยว่าได้กำไรชัวร์

นายกรัฐมนตรี : คือเราคำนวณให้เลยว่าต้นทุนเท่านี้ บวกให้อีก 40 เปอร์เซ็นต์ หรือเท่าไรก็แล้วแต่ ถ้าวันข้างหน้ารัฐบาลรวยกว่านี้ก็อาจจะให้มากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์

นายกรัฐมนตรี : แต่ว่าถ้าถามถึงในแง่ของความประทับใจ ส่วนใหญ่มันจะเป็นความประทับใจเวลาไปลงพื้นที่ พบกับประชาชนมากกว่า เพราะว่ามันจะเริ่มได้อารมณ์ของคนที่เข้ามาเกี่ยวข้อง กับสิ่งที่เราพูด สิ่งที่เราทำจริง ๆ อย่างเช่นตอนที่เราไปลพบุรี แล้วมันมีบรรยากาศของเกษตรกร ของชาวนา หรือแม้กระทั่งผมไปทำอีกครั้ง ตอนโครงการเริ่มเดินได้ที่พิจิตร แล้วมีเกษตรกรมานั่งร่วมอยู่ด้วยแม้ว่าไม่ได้พูดอะไรมาก อาจจะถามเพียงเล็กน้อย ก็สัมผัสถึงความรู้สึกถึงความสัมพันธ์ได้ ผมคิดว่าอันนั้นเป็นความประทับใจ หรือว่าที่ไปสามชุก หรือไปในพื้นที่ที่ชาวบ้านเค้าอยากแสดงอะไรให้เราเห็น แม้กระทั่ง OTOP ก็เป็นความประทับใจอีกแบบหนึ่ง ที่เห็นความกระตือรือร้นของประชาชน เค้ามีของดีที่เค้าอยากจะแสดงให้คนเห็น และเราช่วยเค้าให้มีโอกาสสื่อสารด้วย

พิธีกร : (เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาละกะวงศ์ ณ อยุธยา) ท่านครับเริ่มคำถามแรก หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าโอทอปเป็นโครงการของรัฐบาลที่แล้ว ในการที่จะท่านส่งเสริมโครงการโอทอป จะเรียกว่าเป็นการตอกย้ำความสำเร็จของรัฐบาลที่ผ่านมาหรือเปล่าครับ ท่านมองตรงนี้อย่างไรครับ

นายกรัฐมนตรี : รัฐบาลเป็นรัฐบาลของประเทศ คนเป็นรัฐบาลช่วงใดช่วงหนึ่งเท่านั้น มาแล้วก็ไป ผมนี่ถือคติว่างานที่เราทำในฐานะรัฐบาล ในอดีตจะเป็นคนอื่น จะเป็นใครทำไว้ ถ้าเป็นงานที่เราเห็นว่าเป็นประโยชน์กับประชาชน เราก็ต้องทำต่อ จะมาบอกว่าถ้าเป็นของคนอื่นแล้ว เราตัดทิ้งไม่ใช่ แต่ว่าการทำต่อ เราก็จะดู ถ้าสมมติว่างานนั้นดี แต่ว่ายังมีปัญหาอยู่ เราก็ต้องมาแก้ปัญหา บางครั้งเราอาจจะปรับปรุงให้ดีขึ้น กรณีของโอทอป ความจริง ในช่วงที่เราทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน ก็เป็นโครงการที่เราบอกว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่จะมีการสนับสนุนในเรื่องของธุรกิจ หรือวิสาหกิจของชุมชน แต่ว่าโอทอปเองก็มีทั้งความสำเร็จ และมีทั้งปัญหา ความสำเร็จเราก็จะเห็น เพราะเวลาเขามาสามารถขายสินค้าได้ นั่นคือความสำเร็จที่เรามองเห็น แต่กับทุกความสำเร็จที่เรามองเห็น ก็จะมีความล้มเหลวอยู่เหมือนกัน เพราะมีอีกหลายแห่งที่ก้าวมาไม่ถึงตรงนี้

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี : ผมคิดว่าอันนี้ตรงมาก คือบางทีเวลาเราทำรายการเกี่ยวกับเรื่องคนรายการทีวี ทุกคนที่ทำรายการรู้ว่าเราต้องสื่อความเป็นตัวตนของคน ๆ นั้นออกมาให้มากที่สุด ลำพังจับคนใส่สูทนั่งคุยกันสองคน ยังไงก็ไม่มีวันจะรู้ว่าคน ๆ นี้เป็นอย่างไร เรื่องสุวรรณภูมิผมคิดว่าหลายคนชอบใจ เรื่องสุวรรณภูมิเรื่องมาจากตรงที่ว่าตอนนั้นประเด็นเรื่องสุวรรณภูมิฮอทมาก และท่านนายกฯ เป็นคนหนึ่งได้รับเรื่องร้องเรียนเรื่องสุวรรณภูมิเยอะ และท่านพูดในครม. และพอทีมงานเสนอ ผมไปคุยกับท่านบอกว่าเอาเรื่องสุวรรณภูมิไหม

ทีมงานรายการเชื่อมั่นประเทศไทย : ตอนนั้นท่านนายกฯ อยู่ฟิลิปปินส์

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี : ใช่ ท่านตอบรับเลยนะ แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องมีคนที่เกี่ยวข้องมาด้วย 1-2-3-4-5 แต่สิ่งหนึ่งที่เราในฐานะที่พูดในแง่คนทำรายการทีวี ไม่รู้เลยก็คือว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันก็เหมือนกับไปแล้วมัน Improvise ทันที มันคิดสดทันทีเดี๋ยวนั้น แต่เป็นลักษณะของการออกไปทำงานให้เห็น มันไม่ใช่แค่ทีวีโชว์นะ แต่มันเป็นการทำงานให้เห็นทีวีของเราเป็นเพียงสิ่งที่จะสื่อให้คนเห็นว่านายกฯ เขาทำงานอย่างไร มี action มีอะไรเกิดขึ้นอย่างไร ซึ่งผมคิดว่าท่านตั้งใจมาก และเป็นรายการหนึ่งที่มีคนพูดถึงเยอะ

นายกรัฐมนตรี : เท้าความว่ามันมีข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่มันเกิดขึ้นกับสนามบิน และมันเป็นเรื่องที่เรียกว่าสร้างความเสียหายกับภาพลักษณ์ คิดถึงว่ารายการเรากำลังพยายามสร้างความเชื่อมั่น อันนั้นตรงเลย เราต้องไปทำให้เกิดความมั่นใจให้ได้ว่าสิ่งที่เขาบอกมันไม่ดี ที่มันเกิดขึ้น เราจะแก้ไข

พิธีกร (บัญชา ชุมชัยเวทย์) : อย่างที่ท่านนายกฯ ได้ยินเรื่องข่าว เรื่องอะไรต่าง ๆ วันนี้ก็เป็นภารกิจสำคัญอย่างหนึ่ง ท่านนายกฯ มองว่านี่คือสิ่งที่น่าจะแก้ได้เบ็ดเสร็จไหมครับ

นายกรัฐมนตรี : คือขณะนี้วันนี้หนึ่งก็คือไม่รู้สื่อเข้ามาได้มากน้อยแค่ไหน สื่อจะได้มาดูว่าสภาพความเป็นจริงเป็นอย่างไร และมีอะไรบ้างที่เราน่าจะปรับปรุงให้เห็นได้ชัด ๆ

พิธีกร : ตอนนี้ก็คือมีกระแสมีข้อมูลหรือบางทีอาจจะเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนก็เป็นไปได้ ที่ท่านนายกฯ มอง

นายกรัฐมนตรี : เรื่องต่างๆ น่ะมีมูลแต่ว่ารายละเอียดเวลาเขาไปบรรยายนี่อาจจะเกินเลยไปบ้าง

พิธีกร : อาจจะเติมไปหรืออะไรไป

นายกรัฐมนตรี : ผมก็ไม่อยากจะไปว่าสื่อ เดี๋ยวจะมาว่าผม

นายกรัฐมนตรี : แล้วก็วันนั้นก็ไม่ได้มีการเตรียมการคนที่ต้องมาอยู่กับผมเลย นะครับ เพราะว่าก็คิดกันแล้วก็ไปกันแบบที่ค่อนข้างจะเร็ว

นายกรัฐมนตรี : มีนักท่องเที่ยวอ้างและบ่นว่าเป็นปัญหาก็คือ ไม่รู้ว่าตรงไหนคือบริเวณร้าน

พิธีกร : นี่คือประเด็นแรก

นายกรัฐมนตรี : ประเด็นแรกเลย เขาบอกว่าไม่รู้ว่าตรงไหนคือบริเวณร้าน เพราะฉะนั้นเขาก็อ้างว่าเขาจะรู้ได้อย่างไรถ้าเขาถือของอยู่นี่ ถูกจับหาว่าเอาออกมาจากร้านแล้ว สิ่งแรกที่ชาวต่างประเทศเค้าบ่นกับผมก่อนนะครับ เค้าบอกว่า เค้าเองก็ไม่รู้ว่าตรงไหนถือว่าออกนอกร้านแล้ว สมมุติว่าผมอยู่ตรงนี้แล้วผมก็เดินข้ามมา แล้วเริ่มเดินไปดูอย่างอื่นด้วย

ผู้ชี้แจง : จริง ๆ ถ้าเป็นในลักษณะนี้นะครับ จะเป็นการสอบถามเสียมากกว่า จะไม่มีการแจ้งจับ ไม่มีการแจ้งจับ ยืนยันได้ เพราะตลอด 80 case ที่ผมเรียน ฯพณฯ ไป ที่เราแจ้งความนี่ เป็นเรื่องที่ออกนอกพื้นที่ไปไกลมากแล้ว คือต้องดู CCTV ก่อน ให้เห็นความชัดเจนตรงนั้นก่อน

นายกรัฐมนตรี : CCTV นี่คนดูอยู่ที่ไหนครับ

ผู้ชี้แจง : มันจะมีห้อง CCTV อยู่ในบริเวณนี้ครับ

ทีมงานรายการเชื่อมั่นประเทศไทย : และวันนั้นสิ่งที่ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์แสดงออกมา ท่านรัฐมนตรีสาทิตย์ได้ไหมครับว่า อะไรคือบุคลิกของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ปรากฏอยู่ในวันนั้น และเป็นตัวตนของคุณอภิสิทธิ์จริง ๆ

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี : ผมว่า หนึ่ง คือว่าตั้งใจทำงานเกินร้อย สอง มันบอกความเป็นคนที่ทำการบ้านเยอะมาก และก็ล่วงรู้ขั้นตอนกระบวนการปัญหาทุกอย่าง ใครเกี่ยวข้องอย่างไร และ สาม ความเป็นคนจี้ปัญหา เอาจริงเอาจัง แล้วตัดสินใจ

ทีมงานรายการเชื่อมั่นประเทศไทย : เด็ดขาด

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี : เด็ดขาด ความเด็ดขาดผมคิดว่าวันนั้นแสดงให้เห็นชัดมาก

พิธีกร : ท่านนายกฯ ครับถ้าฟังอย่างนี้ก็แสดงว่าหยิบเอาของออกจากข้างนอกบริเวณร้านไปแล้ว น่าจะเข้าใจอย่างนั้นได้ไหม

นายกรัฐมนตรี : เอาปัญหาแรกก่อนว่าที่ขณะนี้มีร้องเรียนเข้ามาท่านหนึ่ง ที่บอกว่าไม่แน่ใจว่าร้านสิ้นสุดตรงไหน แต่ถ้าเกิดยืนยันว่าไม่มีการไปแจ้งความ ไปจับเขาในขณะที่อยู่ที่บริเวณ และคนไม่มีเจตนาจะขโมย ทีนี้ผมคิดว่าถ้ามีป้ายที่บอก แต่ผมไม่รู้ทำได้แค่ไหน อย่างตรงโน้นคงยาก อันนี้ค่อนข้างชัด แต่อย่างตรงโน้นคนซึ่งโดยสภาพ สมมติว่าเดินทางจะซื้อน้ำหอม ซื้อเหล้า ถามว่าเดินข้ามไปข้ามมาได้ใช่ไหม

ผู้ชี้แจง : โดยปกติถ้าพกเหล้าออกจากบริเวณ เราจะแนะนำให้ชำระเงินก่อน

นายกรัฐมนตรี : โดยธรรมชาติมันเดินข้ามอยู่แล้ว ถ้าเกินจุดนี้ไป สินค้ายังไม่ได้ชำระ ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกว่าถ้ายืนอยู่ในนั้นปลอดภัย อันนี้จะช่วยปัญหาแรก

พิธีกร : สิ่งที่ท่านมองในจุดแรกคือความเข้าใจอาจจะคลาดเคลื่อน

นายกรัฐมนตรี : เราต้องพูดกันตรง ๆ นะครับ คนก็มีทั้งคนดี คนไม่ดี อย่างกรณีcaseที่ BBC ลงหมายความว่า หยิบจากตรงโน้น และไปจับเอาตรงปลาย ๆ อย่างนี้ชัดครับ

พิธีกร : อย่างนี้คือผิด

นายกรัฐมนตรี : คงไม่เจตนาจะจ่ายแล้วล่ะครับ ถ้าไปถึงโน้น

นายกรัฐมนตรี : เลยทำให้ผมคิดว่าได้ความเป็นความสดของบรรยากาศ และผมก็เตรียมไปในใจอยู่แล้วว่ามันมีเรื่องอะไรบ้างที่ต้องไปดู และพยายามไม่ให้เสียสมาธิกับเรื่องรายการว่าจะไม่ให้ตกหล่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตำรวจที่จะต้องดูแลเวลาเกิดการจับกุม ตัวร้านค้าเอง เรื่องของของศุลกากร สรรพสามิต กระเป๋า อะไรต่าง ๆ

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี : ผมว่านี่คือตัวตนที่แท้จริงนะ แต่ผมคิดว่าท่านเป็นคนสุภาพ บางทีท่านก็ใช้คำพูดที่อาจจะ คือความหมายเหมือนกัน แต่ใช้คำพูดที่ค่อนข้างจะเลี่ยง ให้อีกคนหนึ่งเข้าใจเองว่าท่านกำลังสั่งการอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ตามเรื่อง แต่กรณีสุวรรณภูมิ ท่านแสดงออก เพราะตอนนั้นเหตุการณ์มันมาถึงจุดที่ท่านคุยกับหลายหน่วยงานแล้ว ไม่มีอะไรดีขึ้น ฉะนั้น ความเด็ดขาด การตั้งใจ การทำการบ้าน ความจริงจังที่งานวันนั้นนี่เห็นชัด แล้วในชีวิตการทำงานจริง ๆ ที่ทำเนียบ ที่ห้องประชุมเป็นอย่างนั้น เวลาประชุม ครม. ท่านสั่งเอง ทำการบ้านมาเสร็จสรรพแล้ว เปิดปั๊บ ท่านบอกเลยว่าข้าราชการไม่ต้องชี้แจง รัฐมนตรีชี้แจงก่อน ตัวรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องชี้แจง ชี้แจงไม่ได้ค่อยเอาตัวช่วย คือข้าราชการเข้ามา และท่านจี้ ทำไมคิดอย่างนั้น ทำไมเป็นอย่างนี้ ไม่ต้องอธิบายตรงนี้ผมเข้าใจ แต่ถามว่าสุดท้ายมันคืออะไรอย่างนี้เป็นต้น ที่สุวรรณภูมิเหมือนกัน และไม่ใช่จบแค่นั้นนะ ท่านตามเรื่องต่อทุกอาทิตย์และให้รายงานว่าที่ไปดูวันนั้นเป็นอย่างไร 1-2-3-4-5

นายกรัฐมนตรี : ก็ดีใจนะครับ เพราะว่าก็มีโอกาสกลับไปสุวรรณภูมิอีกหลายครั้ง ก็ดูเหมือนว่าดีขึ้น มีการปรับปรุง ก็ดีใจว่ามันเป็นผลที่เกิดขึ้นมาได้จริง ๆ

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี : แต่ว่าสิ่งที่ผมคิดว่าเราได้มามากกว่านั้นอย่างหนึ่งมีสองเรื่องคือ หนึ่ง เราเห็นความตั้งใจจริงของนายกฯ ที่ทำรายการนี้แบบเกินร้อย เช่นท่านจะเป็นคนที่ติดตามสนใจอยู่ว่าอาทิตย์นี้เรื่องอะไร แล้วก็ตัวท่านเองจะต้องพูดเรื่องอะไรที่เป็นเรื่องสำคัญบ้าง ก็จะมีการตระเตรียมข้อมูลทุกอย่างครบเรียบร้อยหมดก่อนออกรายการ กลับจากต่างประเทศบางทีได้อยู่บ้านแค่ชั่วโมงเดียวก็มาออกรายการสด

ทีมงานรายการเชื่อมั่นประเทศไทย : เช่น กลับจากเวียดนาม กลับจากกรุงโคเปนเฮเกน

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี : ใช่กลับจากโคเปนเฮเกน

นายกรัฐมนตรี: เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องเวลา แม้กระทั่งต้องกลับมาจัดรายการ อย่างที่เดนมาร์กกลับมาถึงเช้าปั๊บก็ต้องมาจัดรายการเลย หรือมีหนหนึ่งไปกัมพูชา จริง ๆ แล้วเราก็กลับมาตั้งแต่ตอนหัวค่ำ ปรากฏว่าเครื่องบินเสียกว่าจะกลับมาถึงก็ตีสอง ตีสาม แต่วันรุ่งขึ้นก็ต้องมาอัดรายการ นัดหมายไว้แล้ว อะไรอย่างนี้ ก็ชินแล้วครับ และผมรู้เลยว่าถ้าจะกลับมาเมืองไทยและต้องมาทำรายการ ผมก็จะพยายามปรับเวลาตัวเอง ตั้งแต่ตอนอยู่บนเครื่องบิน แต่เวลาเราขึ้นเครื่องบินคือซูดูกุ ชอบเล่น โดยเฉพาะเวลาเดินทาง และขึ้นเครื่องบินมีซูดูกุเล่น เหมือนกับเป็นการทดสอบตัวเองด้วย วันนี้สมองเราโลดแล่นแค่ไหน ถ้าเล่นได้เร็วปั๊บ แก้เสร็จปั๊บก็มีความรู้สึกโอเควันนี้ใช้ได้ เราพร้อมพอสมควร วันไหนทำซูดูกุไม่ได้ก็เริ่มกังวลแล้ว สงสัยวันนี้ท่าทางปฏิภาณไหวพริบการคิดการแก้ปัญหาจะไม่ดีเท่าที่ควร ถ้าดูจากกระดานนี้ก็รู้สึก ว่าอันนี้ไม่มีขีดฆ่า ไม่มีลบเลย วันนั้นคงจะเป็นวันที่ดี แต่จำไม่ได้แล้ววันไหนครับ

เตรียมตัวแค่ไหนส่วนใหญ่แล้ว ผมปกติเวลาไปพูดหรือออกรายการตามที่ต่าง ๆ ก็มักจะไม่ค่อยใช้ ไม่ได้เขียนละเอียดอยู่แล้ว และโดยเฉพาะเวลารายการโทรทัศน์ ถ้านั่งก้มเงยก้มเงยอยู่ตลอด ผมว่าคนดูเขาคงรำคาญ เพราะฉะนั้นจริง ๆ พยายามเรียบเรียงความคิดในหัวมากกว่า ซึ่งจะเป็นแนวที่ผมใช้เวลาไปพูดตามที่ต่าง ๆ ช่วงที่นั่งรถก็พยายามเรียบเรียง อย่างมาก็โน๊ตเอาไว้นิดหนึ่ง จดเอาไว้นิดหนึ่งว่ามีประเด็นหลัก ๆ อะไรที่ไม่ให้ลืม ส่วนใหญ่พอมาถึงทีมงานก็เจอของฝากเยอะ ช่วยประชาสัมพันธ์งานนี้ อย่าลืมเรื่องโน้น เสร็จแล้วก็ยังมีบางประเด็นที่ทีมงานเขาจะมาเสนอแนะอีก เช่น บอกว่าอย่าลืมมติ ครม. เรื่องนั้น วันนั้นประชุมเรื่องนี้ ก็ต้องเอามาจับ ๆ รวมกัน ส่วนใหญ่บอกตรง ๆ ก็ 5 นาที 10 นาทีก่อนออกรายการ พอถึงเวลาก็พูดไป แถมบางทีมีของแถม เช่น

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี: มีอยู่ตอนหนึ่งคือตอนที่ตัดเทปรายการไม่เสร็จที่จะต้องต่อจากที่ท่านพูดคนเดียว ทีมงานก็ส่งไปบอกว่าให้ขยายไปอีก 5 นาที 10 นาที โอ้โห พูดไป 20เกือบ30 นาที แต่ท่านก็แฮปปี้ที่ได้คุย ผมมีความรู้สึก หนึ่ง วัตถุประสงค์ที่ได้คือนายกฯ ตั้งใจในการคุยกับประชาชนมาก สอง ที่ผมคิดว่าได้เยอะคือว่ารายการนี้ตกลงกันตั้งแต่ต้นว่าไม่มีรูปแบบรายการที่แน่นอน

นายกรัฐมนตรี: เราก็บอกว่ารายการนี้คงไม่ใช่เหมือนกับรายการที่มาตอบคำถามรายวัน เพราะฉะนั้น ก็อยากจะให้เป็นพิธีกรที่ซักถามจริง แต่ว่ามองภาพระยะยาวหน่อย ไม่ใช่แค่มามองว่าเหมือนกับมาสัมภาษณ์ผม เหมือนกับที่ผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์อยู่ทุกวัน ๆ แต่ว่าที่ผ่านมาก็พึงพอใจกับพิธีกรแทบจะเรียกว่าทุกรายนะครับ ต่างคนต่างก็มีประสบการณ์ มีความตั้งใจมาค่อนข้างดี

ทีมงานรายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯ: พูดถึงเสื้อผ้าของนายกฯ ที่ใช้ในรายการ ตอนแรก ๆ ท่านใส่สูท และคนก็วิจารณ์กันมาก ไปทำยังไงถึงทำให้ท่านระยะหลังมานี่ ผมว่าเปลี่ยนเสื้อทุกสัปดาห์ และมียี่ห้อด้วย ยี่ห้อหมายถึงทุกงานเลย มีงานโอทอปก็ใส่โอทอป ไทยเข้มแข็ง ใส่ไทยเข้มแข็ง อันนี้มีเบื้องหลังไหม

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี: จริง ๆ เราพยายามคุยกับนายกฯ ว่าวันอาทิตย์ผมว่าคนคงไม่อยากจะเห็นใครมาออกจอทีวีแล้วก็ยังใส่สูทนั่งผูกไท และก็นั่งพูดอะไรที่แข็ง ๆ ทุกวัน แต่ว่าใหม่ ๆ ท่านบอกว่า ท่านใช้คำนี้เลยนะเราต้องให้เกียรติกับผู้ชมด้วย ฉะนั้น แรก ๆ ท่านก็ออกมาเป็นลักษณะที่ผูกไทใส่สูท แต่พอตอนหลังมาก็จะมีรายการต่าง ๆ ที่กระทรวงจัด ก็จะขอว่าให้ใส่เสื้อเหมือนกับเป็นการโปรโมทรายการ เพราะฉะนั้น วิธีการอย่างนี้คนดูกลับชอบที่มีความรู้สึกว่าอยากให้วันอาทิตย์เป็นวันสบาย ๆ ซึ่งท่านก็พยายามจะดูให้สุภาพที่สุดนะครับ อันหนึ่งก็คือท่านเคารพคนดู เคารพผู้ชม เพราะฉะนั้น ท่านก็จะสุภาพ ตรงเวลา และจะแต่งตัว แล้วก็ดูดี และคำพูดจาก็พยายามที่จะพูดให้เห็นว่าเราแคร์ความรู้สึกของคนดู ของผู้ชม จะเป็นอย่างนั้น

นายกรัฐมนตรี: คือจริง ๆ แล้วเวลาลงพื้นที่ ส่วนใหญ่ก็จะมีการใช้เสื้อผ้าที่เหมาะสมไป ที่เป็นปัญหามากก็จะเป็นตอนพูดเดี่ยว และจะมีกองเชียร์ของแต่ละความคิดมาตลอดเวลา ยังไม่จบนะครับ ฝ่ายหนึ่งก็หงุดหงิดมาก บอกวันอาทิตย์วันพักผ่อนทำไมใส่สูทผูกเนคไท ทำไมใส่เสื้อให้ดูเป็นทางการ อีกฝ่ายหนึ่งก็ยืนยันบอกถ้าเกิดขืนใส่เสื้อยืดออกมา ทำไมมันดูไม่เหมาะ เป็นหัวหน้ารัฐบาล คือจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันตลอดเวลา ก็ไม่ลงตัวสักทีครับ

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี: คือพูดถึงจุดเปลี่ยนแปลงต้องให้เครดิตกับทีมงานที่เข้ามา พี่เถกิง ใครต่อใคร ผมคิดว่ามันทำให้รายการเรามีความเป็นรายการที่ดูรูปแบบดูน่าสนใจมากขึ้น เพราะลำพังพวกเราคิด บางทีเราก็คิดเฉพาะประเด็นกับอะไรที่น่าสนใจ แต่ว่าพอทางฝั่งพี่เข้ามาก็ทำให้มีมุมของรายการโทรทัศน์ จริง ๆ มีคนเสนอความเห็นมาเยอะมาก ๆ ทุกรูปแบบ แล้วมีคนติดตามและจะวิพากษ์วิจารณ์ทุกอาทิตย์ รายการวันนี้พิธีกรเป็นอย่างนี้ ประเด็นเป็นอย่างนี้ นายกฯ ทำไมอย่างนั้นอย่างนี้ อะไรอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเราก็จะปรับปรุงทุก ๆ ครั้งที่มีการเสนอเข้ามา ข้อดีของรายการนี้อย่างหนึ่งคือมันปรับได้ทุกอาทิตย์ และนายกฯ พร้อมปรับด้วย

นายกรัฐมนตรี: คือวิธีที่เราประเมินและตรวจสอบคือว่าสิ่งเหล่านั้นไปถูกผลิตซ้ำ วิพากษ์วิจารณ์มากน้อยแค่ไหน ถ้ามันมีการเอาไป แม้ว่าจะเป็นวิพากษ์วิจารณ์ในทางไม่เห็นด้วย อย่างน้อยที่สุดเราก็ทราบแล้วว่ามันเป็นประเด็นของสังคม เพราะฉะนั้น การเถียงกันว่าตกลงเดินหน้า ย่ำอยู่กับที่ ถอยหลังอะไรต่าง ๆ ผมก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าในที่สุด 1 ปีที่ผ่านมาที่พยายามจะสรุปกันไปว่าตกลงการทำงานเป็นอย่างไร ผมก็พยายามบอกว่าหัวใจอย่างหนึ่งคือการเดินหน้าประเทศไทย และเรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องแนวโน้ม เหตุการณ์ สถานการณ์ต่าง ๆเป็นเรื่องที่คนจะมีความกังวลใจอยู่ตลอดเวลา ว่าไปแล้วบางทีคนดูคนฟังคือเรื่องเก่าก็อาจจะอยากรู้ แต่ว่าที่อยากรู้ไม่น้อยกว่าแน่ ๆ คือว่าแนวโน้มข้างหน้าเป็นอย่างไร เราคิดอย่างไร

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี: คือผมว่ารายการนี้ส่วนหนึ่งต้องตอบโจทย์ของความเป็นนายกรัฐมนตรีต่อประเทศด้วย เพราะฉะนั้น สถานการณ์ของปีหน้ามันจะต้องมาประเมินกันก่อนว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ถ้าถามความตั้งใจผมนะ ปีหน้าผมว่ามีสองอย่างที่น่าจะทำนะครับ หนึ่ง จะต้องมีภาพของนายกฯ ที่ใกล้ชิดประชาชน แล้วแยกเป็นแต่ละกลุ่มปัญหาที่นายกฯ ของประเทศไทยต้องดูแลให้มากยิ่งขึ้น อันนี้ต้องคล้าย ๆ พูดง่าย ๆ คือว่าจับเข่าคุยกัน เปิดอกคุยกัน ผมไปอยู่ในท่ามกลางชาวบ้านไม่มีปัญหา และผมคุย คุณมีอะไรคุณว่ามา แล้วนายกฯ จะได้พูดคุยสั่งการมีแนวคิดเชิงนโยบายที่ชัดเจน เป็นการสื่อที่เป็นการส่งสัญญาณไปทั่วประเทศ ผมคิดว่าประเทศนี้จำเป็นต้องมีอย่างนั้นนะครับ สอง คือนอกเหนือจากการไปพบกับชาวบ้านแล้ว อยากจะไปทุก ๆ ที่ อันนี้ภาวนาว่า มีแนวความคิดเดิมที่ตกค้างอยากไปทุกที่

นายกรัฐมนตรี : จริง ๆ แล้วเราอยากไปทั่วประเทศอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น 3 จังหวัดภาคใต้ ถ้าทำได้อยากจะไปพูดคุยกับชาวบ้านที่นั่น อาจจะเมื่อทำงานไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อที่จะได้แลกเปลี่ยนกันด้วย คือจริง ๆ แล้วอยากจะไปทุกจังหวัดครับ เพราะว่าทุกจังหวัดก็มีประเด็นมีเอกลักษณ์ และเราก็อยากจะได้สัมผัสกับคนทั้งประเทศ

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี : ผมว่าเชียงใหม่ ในความเห็นผมนะ ทำไมถามว่าเหตุผลเชียงใหม่ เพราะว่าไปท้าทายอะไรหรืออย่างไร ก็คงไม่ใช่นะครับ แต่ว่าเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีจดหมายเรียกร้องมาเยอะที่สุด เขามาที่ผมเนี่ย และก็ประกาศไปเลยว่าไม่เห็นด้วยกับที่อีกกลุ่มหนึ่งไปทำอย่างนั้นอย่างนี้ โดยพื้นฐานผมคิดว่าเชียงใหม่เป็นเมืองที่มีวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งยาวนาน ผมว่านายกฯ ไปที่นั่นผมนึกถึงภาพการอยู่ร่วมกับชาวบ้านง่าย ๆ ในหมู่บ้านเล็ก ๆ พูดคุยกันถึงปัญหาแล้วก็มีชาวบ้านที่เป็นคนเชียงใหม่ ซึ่งก็พูดจาอ่อนหวานอยู่แล้ว พูดด้วยภาษาทางเหนือกับท่านนายกฯ

นายกรัฐมนตรี : ผมคิดว่าปัจจุบันผมต้องทำใจก่อนนะครับว่าไปที่ไหนยังไงก็มีสื่อ เพราะเขาอาจจะต้องตามไปดูว่ามันจะมีอะไรอย่างไรบ้างที่จะต้องรายงานให้ประชาชนทราบ แต่ว่าสำหรับรายการผมคิดว่ามันเป็นประเด็นที่เราตัดสินใจ เราเลือก เพราะฉะนั้น ก็อาจจะมันคนละความรู้สึกกัน อันนั้นก็เหมือนกับว่าเขาไปรายงานข่าว แต่อันนี้ของรายการก็คือสิ่งที่เราอยากจะสื่อสารถึงประชาชนอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าก็ไปว่ากันสด ๆ กับบรรยากาศจริง ๆ ซึ่งบางทีเราก็ต้อง ยอมรับนะครับ ผมก็ทุกครั้งที่ไปในรายการสดในพื้นที่ก็กังวล เพราะไม่รู้มันจะออกมาอย่างไร จะเผลอจะอะไรยังไงหรือเปล่า จริง ๆ ถ้าผมดูสบาย ๆ แสดงว่าผมลืมไปว่ามีกล้องอยู่ เพราะว่าไม่ชอบ เดิน ๆ ไปไหนแล้วมีกล้องเดินอยู่ข้างหน้า จะมีความรู้สึกไม่สบายเท่าไหร่ แต่ถ้าตากล้องเขาอดทนเพียงพอที่จะตามไปจนกระทั่งผมลืมก็คงจะได้ภาพที่ดูเป็นสบาย ๆ หน่อย

ทีมงานรายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯ : ความนิยมที่เพิ่มขึ้น และนโยบายต่าง ๆ ที่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายที่เข้าถึงประชาชนชาวรากหญ้าทั้งหลายแล้ว จะทำให้แรงต่อต้านการเดินทางของนายกฯ ยิ่งหนักขึ้นไหม เท่าที่ประเมินในทางการเมือง

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี : ผมว่าพูดกันตรงไปตรงมามันมีผลที่สัมพันธ์กันอยู่แล้วนะครับ ก็คือความเคลื่อนไหวต่อต้านนายกฯ กับรัฐบาลภายในประเทศ ก็มีปัจจัยขับเคลื่อนมาจากทางการเมือง ส่วนหนึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นความรู้สึกไม่พอใจส่วนตัว ส่วนหนึ่งมาจากเกิดความรู้สึกต่อต้านหรือไม่ชอบ แต่อีกส่วนหนึ่งอาจจะมาจากความรู้สึกที่มีการแข่งขัน คะแนนนิยมในทางการเมืองรวมอยู่ด้วย เพราะฉะนั้น ยิ่งได้รับความนิยมมากขึ้นเท่าไหร่ โอกาสที่จะถูกต่อต้านก็มีมากขึ้น เมื่อรัฐบาลลงมือทำจริง ๆ แล้ว คนที่ได้ประโยชน์แม้ว่าไม่เคยชอบก็กลับคิด มีคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังเมื่อวานบอกว่า เขาได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งเดิมไม่เคยได้รับ และนโยบายรัฐบาลให้ร้อยเปอร์เซ็นต์ 60 ปีขึ้นไป เขาก็พูดกับเพื่อนเขาบอกว่า เขาเคยเลือกคนอื่นไม่เคยดูดำดูดีคนแก่ผู้อาวุโสอย่างนี้เลย นี่คือคนที่เขาไม่ชอบ ไม่ได้เลือกด้วย แต่ให้เขาทุกคน เหมือนกันกับเรื่องประกันรายได้เกษตรกร ช่วงแรกที่มีปัญหาเพราะว่ากลุ่มคนกลุ่มหนึ่งไปรณรงค์บอก อย่าไปลงทะเบียนเลย เขาไม่ทำหรอก เขาหลอก แต่พอมีการโอนเงินไปจริง ๆ คนบอกเขาทำจริง ๆ นะ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าตรงนี้มันเปลี่ยน พอมันเปลี่ยนไปแล้ว คะแนนนิยมอาจจะได้รับผลกระทบ แต่ถามว่าเป็นห่วงไหม ก็ไม่ใช่ว่าประมาทนะ แต่ผมว่าสังคมน่ะ จะไม่อยากให้บ้านเมืองกลับไปสู่ความขัดแย้งกันอีก

นายกรัฐมนตรี : ว่าในการมาทำงานของผมแม้ว่าปัญหาจะเยอะมากมาย และรู้ว่าสังคมต้องผ่านอะไรอีกหลายอย่าง แต่โดยพื้นฐานผมพูดเสมอว่าผมเชื่อมั่นในประเทศของผม ผมเชื่อมั่นในคนไทย ก็คงจะหยิบตรงนี้ออกมาให้สอดคล้องกับสิ่งที่เราถือเป็นภารกิจสำคัญด้วยของรัฐบาลนี้ตอนเข้ามา คือทำอย่างไรจะสามารถเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนสู่ประเทศได้

ทีมงานรายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯ : ทีนี้ในปีหน้า ก่อนถึงปีหน้า ถ้าจะให้เลือกสัก 3-4 ตอนที่โปรดิวเซอร์ชอบ ลองเลือกดูหน่อย เผื่อว่าเราจะได้นำมาให้ผู้ชมได้ชมกันอีกสักรอบหนึ่ง

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี : ผมชอบสุวรรณภูมิ ผมชอบไปลพบุรี วันนั้นไปลพบุรี ผมมีความรู้สึกว่า

ทีมงานรายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯ : ร้องเพลงทุ่งรวงทอง

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี : อะไรอย่างนี่ นายกฯ เขามีความสุขมาก และก็คนดูก็มีความสุขนะ

ทีมงานรายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯ : ร้องเพลงทุ่งรวงทองอะไรอย่างนี้

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี : ผมชอบเทปที่ไป อำนาจเจริญ ยโสธร อุบล (ยายไฮ)ผมมีความรู้สึกว่าวันนั้นเป็นวันที่นายกรู้สึกกับคนแบบถึงตัวแบบใกล้ชิดท่ามกลางข้อครหาว่าคนภาคอีสานไม่ชอบพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ชอบอภิสิทธิ์ มันไม่จริงยังไง ไม่ต้องมีคำบรรยาย

ดร.อริสรา กำธรเจริญ: ในฐานะประชาชนคนหนึ่งนะค่ะ ก็อยากขอเป็นกำลังใจให้กับท่านนายกรัฐมนตรี และก็ทีมงานในการทำงานแก้ไขปัญหาให้กับบ้านเมืองค่ะ หลังจากที่มีการแถลงนโยบายรอบ 1 ปีที่ผ่านมาท่านบอกว่าบางนโยบายก็พอใจ บางนโยบายก็ยังไม่พอใจต้องเร่งเดินหน้ากันต่อนะค่ะ ขอส่งกำลังใจไปให้กับนโยบายที่ยังไม่พอใจ และก็ต้องการที่จะทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมค่ะ นอกจากนี้ก็อยากให้ท่านดูแลสุขภาพด้วยนะค่ะ

วาสนา นาน่วม : ก็ตอนที่พี่เช็คมาเป็นพิธีกรก็ดูแบบ คือว่าพี่นี่ชอบเขาอยู่แล้วตรงที่เขาดูแบบเซอๆ เป็นคนติดดินอะไรอย่างนี่ และแบบเขา คือเราไม่คิดหรอกว่าคนที่ทำรายการซึ่งเหมือนรายการแบบวาไรตี้ทั่วไป เรื่องชีวิตคนอะไรอย่างนี่เขาจะแบบคอนข้างลึกซึ่งเรื่องการเมืองเวลาเขาถามนายกรัฐมนตรี เขาก็ถามได้ดีถามอย่างแบบ เขาอาจจะทำการบ้านมา หรืออาจจะสนใจเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ถามได้ราบรื่นมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชีวิตชาวบ้านหรือแม้แต่เรื่องการเมืองต่างๆก็สามารถได้ครอบคลุมมาก

สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ: วันนี้ผมได้รับภารกิจให้มาเป็นพิธีกรภาคสนามรายการเชื่อมั่นประเทศไทยเพื่อที่จะติดตามท่านนายกอภิสิทธิ์ฯ ซึ่งเป็นผู้ชายที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในประเทศ แล้วก็เป็นที่คาดหวัง เป็นความหวังของคนทั้งประเทศ ไม่ว่าจะใส่เสื้อสีอะไร ภารกิจที่ท่านนายกรัฐมนตรีมาอันหนึ่งก็คือ มาดูเรื่องของโครงการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ซึ่งเท่าที่ได้คุยกับท่านนายกรัฐมนตรีบนเครื่องบินนะครับ แนวความคิดของท่านนายกรัฐมนตรี หรือว่าของรัฐบาลชุดนี้ก็คือจะไม่ทำโครงการที่เป็นเมกกะโปรเจ็ค โครงการผันน้ำอะไรอย่างนี่ อย่างที่เราเคยได้ยินกันนะครับ แต่ว่าจะใช้วิธีการกับโครงการเล็กๆ จ่ายไปตามชุมชนต่างๆ และก็ให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ

พิธีกร : ผมเป็นคนทำสื่อนะครับ ผมรู้ว่าในกระบวนการผลิตหรือการทุ่มเทที่จะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง อันไหนที่มันทำแบบเผาเผานะครับ อันไหนทำแบบทุ่มเท อย่างนี่นะครับ เพราะฉะนั้นนี่ที่ผ่านมาในการที่ใช้สื่อนะครับ ในการที่สื่อสารถึงเรื่องความเข้าใจที่ควรจะมีต่อมิติการทำงานของรัฐอะไรอย่างนี่นะครับ ผมคิดว่าในรายละเอียดผมคงไม่มีอะไรที่จะแนะนำ มีแต่ให้กำลังใจครับ

พิธีกร : ในฐานะที่เห็นเกือบทุกตอน และก็เห็นเกือบทุกครั้งไม่ว่าจะไปไหนก็แล้วแต่นะครับ ขอชื่นชมทางทีมงานก่อนว่าเป็นทีมงานที่ค่อนข้างจะเข็มเข็ง

พิธีกร : อยากให้มีความเป็นแบบ ทำให้สื่อได้เข้าถึงแบบคนรุ่นใหม่ด้วยเพราะว่าโดยบุคลิกของนายกฯก็เป็นคนรุ่นใหม่ที่บุรีรัมย์นี่ชอบมาก คือได้ลงไปแบบเจอชาวบ้านจริงๆ อยากให้เป็นบรรยากาศอย่างนี้ และก็อยากให้ไปทุกพื้นที่อะค่ะ

นายกรัฐมนตรี : สวัสดีประชาชนที่เคารพรักทุกท่านครับ

นายกรัฐมนตรี : ทั้งหมดนั้นก็เป็นภาพเบื้องหลังของรายการเชื่อมั่นประเทศไทย ปี 2552 ผ่านไป 50 ตอน ปีนี้ปี 2553 เป็นปีที่ผมเชื่อว่าท่านผู้ชมและพี่น้องประชาชนคนไทยก็คงตั้งความหวังเอาไว้รัฐบาลเองก็อยากจะ เชิญชวนให้เราช่วยกันทำปีนี้ให้เป็นปีที่พี่น้องคนไทยมีความสุขกันทั่วหน้ารายการนี้ก็ยังคงทำหน้าที่กันต่อไปในการที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นสื่อสารกับพี่น้องประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศมีอะไรที่จะติชมแนะนำผมและรายการยินดีรับฟังเสมอ สำหรับวันนี้ลาไปก่อนครับ
 
ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : ฐิติวรดา ปุยอรุณ   Rewriter : ชูชาติ เทศสีแดง
สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ : http://thainews.prd.go.th



 วันที่ข่าว : 03 มกราคม 2553