เกี่ยวกับ NNT | ติดต่อเรา | แผนที่เว็บไซต์ | เข้าสู่ระบบ | ENG


เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” 27 ธันวาคม 2552

รายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์”

วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2552

ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์

สวัสดีครับผมชาญชัย กายสิทธิ์ จากไทยทีวีสีช่อง 3 ครับ สวัสดีค่ะ ดิฉันชลรัศมี งาทวีสุข จากสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ค่ะ สวัสดีครับผมสมโภชน์ โตรักษา จากช่อง 7 สีครับ สวัสดีครับผมธีระ ธัญไพบูลย์ จากโมเดิร์นนาย ช่อง 9 ครับ สวัสดีครับผมพชร ปัญญายงค์ จาก NBT และมานิตชาแนลครับ สวัสดีครับ ผมชัยรัตน์ ถมยา ครับ จากทีวีไทยครับ ค่ะและสุดท้ายที่ดิฉันณัชชารีย์ พัฒนาวงศ์โภคินค่ะ จาก TNN สถานีข่าว 24 ชั่วโมง ค่ะ พวกเราทั้ง 7 คน ครับวันนี้ก็รับเกียรติจากท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ให้มาร่วมพูดคุยถึงปัญหาของบ้านเมืองทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และทุกๆเรื่องที่คุณผู้ชมสนใจนะครับ ตอนนี้ท่านนายกฯ พวกเราอยู่ข้างบนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาลครับ ถ้าอย่างนั้นไปพบท่านกันเลยคะ
นายกรัฐมนตรี : สวัสดีครับ เชื่อมั่นประเทศไทยเช้าวันนี้นะครับเป็นรายการสุดท้ายของปี 2552 ครับ เป็นโอกาสดีที่จะมองย้อนกลับไปว่าตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ที่ผมได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นมีเรื่องราว มีนโยบาย มีมาตรการ มีปัญหาอะไร อย่างไรบ้าง วันนี้ผมได้เชิญพิธีกรรับเชิญมาทั้งสิ้น 7 ท่านครับ จากสถานีโทรทัศน์ 7 ช่องครับ
วันนี้เค้าบอกรายการตอน 7 รุม 1 อาจจะเป็น 1 รุม 7 ก็ได้นะครับ อันนี้ไม่ทราบ ถือเป็นครั้งแรกที่ครบทุกช่องจริงๆ ขอบคุณที่ให้เกียรติมานะคะ
พิธีกร : ท่านนายกฯ สบายดีไหมคะ ตกลงแถลงผลงานในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ตอนนี้ความรู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง
นายกรัฐมนตรี : ก็สบายนะครับ และก็เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ได้จัดแถลงไปก็ผ่านไปด้วยความเรียบร้อยครับ เวลามีอะไรอย่างนี้ก็ไม่ง่ายครับ แต่คิดว่าเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องรายงานประชาชน
พิธีกร : ในสิ่งที่ท่านนายกฯได้แถลงนโยบาย 1 ปี ประชาชนเองก็ได้คำพูดหนึ่งของท่านนายกฯว่าตอนนี้รัฐบาลสามารถนำพาประเทศก้าวพ้นวิกฤติเศรษฐกิจไปได้แล้ว ก็นำสังคมไทยจากสังคมประชานิยมไปสู่รัฐสวัสดิการ อยากให้ท่านนายกฯ ช่วยขยายความ
นายกรัฐมนตรี : หลักก็คือว่าตอนต้นปี ทุกคนก็กลัวกันมากเรื่องของวิกฤติเศรษฐกิจ เพราะว่าถ้าพูดถึงเศรษฐกิจโลกอาการไม่ค่อยดีก็หลายคนก็มองว่าสาหัสที่สุดในรอบก็เรียกว่าหลายสิบปี บนโต๊ะนี้ก็น่าจะรุนแรงที่สุดในชีวิต ประสบมาก็ถือว่าแรงและคนก็กังวลมากกังวลว่าจะตกงานกันเยอะ กังวลว่าจะยืดเยื้อไปอีกกี่ปีนะครับ ไม่นับภายในของเราเองก็เรื่องวุ่นๆทางการเมืองก็บั่นทอนความเชื่อมั่นอยู่แล้ว แต่ว่าผมก็ได้พูดตั้งแต่ต้นปีว่า จะพยายามทำให้เศรษฐกิจ พอถึงปลายปีกลับมาเป็นบวกและก็ด้วยเหตุการณ์ด้วยปัจจัยหลายอย่างที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องปัจจัยภายนอกเศรษฐกิจโลก ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าผู้นำของโลก โดยเฉพาะจี 20 ซึ่งผมได้มีโอกาสไปร่วมประชุมด้วย สามารถที่จะทำให้ระบบการประสานงานระหว่างประเทศต่างๆ ในการออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยทำให้การฟื้นตัวเร็วขึ้นอาจจะเป็นปัจจัยในประเทศของเราด้วย ครับในส่วนของรัฐบาลเองก็มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งรักษากำลังซื้อคน
และก็พอออกมาช่วงประมาณเดือนมีนาคม เมษายน พฤษภาคม ก็เริ่มเห็นเศรษฐกิจดีขึ้นเมื่อเทียบกันเดือนต่อเดือน สุดท้ายที่เราดีใจที่สุดก็คือปัญหาเรื่องการว่างงานไม่ได้รุนแรงอย่างที่เคยกลัวนะครับ จากที่เคยบอกว่าจะเป็นล้าน 2 ล้าน เอาเข้าจริงๆตอนนี้ลงมาเหลือแค่ 4 แสนกว่าแล้ว ซึ่งก็เป็นระดับค่อนข้างจะปกติถ้าเทียบกับเศรษฐกิจตามปกติของมัน
เพราะว่าจะมีคนที่ว่างงาน รอเปลี่ยนงาน หรือมีการว่างงานเชิงโครงสร้างอยู่บ้าง เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เลยพูดว่าเราน่าจะถือได้ว่าเราก้าวพ้นวิกฤติเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้หมายความว่าสบายแล้ว ความหมายก็คือว่า ยังมีความเปราะบางอยู่ แต่อย่างน้อยที่สุด ตอนนี้กำลังเป็นขาขึ้นนะครับ เราก็ต้องไปมองต่อไปว่าปีหน้าจะประคับประคองจะเร่ง จะผ่อน ตรงไหนอย่างไร
ส่วนเรื่องของการก้าวพ้นประชานิยมก็คือว่า ในอดีตเวลามีนโยบายในการช่วยประชาชน โดยเฉพาะเรื่องคนยากคนจน ส่วนใหญ่จะเหมือนกับเป็นมาตรการเฉพาะกิจก็คือว่า คนนี้ให้ คนนั้นให้ แต่ว่าสิ่งที่รัฐบาลนี้พยายามทำก็คือว่า ทำให้ทุกอย่างเป็นเรื่องของสิทธิ เช่นเด็กเรียนฟรี ใครอายุเกิน 60 มีสิทธิได้ 500 บาท เพราะฉะนั้นมันก็เริ่มกลับไปสู่ระบบคล้ายๆ สวัสดิการ แต่เราก็ระมัดระวังอย่างเช่น ยกตัวอย่างผู้สูงอายุได้ 500 บาท พอไหมสำหรับการดำรงชีพ ก็คงไม่พอ แต่ถามว่าทำไมไม่ให้พันหนึ่ง ทำไมไม่ให้สองพัน ทำไมไม่ให้สามพัน ก็ต้องตอบคำนวณ ภาระ งบประมาณโครงสร้างงบประมาณขณะนี้มันรับระดับนั้นยังไม่ได้และเราก็จะเริ่มทำการขยายของประกันสังคมก็ดี และก็จะมีระบบกองทุนเงินออม สิ้นปีหน้าก็จะพยายามผลักดันออกมา เพื่อที่จะให้คนที่ไม่ได้อยู่ในราชการ ไม่ได้อยู่ในประกันสังคม สามารถที่จะมีการพูดง่ายๆหักเงินตัวเองมาสมทบและมีเงินเก็บไว้ใช้เมื่อตอนเกษียณ
และก็แน่นอนที่สุดโครงการใหญ่ปีนี้ก็คือโครงการประกันรายได้เกษตรกรก็เหมือนกับเป็นครั้งแรกที่เราไม่ต้องบอกว่ารอราคาพืชผลตกต่ำ รัฐบาลประกาศจำนำ ประกาศซื้อ และก็มีโควต้า และจะมีปัญหามากว่าใครเข้าร่วมได้เข้าร่วมไม่ได้ อันนี้ก็คือทุกคนมาขึ้นทะเบียนเสีย มีหลักประกัน คำนวณออกมาเป็นราคา และก็มีการชดเชย
พิธีกร : หลังจากที่นายกฯ มีการแถลงผลงานไปแล้วเนี่ยนะ ปรากฏว่าหลังจากนั้นวันสองวันมีโพลล์สำรวจความเห็นประชาชนเขาห่วงอะไรมากที่สุดในปี 53 ก็ออกมาว่าเป็นเศรษฐกิจออกมาเป็นอันดับ 1 ก็แสดงว่าเขาอาจยังไม่ค่อยมั่นใจกับ 1 ปีผ่านมาหรือเปล่าครับ
นายกรัฐมนตรี : ถูกต้องครับ คือจริงๆ แล้วปัจจุบันความห่วงใยของประชาชน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของปากท้อง เรื่องของเศรษฐกิจ นะครับ โลกเป็นโลกที่เปลี่ยนเร็ว คือสิ่งที่คนจะต้องกลัวมากที่สุดก็คือชีวิตความเป็นอยู่ ตัวเองจะเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นจริงๆ เวลาเขาพูดว่าเขาห่วงเรื่องเศรษฐกิจ คงไม่ได้หมายความเจาะจงว่า มีแต่เรื่องเศรษฐกิจ ผมยกตัวอย่างเช่น เรื่องการเมือง เขาก็ต้องห่วงละ ไม่อยากเห็นความวุ่นวาย ส่วนหนึ่งที่ไม่อยากเห็นความวุ่นวาย เพราะรู้ว่าเมื่อเกิดความวุ่นวายแล้ว มันกลับมากระทบปากท้องแน่เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ส่งสัญญาณชัดว่าจริงๆ หน้าที่รัฐบาลก็ดี หรือทุกฝ่ายในสังคมก็ดีต้องมาช่วยกันทำให้เศรษฐกิจฟื้นทำให้มั่นคง ทำให้แข็งแกร่ง และก็มั่นใจว่าชีวิตเขาเดินต่อได้
พิธีกร : เพราะฉะนั้นที่พูดออกมาในเชิงเศรษฐกิจเองสะท้อนได้หรือไม่ว่า ประชาชนนั้นยังไม่เพียงพอกับการกระตุ้นของภาครัฐ
นายกรัฐมนตรี : ผมคิดว่าการฟื้นตัวยังเปราะบาง และผมก็ใช้คำนี้เพราะฉะนั้นความห่วงใยเป็นเรื่องธรรมดา เพราะในขณะที่ผมบอกว่า เราก้าวพ้นถามว่ายังมีความห่วงใยเรื่องเศรษฐกิจไหม ยังมีครับยังมีประเด็นที่เราต้องทำอีกครับ เช่น ความเสี่ยงเรื่องราคาน้ำมัน ก็มีอยู่ ความเสี่ยงว่าเศรษฐกิจโลกซึ่งที่ผมบอกว่าเริ่มดีขึ้นมา ให้นักท่องเที่ยวเข้ามา การส่งออกดีขึ้น ก็ยังไม่แข็งแรงขณะที่จะวางใจได้ทั้งหมดใช่ไหมครับ การกระตุ้นเศรษฐกิจของเราเอง ไทยเข้มแข็ง ก็ต้องพยายามที่จะทำให้เป็นไปตามเป้าหมาย และก็พอเกิดเรื่องมาบตาพุด มีความไม่แน่นอนขึ้นมา เราก็มีความเป็นห่วงว่าเดิมรัฐบาลเฉพาะช่วงปีหรือปีครึ่งเนี่ย เป็นพระเอกจำเป็นก็คือต้องไปกระตุ้นเศรษฐกิจนะครับแต่ว่าพระเอกตัวจริง คือเอกชนเขาต้องมารับลูกไป ถ้าเกิดมาบตาพุดแล้วเขาจะมาช้ากว่าหรือเปล่าอันนี้ก็เป็นความห่วงใย ซึ่งผมคิดว่ารัฐบาลก็พยายามที่จะวางแผนในขณะนี้เพื่อที่จะรับมือความเสี่ยงต่างๆ
พิธีกร : ท่านนายกฯ นั่นคือประเด็นที่ประชาชนเป็นห่วงเรื่องเศรษฐกิจแต่จำได้ว่าตอนที่ท่านแถลงสิ่งที่รัฐบาลเป็นห่วงก็คือเรื่องของปัญหาใต้ กับเรื่องปัญหาทุจริต ที่ดูเหมือนกับว่าท่านนายกฯยังไม่พอใจแล้วอย่างนี้ปีหน้าจะมีทางแก้ไขอย่างไรค่ะ
นายกรัฐมนตรี : คือผมเทียบเคียงนะครับว่า คือถ้าถามผมเมื่อต้นปีว่าปลายปีเศรษฐกิจจะเป็นอย่างนี้ผมก็คิดว่าผมคงดีใจ แต่ถ้าบอกว่าต้นปีสถานการณ์ใต้ยังเป็นอย่างนี้ผมคิดว่าผมคงหงุดหงิด หรือว่าถ้าถามว่าปัญหาที่คนยังมองว่าปัญหาทุจริตคอรัปชั่นในรัฐบาล ไม่พอใจแน่นอน
ผมก็ใช้ตัวนี้เป็นเกณฑ์ว่า 2 เรื่องนี้ต้องมีการปรับปรุงแก้ไข เรื่องใต้นั้น ผมก็ยังมองว่า ในแง่ของทิศทางนโยบายที่ปรับมา มันน่าจะถูกต้องมันน่าไปได้ผมก็คงต้องเร่งทำมากขึ้นเริ่มมีสัญญาณหลายๆอย่างดีขึ้น เช่น การที่มาเลเซียเองเข้ามาจากการเยือนของท่านนายกฯ ก็ค่อนข้างที่จะส่งสัญญาณชัดว่าขณะนี้ความเข้าอกเข้าใจในความร่วมมือจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นและก็ความร่วมมือของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐก็ดีขึ้น จริงๆ จำนวนเหตุการณ์ก็ลดลง แต่ว่ามันยังเยอะ มันยัง ใช่ครับ และก็ระดับความรุนแรง แสดงให้เห็นว่ากลุ่มที่เค้าก่อความไม่สงบ เค้ามีความตั้งใจสูงว่า ยังไงจะไม่ให้เกิดความรู้สึกว่ามันมีความปลอดภัยมากขึ้น อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ที่เราจะต้องทำต่อนะครับ
และก็ปีหน้า สิ่งที่ผมหวังก็คือกฎหมาย เรื่องขององค์กรที่จะต้องมาบริหารชายแดนภาคใต้ ผ่านสภาเป็นเครื่องมือใหม่ กับ 2 ที่เราเริ่มใช้กฎหมายความมั่นคงนะครับ จะมีการนำร่องในบางเรื่องเพื่อที่จะขยายผลไปสู่อีก 3 จังหวัด คือกฎหมายความมั่นคง ขณะนี้เรามาใช้แทนกฎอัยการศึก ซึ่งก็ถือว่าระดับของความเข้มข้นของกฎหมายก็เบาลง ในแง่อำนาจ ถ้าตรงนี้ทำใน 4 อำเภอ จังหวัดสงขลาได้ดี เราก็คิดว่าตัวนี้จะขยายไปสู่ 3 จังหวัดด้วย ก็เป็นอีกแนวหนึ่ง ส่วนเรื่องทุจริตนั้น ผมก็เรียนนะครับว่าคงมี 2 ส่วน ส่วนหนึ่งก็คือว่าเมื่อใดก็ตามที่มีการทุจริตเนี่ยมันไม่ดีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเวลามันมีข่าวคราวขึ้นมา มันก็เป็นสิ่งที่กระทบความรู้สึกประชาชน ซึ่งพูดตรงๆ ก็มีความไม่ไว้วางใจนักการเมืองเป็นพื้นฐานอยู่ เพราะฉะนั้นตรงนี้ เมื่อเกิดข่าวปั๊ปต้องใช่เลย และมันก็มีข่าวอย่างนี้อยู่ และบางกรณีมีอะไรก็ต้องยอมรับว่า มีความผิดปกติจริง ตรงนี้ถ้าหมายถึงว่า เนรมิตได้ก็ไม่อยากให้มีเลย แต่ว่าในความเป็นจริง ผมรู้ว่ามันยากแต่ยังไงปีหน้าก็ยังอยากให้มันมีข่าวแบบนี้น้อยกว่านี้ แต่อันที่ 2 ก็คือว่าเวลามันมีแล้วเนี่ย จะชุมชนพอเพียง จะกระทรวงสาธารณสุข หรือกรณีอื่น ถามว่าเราทำอะไรไหม ผมก็ยืนยันว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่เคยนิ่งนอนใจมีข่าวปั๊ป มีการที่จะดำเนินการในการหาข้อเท็จจริง หาคนผิดมาลงโทษและก็วิธีที่เราทำ ถ้าใครไม่มั่นใจเราก็จะบอกแบบไหนมั่นใจ อย่างสาธารณสุข ตอนแรกก็ถ้าตั้งกรรมการสอบตามปกติไม่เอานะ ขอคนนอก ขอคนกลาง ก็เอาคนนอก คนกลาง ก็กำลังรอผลอยู่ เข้าใจว่าวันพรุ่งนี้
พิธีกร : แต่ก็นานแล้วเหมือนกันนะคะสำหรับกระทรวงสาธารณสุข
นายกรัฐมนตรี : คืออย่างนี้ครับ พอตั้งกรรมการกลางไปแล้วนะครับ ผมไม่อยากไปยุ่ง ฉะนั้นถ้าผมไม่บอกว่า 7 วันเสร็จ 15 วันเสร็จ สรุปมาก็หาว่ารวบรัดล้วงลูกอีก แต่ว่าล่าสุดทางท่านประธานจะมาพบกับผมก่อนปีใหม่แน่นอนน่าจะมีอะไรมาให้
พิธีกร : ยากเพราะว่ามันตรวจสอบไปไม่ถึง หรือว่ายากเพราะว่า ตรวจสอบไปแล้วคนใกล้ชิดเจอพรรคร่วม
นายกรัฐมนตรี : คือสภาพข้อเท็จจริงคำว่ายากก็คือว่ากลไกของรัฐบาลทั้งหมด กระทรวง ทบวง กรม มันเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก เราก็ต้องยอมรับการทุจริตคอรัปชั่นมีมานานและก็ในหลายองค์กร หรือในบางกระบวนการ เช่น การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐคนหลายวงการนะครับถือว่ามันเป็นเรื่องเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา อยู่ในทุกสังคมด้วย ทุกยุคด้วย เพราะฉะนั้นจะให้มันหมดไปยาก แต่ผมก็พยายามเต็มที่ว่าทำยังไงเราอย่าไปยอมรับมัน อย่าไปยอมรับมันและก็ต้องสู้ และก็พยายามที่จะปลุกจิตสำนึก ทุกฝ่าย ข้าราชการ นักการเมือง ภาคธุรกิจเองให้มาตื่นตัวกันเรื่องนี้
พิธีกร : แต่เท่าที่มีเสียงสะท้อนรัฐบาลในเรื่องของความทุจริตภาพของผู้นำเป็นตัวตั้งแต่ว่าปัญหาของพรรคร่วม ซึ่งรัฐบาลจะอยู่ได้หรือไม่ได้อยู่ที่พรรคร่วม ก็เลยทำให้ความเด็ดขาดในการจัดการลดน้อยลงไป
นายกรัฐมนตรี: คือผมยืนยันนะครับว่า เรื่องปัญหาที่ว่าผมจะวิตกกังวล ไม่เด็ดขาดเพราะว่าเป็นพรรคร่วมฯ ไม่มีนะครับ แล้วก็ทุกอย่างก็ทำตรงไปตรงมานะครับ ผมก็โดนทั้งสองทางน่ะครับ ทางหนึ่งก็มีคนพูดอย่างนี้ อีกทางหนึ่งก็มีคนเขียนต่อว่าผมเกือบทุกวัน ว่าเอ๊! ทำไมชอบไปขัดแข้งขัดขาอะไร คือแล้วแต่จะมองนะครับ แต่ว่าหลักที่ทำผมก็ทำงานกับเพื่อนร่วมงาน และให้เกียรติซึ่งกันและกัน เราได้ข้อมูลอะไรมาก็มาช่วยกันดูช่วยกันตรวจสอบนะครับ และทำให้ประชาชนไว้วางใจ เพราะเราบอกว่าจริงๆ ที่สุด เอาล่ะอาจจะบอกว่า พรรคร่วมฯ เป็นผู้ชี้ว่ารัฐบาลอยู่หรือไม่อยู่ แต่จริงๆ เนี่ยใหญ่กว่านั้นก็คือประชาชนจะเป็นคนชี้อนาคตของพวกเรา ทุกพรรค ทุกคน
พิธีกร: แล้วมีหลักการที่จะประสานประโยชน์ระหว่างคนในพรรคเอง กับคนในพรรคร่วมรัฐบาลอย่างไรบ้างครับ?
นายกรัฐมนตรี: คือประโยชน์ที่ผมสนใจ คือเรื่องความสำเร็จของนโยบาย กับงานที่ต้องทำให้กับประชาชน ผมยกตัวอย่างตรงๆ เช่น ตอนที่เราคิดเรื่องโครงการประกันรายได้นะครับ ทุกคนบอกว่าเป็นความคิดที่ดี แต่หลายหน่วยงานก็บอกว่า มันไม่น่าจะทำได้ทัน มันเป็นเรื่องใหญ่มาก มันต้องเปลี่ยนอะไรสารพัด ต้องไปขึ้นทะเบียนคนตั้งเกือบสี่ล้านครอบครัว ระยะเวลาก็ไม่กี่เดือน ทำไมไม่ทำนำร่องไปก่อน ทดลองตรงนั้นตรงนี้
พิธีกร: คือไม่ทันนี่ คือไม่ทันในรัฐบาลนี้?
นายกรัฐมนตรี: คือไม่ทันภายในฤดูกาล ปรากฎปลูกข้าวจนเกี่ยวจนขายข้าวไปแล้ว ปรากฎว่าโครงการยังไม่เสร็จยังไม่ได้ ใช่ไหมครับ มันถูกบีบโดยตรงนี้อยู่แล้ว ก็มีคนบอกว่า งั้นลองหนึ่งจังหวัดบ้าง สองจังหวัดบ้าง หรือรอไปปีหน้าดีไหมอะไรอย่างนี้ แต่เราก็ต้องมาดูกันแล้วก็บอกว่า มันต้องทำเลยนะครับ เพราะว่าโครงการจำนำกำลังสร้างปัญหาค่อนข้างเยอะ แล้วเราก็จะมีการเปิดเสรีอะไรต่างๆ อย่างนี้นะครับ เราก็มานั่งคุยกัน ผมก็ไม่บอกล่ะ คนไหนเห็นด้วยไม่เห็นด้วย มีทั้งคนเห็นด้วยไม่เห็นด้วย เราก็มานั่งคุยกันและตัดสินใจว่าอะไรดีที่สุด ก็เดินตามนั้น หรือโครงการที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ เสนอเข้ามานะครับ เราก็บอกว่า เอ๊! โครงการนี้มันมีคนที่ตั้งข้อสังเกต ตั้งข้อครหาอย่างนี้ จะชี้แจงอย่างไร? เราก็ว่ากันอย่างนี้แหละครับ ผมยึดตัวนี้ ผมไม่ได้ดูว่า เอ๊! คนนี้อยู่พรรคนี้ เพราะฉะนั้นเราต้องเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับเขา คนนี้อยู่ประชาธิปัตย์ ดังนั้นเราต้องเห็นด้วยกับเขาไม่ได้คิดอย่างนั้น
พิธีกร: แต่มันก็มีบางกรณีที่มีคนบอกว่าท่านยึดในความคิดของตัวเองมากกว่าคำแนะนำ อาจจะเป็นบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ หรือคนแนะนำข้างกายท่าน ท่านคิดอย่างไรครับ?
นายกรัฐมนตรี: คือ ความรับผิดชอบอยู่ที่ผมนะครับ ผมก็พยายามใช้ดุลยพินิจ แต่ผมก็เป็นคนที่พยายามฟังทุกคนนะครับ พยายามที่จะเข้าใจเหตุผลของทุกคนที่ให้ข้อเสนอมา แต่ว่าบางเรื่องเขาเสนอมา ดูแล้วว่ามันใช่ เราก็ทำนะครับ ทำแล้วมีคนบอกไม่เป็นตัวของตัวเอง พอบางทีเขาให้มาแล้วเรามีความรู้สึกว่า มีข้อมูลบางอย่างหักล้างได้ เราก็ไม่ทำตาม ก็จะมีคนว่าดื้อ ก็ธรรมดานะครับ คือเดี๋ยวก็เด็กดื้อ เดี๋ยวก็ไม่เป็นตัวของตัวเอง คือก็แล้วแต่จะมองนะครับ แต่ว่าผมนี่สบายใจ คือผมไม่ได้คิดว่าเรื่องนี้ผมอยากจะดื้อเพราะอยากจะดื้อนะ หรือว่าเรื่องนี้ผมอยากทำตามใจเพราะเกรงใจผู้ใหญ่ ผมไม่ทำอย่างนั้น ผมถือว่าในที่สุด เวลาเราตัดสินใจแล้ว เราคือผู้รับผิดชอบนะครับ สมมติคุณธีระมาแนะนำผม ผมเชื่อ พอออกไปผิดเนี่ย จะไปบอกว่าเฮ้ย! คุณธีระบอกให้ผมทำอย่างนี้ มันไม่ได้ ผมก็ต้องเป็นคนรับผิดชอบ ถูกไหมครับ
พิธีกร: ในช่วงระยะเวลาหนึ่งปีของการทำงานในฐานะผู้นำประเทศเนี่ย ท่านนายกฯ ใช้ศักยภาพในความเป็นผู้นำประเทศในการแก้ไขปัญหาได้ตรงตามที่ต้องการไว้หรือไม่ครับ?
นายกรัฐมนตรี: เป็นเรื่องๆ นะครับ อย่างเช่นอย่างที่บอกว่า ประเด็นในเชิงนโยบายที่เราต้องตัดสินใจไป ส่วนใหญ่ก็เรียบร้อยดีนะครับ แต่บางเรื่องก็ยังติดขัดอยู่ ก็ธรรมดา มันก็มีหลายสถานการณ์หลายเรื่องนะครับ อย่างช่วงเดือนเมษายน ผิดพลาดเพราะการประชุมอาเซียนที่พัทยาล่ม แต่ก็พลิกขึ้นมาด้วยการเข้ามาแก้ไขปัญหาสถานการณ์ต่างๆ คือมันจะมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางเรื่องก็เราทำไปแล้วมันก็พอใจว่ามันลุล่วงไปได้ด้วยดี แต่หลายๆ เรื่องยังต้องปรับปรุง ยังต้องแก้ไข หรือมาบตาพุดเนี่ย เราก็มาดูข้อกฎหมายกัน ดูแนวของการที่จะปฏิบัติ เราก็เดิน พอเดินไปปรากฎว่าศาลว่าไม่ใช่ พอศาลว่าไม่ใช่เราต้องกลับมา ถ้าอย่างนั้นจะเดินอย่างไร? เพราะเราต้องเคารพการตัดสินของศาล
พิธีกร: ท่านนายกฯ คะ หนึ่งปีผ่านไปมีแต่คนนอกเขาประเมินให้เกรดรัฐบาล ในฐานะท่านนายกฯ เอง ท่านให้เกรดตัวเอง
นายกรัฐมนตรี: คนในไม่ควรประเมินตัวเองหรอกครับ ไม่ควรประเมินตัวเอง
พิธีกร: หนึ่งปีที่ผ่านมาอย่างที่ถามกัน ท่านนายกฯ มองย้อนกลับไป คิดไหมครับ ว่ามีอะไรที่เรารู้สึกว่ามันไม่ควรจะเกิดแล้วมันเกิด โดยที่เราไม่คาดคิดมาก่อน ในหนี่งปีที่ผ่านมา?
นายกรัฐมนตรี: ที่ไม่ควรจะเกิด คือเหตุการณ์ช่วงเดือนเมษายน อันนั้นชัดเจนที่สุดนะครับ แต่ว่าก็อย่างน้อยที่สุดเราก็แก้ไขสถานการณ์กลับมานะครับ ก็มีถามว่า “มาบตาพุด...” คือไม่มีใครอยากให้เป็นอย่างนี้แหละครับ แต่ว่ามันก็เป็นเหตุของการมองเงื่อนไขของกฎหมายไม่ตรงกัน
พิธีกร: ขออนุญาตเรื่องหนึ่งนะคะ เรื่องของมาบตาพุด มีคนตั้งข้อสังเกตไว้ ว่าความจริงแล้ว ถ้าเรามีการร่างกฎหมายขึ้นมาประกอบควบคู่กันไป น่าจะสามารถช่วยแก้ไขปัญหา คือทำให้เศรษฐกิจภาพการลงทุนสามารถเดินหน้าได้ แล้วก็ประสานประชาชนในพื้นที่ให้สามารถอยู่อย่างมีสุขภาพดีได้ แต่ว่ารัฐบาลยังไม่ขยับ ยังไม่ขับเคลื่อนกฎหมายตัวนี้...
นายกรัฐมนตรี: กฎหมายอยู่ที่สภา
พิธีกร: คือดิฉันก็ไม่แน่ใจนะคะ ว่ามันไปค้างอยู่ที่จุดไหนนะคะ เพราะว่าเขามองกัน
นายกรัฐมนตรี: คืออย่างนี้นะครับ ปัญหาก็คือว่า หนึ่ง รัฐธรรมนูญก็ไม่ได้เขียนเอาไว้ ว่าต้องมีกฎหมาย อันนั้นข้อแรกนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นจุดที่เป็นความยากลำบากเหมือนกันนะครับ แล้วก็รัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ในขณะนี้ ถึงมีกฎหมาย สมมตินะครับ สมมติวันนี้ รัฐบาลออกกฎหมาย มีการประกาศเลยว่า กิจการดังต่อไปนี้ เป็นกิจการที่อาจมีผลกระทบรุนแรง ตามมาตรา 67 วรรค 2 มีกี่ประเภทก็แล้วแต่ สมมตินะครับ มีโครงการนึงอยู่นอก ไม่อยู่ในบัญชีนี้ ถามว่ามีคนไปร้องได้หรือไม่ ว่าจริงๆ แล้วอยู่ใน 67 วรรค 2 คำตอบก็คือได้ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจรัฐบาลที่จะไปออกกฎหมายว่า โครงการไหนเป็นหรือไม่เป็นโครงการตาม 67 วรรค 2 รัฐธรรมนูญบอกว่าให้ดูตามข้อเท็จจริง ถามว่าใครเป็นคนดูตามข้อเท็จจริง? หน่วยงานดูก่อน แต่สุดท้ายคนตัดสินคือศาล เพราะฉะนั้นลำพังเพียงแค่การมีกฎหมายเนี่ย ยังไม่ได้หมายความว่าจะแก้ปัญหาได้ทั้งหมดนะครับ เราก็พยายามกำลังที่จะยกร่างขณะนี้ก็คือ ล่าสุดก็คือว่าเราจะมีระเบียบของบางขั้นตอนที่จะเดินได้ แล้วก็กฎหมายเนี่ยก็ทำอยู่ แต่ตัวระเบียบตัวกฎหมายเนี่ยครับ ก็เห็นไม่ตรงกันอีกนะครับ ว่าเท่านั้นเท่านี้พอไหม ยกตัวอย่างเช่นตอนนี้เนี่ย ก็ยังมีข้อถกเถียงกันมากว่า คำว่า “องค์การอิสระ” ที่ปรากฎอยู่เนี่ย เป็นแบบไหน? บางคนก็มองไปในลักษณะที่เป็นเหมือนพวก ป.ป.ช. องค์กรอิสระแบบมันมีองค์กรเดียว ซึ่งก็มีเหตุผลที่จะคิดอย่างนั้นได้นะครับ แต่อีกด้านหนึ่งก็คือมีคนบอกว่า เอ๊! จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะให้องค์กรๆ เดียว ดูแลโครงการ โห! ก็เอาว่ามาบตาพุด 65-76 เนี่ยนะครับ แล้วทั่วประเทศอีกเท่าไร? แล้วจะพิจารณากันได้อย่างไร? มันไม่ใช่หรือว่าถ้า แล้วที่สำคัญโครงการกระจายในพื้นที่ต่างๆ กิจการก็คนละประเภท มันไม่น่าจะมีองค์การอิสระสำหรับแต่ละโครงการที่จะให้ความเห็นหรือ? แค่นี้ก็มุมมองต่างกันนะครับ
พิธีกร: ร้อยแปดสิบเอ็ดโครงการที่ กนอ. ออกมา หรือสภาอุตสาหกรรมออกมาว่า อาจจะต้องมีการตรวจสอบตามมาตรา 67 วรรค 2 อันนั้นช่างมัน ยังไม่ถึงจุดนั้น แต่ท่านนายกฯ มีวันไว้ในใจหรือไม่ครับ ว่าระยะเวลาเท่าไร อีกกี่โครงการ?
นายกรัฐมนตรี: คือผมพอมีคำวินิจฉัยจากศาลปกครองสูงสุด ก็คือพอเราอุทธรณ์แล้วเราแพ้เนี่ย สิ่งแรกที่ผมสั่งเลย ตอนนั้นผมจำได้ว่าผมต้องไปงานที่อิมแพคแล้วเรียกไปประชุมที่อิมแพคทันทีเลย แล้วก็บอกว่า ขอให้แต่ละโครงการ ไปทำข้อเท็จจริงเฉพาะโครงการของตัวเองออกมา เพราะว่าพูดง่ายๆ ก็คือว่า ถ้าสู้กันในหลักภาพรวม ต้องถือว่ารัฐบาลแพ้คดีไม่มีประโยชน์อะไรนะครับที่จะมาโอดครวญว่า โห! นี่ตั้งกี่โครงการกี่แสนล้าน ไม่มีประโยชน์ วันนี้ต้องไปดูว่า ที่ศาลลดจาก 76 เหลือ 65 เนี่ย เพราะอะไร? ถ้าคนไหนมองว่าตัวเองน่าจะอยู่ในข่ายเดียวกับ 11 ที่ถูกปล่อยออกไป ก็รีบไปทำมา วันนี้ถึงรวบรวมมาได้ว่ามีอีก แล้วแต่จะนับนะครับ มีบางโครงการที่ยังไม่ได้ขออนุญาต แล้วแต่นับว่า 26 หรือ 19 โครงการใช่ไหมครับ ประเด็นที่สองก็คือว่า หลายกรณีหลายโครงการในขณะนี้เนี่ย เขายังไม่ได้ประกอบการ เขาเพียงอยู่ในช่วงการก่อสร้างนะครับ ทีนี้เวลาก่อสร้างมันหยุดชะงักเนี่ย มันก็กระทบใช่ไหมครับ ทั้งเรื่องของอุตสาหกรรมก่อสร้าง, คนงาน อะไรต่างๆ หรืออาจไปกระทบในเรื่องสัญญา ก็บอกว่าเอ๊! เป็นไปได้ไหม พิสูจน์ให้เห็นว่าการก่อสร้างเนี่ย ยังไม่ได้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนะครับ ถ้าศาลจะกรุณาให้ก่อสร้างก่อน แล้วเขาต้องรับความเสี่ยงเองว่า ถ้าสร้างเสร็จ แต่ปรากฎว่าใบอนุญาตที่จะประกอบการออกไม่ได้ ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงไป อันนี้ก็จะได้อีก 15 โครงการ รวมกับอีก 22 โครงการที่ยังไม่ได้ยื่นขออะไรเนี่ย ในที่สุดก็จะเหลืออีก 8 โครงการในขณะนี้นะครับ
พิธีกร: ผมว่าเราไปดูประเด็นในต่างประเทศกันบ้าง
พิธีกร: เรื่องขนอาวุธ ล่าสุดที่มีการประสานงานกับทางสหรัฐ ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานาว่า มันจะเป็นการชักศึกเข้าบ้านหรือเปล่า เราไปจับตรงนี้ตรงนั้น มันจะทำให้ประเทศเรา
นายกรัฐมนตรี: แนวที่เราทำเนี่ย เราไม่ชักศึกเข้าบ้านนะครับ เราไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งใดๆ นะครับ แต่ว่าเราต้องทำตามมติของสหประชาชาติ แล้วเราก็ คือต้องมองในมุมกลับด้วยนะครับ ถ้าเราได้รับการข่าวชัดเจนแล้วก็ไม่ตรวจสอบ ปล่อยผ่านไป ผมถามว่าผู้ที่ขนอาวุธก็จะมองว่าประเทศไทย ก็จะเป็นสวรรค์ของการขนของผิดกฎหมายผ่านแดน ผมว่านั่นก็คือการชักศึกเข้าบ้านเหมือนกันนะครับ และเราก็ต้องวางบนความพอดี แสดงให้เห็นว่า เวลาข้อมูลเราชัดเจนแล้ว เราก็เดินตามกติกาสากล แต่เราก็ไม่เคยไปยุ่งวุ่นวายอะไรนะครับ คือจะเห็นว่า รัฐบาลจะไม่พูดเลยว่า อาวุธนี้มันเป็นเรื่องของใครจะไปทำอะไรกับใครไม่มี เราเพียงบอกว่ามันผิดข้อมติสหประชาชาติที่มันมาอย่างนี้ เราก็ยึดไว้แล้วเราก็แจ้งสหประชาชาติ
พิธีกร: แล้วทำไมเราไม่ตัดสินใจว่า ตอนที่เขาขอแวะลงจอดน้ำมันที่ประเทศไทย ในเมื่อค่อนข้างจะสุ่มเสี่ยง ว่าไม่อนุญาตให้ลงเลย จะได้ไม่เกิดปัญหาขึ้น
นายกรัฐมนตรี: ผมเข้าใจว่า มันมีลูกเล่นทางเทคนิคนิดหน่อย ก็คือว่า พูดตรงๆ ก็คือพยายามนะครับ แนวคือเราซักซ้อมอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ปรากฎว่าเขาอ้างว่ามันมีเหตุขัดข้องที่เขาต้องลง
พิธีกร: หมายความว่าตอนแรกเราแจ้งไปว่าจะไม่ให้เขาลง
นายกรัฐมนตรี: คือเรามีวิธีบริหารนะครับ ไม่ลงรายละเอียดนะครับ ว่ามันมีวิธีบริหาร:ซึ่งเราพยายามจะหลีกเลี่ยงไม่ให้มันต้องมาเป็นปัญหาที่นี่นะครับ แต่ว่าเครื่องเข้าใจว่ามันแจ้งเข้ามาว่ามันจำเป็นที่จะต้องมาเติมน้ำมัน ไม่งั้นไปต่อไม่ได้ ถ้าเราไม่ให้เข้า เราก็ทำผิดกฎของสากลเหมือนกันนะครับ
พิธีกร: กับกัมพูชา ท่านนายกรัฐมนตรีมีวิธีบริหารหรือยังที่จะไม่ให้นายกฯ ของเขามาแขวะเราตลอด?
นายกรัฐมนตรี: ผมคงไปบริหารงานการพูดของนายกฯ กัมพูชาไม่ได้หรอกครับ แต่ว่าท่านก็พูดไป ผมก็ไม่เอามาเป็นเรื่องที่จะให้กระทบกับสิ่งที่เราต้องการจะทำนะครับ ในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประชาชน
พิธีกร: เบื่อไหมครับ?
นายกรัฐมนตรี: ก็ธรรมดาครับ มีคนที่วิพากษ์วิจารณ์ผมทุกวันอยู่แล้ว ก็เพิ่มมาอีกหนึ่งคน
พิธีกร: แล้วไม่คิดจะชี้แจงหรือคะ?
พิธีกร: แล้วปีหน้าเราจะมีเอกอัครราชฑูตไทยในกรุงพนมเปญไหมครับ?
นายกรัฐมนตรี: ถ้าทางกัมพูชาไม่ละเมิดระบบศาลของเรานะครับ ทบทวนสิ่งที่ทำให้เป็นปัญหา ก็มีครับ ไม่มีปัญหาเลย เพราะว่าทุกอย่างผมทำให้เป็นปกติที่สุดใช่ไหมครับ ตอนแรกเนี่ยเกิดเรื่องขึ้น หนึ่ง คนกลัวกันมาก ว่าเราจะสู้รบกันไหม สิ่งแรกที่ผมทำเลย ผมก็บอกทางฝ่ายทหารว่าต้องระมัดระวังเพิ่มเป็นพิเศษในการที่จะไม่ให้เกิดอุบัติเหตุความเข้าใจผิดอะไรต่างๆ จนเกิดการประทะกัน ได้รับความร่วมมืออย่างดี และสอง กลัวกันมากปิดพรมแดน เดี๋ยวกระทบการค้าขาย ผ่านมากี่เดือนแล้วครับ ตอนนี้มูลค่าการค้าทุกอย่างเหมือนเดิมหมด เว้นเรื่องเดียวที่ผมขอ คือคนไทยที่เดินทางไปเล่นการพนันก็เข้มงวดกวดขันมากขึ้นเท่านั้นเองนะครับ แต่ว่าเรื่องอื่นๆ ไม่มีนะครับ การช่วยเหลือ เรื่องของโครงการต่างๆ เราไม่ได้เป็นคนไม่ให้ เมื่อเขาไม่รับเราก็ช่วยไม่ได้นะครับ แต่เราก็ยืนยันกับคนในกัมพูชาว่า เราอยากจะช่วย แต่ผู้นำของเขาเองตัดสินใจไม่รับ
พิธีกร: ท่านใช้หลักเกณฑ์อะไรในการจัดลำดับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในส่วนของกัมพูชา ซึ่งปีหน้า กุมภาพันธ์ กัมพูชาเองจะต้องส่งในเรื่องของแผนการใช้พื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร?
นายก : อันนี้ คือ สิ่งที่ อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้นำกัมพูชาอาจจะ ไม่พอใจ เพราะ เข้าใจว่าเคยมีสัมภาษณ์บ้าง แต่ผมก็ต้องบอกว่า ผมก็มีหน้าที่ ที่จะต้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย นะครับ เราไม่ได้คัดค้านว่า กัมพูชาเนี้ย จะอ้างสิทธิ์ในตัวปราสาท เพราะเราบอกว่า เราเคารพคำตัดสินของ ศาลโลก แม้ว่าเราจะสงวนสิทธิ์ หรือ ไรก็สุดแล้วแต่ แต่การที่กัมพูชาเนี้ย กำลังไปยื่นแผนในการบริหารจัดการ พื้นที่ซึ่งก้าวล่วงเข้ามาในที่ ที่เรา ถือ ว่าเป็นที่ของเราเนี้ย ผมจะอยู่เฉยก็ไม่ได้ ผมก็ต้องมีหน้าที่ในการปกป้องสิทธิ์ ของเรา เราก็ไปดำเนินงานในกรอบของกรรมการมรดกโลก ก็ว่ากันไป ที่นี้ถ้าถามผม ผมบอกว่า คือ เราจะไปมุ่ง อะไรร้อย เนี้ยไม่ได้ คือถ้ามาเรียกร้องผมบอกว่าว่าสัมพันธ์กับกัมพูชาต้องดี แล้วบอกให้ผม บอกว่าถ้าอย่างงั้น ก็ปล่อยให้เขาไป ในเรื่องนี้ คนไทยยอมรับไหม คนไทยยอมรับไหม ถ้าบอกว่า ถ้าอยากดีกับเขา ที่ตรงนี้ซึ่งเคยเป็นที่ของเรา เขาบอกว่า เป็นที่ของเขา วันนี้ก็บอกว่า เขามีสิทธิบริหาร เรายอมรึป่าวหล่ะ ถ้าเรายอมแล้ว เขาบอกว่า อยากนี้ดี แล้วเขาพอใจ ถามว่า อย่างนี้ถูกรึป่าว เพราะฉะนั้นผมก็บอกว่า อยากให้ความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชาดีกว่านี้ไหม อยาก แต่ถามว่า ถ้า ความอยากที่จะให้ความสัมพันธ์ดี เนี้ยหมายความว่า ศักดิ์ศรีประเทศไม่ต้องปกป้อง อธิปไตยของประเทศไม่ต้องปกป้อง แล้วก็ต่อไปก็จะมีแบบอย่าง ใครจะมาวิพากษ์วิจารณ์ ละเมิดศาลของเราได้ ผมว่า มันไม่ใช่ เราก็บอกว่า ความถูกต้อง ก็คือ เรายืนยัน สิ่งที่เราเห็นว่า มันเป็นข้อเท็จจริง มันเป็นความถูกต้อง เราก็ต้องยอมรับว่า ความสัมพันธ์อาจจะไม่ราบรื่น เหมือนกับว่า เราไปยอมทุกสิ่งทุกอย่าง นะครับ แต่ขณะเดียวกับก็บริหาร ไม่ให้ความสัมพันธ์ที่มันกระทบกระทั่ง มัน ลุก ลามไปให้คนเดือดร้อน
พิธีกร: นโยบายที่ผ่านมามีคนวิพากษ์วิจารณ์เหมือนกันว่า คือ ในโอเวอร์ แย้ก ก็เหมือนกับว่า มากเกินไปรึป่าว
นายกฯ : ผมว่า เบามาก ดีกว่าการไปทำให้กระเทือนการค้า ดีกว่าเกิดการสู้รบ นะครับแล้วก็ถ้าจะให้ทำไร ก็บอก จะให้ทำไร ครับ บอกว่าไม่เห็นด้วยกับที่เขาพูด แล้วไงครับก็จะให้เขาวิพากษ์วิจารณ์ประเทศเรา ศาลเราไปเรื่อยๆก็คงจะไม่ได้
พิธีกร: แล้วอย่างงี้มันมีแนวทางยังไงที่จะให้คุยกันดี ๆ ดีกว่าที่จะมีแนวทางที่จะ แขวะกันไป แขวะกันม
นายก : เราก็บอกว่า จริงเราก็ไม่ได้มีอะไร นะครับ บังเอิญมันก็น่าเสียใจที่มันมี คนไทยอ่ะ ที่ไปช่วย เติมให้เขาอ่ะ ใช่ไหมครับ ไปเพิ่มเงื่อนไขอยู่เรื่อย เพราะรัฐบาลไม่ได้ทำไรนี่ครับ ก็จบแล้วรัฐบาลก็ถือ ว่า เรื่องทูตเนี้ยบอกกับกัมพูชาชัด ถ้าคุณทบทวนสิ่งที่เป็นที่มาของเรื่องนี้ เราก็มาทบทวนเรื่องนี้ เช่นเดียวกันนะครับเรื่อง MOU ที่ กำลังจะพิจารณากันว่า จะไป ยกเลิก ชะลอ อะไรต่างๆ ก็ต้องดูตามข้อเท็จจริง ว่ามันมีผลประโยชน์ขัดกันที่เกิดขึ้น ก็เท่านั้นเองอย่างอื่นเราก็ไม่ได้ทำ
พิธีกร: เห็นอย่างทางการอินโดนีเซีย เองเขาก็อยากเป็นคนกลาง ที่จะเข้ามา
นายกรัฐมนตรี : คือ ท่าน ผู้นำของประเทศอาเซียน แม้กระทั่งประเทศที่เป็นมิตรกับอาเซียน เนี้ย ก็ ผมเชื่อว่าก็ธรรมดานะครับ มองเข้ามา คือ ไม่อยากให้เป็นอย่างงนี้
พิธีกร: แล้วตอนนี้ผู้นำ ในประชาคมโลกเอง หรือ ว่าในอาเซียนเองเนี้ย เข้าใจไหม ยอมรับไหมครับ สิ่งที่กัมพูชากำลังทำอยู่ หรือว่า ในสิ่งที่คนไทยบางส่วนที่อยู่ทางกัมพูชา ทำอยู่ และสิ่งที่เรากำลังจัดการอยู่ ตอนนี้ครับท่าน เขาเข้าใจไหม วัตถุประสงค์ที่แท้จริง
นายกรัฐมนตรี : ต้องถามว่า คนไทยด้วยกันเองเข้าใจไหม
พิธีกร: ตอบอยากนะครับ
นายกรัฐมนตรี : ตอบอยากนะครับ ก็ไม่เคยเห็นคนไทยซึ่งเข้าไปเกี่ยวพันธ์กับต่างประเทศ แล้วมีผลย้อนกระทบ กลับมากับประเทศไทยอย่างงี้ อย่างน้อยเท่าที่ผมจำความได้ ก็ไม่เคยเจอ
พิธีกร: แล้วท่านจะชี้แจงเขาอย่างไง หล่ะครับ ให้เขาเข้าใจเรา
นายกรัฐมนตรี :แต่ว่า ผมคิดว่า ความสำคัญของ เรื่องนี้จากคนนอก คือ ประเทศอื่น ๆ เนี้ย คงไม่ได้เป็นว่าจะต้องเข้าใจ ไปเข้าใจ มีผู้นำในประเทศ ในโลกนี้หลายประเทศนี้ ที่ประเทศอื่นไม่ค่อยเข้าใจ ก็มี ไม่ใช่ไม่มี เพราะฉะนั้น เขาคงไม่ได้ เข้าใจตรงนั้น เพียงแต่ดุว่า หนึ่ง ถ้ามันเป็นอย่างนี้เนี้ย มันจะกระทบกับงานไหม ซึ่งผมในฐานะประธานอาเซียน ก็ หรือ ว่า แม้กระทั่งในฐานะ ประเทศหนึ่งเนี้ย ก็ดูแลมาโดยตลอด เนี้ย ว่าไม่ให้กระทบ นะฮ่ะ ตอนที่เกิดเรื่องใหม่ๆ ผมกับนายกฮุนเซนก็ต้องไปประชุมกันที่ญี่ปุ่น ผมก็ ดูแล ว่า ยืนยันตลอดว่า ไม่ให้งาน ญี่ปุ่นกับประเทศลุ่มแม่น้ำโขงกระทบ นะครับ อาเซียนก็ไม่ให้กระทบ เอเปค หรือ ว่า อาเซียน สหรัฐก็ไม่ให้กระทบอันนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่เขามอง ประเด็นที่สอง เขาก็คงจะมองในหลักทั่วไปนะครับ ว่าเอ้ะ ตกลงเนี้ยมันเป็นปัญหาอะไร ถ้าสมมุติว่า มันเป็นเรื่องที่ ว่า เราไปละเมิดอะไรของกัมพูชา แล้วกัมพูชาเขามีปฏิกิริยา เขาก็จะมองแบบหนึ่ง ใช่ไหมฮ่ะ แต่ ว่า มันจะเป็นเรื่องที่เข้ามาเกี่ยวข้องหรือ ไม่นั้น มันเป็นเรื่องที่กัมพูชามายุ่งกับการเมืองภายในเรา ผมก็มองว่า เขาก็มองกันแค่นั้นหล่ะครับ กัมพูชามาวิพากษ์วิจารณ์ การเมืองภายในของเรา
พิธีกร: ทำไมนายกไม่ชี้แจงค่ะ
พิธีกร: ในรอบหนึ่งปีเนี้ย
นายกรัฐมนตรี : เรื่องไรฮ่ะ
พิธีกร: ก็เรื่องนี้แหละค่ะ
นายกรัฐมนตรี : ผมไปชี้แจงทุกเรื่อง ก็ว่าไปตอบโต้กันไปกันมา
พิธีกร: คือ ว่า พอบอกว่า...
นายกรัฐมนตรี : พูดสั้นๆ เลยนะครับประเทศไทยเนี้ย หนึ่ง ไม่เคยมี นโยบายที่จะไปรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นลักษณ์ ของการไปละเมิด ในเรื่องของดินแดน หรือ ว่าจะเป็นในเรื่องการที่จะไปยุ่งวุ่นวายกับการเมืองภายในประเทศ ของใคร ไม่มีครับ
พิธีกร: นายกค่ะ ถ้าเกิด เขาเข้าใจผิด
พิธีกร: กัมพูชามีปากมีเสียงมากหน่อย แต่ จริงๆแล้วไม่ใช่กัมพูชาประเทศเดียวนะฮ่ะที่คนไทยมีการบินไปบินโดยเฉพาะ เป็นบุคคลสำคัญ เป็นลำโพง ของประเทศชาติ คือเป็นเสียงหลักหล่ะฮ่ะ ถ้าโยงไปถึง 144 ประเทศหล่ะ อนุสัญญาสหประชาชาติล่ะครับ จำเป็นต้องคืบหน้าไหม หล่ะครับ 6 ปีแล้วนะครับ
นายกรัฐมนตรี : ทำไมนะฮ่ะ
.
พิธีกร: อนุสัญญาสหประชาชาติ 6 ปีเรายังไม่มีการลงสัตยาบัน เหมือนกับ144 ประเทศ ซึ่ง จริงๆแล้วๆ อดีตนายกฯ อดีตผู้นำของเรา ก็มีโอกาสที่จะบินไปยัง 114 ประเทศนั้น
นายกรัฐมนตรี : คือ อย่างงี้นะครับ คือ เรื่อง อนุสัญญาอะไรต่างๆ เนี้ย ก็จะมี การผลักดันนะครับอยู่ตลอดเวลา ก็จะผ่าน ขั้นตอนไปหลาย ขั้นตอน ผ่านบางอันมีขั้นตอนของสภา ก็มีการดำเนินการไปปกติ หนึ่งปีที่ผ่านมานี้ ฐานนะของประเทศ ไทยในสายตาของชาวโลก เนี้ย ผมกล้ายืนยัน ได้ว่า ดีขึ้นแน่นอน นะครับ ที่ดีขึ้นแน่นอน คือ ว่า หนึ่ง ภาพ ของปีที่แล้วคือ ภาพซึ่ง ประเทศไทยไม่มีใครขยับอะไรได้เลย ภาพของปีนี้มีการแก้ปัญหาของ เศรษฐกิจแล้วมีคนรับรู้ และผมรู้ว่า เขารับรู้เพราะว่า ผมไปประชุมระหว่างประเทศบ่อย ผู้นำ เขาเอ่ยขึ้นมาเอง แสดงความยินดีกับความก้าวหน้าที่มันเกิด ขึ้น สองเนี้ย บทบาทที่บังเอิญในหมวกของประธานอาเซียนที่เราไปแสดงที่ G20 สองครั้ง นะครับเป็นบทบาทที่แสดงให้เห็น ถึงความยอมรับว่า สิ่งที่ป่ระเทศไทย สามารถไปมีส่วนร่วมได้ นะฮ่ะเป็นสิ่งที่เขาได้ให้ความสำคัญด้วย
เพราะฉะนั้นตรงเนี้ย ผมคิดว่า ในภาพรวมนะครับ ดีขึ้น แต่แน่นอน ความกังวล ก็ยังมี เพราะการเมืองผมก็พูดกับเขาตรงไปตรงมานะครับ จะไปบอกว่า สงบเรียบร้อย ไม่ ผมก็บอกว่ายังมีชุมนุมยังมีเคลื่อนไหว รัฐบาลก็ยังพยายามที่จะต้องหาทาง หาคำตอบต่อไป
พิธีกร : งั้นก็ถามถึงเรื่องหลังเหตุการณ์วีดีโอลิงค์ 23 ธันวาคม ก็มีการเคลื่อนไหวที่ดูจะมากขึ้น มากขึ้น แล้วที่บอกว่าจะมีการเคลื่อนไหวรุนแรงมากขึ้น ตอนแรกปลายเดือนก็ขยับมาต้นเดือน หรือว่าจะเริ่มต้นแต่ปลายๆ เดือนนี้เป็นต้นไป ท่านมีวิธีการการรับมืออย่างไร
นายกรัฐมนตรี :สิ่งแรกก็คือต้องให้ความสำคัญสูงสุดกลับ ความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สินของประชาชน น่ะครับ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า มีการนัดประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ มอบนโยบายในเรื่องของการดูแลพื้นที่ ซึ่งอาจจะบอกว่ามีความเสี่ยงนะครับ ปกติทุกที่มีความเสี่ยง แต่ว่าเสี่ยงมากเสี่ยงน้อย เดี๋ยวจะตกใจว่าเมืองใหญ่ๆ เนี้ยก็ต้องมีมาตรการที่เข้มข้น แล้วก็กำชับทางเจ้าหน้าที่ไป
พิธีกร : ผมถามถึงปีใหม่ ด้วยน่ะครับ ปีใหม่เนี้ยไปไหนให้ระมัดระวังด้วยจริงไหมครับ
นายก : คือบังเอิญมันเคยเกิดเหตุเมื่อปี 2550 เกิดระเบิด เพราะฉะนั้นเราก็จะบอกว่าอันเนี้ยต้องไม่ให้เกิด การไม่ให้เกิดก็หมายความว่าเจ้าหน้าที่ต้องเข้มงวดกวดขันหน่อย แต่ว่าคงไม่ขนาดที่ว่ากระทบกับความสะดวกของประชาชน ที่จะเดินทางท่องเที่ยว หรือไปเฉลิมฉลองกัน
พิธีกร : ปีใหม่นี้ท่านนายกไปเคาท์ดาวน์ที่ไหนค่ะ
นายกรัฐมนตรี :ผมคงอยู่กับครอบครัวครับ ว่าจะไปพักผ่อนครับ
พิธีกร : โทษทีครับในรอบ 1 ปีเนี้ยความสมานฉันท์ยังเป็นสิ่งที่สังคมไทยรอคอย แล้วก็ปีหน้าดัชนีความแตกแยกความรุนแรกทางการเมืองก็จะสูงขึ้น ท่านจะล่อหลอมคนไทยจะให้ร่วมกับรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างไง เพราะว่าตราบใดก็แล้วแต่ ความสมานฉันท์ของนักการเมืองคงไม่เกิดขึ้นแน่นอน
นายกรัฐมนตรี :คือ ผมก็พยายามอย่างที่สุด ผมก็อยู่มา 1 ปีเนี้ย ถูกสัมภาษณ์ทุกวันน่ะครับ ผมเนี้ยไม่สร้างเงื่อนไขความขัดแย้งน่ะครับ แล้วไม่ไปทะเลาะอะไรกลับใครเลยนะครับ แต่ว่าพยายามที่จะหาทาง ว่าเราจะมาช่วยกันหาคำตอบให้กับบ้านเมืองได้หรือไม่ความเห็นมันไม่ตรงกันเป็นพื้นฐานบางเรื่องนะครับ แต่หลายเรื่องเนี้ย ผมก็เดินถอยมา ใช่ไหมครับ จากจุดยืนที่ผมเคยบอกว่า รัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องที่จะมาต้องแก้ไขกันตอนนี้ ก็ยื่นมือไป เมื่อเรียกร้องให้แก้ มาตกลงกันได้ไหมว่าจะแก้อะไรแล้วให้ประชาชนเค้าไฟเขียวเราได้ไหม ผมก็บอกเอ้า..กรรมการทุกพรรคตกลงกันมา 6 ประเด็น ผมก็ขอบอกว่า 6 ประเด็นเนี้ย ให้ประชาชนเค้าให้ไฟเขียวลงประชามติแล้วก็เดิน ก็นึกว่าจะเป็นคำตอบ ปรากฏว่าฝ่ายค้านเค้าบอกว่า เค้าไม่เอาแล้ว
พิธีกร : ยังไงก็ 40
นายกรัฐมนตรี : ยังไงก็ ไม่ทราบน่ะมันก็ไม่ชัดนะครับ ผมก็ไม่เชื่อว่าเขาคิดว่ารัฐธรรมนูญปี 40 ทั้งหมดจะเป็นคำตอบ เพราะว่ามีตั้งหลายประเด็นซึ่ง ผมต้องย้ำนะครับ นะปี 2548 49 49 ต้นปี ทุกพรรคการเมืองขณะนั้น บอกต้องปรับรื้อรัฐธรรมนูญปี 40 ทุกพรรคการเมืองน่ะครับ เพราะเห็นว่าใช้มาแล้วมีปัญหาเยอะ ผมก็เลยต้องตั้งคำถามเหมือนกันว่า การที่กลับไปปี 40 กลับไปปี 40 เนี้ย ลืมไปแล้วหรือว่าทุกพรรคเองเคยพูด นักการเมืองทั้งหลาย ที่อยู่เนี้ยเคยพูดถึงเวลาแล้ว ที่ต้องมารื้อแก้ ปี 40 เหมือนกันนะครับ ที่นี้เมื่อถอยมาอย่างนี้แล้ว ดูเหมือนจะกลับไปเขาว่าตอนนี้ไม่สนใจเรื่องรัฐธรรมนูญ ว่าให้ยุบสภา ผมก็ไม่ได้ปฏิเสธผมก็บอกยุบได้ แต่ว่าการยุบเนี้ย มันไม่ได้ยุบแล้วเกิดปัญหา ยุบแล้วต้องแก้ปัญหาถามว่ายุบแล้วแก้ปัญหาเนี้ย ผมก็บอกว่า หนึ่งเนี้ยเราต้องช่วยกันดูเรื่องเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งหน่อย ผมก็บอกเนี้ยในความมั่นใจของผมเนี้ย ครึ่งปีต่อจากนี้ไปเนี้ยเรียบร้อยนะ เรื่องนี้เงื่อนไข สองเนี้ยจะเลือกตั้งเนี้ย แล้วบอกว่าจะแก้ปัญหาได้เนี้ย ก็ต้องมาพูดถึงกติกา เกิดไปเลือกตั้งมีการไปซื้อเสียงถูกยุบพรรค แล้วก็กลับมาสถานการณ์อย่างนี้เนี้ย จะเอาอย่างนั้นรึเปล่า ใช่ไหมครับ สามเนี้ยผมบอกว่า การเลือกตั้งที่จะนำไปสู่ความสมานฉันท์ ต้องเป็นการเลือกตั้งที่มีความสงบเรียบร้อย ขอให้ทุกฝ่ายแสดงเจตนากันให้ชัด ให้หยุดเคลื่อนไหว ใช่ไหมครับ หยุดที่จะไปต่อต้านการเดินทางต่อต้านการเคลื่อนไหว มันเป็นประชาธิปไตยไม่ได้หรอกครับ ไม่มีนักประชาธิปไตยไหนเค้าขัดขวางคนอื่น ในการที่จะหาเสียงพบปะประชาชน ทำงาน ทำหน้าที่ผมก็บอกว่า สามเรื่องเนี้ย ถ้ามาทำกันเนี้ย แล้วเห็นว่าทำแล้วการยุบสภาจะแก้ปัญหาได้ ผมยินดี สามเรื่องเนี้ยถามว่าใช้เวลาเท่าไร ผมว่าครึ่งปี อ่ะ อย่างมาก 8-9 เดือน
พิธีกร : แปลว่าครึ่งปียุบสภาหรือครับ นายก : ผมว่า ถ้าเงื่อนไขนี้มี แต่ปรากฏว่าผมก็ยังรออยู่ ทำไมถึงจะไม่รับเงื่อนไขนี้อีก ใช่ไหมครับ แล้วสรุปสุดท้ายนี้ยก็คือถ้ายังไม่รับไป เลยๆเนี้ย ก็อยากให้คนได้มองเห็นว่า สรุปแล้วที่เรียกร้องมันคืออะไรแน่ ตกลงมันเรื่องรัฐธรรมนูญไหม คงไม่ใช่ เพราะว่าในที่ว่ายังไม่แก้ก็ไม่เป็นไร ตกลงจะเลือกตั้งเพื่อเป็นประชาธิปไตยไหม ก็ไม่แน่ใจเพราะว่ายังไม่ยอมลดล่ะเรื่องความรุนแรง ก็จะกลับไปสู่ของผลประโยชน์ของส่วนตัว
พิธีกร : ถ้ายุบทั้งๆ ที่รู้ว่าเสียเปรียบ
นายกรัฐมนตรี :ผมไม่มีปัญหาหรอกครับถ้าดีกลับบ้านเมือง
พิธีกร : นายกฯกังวลเรื่องยุบพรรคประชาธิปัต ไหมครับ
นายกรัฐมนตรี : อ้อ ธรรมดาครับ คือมีคดีอยู่ในศาลเนี้ย หรือว่ามีคดีอยู่ใน กกต. หรือ ป.ป.ช. เนี้ย จะให้บอกว่าไม่สนใจก็คงไม่ได้หรอก แต่ว่าผมก็หลายคดีครับ เพิ่งไปชี้แจง กกต. มาก็สองคดี ค้างอยู่ ป.ป.ช. ก็เยอะ เพราะว่าโดนร้องเยอะอ่ะครับ เดินไปหาชาวบ้าน มีคนมาสวมแหวนให้ก็โดนร้อง ก็ธรรมดาครับ แต่ว่าเราก็ชี้แจงไป
พิธีกร : ประเด็นเรื่องของการยุบพรรคประชาธิปัตเนี้ย อยากให้ท่านนายกมั่นใจว่าวันนี้มันไม่มีเรื่องของการซื้อเวลา หรือไปยื้อ อย่างใด
นายกรัฐมนตรี : คือทั้งหมดมันอยู่ที่ กกต. คณะกรรมการการเลือกตั้งมันมีอิสระ อย่างเต็มที่ในการพิจารณาเรื่องนี้ ผมให้ความมั่นใจได้เลยว่า ผมไม่เคยไปยุ่งเลย กับกระบวนการของกกต. เพราะฉะนั้นทั้งหมดอยู่ที่กกต. ท่านจะตัดสินเมื่อไร ท่านจะตัดสินผิดถูก เป็นเรื่องที่ท่านดำเนินการ
พิธีกร : ซึ่งทุกประเด็นที่ท่านที่มีการหยิบยกขึ้นมาการเมืองเพียวๆ จะมีการสร้างความเชื่อมั่นอย่างไรกับท่านนายกฯ เอง ตอบในเชิงของเศรษฐกิจ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็แล้วแต่
นายกรัฐมนตรี : คืออันที่ 1 ก็อยากให้มองย้อนไปปี 2552 ว่าในท่ามกลางความวุ่นวายหลายอย่าง รัฐบาลไม่เสียสมาธิกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ กฏหมายที่ต้องผ่านออกมา เพื่อให้มาตราการเศรษฐกิจเดินได้ ผ่านได้ตามกรอบเวลา ตามเป้าหมาย นโยบายสำคัญๆ ที่เกี่ยวกับปากท้องทุกเรื่อง จะอยู่ในภาวะซึ่งยากลำบากยังไง เราก็เดินหน้าเพื่อผลักดันออกมาให้สำเร็จ อันนี้ก็เป็นประการหนึง แต่ว่าคงไม่ได้หมายความว่า เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องไปสนใจการเมือง รัฐบาลพยายามที่จะคลายข้อปัญหาความขัดแย้งเท่าที่จะทำได้ แล้วก็ยังยืนยันว่าการที่เราทำโดยยึดหลักของกฏหมายความถูกต้องของบ้านเมืองมันจะช่วยได้มากที่สุดระยะยาว
พิธีกร : ท่านครับ ถามความรู้สึก มีคนทางบ้านฝากถามมาบอกว่าเค้าเบื่อการเมือง เบื่อนักการเมืองที่เล่นการเมือง เบื่อการตอบโต้กันไปมา เข้าสภาก็ไม่ค่อยเข้า เข้าไปแล้วยังเถียงกันอีก นับองค์ประชุมอีก ในฐานะที่ท่านอยู่ในวงการเมืองมานานแล้ว ท่านเคยเบื่อไหมครับ แล้วจัดการกับอารามณ์นั้นอย่างไง
พิธีกร: แม้แต่นักลงทุนด้วยนะครับ บางครั้งหุ้นก็ขึ้น ยามที่มีการชุมนุมกัน
นายกรัฐมนตรี : ผมก็เรียนว่าทุกครั้งที่การเมืองมีเรื่องไม่ได้ ก็เกรงใจประชาชน ผมก็อยู่มา 17 ปี ก็มีน้อยช่วง ที่คนจะสรรเสริญนักการเมือง ผมก็ทราบดีว่าเป็นสิ่งที่ยังต้องแก้ไขกันอีกมาก ก็อยากจะให้นักการเมืองทุกคนได้คิดถึงตรงนี้ด้วยเหมือนกัน เพราะว่าที่สุด สุดท้ายมันก็ทำลายทุกคน มันไม่ได้ทำลายคนใดคนหนึ่ง มันทำลายทุกคน ถามว่าโดยส่วนตัว รู้สึกบ้างไหม
พิธีกร : เบื่อไหม
นายกรัฐมนตรี : ก็คนธรรมดามันก็มีสิทธิที่จะเบื่อ ที่จะหงุดหงิด ที่จะอะไรบ้าง อย่างเช่นบางทีเราตั้งใจว่าวันนี้ เรื่องนี้ผ่านสภาได้เรียบร้อย ปรากฏว่าไม่ใช่ ทะเลาะกันเรื่องอะไรไม่รู้ เผลอแปบเดียวปิดแล้ว ยังทำไม่ได้ ก็หงุดหงิดไหม ก็เป็นปกติ แต่ว่าหน้าที่ก็คือเราต้องแก้ไข แล้วก็ต้องพยายามไปคิดต่อว่าจะแก้ไขอย่างไร
พิธีกร : ท่านจะฝากบอกประชาชนยังไงไหมครับ
พิธีกร : ปีหน้าผมเห็นว่ามีปัญหารออยู่มาก ปีหน้าท่านนายกจะให้ความสำคัญเรื่องอะไรเป็นอันดับแรก ขอแค่เรื่องเดียว เพราะว่ามันจะต้องมีเรื่องใหญ่เรื่องเดียวที่ท่านนายกฯต้องเรื่องนี้
นายกรัฐมนตรี :คือมันตอบเรื่องเดียวยากเราไม่รู้เหตุการณ์มันเป็นอย่างไร แต่ว่าสิ่งที่ผมยืนยันแน่ก็คือ 1. การฟื้นตัวเศรษฐกิจจะต้องเดินต่อเนื่อง ในการพูดตรงนี้ไม่ได้หมายถึงว่าจะต้องมีมาตราการ หรือทำงานเรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว อะไรที่กระทบเศรษฐกิจก็ต้องดูแลด้วย ถ้าจะให้สรุปเรื่องเดียวต้องบอกว่าตรงนี้สำคัญที่สุด เพราะว่าถ้าปีหน้าเศรษฐกิจไทย ยังพื้นตัวอย่างต่อเนื่อง นั้นหมายความว่าฐานะของประเทศมีความแข็งแกร่งขึ้น ชาวโลกก็จะมีความเชื่อมั่นในประเทศไทยมากขึ้น
พิธีกร : แล้วเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง เห็นบอกไว้บอกว่าน่าจะต้องมีการพูดให้เน้นหนักมากขึ้นในปี 53 คือคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงท่านนายกรัฐมนตรีได้มีการวางหลักเกณฑ์ไว้บ้างแล้วหรือยังไงถึงจะรู้ว่าเศรษฐกิจพอเพียง
นายกรัฐมนตรี : ส่วนหนึ่งที่จะสำคัญมากก็คือว่า ในการทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับใหม่ คือฉบับที่ 11 ซึ่งจะต้องทำกันเรียกว่าปีหน้าจะเป็นขั้นตอนสำคัญ ตรงนี้ผมได้ให้แนวไปแล้วว่า คือคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงผมพยายามเน้นว่ามันไม่ใช่เรื่องโครงการ
พิธีกร : แล้วคืออะไรคำว่าเศรษฐกิจพอเพียง
นายกรัฐมนตรี : เป็นปรัชญาก็คือ เราจะต้องใช้ปรัชญาหรือหลักการของเศรษฐกิจพอเพียงทดสอบตั้งคำถามกับสิ่งที่เราทำเราทำตัดสินใจตลอดเวลา หลักก็คือ 1. ความพอประมาณ ไม่สุกโต 2. สมเหตุสมผล 3. มีภูมิคุ้มกัน มีระบบป้องกันความเสี่ยง งั้นถ้าเราทำทุกเรื่อง ทุกโครงการ ทุกนโยบายที่ตัดสินใจ เราต้องดูตลอด ถ้าทำอันนี้ไปแล้วสมเหตุสมผลไหม ทำอันนี้ไปแล้วความเสี่ยงมีตรงไหน นั้นคือการใช้เศรษฐกิจพอเพียงเข้ามาจัด แล้วก็จะขับเคลื่อนได้ ก็ต้องมีทั้งเรื่องของความรู้แล้วก็ความซื่อสัตย์สุจริต
พิธีกร : มาถึงเรื่องหนี้นอกระบบ สิ่งที่ทำอยู่หนี้นอกระบบเจ้าหนี้โหดทั้งหลายเข้ามาอยู่ในระบบ ลูกหนี้ด้วย ท่านคิดว่าวิธีการที่ทำ มันเดินมาถูกทางแล้วหรือยัง เพราะว่า ก็มีลูกหนี้หลายราย ที่เค้าบอกว่าถึงเวลาจริงๆ แล้ว ก็โดนเจ้าหนี้ เอามีดจี้คออยู่
นายกรัฐมนตรี : เอาว่าตอนนี้จะมาขึ้นทะเบียนอยู่ก็อาจจะหก เจ็ด แปดแสนคน ผมก็ตามเรื่องนี้จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมคิดว่าในเดือนมกราคม น่าจะได้เห็นกรณีที่เราสามารถโอนหนี้เข้ามาสู่ระบบให้เกิดความชัดเจนได้ ว่าภาระของลูกหนี้ลดลงอย่างไร เจ้าหนี้เองก็ได้รับชำระหนี้ไป แล้วก็ไม่มีปัญหาระหว่างกัน ผมคิดว่าพอตัวนั้นเริ่ม มีปรากฏให้เห็น มันจะเป็นตัวกระตุ้น ให้ลูกหนี้เจ้าหนี้คู่อื่นๆ เข้ามาสู่ระบบนี้ได้เร็วขึ้น ก็สอบถามไปท่านก็ยืนยันกับผมว่ามกราคมน่าจะได้เห็น
พิธีกร : มีการจัดการเรื่องความปลอดภัยของลูกหนี้ไหมครับ
นายกรัฐมนตรี : เพราะว่าเราได้ขอทั้งกระทรวงมหาดไทยทั้งตำรวจ แม้กระทั่ง ปปง. ก็เข้ามาช่วยทำเรื่องนี้
พิธีกร : แต่ว่าอย่าลืมนะคะท่านนายกฯ ว่าตำรวจบางส่วนเป็นลูกน้องของเจ้าหนี้ เป็นคนคอยตามเก็บหนี้ เพราะว่าเค้าบอกว่าสาเหตสำคัญ ไปสอบถามมาจากแหล่งข่าวภายใน
นายกรัฐมนตรี : มีบางพื้นที่เป็นเช่นนั้นจริง แล้วก็เป็นเหตุผลทำไมเราต้องเอาตำรวจมาช่วยทำงานเรื่องนี้ด้วย
พิธีกร : แล้วนี่จะเป็นปัญหาไหมครับว่าการที่ว่าในเรื่องของทางด้านเรื่องผู้บังคับบัญชาสูงสุดของทางด้าน สตช. เอง ยังไม่ชัดเจนอยู่อย่างนี้ ทำให้ตำรวจที่เป็นสีกากีเป็นสีเทา
นายกรัฐมนตรี : ไม่หรอกครับ เราดูจากข้อเท็จจริง ว่างานขนาดนี้ขับเคลื่อนไป ผมยกตัวอย่างการจับกุมเรื่องยาเสพติด ในช่วง 3 - 4 เดือนหลัง ออกมาได้ดีมาก เพราะฉะนั้นผมแน่นอนต้องไปแก้ปัญหาเรื่อง ผบ.ตร. แต่ว่าผมติดตามตลอดว่างานที่สำคัญกับประชาชนจริงๆ คือเรื่องยาเสพติด ดูแลความปลอดภัย สถิติคดีอาญชกรรมอะไรต่าง ๆ คณะนี้แนวโน้มไปในทางที่ดี
พิธีกร : ขอสุดท้าย ท่านนายกฯ ปี 2552 เสียใจที่สุดท่านนายกฯ ก็คงเห็นเรื่องของประชุมอาเซียนที่พัทยา แต่ว่าดีใจที่สุดท่านนายกฯ ดีใจที่สุดเรื่องอะไร
นายกรัฐมนตรี : ดีใจที่สุดหรอครับ ตอบยากครับ แต่ว่ามีความสุขหลายเรื่อง แล้วก็ผมคิดว่าช่วงต้นเดือนธันวาคม พวกเราทุกคนยังมีความสุขเหมือนกัน อันนั้นเป็นสิ่งที่นอกจากจะเป็นความสุขแล้วควรจะเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยว่าเรามี องค์พระมหากษัตริย์ที่มีพระบารมีหลอมรวมจิตใจของประชาชนคนไทยได้จริงๆ ก็เป็นความสุขใจแต่ว่าความสุขในการทำงานมีตลอด เวลานโยบายแต่ละเรื่องสำเร็จก็มีความสุข เวลาที่ไปประกันรายได้ ไปโอนเงิน บาทแรกให้กับชาวนาจะปลูกข้าว ปลูกมัน หรือปลูกข้าวโพด ก็ดีใจสุขใจ วันที่เปิดเทอมมาแล้วมีผู้ปกครอง เขาบอกว่าได้รับเงินช่วยเหลือเรื่องค่าอุปกรณ์การเรียนก็มีความสุข อาจจะไม่ได้มีอะไรที่เป็นพิเศษ แต่ว่าความสุขอย่างนี้ก็มีอยู่ตลอดเวลา ก็เป็นตัวที่เรามีกำลังใจในการทำงาน
พิธีกร : หลายคนให้ความสำคัญกับการทำอะไรข้ามปี อย่างเช่นไปเคาท์ดาวน์ข้ามปี 31 ต่อเนื่องไปวันที่ 1 บางคนอยากจะไปสวดมนต์ข้ามปี 31 ถึงวันที่ 1 นายกฯอยากทำอะไรข้ามปีไหมครับ
นายกรัฐมนตรี : ผมอยากได้พักผ่อนช่วงปีใหม่
พิธีกร : ถ้าเกิดว่าท่านขอพรได้ ขอแล้วเป็นจริง 2 ประการ ประการแรกท่านจะขอให้ประเทศชาติอย่างไร แล้วประการที่ 2 จะขอให้ตนเองอย่างไร
นายกรัฐมนตรี : ผมขอให้ประเทศชาติสงบสุข แล้วก็เดินไปข้างหน้าเพื่อประโยชน์ของทุกคน สำหรับผม ผมไม่มีอะไรครับ ผมไม่มีความต้องการอะไรเป็นพิเศษ ส่วนตัวผมก็เพียงต้องการมีชีวิตที่ดี อยู่กับครอบครัว มีความรัก แล้วก็ทำงานก็ได้ใช้ความสามารถแล้วก็มีความภาคภูมิใจในสิ่งที่ทำ ไม่ได้ต้องการอะไรเป็นพิเศษ
พิธีกร : ประมวลผลงาน 1 ปีของรัฐบาลไปแล้ว แล้วประเมินผลงาน 1 ปีของการเป็นเหมือนหัวหน้าครอบครัวอย่างไรบ้าง
นายกรัฐมนตรี : เช่นเดียวกัน ต้องให้เขาเป็นคนประเมิน ไม่ใช่ผมเป็นคนประเมิน
พิธีกร : แล้วมีกระซิบกันบ้างไหมคะ จากที่บ้าน
นายกรัฐมนตรี : ส่วนใหญ่ทำใจได้
พิธีกร : ท่านนายกคะ คือท่านนายกได้มีการขึ้นป้ายไว้ด้านหลังตอนแถลงนโยบาย บอกว่าความสุขของประชาชนถือเป็นนโยบายของรัฐบาลถูกไหมคะ เพราะฉะนั้นในมุมมองของท่านนายกรัฐมนตรีท่านนายกฯคิดว่า อะไรคือความสุขของประชาชน อะไรทำให้ประชาชนมีความสุข แล้วท่านนายกรัฐมนตรีจะทำให้ประชาชนมีความสุขอย่างไร
นายกรัฐมนตรี : พื้นฐานของคนคงไม่ต่างกัน สิ่งแรกก็คือว่า อย่างที่บอกคือเรื่องปากท้อง การมีความกินดีอยู่ดีระดับหนึ่ง ไม่ใช่ว่าหรูหราฟุ่มเฟื่อย อันนี้เป็นความจำเป็นพื้นฐาน อันนี้คือสิ่งที่รัฐบาลต้องทำ นั้นคือทำไมผมให้ความสำคัญในเรื่องสวัสดิการ ผมคิดว่านั้นเป็นการวางพื้นฐาน อันที่ 2 ผมคิดว่าเป็นเรื่องของจิตใจ อันนี้รัฐบาลอาจจะไม่สามารถมีอำนาจที่จะไปทำอะไรได้ แต่รัฐบาลก็ต้องพยายามหาทางที่จะเอื้อให้ความสัมพันธ์ในสังคม ของคนในสังคม นำไปสู่ความสุขของคนได้ เพราะฉะนั้นเรื่องเด็กเยาวชนพื้นที่สร้างสรร ก็พยายามที่จะรณรงค์
พิธีกร : ท่านนายก ขอเป็นคำถามสุดท้ายในเวลานี้ว่าคุยกันมาหลายสุดท้าย
นายกรัฐมนตรี : รู้สึกว่าหลายสุดท้าย สงสัยจะให้ครบเจ็ดสุดท้าย
พิธีกร : คุยกันมาถึงตอนนี้สรุปว่าเป็นเจ็ดรุมหนึ่ง หรือหนึ่งรุมเจ็ด
นายกรัฐมนตรี : เจ็ดรุมหนึ่ง
พิธีกร : มีเพื่อนนักข่าวเค้าฝากถามในฐานะที่นายกฯ เป็นนักการเมืองมานานเส้นแบ่งความพอดี ระหว่างสื่อ กับนักการเมือง ในเรื่องของการให้ของ ในเรื่องของการให้เงิน ในเรื่องของการจับฉลาก ความพอดีมันอยู่ตรงไหน
นายกรัฐมนตรี : ที่จริงมันไม่ค่อยยาก คือมันจะพูดว่ายากก็ยากนะ ของอย่างนี้มันไม่ใช่ขาวดำ แต่ทั้งหมดมันอยู่ที่เจตนาและความเป็นมืออาชีพ เราก็ต้องหาความพอดีเพราะว่าจริงๆ ถ้าจะบอกว่าทุกคนเป็นมืออาชีพหมด เพราะฉะนั้นคุณกับผมถึงจะรู้จักกันอย่างไงก็เรียกว่าไม่มีน้ำใจให้กันเลย มันก็กระไรอยู่สำหรับในสังคมไทย แล้วระบบของเราอย่างกรณีพรรคการเมืองพูดได้ไม่ว่าจะเป็นพรรคไหนก็ตาม จะมีนักข่าวอยู่ชุดหนึ่ง ซึ่งเค้าได้รับมอบหมายตามประจำพรรค ไอ้ความคุ้นเคยนี้เจอกันทุกวัน เจอกันทุกวันแล้วจะบอกว่าถึงเวลามีเทศกาลมีอะไร เพราะฉะนั้นห้าม คงไม่ได้ แต่ว่าก็คงไม่ใช่ 1. ว่าไปให้ของซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีเจตนาอย่างอื่นแล้วใช่ไหมครับ มูลค่าสูงแบบชนิดที่เรียกว่า จริงๆ คนใกล้ชิดเพื่อนฝูงกันยังไม่ให้ มาถึงก็มาให้นักข่าวกลับให้นี้ แสดงว่าไม่ใช่ หรือไปให้ของที่ไม่พึงจะให้อยู่แล้ว อันนี้ก็ไม่ถูกต้อง
พิธีกร : คุณธีระไม่ได้หมายถึงเรื่องอาบน้ำใช่ไหม
พิธีกร : ผมอาบเดือนเมษาทุกวันศุกร์ นายกฯเช็คปฎิทินแล้วใช่ไหมครับ ไม่ต้องมีถึงปฏิทินต้องมาแจกกันใหม่นะครับ
นายกรัฐมนตรี : คือวันศุกร์ครับเพราะว่าเราได้ประกาศเป็นวันหยุด
พิธีกร : ในนามของสื่อมวลชนทีวีทุกๆท่าน ที่ท่านนายกฯได้ให้เกียรติมาสัมภาษณ์พูดคุยกับท่านนายกฯ ขอขอบพระคุณท่านนายกฯมาก แล้วก็ขอให้ท่านนายกฯมีสุขภาพแข็งแรง แล้วก็ตั้งใจทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนต่อไป ขอบพระคุณมากครับ
นายกรัฐมนตรี : ขอให้ทั้งเจ็ดท่านก็ได้รับพรเช่นเดียวกันที่ให้กับผม ขอถือโอกาสสวัสดีปีใหม่ พี่น้องประชาชนด้วยครับ

 
ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : สุธามาศ เพชรเวศน์   Rewriter : อรจินดา บุรสมบูรณ์
สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ : http://thainews.prd.go.th



 วันที่ข่าว : 27 ธันวาคม 2552