 |
|
รายการ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2552
รายการ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์
วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2552
ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย
และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์
ผู้ดำเนินรายการ : สวัสดีครับ สวัสดีค่ะ ต้อนรับคุณผู้ชมเข้าสู่รายการ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ค่ะ
ผู้ดำเนินรายการ : วันนี้อยู่กับเรา 3 คน ครับ คุณเนาวรัตน์ เจริญประพิณ ผมพิชณุตม์ จงใจพิพัฒน์ และคุณชนิดา ประสมสุข ผู้ดำเนินรายการประจำสถานีโทรทัศน์ มันนี่ ชาแนล ซึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์เพื่อเศรษฐกิจและการลงทุนตลอด 24 ชั่วโมง ครับ
ผู้ดำเนินรายการ : สำหรับรายการ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ เราก็ต้องไปคุยกับท่านนายกรัฐมนตรี แต่ว่า ณ ขณะที่เราอัดเทปอยู่นี้ ท่านนายกฯ อยู่ที่ประเทศเดนมาร์กนะคะ ใช่แล้ว แต่เราออกนอกสถานที่ เรามาอยู่ที่ตึกออฟฟิตนะคะ ของที่เซ็นทรัลเวิลด์ที่นี่นะคะ เป็นออฟฟิตของบริษัท ซิสโก้ ซีสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด ค่ะ ซึ่งก็ต้องบอกว่าเขามีเทคโนโลยีที่เราจะไปคุยกับท่านนายกฯ ได้ เทคโนโลยีที่เรียกว่า Tele Presence นั่นเองนะคะ ก็เป็นเสมือนว่าคุยกันสด ๆ เลย ตัวต่อตัวเลย นะคะ
ผู้ดำเนินรายการ : เห็นเขาบอกเข็มตกพื้น ตึ้ง ท่านนายกฯ ได้ยินนะ ตกอยู่ที่โน่นเราก็ได้ยิน ตกอยู่ที่นี่เราก็ได้ยินเหมือนกัน
ผู้ดำเนินรายการ : ใช่ ให้นึกภาพออกก็เหมือนหนังนวนิยาย วิทยาศาสตร์ อย่าง 2012 ก็มีนะประชุมกันจากทั่วทุกมุมโลกแบบพร้อม ๆ กัน และก็ไม่มีสัญญาณดีเลย์เหมือนเวลาที่เราดูทีวีบางครั้งที่จะดีเลย์
ผู้ดำเนินรายการ : อันนี้เราก็จะคุยแบบว่าข้ามมุมโลกด้วยเหมือนกัน
ผู้ดำเนินรายการ : ใช่แล้วครับ
ผู้ดำเนินรายการ : เขาบอกเอื้อมถึงเลยนะคะ
ผู้ดำเนินรายการ : ท่านนายกรัฐมนตรีนี่เหมือนจับต้องได้เลย
ผู้ดำเนินรายการ : เราไปกันดีกว่า เพราะว่านายกฯ กำลังรอเราอยู่แล้ว วันนี้เรามีอะไรคุยบ้าง
ผู้ดำเนินรายการ : แน่นอนคะ เพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรีไปประชุมเกี่ยวกับเรื่องโลกร้อน เดนมาร์ก เราต้องถามท่านนายกรัฐมนตรีว่าประเทศเล็ก ๆ อย่างเรา ประเทศไทย และปีหน้าเราจะรวมกับอาเซียนแล้ว ไม่รู้ว่าเราจะมีบทบาทอย่างไรบ้าง ในการที่จะช่วยในเรื่องของการลดโลกร้อนนะคะ
ผู้ดำเนินรายการ : ใช่แล้วครับ นอกจากนั้นในการที่เราเป็นผู้ดำเนินรายการจากมันนี่ ชาแนล เพราะฉะนั้น เรื่องเศรษฐกิจพลาดไม่ได้อย่างแน่นอน ที่สำคัญที่สุดครับคุณผู้ชมน่าจะอยากรู้แล้วล่ะ เพราะปีหน้าที่เขาว่าเศรษฐกิจเริ่มจะฟื้นตัว เงินในกระเป๋าสตางค์ของเราจะเพิ่มสักกี่บาทครับ
ผู้ดำเนินรายการ : ไม่แน่ใจว่าต้องไปย้อนเลยนะครับ กับเรื่อง 1 ปีของการทำงานของรัฐบาลที่ผ่านมา เพราะว่านี่ก็เริ่มเห็นมาตรการต่าง ๆ ออกมาเยอะแยะมากมาย ที่ช่วยลดค่าครองชีพประชาชนบ้าง แก้ไขปัญหาหนี้อะไรต่าง ๆ กันบ้าง และรู้สึกว่าไม่ใช่เพียงว่ามอง 1 ปีเท่านั้น จะมองเลยไปกว่า 1 ปีด้วย
ผู้ดำเนินรายการ : เพราะปีหน้าเราไม่รู้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีและก็คณะรัฐมนตรีจะพาเราเดินไปทางไหนนะคะ ปีหน้าเขาบอกขวากหนามเยอะเหมือนกัน เพราะ
เศรษฐกิจยังไม่ค่อยดีขึ้นเท่าไหร่ แต่ว่าแสดงว่าคุณชนิดานี่จะแอบถามก่อนใช่ไหมคะ
ผู้ดำเนินรายการ : เขาจะแถลงวันที่ 23 ธันวาคมนี้ ผลงานรัฐบาล 1 ปี แอบถามก่อน ให้คุณผู้ชมได้รู้กันไปเลย
ผู้ดำเนินรายการ : ถูกต้องติดตามมาฝากกันอย่างแน่นอน แต่ว่าตอนนี้ผมว่าท่านนายกฯ รอเราอยู่แล้ว ไปพร้อม ๆ กันเลยดีกว่าครับ
ผู้ดำเนินรายการ : คนพร้อมแล้วนะคะ เครื่องมือพร้อม ท่านนายกรัฐมนตรีก็พร้อม เราก็พร้อม งั้นไปเลยค่ะ
ผู้ดำเนินรายการ : เอาล่ะคะคุณผู้ชมคะ ตอนนี้ท่านนายกรัฐมนตรีท่านพร้อมอยู่แล้วค่ะ สวัสดีค่ะท่านนายกฯ คะ
นายกรัฐมนตรี : สวัสดีครับ
ผู้ดำเนินรายการ : เป็นอย่างไรบ้างครับท่าน บรรยากาศที่โคเปนเฮเกน อากาศหนาวไหมครับ
นายกรัฐมนตรี : อากาศค่อนข้างหนาวนะครับ น่าจะติดลบเกือบตลอด และก็มีหิมะตก แต่ว่าไม่มากนัก แต่ว่าหิมะที่ตกและก็สะสมอยู่พอสมควรครับ
ผู้ดำเนินรายการ : ท่านนายกฯ คะเห็นบอกว่าข้างนอกติดลบ แต่ว่าข้างในห้องประชุมเกี่ยวกับเรื่องของโลกร้อน 100 กว่าประเทศร้อนระอุเลยเหรอคะ
นายกรัฐมนตรี : ผมไม่แน่ใจว่าจะเรียกว่าร้อนหรือหนาวกันนะครับ เพราะปัญหาเยอะมาก จริง ๆ แล้วไม่ใช่เรื่องที่อยู่เกินความคาดหมาย เหตุผลที่บรรดาหัวหน้ารัฐบาลเดินทางมากันเป็นจำนวนมากในช่วง 3 วันที่ผ่านมา ก็ด้วยความเข้าใจว่าเรื่องนี้จะยุ่งยากนะครับ และถ้าปล่อยให้อยู่ในมือของระดับเจ้าหน้าที่ซึ่งเจรจากันมา 2 ปีแล้ว จริง ๆ ไปที่กรุงเทพฯ มา 2 รอบแล้ว กว่าจะกลับมาถึงที่นี่ ก็เห็นว่าคงจะมีข้อตกลงกันได้ยาก เพราะฉะนั้น ก็ต้องการที่จะให้มีหัวหน้ารัฐบาลที่พร้อมที่จะตัดสินใจนะครับในการที่จะเดินหน้า แต่ว่าเอาเข้าจริง ๆ ก็ไม่ง่ายนะครับ ผมมาถึงนี่ ในส่วนของไทยก็มีทั้งท่านรัฐมนตรีสุวิทย์ คุณกิตติ ท่านปลัด รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ที่มาทำงานทางด้านการเจรจา ซึ่งต้องใช้คนเยอะพอสมควร พูดตรง ๆ ก็คือบอกว่าความคืบหน้าน้อย เช่น ร่างข้อมติเจรจาไปเจรจาไปแทนที่จะเหลือจุดที่ต้องตัดสินใจน้อยลง กลับมาว่ายิ่งเจรจากันยิ่งใส่วงเล็บมากขึ้น เพื่อที่จะให้มาตกลงกัน เพราะฉะนั้น ในที่สุดพอถึงเวลาที่บรรดาผู้นำมาก็ค่อนข้างที่จะมองตรงกันว่าคงจะเป็นเรื่องยากที่มันจะได้ข้อยุติ แต่ว่าด้วยความตั้งใจว่าไม่อยากให้การประชุมครั้งนี้จบลงเพียงแค่ยืดเวลาไปเจรจากันต่อ ก็มีความพยายามที่จะหาข้อตกลงบางอย่าง ซึ่งอาจจะยังไม่ผูกมัดทางกฎหมาย แต่ว่าเป็นข้อตกลงที่แสดงเจตนาทางการเมือง แต่ว่าก็เรียนตรง ๆ ว่าการบริหารจัดการก็ผมถือว่าเสียโอกาส เพราะว่ามีผู้นำมาร้อยกว่าประเทศ แต่ว่าเขาพยายามใช้วิธีคือเอาคนที่เขาคิดว่าจะมีอำนาจ มีอิทธิพล หรือมีปัญหาไปคุยกันเอง และคิดว่าพอตกลงอะไรกันแล้วก็ดึงคนอื่นเข้าไป แล้วก็ให้สนับสนุน ในที่สุดมันไม่สำเร็จนะครับ จนถึงขณะนี้ที่เราบันทึกเทปขณะนี้ ซึ่งเข้าสู่วันเสาร์ และผู้นำก็ทยอยเดินทางกลับกันไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว ก็ยังไม่จบนะครับ สิ่งที่จะเป็นข้อตกลงเบื้องต้นที่ประชุมก็ยังไม่ได้รับรอง
ผู้ดำเนินรายการ : อย่างทางบ้านของเรานะคะ ถ้าเราไปมองแล้วไปตรวจสอบดูแล้วเป้าหมายที่เราไปนำเสนอกันในครั้งนี้ เราต้องการสื่อสารอะไรในส่วนของการประชุมในครั้งนี้บ้างคะ
นายกรัฐมนตรี : ของเราเนี่ยเราทำหน้าที่ 1. ก็คือว่าในส่วนของประเทศไทยเองก็ต้องการที่จะแสดงให้เห็นว่าเราก็ตระหนักถึงความรับผิดชอบที่เรามี เพราะฉะนั้น มาตรการที่เราพูดถึงการบรรจุเรื่องนี้เข้าสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เรื่องของการไปดูแลพื้นที่ป่าไม้ เรื่องของการมีแผนเกี่ยวกับการประหยัดพลังงาน การนำเอาพลังงานทดแทนเข้ามานะครับ แม้กระทั่งเรื่องของการที่จะต้องปรับทิศทางโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ก็ได้มานำเสนอ ขณะเดียวกันในหมวกของการเป็นประธานอาเซียนก็ได้พูดถึงการทำงานของอาเซียนในปีที่ผ่านมานะครับ ที่ที่ประชุมสุดยอดก็ดี ที่ประชุมระดับรัฐมนตรีก็ดี ก็มีถ้อยแถลงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการทำงานทางด้านนี้ด้วย
ผู้ดำเนินรายการ : ท่านนายกฯ ครับปัญหาจริง ๆ แล้วเกิดจากอะไร ทำไมถึงไม่ได้ข้อสรุปทั้ง ๆ ที่ก็มีการพูดคุยเรื่องนี้กันมายาวนานแล้ว และเรื่องของกระแสการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลกเราก็เห็นกันอยู่ทุกวันว่าเริ่มจะมีปัญหาแล้วจริง ๆ
นายกรัฐมนตรี : คือมันก็มีเรื่องซึ่งเป็นธรรมชาติ คือเวลามันเป็นปัญหาที่เป็นปัญหาส่วนรวมอย่างนี้ และไม่มีคนใดคนหนึ่งแก้ได้ ปัญหาการคิด การระแวง การต่อรอง มันจะเกิดขึ้นนะครับ เพราะว่า คือพูดง่าย ๆ ถ้าเราทำแต่คนอื่นไม่ทำเลย ก็กลายเป็นว่าปัญหาก็ไม่ได้แก้ ก็แก้ไม่ได้ และเราก็เสียโอกาส ถูกไหมครับ ในขณะเดียวกันเมื่อทุกคนคิดอย่างนี้ก็เลยทำให้มันขยับยากว่าจะผูกมัดให้ทุกคนได้อย่างไร ทีนี้พอจะผูกมัดทุกคนก็มีปัญหาพื้นฐานอีกว่าประเทศกำลังพัฒนาก็มีความรู้สึกว่ายังมีปัญหาความยากจน ยังมีปัญหาทางเศรษฐกิจนะครับ ถ้าจะต้องมาปิดกั้นโอกาสของตัวเอง เขาก็ถามว่ามันเป็นธรรมไหม ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วซึ่งได้สร้างปัญหานี้มาเป็นอาจจะบอกว่า 200 ปี เรื่องของอุตสาหกรรม ประเทศของตัวเองขณะนี้คนมีความเป็นอยู่ดีแล้ว เพราะฉะนั้น เขาอาจจะเริ่มที่จะลดปัญหาของการสร้างปัญหาได้โดยไม่กระทบกระเทือนความเป็นอยู่พื้นฐานนะครับ อย่างนี้เป็นต้น และก็มีปัญหาทางเทคนิคว่าประเทศใหญ่สองประเทศที่เป็นผู้ปล่อยก๊าซ อันดับ 1 กับอันดับ 2 นะครับคือ จีน กับสหรัฐอเมริกา จีนเป็นประเทศกำลังพัฒนา ถ้าดูรายได้ต่อหัวแล้วไม่ใช่ประเทศที่พัฒนาแล้ว เพราะฉะนั้น จีนก็มีความรู้สึกว่า มีสิทธิ์ที่จะทำเรื่องนี้โดยสมัครใจเท่านั้นนะครับ ขณะเดียวกันสหรัฐฯ แม้ว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้ว แต่ไม่เข้ามาร่วมในตัวที่เราเรียกว่าพิธีสารเกียวโต เพราะฉะนั้นจึงถูกมองว่าถ้ายังไม่ได้เข้ามาร่วมเต็มที่ แต่ตัวสหรัฐฯ เองก็มีปัญหาระบบ และการเมืองภายในประเทศ ซึ่งตัวประธานาธิบดีเองก็ถูกจำกัดในเชิงอำนาจ ว่าสภาจะยอมหรือไม่อย่างไร และก็อยู่ในช่วงซึ่งประธานาธิบดีกำลังต้องขอความร่วมมือจากสภาในหลาย ๆ เรื่อง เช่น เรื่องของปัญหาระบบสุขภาพของเขา สาธารณสุขของเขา เพราะฉะนั้น ตรงนี้ทำให้ตัวประธานาธิบดีเองก็ขยับยากในการที่จะมาผูกมัดตัวเองมากไปในที่นี้เหมือนกัน
ผู้ดำเนินรายการ : ท่านนายกฯ คะแต่ว่าของเราเอง ท่าทีของเราไทยกับอาเซียน เราได้มีการปฏิบัติการในเรื่องของการลดปัญหาเกี่ยวกับโลกร้อนอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
นายกรัฐมนตรี : คือในส่วนของเราเนี่ยนะครับที่ผมได้เรียนแล้วก็คือในเรื่องของป่าไม้ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ว่าจะเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้มีแนวพระราชดำรัสในเรื่องเหล่านี้ตลอดเวลานะครับ และเราก็พยายามที่จะเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นโครงการปลูกป่า และในปัจจุบันการแก้ปัญหาเรื่องที่ทำกินที่รัฐบาลพยายามเอาเรื่องของโฉนดชุมชนเข้ามา ก็คือการพยายามหาความพอดีระหว่างการที่จะให้คนสามารถมีที่อยู่อาศัย ทำมาหากินได้ แต่ว่าไม่เป็นปัญหากับป่านะครับ คือไม่รุก ก็เป็นแนวที่เราทำอยู่ ส่วนอาเซียนก็จะแตกต่างกันไป อินโดนีเซียเองก็เริ่มประกาศเป้าหมายชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะเขาก็เป็นเศรษฐกิจหรือประเทศขนาดใหญ่ คือพลเมืองเยอะ และขนาดของเศรษฐกิจก็ใหญ่นะครับ สิงคโปร์มีความพร้อมอาจจะในเชิงเทคโนโลยีเขาก็ทำ ฟิลิปปินส์มีความรู้สึกว่าตัวเองเดือดร้อนและก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เนื่องจากภัยพิบัติต่าง ๆ ภัยธรรมชาติ ระยะหลังได้รับผลกระทบชัดเจนมาก ก็ต้องการที่จะแสดงออกนะครับว่ามีความเดือดร้อนในเรื่องนี้ ก็เริ่มที่จะพยายามออกมาตรการต่าง ๆ มา แต่ในกรอบความร่วมมือทั้งหมดส่วนใหญ่ที่เราได้คุยกันในกรอบของอาเซียนก็จะมีทั้งในแง่ของการยืนยันหลักการว่าเรื่องนี้ถ้าจะแก้ปัญหามันมีหลักสำคัญ ๆ อะไรบ้าง ทุกประเทศต้องรับผิดชอบร่วมกัน แต่ว่าความรับผิดชอบก็จะมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับเหตุผลทางประวัติศาสตร์ที่ผมได้พูดเมื่อสักครู่ ขึ้นอยู่กับเหตุผลในเรื่องของขีดความสามารถ แต่บางเรื่องที่เรามีความร่วมมือร่วมกันได้ ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาหมอกควันนะครับ เรื่องของการที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูล อันนี้อาเซียนก็ได้ยืนยันในการที่จะเดินหน้าทำเรื่องเหล่านี้
ผู้ดำเนินรายการ : ท่านนายกฯ ครับถ้าเกิดจะมองกันไปแล้วเข้าใจว่าท่านนายกฯเองก็น่าจะมีข้อมูลที่เกี่ยวกับเชิงวิทยาศาสตร์ว่าระบุมาว่าตอนนี้ปัญหาโลกร้อนอันตราย น่ากลัวแค่ไหนแล้ว และถ้าจะให้ท่านนายกฯ ช่วยสื่อสารกับคนไทยทั้งประเทศเราว่าเราต้องช่วยเหลือ ต้องดูแลอย่างไรกันบ้างครับ
นายกรัฐมนตรี : ผมก็อยากจะย้ำนะครับว่า ไม่ว่าข้อตกลงระหว่างประเทศจะเกิดขึ้นหรือไม่อย่างไร ข้อเท็จจริงก็คือว่าพวกเราทุกคนได้รับผลกระทบแน่นอนจากปัญหานี้ ถ้าทุกประเทศ พูดง่าย ๆ คือว่าเคยทำอะไรอย่างไรก็ทำต่อไปเรื่อย ๆ อุณหภูมิก็จะสูงขึ้นค่อนข้างที่จะเร็ว สิ่งที่เกิดขึ้นที่จะตามมาก็คือปัญหาในเรื่องของระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น เพราะฉะนั้น หลายพื้นที่ก็จะถูกน้ำท่วม หลายพื้นที่ในที่นี้จะกระทบไปถึงพื้นที่การเกษตร ที่อยู่อาศัย แหล่งท่องเที่ยว ไม่นับว่าสภาพความแปรปรวนของอากาศก็จะมีให้เห็นบ่อยขึ้น เพราะฉะนั้น เรื่องพายุ เรื่องน้ำท่วม ก็จะเป็นปัญหา แล้วก็ถ้าเราปล่อยทิ้งไปเรื่อย ๆ ก็มีคำถามจริง ๆ ว่าในที่สุดอนาคตลูกหลานเราจากนี้ไปอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เราอาจจะไม่ถึงขั้นที่เรียกว่าอยู่ในข่ายที่มีความเสี่ยงสูงเหมือนกับประเทศที่เขาเป็นเกาะเล็ก ๆ เพราะบางประเทศเขาบอกว่าถ้าปล่อยอย่างนี้ไปอีกไม่กี่สิบปี ก็คือเขาไม่เหลือประเทศอยู่เลย เพราะน้ำจะท่วมเขา เราอาจจะไม่ได้รุนแรงขนาดนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ได้รับผลกระทบ และผมคิดว่าพวกเราทุกคนก็อยากที่จะรับผิดชอบต่ออนาคตของลูกหลานของเรา เพราะฉะนั้น ก็อยากจะเชิญชวนว่าจะอย่างไรก็ตามมีข้อตกลง ไม่มีข้อตกลง ใครจะมาบังคับเราหรือไม่ เรื่องของการที่จะต้องคิดกันจริงจังในการประหยัดพลังงาน ในการแสวงหาลู่ทางที่จะทำให้การใช้ชีวิตของเราและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเรา ไม่ไปกระทบกับสิ่งแวดล้อมต้องช่วยกันทำทุกคน
ผู้ดำเนินรายการ : ไม่ช่วยกันทำเดี๋ยวจะเหมือนภาพยนตร์เรื่อง วันสิ้นโลก 2012 อันนี้อาจจะไม่ใช่จินตนาการ อาจจะเป็นของจริง
ผู้ดำเนินรายการ : : วันนี้เราประชุมกันคล้าย ๆ บรรยากาศในหนังภาพยนตร์ Sci-Fi
ผู้ดำเนินรายการ : ดูจากข้างหลังท่านนายกฯ ที่เป็นโลโก้ ดูยุ่ง ๆ นิดหนึ่งนะคะ
ผู้ดำเนินรายการ : ท่านนายกฯ ครับวันที่ 23 ธันวาคมที่จะถึงนี้ รัฐบาลก็จะมีการแถลงทิศทางที่เราปฏิบัติงาน เหนื่อยยากกันมาตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ผลงานเรามีมากพอสมควรทีเดียว มีอะไรเป็นไฮไลท์ท่านนายกฯ พอจะเล่าให้เราฟังเกริ่น ๆ เป็นน้ำจิ้มสักหน่อยได้ไหมครับ
นายกรัฐมนตรี : คือมันก็จะมี 3 ส่วนนะครับ ส่วนแรกคือว่าในภาพใหญ่ว่า 1 ปีที่ผ่านมาบ้านเมืองเดินไปในทิศทาง ผมคิดว่าตรงนี้สิ่งที่อยากจะย้ำคือว่าผมและรัฐบาลนี้เข้ามาทำงานภายใต้วิกฤตซ้ำซ้อน คือเจอทั้งเศรษฐกิจกับวิกฤตทางการเมือง แล้วก็เมื่อปลายปีที่แล้วความกังวลหรือความทุกข์ของคนไทยทุกคนคือว่า ไม่แน่ใจว่าระบบการเมือง ระบบการบริหารประเทศของเรา ยังเดินหน้าได้หรือเปล่า เหมือนกับใครทำอะไรไม่ได้เลย จนกระทั่งในต่างประเทศมีความรู้สึกว่าเรากำลังจะเข้าสู่สิ่งที่เขาเรียกว่าเป็นรัฐที่ล้มเหลว น่ากลัวขนาดนั้น 1 ปีที่ผ่านมา ผมคิดว่าเอาล่ะเรารู้ว่าปัญหาหลายปัญหายังดำรงอยู่ โดยเฉพาะความขัดแย้งทางการเมือง เราต้องพูดความจริงกัน แต่ว่าสิ่งที่ผมและรัฐบาลได้ทำใน 1 ปีคือว่า ในท่ามกลางความขัดแย้งนี้ รัฐบาลไทยบริหารงานได้ เดินหน้าผลักดันนโยบาย เดินหน้าแก้ไขปัญหาของประชาชนได้ เอาล่ะแต่ละเรื่องใครจะให้คะแนนเท่าไหร่ก็เป็นมุมมองไป แต่ว่าไม่มีคำถามอีกต่อไปว่าประเทศไทยจะเป็นรัฐที่ล้มเหลว ใครทำอะไรไม่ได้เลย แล้วก็ผมยกตัวอย่างนะครับเอาให้เป็นรูปธรรมว่า อย่างเช่นคนบอกว่าการเมือง รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ แต่ว่าปีที่ผ่านมา ก็เป็นปีที่พิสูจน์ให้เห็นว่า เอาล่ะสภาฯอาจจะล่ม ซึ่งผมก็ไม่แก้ตัวให้คนที่ขาดประชุม แต่ว่าเป็นรัฐสภาที่สามารถผลักดันกฎหมาย และข้อตกลงระหว่างประเทศออกมาได้เยอะมาก เอาตัวเลขไปเทียบดูกับปีอื่น ๆ ได้ อาจจะไม่สวยงาม ราบรื่น แต่ว่าเราเดินหน้าทำในสิ่งที่จำเป็นต้องทำ อันนั้นคือภาพใหญ่ นั่นประเด็นที่ 1
ประเด็นที่ 2 ในแง่ของวิกฤตที่กระทบกับคนมากที่สุดคือเรื่องของเศรษฐกิจ เมื่อต้นปีเราก็อยู่ภายใต้ภาวะที่การท่องเที่ยว การส่งออกติดลบประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์บ้าง เกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ก็มี แล้วก็คนก็กังวลกันมากว่าคนจะตกงาน ตอนนั้นจำนวนคนว่างงานอยู่ที่ประมาณ 7-8 แสน ก็พูดกันจำได้ไหมครับว่าทะลุ 1 ล้าน บางคนไปไกลถึง 2 ล้าน ใช่ไหมครับ ก็วันนี้ผมก็ยืนยันว่าสิ่งที่ผมพูดเมื่อต้นปีว่าเศรษฐกิจที่ติดลบทั้งหลาย ตัวเลขจะกลับมาเป็นบวกภายในปลายปี ผมยังมั่นใจขณะนี้เพราะดูจากตัวเลขแต่ละไตรมาสที่ผ่านมา 1,2,3 การหดตัวเศรษฐกิจลดลงไปโดยลำดับ และขณะนี้ทุกฝ่ายก็ดูจะมองตรงกันว่า 3 เดือนสุดท้ายนี้เป็นบวก และปีหน้าเป็นบวกได้ประมาณอาจจะ 3.5 และก็ที่สำคัญคือตัวเลขการว่างงานก็ลงมาอยู่ที่ประมาณ 460,000 คน คิดเป็นอัตราก็ 1.2 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าต่ำมากสำหรับประเทศที่เผชิญกับวิกฤต และในหลายประเทศเขาก็ยังมีปัญหาอยู่ว่าการว่างงานแม้เศรษฐกิจเริ่มฟื้น แต่การว่างงานยังขาขึ้น ของเราเป็นขาลง เพราะฉะนั้น ในแง่ของเศรษฐกิจตรงนี้ก็ชัดเจน
ในส่วนที่ 3 คือว่านโยบายที่เป็นนโยบาย อาจจะเป็นเฉพาะหน้าบ้าง นโยบายระยะยาวบ้าง เดินเต็มสูบ ทั้ง ๆ ที่เป็นวิกฤตซ้ำซ้อน สิ่งที่หลายคนเคยบอกว่า พูดว่าจะทำ จะทำ แล้วไม่ได้ทำ เราได้ทำแล้ว เรื่องของการศึกษาก็มีเรื่องการเรียนฟรี ตามมาด้วยการปฏิรูปการศึกษารอบ 2 เรื่องของผู้สูงอายุ คนพิการ ซึ่งขณะนี้จะวางระบบที่ทุกคนมีการช่วยเหลือพื้นฐานจากรัฐ และเรากำลังขยับไปสู่ระบบสวัสดิการที่ชัดเจน จะมีกองทุนเงินออมอะไรต่าง ๆ ซึ่งกฎหมายจะเข้าสู่สภาฯ นโยบายเหล่านี้เดินหมด การช่วยเหลือเกษตรกร มีการพลิกจากการเป็นระบบจำนำมาเป็นระบบการประกันรายได้ ซึ่งทำให้คนได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น ถ้าเทียบจำนวนครัวเรือนหดหลายเท่าตัว เงินใช้เท่า ๆ กัน แล้วก็ขณะเดียวกันเป็นระบบซึ่งเป็นมิตรกับกลไกตลาด ซึ่งหมายความว่าทำให้ข้าวไทย สินค้าเกษตรไทย ซึ่งภายใต้ระบบจำนำกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เพราะว่าของแพงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากต้นทุนมันแพงขึ้น เริ่มจะแข่งขันกับประเทศอื่นไม่ได้ ตอนนี้ก็พลิกกลับมา
เพราะฉะนั้น นี่เป็นตัวอย่างนะครับว่าสิ่งที่อยากจะชี้ให้เห็นคือในภาพใหญ่ของประเทศเป็นอย่างไร รวมไปถึงภาพลักษณ์ของบทบาทของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ มาจนถึงเรื่องของตัววิกฤตเฉพาะหน้าคือวิกฤตเศรษฐกิจ และมาจนถึงเรื่องนโยบายเป็นเรื่อง ๆ ไป รัฐบาลก็เดินหน้า ถามว่ามีปัญหาไหมก็มี อย่างที่ผมบอกปัญหาการเมืองยังไม่จบ เราก็พยายามนะครับ แต่ว่ามันต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย เราก็จะพยายามต่อไป ปัญหาบางเรื่องก็มาเป็นตัวที่ทำให้ขณะนี้เกิดความกังวล สะดุดหยุดลง เช่น มาบตาพุด ก็กำลังเร่งแก้ไขปัญหา ระหว่างที่ผมอยู่ก็มีการเดินหน้าแก้ไขเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ก็มีความคืบหน้าไปพอสมควร วันพฤหัสบดีผมเข้าใจว่าผมจะนัดประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม และกติกาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็จะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
ผู้ดำเนินรายการ : แน่นอนนะคะว่าสิ่งที่จับตามองกันอยู่ตอนนี้ก็คือเรื่องของการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมาแล้ว จนถึงปัจจุบันนี้นะคะ การตอบรับของประชาชนที่ให้ความสนใจเข้ามาลงทะเบียนเป็นหนี้นอกระบบมากขึ้น แล้วก็ความตั้งใจของรัฐบาล เรามองว่านโยบายที่เราออกมาตรงนี้จะช่วยตอบโจทย์ให้กับพี่น้องประชาชนที่ถือว่าเป็นส่วนใหญ่ของประเทศเหมือนกันที่มีปัญหาตรงนี้ได้อย่างไรคะ
นายกรัฐมนตรี : คือเรื่องหนี้ มาตรการหนี้นอกระบบเป็นเพียงส่วนหนึ่ง และการตอบรับเท่าที่ผมทราบก็ตัวเลขประมาณ 200,000 คน ที่ได้เข้ามาขึ้นทะเบียน ขั้นต่อไปก็จะอยู่ในช่วงของการเจรจาที่จะโอนหนี้เข้ามา ซึ่งผมก็ได้ติดตามจากกระทรวงการคลังก็ยืนยันกับผมว่าหลาย ๆ ส่วนน่าจะทำได้ คือพยายามจะทำให้เร็วกว่าที่กรอบเวลาที่ประกาศไว้ แล้วก็มีกลไกที่จะเข้าไปช่วยดู เพราะว่าเรื่องนี้ต้องยอมรับว่าเกี่ยวกับเรื่องอิทธิพล เกี่ยวกับเรื่องอะไรต่าง ๆ ท่านรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.ธานี ก็เข้ามาทำงานในเรื่องนี้เต็มที่ ตรงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ว่าเรื่องหนี้ คือเราไม่ได้มองเฉพาะเรื่องตัวนี้ จริง ๆ การประกันรายได้เป็นมาตรการสำคัญอย่างหนึ่ง เพราะว่ามันเป็นรูปแบบที่เรากำลังจะบอกกับเกษตรกรว่า คุณทำการเกษตรแล้ว คุณไม่ขาดทุนเพราะถ้าคุณทำการเกษตรแล้วคุณขาดทุน ยังไงหนี้ก็ต้องเพิ่ม ถูกไหมครับ อันที่ 2 มาตรการอื่น ๆ เช่น กรณีกองทุนหมู่บ้าน เราก็กำลังแก้ไขโดยการที่เรามีการเติมเงิน กับการยืดเวลาการชำระหนี้ อย่างนี้เป็นต้น และรวมไปถึงการฝึกอาชีพภายใต้โครงการต่าง ๆ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของต้นกล้าอาชีพ ซึ่งตามเป้าหมายตามโครงการสามารถที่จะฝึกอาชีพให้คนได้ไปหลายแสนคนแล้ว แล้วก็หลายคนกลับไปประกอบอาชีพอิสระ ก็เป็นตัวช่วยให้เขาไม่อยู่ในวงจรของหนี้ แล้วก็รวมไปถึงการสานต่อโครงการ เช่น หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ซึ่งเดี๋ยววันนี้ตอนช่วงเย็น ผมจะไปเปิดงานโอทอปที่กรุงเทพฯ ซึ่งเราไม่ได้ทำเฉพาะในแง่ของการเปิดช่องทางการตลาด แต่กำลังเอาเรื่องของการเสริมความรู้ ระบบการรับรองคุณภาพมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะเป็นอีกตัวหนึ่ง ซึ่งดึงให้คนมีรายได้ มีโอกาส มีอาชีพ ซึ่งอันนี้จะเป็นคำตอบระยะยาว
สำหรับปัญหาหนี้
ผู้ดำเนินรายการ : ท่านนายกฯ พูดอย่างนี้สงสัยเราต้องเข้าเรื่องออม ๆ เพราะว่าพวกเรามาจากมันนี่ ชาแนล เศรษฐกิจเพื่อการลงทุน ท่านนายกฯ เรียนถามนิดหนึ่งเพราะว่าต่อไปฐานประชากรจะเปลี่ยนแล้ว พวกเราพวกเด็ก ๆ เขาอาจจะมีลูกน้อยลง และหาเลี้ยงครอบครัวได้น้อยลง แต่พวกเราก็ยังมีลูกที่จะส่งเสียได้ แต่ว่าฐานประชากรที่ชราภาพมันจะกว้างขึ้น ทีนี้สมมติเราไปแก้นอกระบบแล้ว และสร้างรายได้ให้กับประชากรแล้ว แต่ว่าทางด้านของคนชราที่จะเพิ่มมากขึ้น นอกจากเบี้ยยังชีพ 500 บาทที่เราให้สงสัยไม่พอแน่เลย รัฐบาลชุดนี้มีอะไรที่วางไว้สำหรับระยะยาวที่จะเป็นนโยบายที่เห็นได้ชัด
นายกรัฐมนตรี : แน่นอนครับ ตัวใหญ่ที่สุดนะครับที่เราจะทำคือเรื่องที่เรียกว่า กองทุนเงินออมแห่งชาติ ประเด็นคือว่าเรามองเห็นแล้วว่าในอนาคตสังคมของเราจะมีผู้สูงอายุมากขึ้น ปัจจุบันคนที่มีหลักประกันคือ 1. ข้าราชการ กับ 2. คนที่อยู่ในประกันสังคม 2 กลุ่มนี้รวมกันแล้วได้คนประมาณสัก 10 กว่าล้าน เพราะฉะนั้น ก็หมายความว่ามีคนอีกประมาณ 40 กว่าล้านซึ่งยังไม่มีหลักประกันอะไรเลย กองทุนเงินออมแห่งชาติ จะเข้ามาอุดช่องว่างตัวนี้ เพราะว่าต่อไปนี้คือว่าถ้าคนเริ่มออมเงิน รัฐบาลจะสมทบเงินให้ด้วย ตรงนี้ก็จะเป็นกองทุนใหม่ขึ้นมา และคนเหล่านี้ถึงวัยเกษียณก็จะมีเงินที่มารองรับกับการเกษียณอายุตัวเอง อันนี้คือการวางระบบสำหรับระยะยาวเพื่อรับกับสังคมผู้สูงอายุ ทีนี้ในเรื่องของเงินออม ก็คุยกับพิธีกร มันนี่ ชาแนล ก็อยากจะบอกว่าเราได้อนุมัติแผนแม่บททั้งในเรื่องของระบบสถาบันการเงิน และในเรื่องตลาดทุน ระบบสถาบันการเงินสิ่งที่เราต้องการจะเห็นคือว่า ความมีประสิทธิภาพและการแข่งขันที่สูงขึ้น เพราะฉะนั้น ตัวนี้จะวัดได้ก็คือว่าทำอย่างไรจะลดช่องว่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากกับเงินกู้ แล้วก็ขณะเดียวกันแผนพัฒนาตลาดทุนของเราต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนคือว่าส่งเสริมให้ประชาชนมองเห็นตลาดทุนเป็นช่องทางหนึ่งในการจะออมหรือลงทุนแล้วแต่จะเป็นมุมมอง และก็มีผลิตภัณฑ์ที่เข้าไปสู่ตลาด รวมทั้งการมีวัฒนธรรมส่งเสริมกองทุนเงินออม วัฒนธรรมการออมมากขึ้น และตลาดที่มีการแข่งขันมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ก็จะเป็นตัวที่ดึงจำนวนคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับตลาดทุนให้มากขึ้น ให้เป็นทางเลือก
ผู้ดำเนินรายการ : ต้องบอกว่าเริ่มมาตั้งแต่จุดเริ่มต้น แก้ไขหนี้ก่อน ถ้าคนไม่หนี้จะได้มีเงินออม และมีเงินออมเหลือค่อยเอาไปลงทุนต่อยอด แต่วันนี้ต้องบอกว่าเราแก้ไขไปส่วนหนึ่งแล้วสำหรับคนที่เป็นหนี้นอกระบบ แต่ในอนาคตสมมติว่าถึงแม้จะผ่านการอบรมแล้วก็ยังกลับไปเป็นหนี้อยู่ มีโอกาสไหมครับที่เราจะเพิ่มช่องทางให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ครับ
นายกรัฐมนตรี : คือมีอยู่ 2 ส่วน ส่วนหนึ่งคือเรากำลังเพิ่มศักยภาพให้เขา คือว่าคนที่ปัจจุบันเป็นหนี้แล้วก็มองไม่เห็นทางออก เพราะมองไม่เห็นลู่ทาง คือเรื่องหนี้เราไม่ได้พูดหรอกครับ เราแก้ตรงนั้นไป ว่ามันจะย้อนกลับมาหรือไม่อยู่ที่ว่าเขามีความพร้อมในการที่จะหารายได้หรือไม่ แล้วก็โครงการอย่างเช่น ต้นกล้าอาชีพ เดี๋ยวในช่วงที่ 2 ที่ผมจะคุยจะมีตัวอย่างเลยว่า คนซึ่งเคยไม่รู้จะทำอะไร ตอนนี้เปิดร้านตัดผมก็มี เปิดงานอิสระ ตั้งเป็นบริษัทรับจ้างทำความสะอาดอะไรต่าง ๆ คือมีลู่ทางซึ่งเกิดขึ้นมากมาย อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราต้องเดินหน้าทำ ในแง่ของการที่จะสร้างโอกาสให้กับเขา แต่ว่าตัวระบบตลาดทุนและตลาดเงินอันนี้ผมบอกเลยว่า มีคนจำนวนมากนะครับก็บ่นกับผม ว่าแก้ให้คนที่เป็นหนี้นอกระบบ เขาบอกไม่มีใครหรอกอยากมาเป็นหนี้นอกระบบ แต่ในระบบไม่เคยถามให้เขา ทำยังไงก็เข้าไม่ได้ รัฐบาลก็พยายามนะครับ ตอนนี้ก็มีโครงการสินเชื่อที่บอกว่า ฟาสต์แทร็ก แต่ว่าเอาข้อเท็จจริงก็ต้องยอมรับ หลายคนก็บ่นกับผมว่าเข้าโครงการไม่ได้ ติดเรื่องเงินประกัน หรือในที่สุดก็คือว่าขอกู้เท่านี้ แต่ธนาคารบอกให้แค่นี้ เขาบอกเขาไม่เอาดีกว่าให้แค่นี้ เพราะว่าเอาไปก็ทำอะไรไม่ได้ ดีไม่ดีเอาไปแล้วไม่ได้ไปทำเรื่องการประกอบอาชีพ ก็กลายเป็นหนี้เปล่า ๆ อันนี้ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ เพราะฉะนั้น การที่แก้หนี้ไม่ใช่นอกระบบอย่างเดียวครับ ระบบสถาบันการเงินต้องเข้าไปพยายามหาทางแก้ไขเรื่องนี้ด้วย
ผู้ดำเนินรายการ : คือท่านนายกฯ ต้องการที่จะให้ประชาชนทุกคนทุกระดับเข้าถึงเงินให้มากขึ้น ไม่ว่าจะผ่านในส่วนของสถาบันการเงิน หรือว่าตลาดทุน ทีนี้มีเรื่องหนี้อีกนะคะ เข้าใจนะคะรัฐบาลเมื่อสักครู่ท่านนายกฯ บอกว่าเข้ามาในช่วงของภาวะของความเชื่อมั่นของคนในประเทศ และวิกฤตต่างประเทศ และประเทศใหญ่ ๆ อย่างสหรัฐฯ หรือยุโรปกำลังซื้อก็ลดลงไป และมีปัญหาเรื่องรายได้จากการส่งออกอีก รัฐบาลก็เลยจำเป็นที่จะต้องกู้ยืมเงิน ไม่ว่าจากในประเทศเองหรือต่างประเทศ เพื่อใช้มากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็มีคำถามว่ารัฐบาลถูกกล่าวหาว่ากู้เงินรอบทิศเลย แล้วอย่างนี้จะเป็นภาระหนี้ให้กับคนรุ่นหลังหรือเปล่า คือหนี้ต่อหัวหนี้สาธารณะ ท่านจะตอบอย่างไรคะเรื่องนี้
นายกรัฐมนตรี : ผมต้องบอกก่อนนะครับว่า ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนี้ ผมยังนึกไม่ออกว่ามีประเทศไหนบ้างที่ไม่ต้องเป็นหนี้เพิ่มขึ้น แล้วก็วันนี้หลังจากที่เราตัดสินใจใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นเหตุผลนะครับว่าจริง ๆ ตอนแรกก่อนที่เราจะทำไทยเข้มแข็งคือมาตรการรอบแรกนี้ เป็นเหตุผลว่าทำไมเศรษฐกิจไม่ทรุด คือเรารักษากำลังซื้อในประเทศในประเทศ ซึ่งเราเห็นแนวโน้มนี้มาตั้งแต่ประมาณเมษายน พฤษภาคม หลังจากที่มาตรการนี้ออกประมาณเดือนมีนาคมนะครับ ทีนี้การลงทุนในเรื่องไทยเข้มแข็งนี้ จริงอยู่ครับเราต้องเป็นหนี้ แต่ว่าโครงการที่เรากำลังนำมาใช้นี้ จะเป็นถนนหนทางที่เห็นอยู่ จะเป็นเรื่องแหล่งน้ำ.จะเป็นการทำให้โรงเรียนหรือสถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลมีคุณภาพดีขึ้น ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องจำเป็นทั้งสิ้น แล้วก็เป็นจุดอ่อนของเราอยู่แล้ว ที่ถูกประเมิน ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ในเรื่องขีดความสามารถทางการแข่งขัน จะมองในมุมว่าต้นทุนโลจิสติกส์ หรือจะมองในแง่ที่ว่าทำไมคุณภาพของโรงเรียน ขาด
แคลนบุคลากร ขาดแคลนอุปกรณ์อะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นการลงทุนตรงนี้เป็นเรื่องจำเป็น สัดส่วนหนี้เราเพิ่มขึ้นไหม เพิ่ม ทุกประเทศทั่วโลกขณะนี้เพิ่มขึ้นหมด แต่ของเราเพิ่มมาอยู่ในระดับซึ่ง 1.ตามมาตรฐานสากลถือว่ายอมรับได้ 2.อยู่ในภาวะที่บริหารจัดการได้ แล้วพอตัวเลขของการเติบโตทางเศรษฐกิจกลับคืนมา สัดส่วนตรงนี้ก็จะค่อย ๆ ลดลง ซึ่งขณะนี้ทุกอย่างก็เดินไปในแนวนั้น ที่ตอนนี้ผมมีความกังวลเพิ่มเติมขึ้นมาจากกรณีของปัญหาความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นจากเรื่องมาบตาพุดก็เพียงแต่ว่า โดยหลักนี้บทบาทของรัฐตรงนี้ต้องเดินไปอีกสักประมาณปีหนึ่ง ในแง่การเป็นตัวจักร แต่เสร็จแล้วนี้เอกชนต้องมารับ มารับลูกไป แต่ว่าถ้าการลงทุนภาคเอกชนมีปัญหา หรือสะดุดลงมาก ก็อาจจะทำให้มีไม่เป็นไปตามเป้าที่เราวางไว้นะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้เราก็ต้องพยายามเร่งแก้ไข ก็เป็นเฉพาะจุดนั้น แต่ผมไม่คิดว่ากระทบในแง่ของความเสี่ยงในภาพรวมของสภาวะของการเป็นหนี้ของประเทศ แล้วก็อย่างที่ผมเรียนก็คือว่าขณะนี้ทุกประเทศทั่วโลกก็ต้องใช้แนวทางนี้ แต่ในทางกลับกันถ้าไม่ได้ทำ แล้วประเทศต่าง ๆ ถ้าไม่ได้ทำเหมือนกัน เศรษฐกิจก็จะไม่ฟื้นตัว ถามว่าเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัวจะเกิดอะไรขึ้นนะครับ ปรากฏว่าประเทศก็จะเป็นหนี้อยู่ดี ไม่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ผู้ดำเนินรายการ : ทีนี้แสดงว่ามาบตาพุดอาจจะทำให้ปีหน้าเศรษฐกิจที่ว่าจะดีขึ้น เร็วขึ้น อาจจะช้าลงไปอย่างนั้นหรือเปล่าคะท่านนายกฯ
นายกรัฐมนตรี : ก็กระทบบ้างนะครับ กระทบบ้าง ไม่ปฏิเสธครับ จะมาบอกว่าไม่กระทบเลยเป็นไปไม่ได้ ที่ผมให้ความสำคัญเป็นพิเศษก็คือว่าต้องเร่งมีความชัดเจน เพื่อให้ไม่กระทบกับ ไม่ใช่ 65 โครงการ แต่โครงการอีกไม่รู้กี่โครงการ ที่กำลังรอและตัดสินใจอยู่ว่าจะลงทุนหรือไม่ แล้วมาวิตกกังวลความไม่แน่นอน แต่ว่าผมคิดว่าความแน่นอนหรือความชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ผมคิดว่าอุตสาหกรรมต้องยอมรับมาตรฐานการตรวจสอบในเรื่องนี้ที่เข้มข้นขึ้น แล้วต้องยอมรับการเสียเวลาบ้าง แต่ว่าต้องมีความแน่นอน ปัญหาที่เกิดขึ้นคือเนื่องจากเป็นกฎหมายหรือว่าเป็นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายใหม่ และก็ดุลพินิจในเรื่องนี้ไม่ตรงกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นคือว่าความไม่แน่นอนมันเกิดขึ้น เนื่องจากรัฐบาลเข้าใจว่ากระบวนการตรงนี้ทำได้ ออกใบอนุญาตอะไรต่าง ๆ ฝ่ายเอกชนก็เข้ามาดำเนินการ เสร็จแล้วนี้พบว่าดุลพินิจของศาลก็คือบอกว่ามันไม่ได้ เมื่อไม่ได้ก็ต้องเคารพ เมื่อต้องระงับไปก็เลยมีผลกระทบกระเทือนก็ต้องเร่งแก้ตรงนี้ครับ
ผู้ดำเนินรายการ : แน่นอนนะคะว่าอาจจะไปเชื่อมโยงเหมือนกันนะคะกับการประชุมที่เกิดขึ้นที่โคเปนเฮเกนในครั้งนี้ที่ทั่วโลกนั้นก็ให้ความสนใจในระยะยาวด้วยเหมือนกันนะคะ แต่ผ่านมาแล้ว 1 ปีค่ะท่านนายกฯ เราได้เห็นมาตรการระยะสั้นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือค่าครองชีพ ระยะกลางเริ่มจะออกมาแล้ว ไทยเข้มแข็งต่าง ๆ เหล่านี้นะคะ หลังจากนี้ไปเรามีโครงการอะไรที่จะต้องสานต่อกันอีก หรือว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะพาเราเดินไปในทิศทางไหนกันบ้างคะ
นายกรัฐมนตรี : คือสิ่งที่ยังจะต้องทำต่อนะครับ จะเรียกว่าระยะกลางระยะยาว ซึ่งได้เห็นภาพบาง
ส่วนแล้วจาก 1 ปีที่ผ่านมา คือระบบสวัสดิการที่จะต้องมีความชัดเจนมากขึ้น
ผู้ดำเนินรายการ : กลุ่มไหนบ้างครับท่านนายกฯ
นายกรัฐมนตรี : เรากำลังจะพูดถึงว่า เรากำลังจะอุดช่องว่างจากคนที่ไม่มีหลักประกันเลยในชีวิต ที่ผมพูดถึง 40 กว่าล้านคน เรากำลังหาคำตอบให้คนทุกคนในประเทศไทย ว่าต่อไปเมื่อแก่เฒ่าจะมีหลักประกัน จะมีคนดูแล ซึ่งไม่ใช่ว่ามารับจากรัฐบาลอย่างเดียว แต่ว่าต้องมีการรับผิดชอบสมทบกันกับตัวเอง และรัฐบาลก็จะช่วยให้ อันนั้นก็เป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งซึ่งยังต้องทำต่อเนื่อง อันที่สองคือว่าภาพรวมของการเงินการคลัง อย่างที่เมื่อสักครู่นี้ตั้งข้อสังเกตเรื่องของหนี้ คงจะมีเรื่องของโครงสร้างด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องของภาษีที่ดิน ทรัพย์สินที่จะเอาเข้ามา ก็ต้องทำ แล้วก็ระบบของการลงทุนหรือการใช้จ่ายของภาครัฐก็ต้องมาเปลี่ยนแปลงกัน เราต้องยอมรับว่าในอนาคต เราไม่ต้องการเป็นประเทศที่เก็บภาษีสูง เพราะว่ายุคปัจจุบันถ้าเก็บภาษีสูงมันแข่งขันกับใครลำบาก คนก็จะหนีไปหมด ไม่คนหนีก็การลงทุนหนี เพราะฉะนั้นภาษีเก็บมากไม่ได้ เมื่อภาษีเก็บมากไม่ได้ก็แปลว่ารัฐบาลมีเงินจำกัด
ผมกำลังจะบอกว่ายุคต่อไปนี้เงินที่จำกัดนี้รัฐบาลต้องใช้จ่ายในสิ่งที่ภาคเอกชนเขาดูแลไม่ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องสวัสดิการสังคมนี้จะกลายเป็นรายจ่ายหลักของรัฐ คำถามก็เกิดขึ้นว่าเมื่อเป็นเช่นนั้นการลงทุนในเชิงเศรษฐกิจจะทำอย่างไร ก็ต้องหาคำตอบว่าเมื่อเป็นเช่นนั้นก็หมายความว่าการลงทุนทางเศรษฐกิจต้องอาศัยการเป็นหุ้นส่วนกับภาคเอกชน เป็นกติกาที่จะต้องเข้ามามากขึ้นนะครับ ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่เป็นความตั้งใจที่จะวางให้เกิดแนวทางเหล่านี้มีความชัดเจนมากขึ้น เพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างของบทบาทของรัฐต่อไประยะยาว ปีที่สองรัฐบาลจะเริ่มมีความชัดเจนในเรื่องเหล่านี้มากขึ้น
ผู้ดำเนินรายการ : ท่านนายกฯ ครับ ถ้าจะถามว่าวันนี้เราก็พยายามที่จะเพิ่มรายได้ให้กับประชากรในหลาย ๆ กลุ่ม ท่านนายกฯ พอจะพูดให้อุ่นใจได้ไหมครับว่าปีนี้วิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นแล้ว แต่เชื่อว่าผลกระทบไม่รุนแรงมากนักเพราะว่ารัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือหลายด้านทีเดียวนะครับ ในปีหน้าเงินในกระเป๋าสตางค์ของประชาชนทั่วไปอย่างเรานี้มีโอกาสจะเพิ่มขึ้นไหมครับท่านครับ
นายกรัฐมนตรี : ผมคิดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นแน่นอนนะครับปีหน้า ผมก็ไม่อยากจะตั้งไว้สูงเกินไปนะครับ แต่ว่าเอาว่าร้อยละ 3.5 นี้ทำได้
ผู้ดำเนินรายการ : แปลว่าเงินเราจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.5 หรือครับ
นายกรัฐมนตรี : ครับ ปีหน้านี้เราตั้งงบรายได้ของประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.5 ของคนทั้งประเทศนะครับ แต่ว่าการกระจายเราก็ต้องช่วยกันดูแลด้วย ทีนี้สิ่งที่เราเชื่อนะครับว่ากลับมาก็คือการส่งออก การท่องเที่ยว เพราะว่าการส่งออกปีนี้ทั้งปีน่าจะติดลบอยู่ที่ประมาณร้อยละ 13 นะครับ ผมเดาว่าประมาณนั้น ซึ่งก็ดูน่ากลัวครับถ้าพูดอย่างนี้ แต่ว่าเมื่อต้นปีมันติดลบ 27 - 28 เปอร์เซ็นต์อยู่ตลอดเวลา มาถึงวันนี้ก็เอาเฉลี่ยลงมาเหลือสักร้อยละ 13 ได้ ผมก็เชื่อว่า แล้วก็เรื่องการส่งออกถ้าดูตัวเลขเป็นรายเดือนนะครับ กลับไปเพิ่มขึ้นตลอดเวลา เพราะฉะนั้นก็จะเริ่มกลับมาเป็นบวกได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญเพราะว่าการส่งออก มูลค่าการส่งออกเทียบกับรายได้ของประเทศขณะนี้ก็ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปนะครับ สูงที่สุด
ทีนี้อันที่สองคือการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวจากเหตุการณ์การเมืองบ้าง จากเหตุการณ์เศรษฐกิจบ้าง ต้นปีนี้เขาตกใจกันมากนะครับ เพราะมันตกไปประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์หรือกว่านั้นนะครับ แล้วก็เลย บางคนก็บอกว่าตายแล้วนักท่องเที่ยวปีนี้จะเหลือสักสิบล้านคนอะไรอย่างนี้ จากปีที่แล้ว 14 กว่านะครับ แต่ว่าสุดท้ายตัวเลขล่าสุดนี้ผมคิดว่าเราน่าจะได้ใกล้เคียง 14 ล้าน
ผู้ดำเนินรายการ : 14 ล้านเลยหรือคะท่านนายกฯ
นายกรัฐมนตรี : ใกล้เคียงมากนะครับ คือถ้าหย่อนก็หย่อนไปนิดเดียว เพราะฉะนั้นก็ต้องถือว่าคนยังมาประเทศไทย แต่ว่าต้องบอกนะครับว่าข่าวร้ายก็คือว่ามา 14 ล้านก็จริงแต่ว่ามีแนวโน้ม 2 อย่าง คืออยู่สั้นลง ใช้เงินน้อยลง อันนี้ก็ยอมรับว่าเป็นผลสืบเนื่องมาจากตัววิกฤตเศรษฐกิจเองนะครับ แล้วก็อย่างบรรดาโรงแรมหรืออะไร ซึ่งลืมไปว่าอาจจะต้องลดราคาลงมามากหน่อย เขาก็ยังได้รับผลกระทบอยู่ แต่ว่าผมเชื่อว่าปีหน้านี้ถ้าเหตุการณ์บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ตรงนี้ก็จะเดินหน้าต่อได้
ผู้ดำเนินรายการ : ทั้งหมดของท่านนายกรัฐมนตรีนะคะที่ให้กับพี่น้องประชาชนนะคะ เราฟังดูแล้วมีของขวัญปีใหม่ค่ะ คุณพิชณุตม์คะ อย่างน้อย ๆ เงินเพิ่มนะคะปีหน้า
ผู้ดำเนินรายการ : ใช่แล้ว ท่านนายกฯ พูดชัดเลยนะครับว่าอย่างน้อยที่สุดถ้าจีดีพีโตปีหน้า 3.5 เปอร์เซ็นต์ ตีความได้เลยละครับว่าประชาชนคนไทยเฉลี่ย ๆ แล้วทั้งประเทศ ทุก ๆ 100 บาทที่คุณหารายได้เข้ามา จะกลายเป็น 103 บาท กับ 50 สตางค์นะครับ
ผู้ดำเนินรายการ : ใช่ค่ะ แล้วก็น้อง ๆ ที่ออมก็ไม่ต้องกลัวนะคะ ไม่ได้มีแค่เบี้ยยังชีพ 500 บาท
ผู้ดำเนินรายการ : น่าจะมีเพิ่มเติมนะครับ เพราะว่าต้องตอบโจทย์อีก 40 ล้านคนที่เหลือนะคะที่ท่านนายกฯ ต้องทำต่อไปในปีหน้าและก็อย่างที่คุณพิชณุตม์บอกว่า 3.50 บาท ก็ต้องเฉลี่ยออกมา
ผู้ดำเนินรายการ : เฉลี่ยจากจีดีพี ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าปีหน้า 3.5 เปอร์เซ็นต์
ผู้ดำเนินรายการ : ก็อย่างไรเหลือไว้เก็บออมด้วยแล้วกันสำหรับ 3.50 บาทนั้น
ผู้ดำเนินรายการ : ก็บอกคุณผู้ชมเลยนะครับว่าไม่ว่าจะเป็นโครงการหนี้นอกระบบ ที่ตอนนี้รัฐบาลนำมาใช้แล้วนี้ วันนี้เคลียร์หนี้ได้แล้ว ลอยตัว เบาตัว ขึ้นแล้ว หารายได้ให้มากขึ้นด้วย หาเงินให้ได้มากขึ้นครับ แล้วอย่าลืมนะครับว่ารายได้เอามาลบด้วยเงินออมก่อนนะครับ เหลือเท่าไรค่อยเป็นค่าใช้จ่ายนะครับ อย่าเอาไปลบค่าใช้จ่าย เหลือแล้วค่อยออม กลัวจะไม่เหลือนะครับ
ผู้ดำเนินรายการ : อันนี้ไม่ต้องกลัวนะคะ เพราะท่านนายกฯ บอกว่าเรื่องของประกันรายได้ของเกษตรกร แล้วก็ประมาณ 40 ล้านคนนะคะที่ไม่ได้อยู่ในระบบ เรื่องของการดูแลทางด้านของสวัสดิการ รัฐบาลจะเข้าไปช่วยเหลือตรงนี้ เต็มที่เลยนะคะ นอกเหนือจากเกษตรกรแล้วก็คงจะมีพี่น้องประชาชนที่ อาจจะเป็นแม่ค้าแม่ขายหรือพี่ ๆ ที่เป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้าง อันนี้ท่านนายกฯ ก็การันตีนะคะจะเข้าไปช่วยดูแลให้
ผู้ดำเนินรายการ : ได้ประโยชน์ทุก ๆ คนนะครับ บอกอย่างนี้ ฟังแล้วอุ่นใจจริง ๆ วันนี้
ผู้ดำเนินรายการ : ได้ของขวัญไปแล้ว แต่เราก็ได้ของขวัญเหมือนกัน จะต้องไปเปิดนะคะ ท่านนายกฯ ให้มากับมือเลย ถึงแม้จะอยู่คนละประเทศแต่ก็ให้มาเมื่อสักครู่นี้แล้ว
ผู้ดำเนินรายการ : นั่นก็คือความเชื่อมั่นนะคะที่ท่านนายกฯ ก็ได้สื่อสารส่งผ่านมายังรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ ค่ะ
ผู้ดำเนินรายการ : เอาละค่ะแล้วก็หมดหน้าที่ของเรา 3 คนนะคะ ซึ่งเรา 3 คนพิธีกรจาก Money Channel สถานีโทรทัศน์เพื่อเศรษฐกิจและการลงทุน แต่ว่าช่วงหน้านะคะอย่าเพิ่งเปลี่ยนช่องไปไหนค่ะ ท่านนายกรัฐมนตรีมีอะไรจะคุยให้กับคุณผู้ชมฟังกันนะคะ แต่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร สงสัยต้องรอช่วงหน้าแล้วนะคะ
ผู้ดำเนินรายการ : ใช่แล้วครับ อย่างไรเรา 3 คนลาไปก่อนสวัสดีครับ
นายกรัฐมนตรี : สวัสดีครับ ภาพที่ท่านผู้ชมได้ชมไปเมื่อสักครู่นะครับเป็นการบันทึกเอาไว้เมื่อวานนี้ครับ ตามเวลาที่เดนมาร์กก็เป็นช่วงประมาณ 9 โมงเช้า 10 โมงครับ ที่นี่ก็เป็นบ่าย 3 โมง 4 โมงเย็นนะครับ ซึ่งผมหลังจากที่ได้บันทึกเทปตรงนั้นก็ได้เดินทางไปที่สนามบิน แล้วก็เดินทางกลับมาที่กรุงเทพฯ มาถึงเมื่อเช้านี้ครับก่อน 7 โมงเช้าเล็กน้อยนะครับ และวันนี้ก็ยังมีภารกิจที่จะต้องไปเกือบทั้งวัน คือเสร็จจากการบันทึกรายการนี้แล้วจะไปที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นงานรณรงค์ครับ ตามเสื้อที่ใส่อยู่นี้ครับ เป็นปีแห่งความปลอดภัย 2553 ซึ่งก็เป็นเรื่องของการรณรงค์อย่างต่อเนื่องในเรื่องของการที่จะลดอุบัติเหตุ และในช่วงเย็นวันนี้เช่นเดียวกันครับ ที่เมืองทองธานีตามนี้ครับ OTOP CITY ศักดิ์ศรีแห่งภูมิปัญญาไทย งานซึ่งได้เริ่มต้นมาตั้งแต่เมื่อวาน และจะมีต่อเนื่องไปถึงวันที่ 27 ก็ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนนะครับ ได้ไปร่วมในงานนี้ด้วยครับ เพราะว่าเป็นการช่วยกันสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากชุมชน จากท้องถิ่นทุกพื้นที่ที่ได้มารวมตัวกัน ซึ่งเราจะพยายามจัดงานอย่างนี้ทั้งในช่วงกลางปีและในช่วงปลายปีของทุกปีครับ
สิ่งแรกที่คงจะต้องขอรายงานพี่น้องประชาชนก็คือว่า เมื่อสักครู่ที่ได้ชมการบันทึกเทปของการสนทนาผ่านมาทางระบบที่มีการเชื่อมโยงสัญญาณจากเดนมาร์ก ขณะนี้ที่พูดอยู่ในขณะนั้นการประชุมในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังไม่จบสิ้นนะครับ แต่หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงนะครับก็ได้จบลงไป ก็ต้องเรียนครับว่าผมเชื่อว่าหลายคนคงจะมีความรู้สึกผิดหวังนะครับว่า การประชุมครั้งนี้ในที่สุดยังไม่สามารถที่จะบรรลุข้อตกลงที่เป็นลักษณะของการผูกพันทางกฎหมายได้นะครับ แม้ว่าจะมีข้อตกลงที่ทางกลุ่มประเทศใหญ่ ๆ ไปเจรจาแสดงเจตนาทางการเมือง ซึ่งก็เป็นภาพรวมกว้าง ๆ นะครับ ข้อดีก็มีครับคือมีการตั้งเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนว่า จะจำกัดไม่ให้อุณหภูมิของโลกนั้นเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาในช่วงประมาณ 40 ปีข้างหน้านะครับ และก็จะมีระบบที่จะให้ทุกประเทศมาแสดงเจตนาชัดเจนว่าจะมีแผนการในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือว่ามีส่วนร่วมในการทำให้เกิดปัญหาโลกร้อนนี้จะทำกันอย่างไร แล้วก็มีการพูดถึงการมีกองทุนที่จะมาช่วยสนับสนุนประเทศที่กำลังพัฒนาที่จะทำงานทางด้านนี้นะครับ แล้วก็มีเงินที่มีการพูดกันว่าจะมีการใส่เข้ามา ในขณะนี้ใน 3 ปีข้างหน้าก็ประมาณ 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐนะครับ แต่ว่าข้อตกลงนั้นเป็นข้อตกลงซึ่งเป็นการแสดงเจตนาทางการเมือง เมื่อนำมาเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ซึ่งมีอำนาจที่แท้จริงในการที่จะบรรลุข้อตกลงต่าง ๆ นั้น มติในตอนที่ผมเดินทางออกมาก็เป็นเพียงการรับทราบนะครับ ไม่ได้มีการรับรอง เพราะฉะนั้นก็ต้องเรียนครับว่าบรรดาผู้นำของทุกประเทศยังต้องทำงานกันอย่างหนักครับ ที่จะช่วยกันผลักดันในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเรื่องของโลกร้อน เรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนะครับ ถ้าหากว่ายังอยู่ในสภาพเช่นนี้ก็ยังไม่มีความมั่นใจหรอกครับว่าจะสามารถที่จะปกป้องโลก ปกป้องอนาคตของลูกหลานของเราได้
ในส่วนของประเทศไทยนะครับสิ่งที่ผมจะดำเนินการต่อไปในการทำงานภายในประเทศ นอกเหนือจากเป้าหมายที่เมื่อสักครู่นี้ได้คุยไปแล้ว ก็คือเราคงจะต้องเร่งรัดในระบบการจัดทำข้อมูลและการติดตามครับ เพราะว่านี่จะเป็นหัวใจของการที่เราจะเพิ่มพูนการทำแผนงานทางด้านนี้ โดยได้รับการสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องด้านการเงินหรือว่าเรื่องของเทคโนโลยีได้นะครับ เพราะว่าการได้รับการสนับสนุนนั้นก็คงจะต้องขึ้นอยู่กับระบบการรายงานนะครับ ว่าแผนงานต่าง ๆ นั้นสามารถตรวจสอบได้ สามารถตรวจวัดได้ และก็มีรายงานกลับไปยังประเทศอื่น ๆ ด้วยนะครับ อันนั้นก็เป็นผลของการเดินทางไปประชุมที่กรุงโคเปนเฮเกนนะครับ
สำหรับสัปดาห์ที่ผ่านนะครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอแสดงความยินดีกับนักกีฬาไทยที่ได้ไปครองความเป็นเจ้าเหรียญทองครับ แม้ว่าครั้งนี้อาจจะสูสีเป็นการได้เป็นเจ้าเหรียญทองซึ่งต้องลุ้นกันพอสมควร แต่ก็ขอแสดงความยินดี แล้วก็คงจะมีโอกาสที่จะได้มาทบทวนนะครับสำหรับกีฬาต่าง ๆ ทั้งในส่วนที่ประสบความสำเร็จ ทั้งในส่วนที่อาจจะไม่เป็นไปตามเป้า เราก็ต้องมาช่วยกันดูเพื่อส่งเสริมสนับสนุนกันต่อไป
สำหรับงานของรัฐบาลในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานะครับ ผมอยากจะได้พูดถึงงานที่จริง ๆ แล้วก็คือว่าเกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนเกือบทุกคน นั่นก็คือมาตรการที่รัฐบาลดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนในเรื่องของการเพิ่มรายได้ลดรายจ่ายของพี่น้องประชาชน เริ่มต้นจากเรื่องของมาตรการที่เราเรียกกันว่า 6 มาตรการ แล้วลดลงมาเหลือ 5 มาตรการในปัจจุบันนะครับ มีการต่ออายุมาตรการเหล่านี้ไปอีก 3 เดือน เพียงแต่ว่ามีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดในกรณีของการใช้น้ำฟรีนะครับ เพราะว่าเดิมนั้นเราให้ 30 คิว ก็จะมีการลดลงมา เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะเป็นสิ่งที่เป็นความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยนะครับ และมาตรการครั้งนี้ที่ต่ออายุเพียง 3 เดือนนั้นก็เพื่อที่จะต้องเตือนพี่น้องประชาชนนะครับว่า มาตรการที่ทำกันมานี้ถึงขณะนี้ก็ต่อมาเป็นครั้งที่ 3 ที่ 4 นี้ครับเป็นมาตรการชั่วคราว และยังเป็นมาตรการซึ่งสร้างภาระในเชิงงบประมาณนะครับ เพียงแต่ว่าในช่วงรัฐบาลก่อนหน้านี้ก็ได้ใช้มาตรการเหล่านี้เพื่อบรรเทาปัญหาในเรื่องของของแพง แล้วก็ในปีที่ผ่านมาพอเศรษฐกิจได้รับผลกระทบ เศรษฐกิจตกต่ำถดถอย เราก็ได้ใช้มาตรการนี้เพื่อช่วยให้เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้ แต่ในอีก 3 เดือนข้างหน้านะครับ ถ้าหากว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวชัดเจนขึ้น แล้วปัญหาเรื่องของเงินเฟ้อหรือเรื่องของข้าวของ หรือราคาของสินค้าไม่เป็นปัญหานะครับ ก็คงจะต้องมีการพยายามที่จะปรับลดเพื่อลดภาระตรงนี้นะครับ เพราะว่างบประมาณในแต่ละรอบ แต่ละรอบนั้นก็ถือได้ว่าอยู่ในหลักเป็นหมื่นล้านทีเดียวนะครับ
อย่างไรก็ตามครับสำหรับพี่น้องประชาชนกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดนะครับ ที่วันนี้อยากจะคุยสักเล็กน้อยก็คือมาตรการในเรื่องของการประกันรายได้เกษตรกร ซึ่งทำกันมาอย่างต่อเนื่องนะครับ เอาเรื่องที่เป็นความคืบหน้าล่าสุดในส่วนของพี่น้องเกษตรกรที่ปลูกข้าวครับ คือในเรื่องของการทำสัญญากับพี่น้องเกษตรกรที่ได้ผ่านการทำประชาคมแล้วนี้ ปรากฏว่าเดิมเราตั้งใจว่าจะทำสัญญาให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 15 ธันวาคมนะครับ แต่ว่าโดยข้อเท็จจริงแล้วขณะนี้ยังมีตกหล่นอยู่นะครับ ซึ่งทาง ธ.ก.ส.นั้นก็จะเร่งทำให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 ธันวาคม ปัญหาที่เกิดขึ้นคือว่าขณะนี้ราคาข้าวดีขึ้น คือดีวันดีคืน เพราะฉะนั้นก็เริ่มมีเกษตรกรที่ร้องเรียนมาว่าความล่าช้าในการทำสัญญานี้ ทำให้เสียโอกาสในการใช้สิทธิ์นะครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้วประสงค์ที่จะใช้สิทธิ์ตั้งแต่ช่วง 15 วันแรกของเดือนนี้ เพราะฉะนั้นคณะรัฐมนตรีจึงมีมตินะครับว่า ในการประกาศราคาอ้างอิงวันที่ 16 นี้ก็ประกาศไปตามความเป็นจริงในเรื่องของราคาข้าวซึ่งเพิ่มขึ้นโดยลำดับ แต่เกษตรกรที่ทำสัญญาในช่วงตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคมจนถึงวันที่ 30 ธันวาคมครับ เวลาที่ใช้สิทธิ์นั้นเราจะคำนวณอัตราชดเชยให้ จากราคาอ้างอิงที่
ประกาศในช่วงวันที่ 1 - 15 ธันวาคมนะครับ อันนี้พี่น้องเกษตรกรจะได้สบายใจว่าความล่าช้าที่เกิดขึ้นจากการทำสัญญาของ ธ.ก.ส.นั้นไม่เป็นการไปตัดโอกาส หรือลดในเรื่องของค่าชดเชยที่จะได้รับนะครับในเรื่องของราคาข้าว
ส่วนในเรื่องของมันนะครับ และในเรื่องของข้าวที่มีประเด็นอยู่ขณะนี้ก็คือปัญหาเรื่องเพลี้ย ในส่วนของมัน
สำปะหลังนั้นมีการอนุมัติเงินงบประมาณในการช่วยเหลือโดยตรงในเรื่องนี้ 60 ล้านบาทนะครับ พร้อม ๆ กันในเรื่องของราคามันสำปะหลังที่ใช้ในเรื่องของการอ้างอิงในเรื่องของการชดเชย ก็จะมีการส่วนที่เราได้คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเพลี้ยนะครับ เพื่อที่จะเป็นการให้พี่น้องเกษตรกรได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐมากขึ้นด้วย อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งซึ่งได้มีการประกาศไปแล้ว ส่วนของข้าวนั้นขณะนี้ก็คือว่าคณะรัฐมนตรีมีมติให้การทำงานในเรื่องนี้ลงไปในระดับจังหวัดนะครับ ทั้งมาตรการในการช่วยเหลือ ทั้งมาตรการในการที่จะป้องกันปัญหานี้ต่อไป ซึ่งแต่ละจังหวัดนั้นก็จะมีการใช้เงินของจังหวัดเองเพื่อที่จะดำเนินการเรื่องนี้ได้อย่างทันท่วงที อันนี้ก็เป็นเรื่องของสถานการณ์ล่าสุดในเรื่องของการประกันรายได้
แต่ว่าที่น่าสนใจวันนี้ที่อยากจะนำเสนอด้วยก็คือว่า กรณีของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ครับ ซึ่งอาจจะถือได้ว่าเป็นตัวแรกที่ผ่านโครงการประกันรายได้ครั้งนี้ ก็ทำให้ขณะนี้เรามีตัวเลขหลังจากที่มีการสรุปโครงการแล้ว และก็สามารถนำไปเปรียบเทียบได้กับตอนที่เราเคยใช้มาตรการเรื่องของการจำนำพืชผล เพราะว่าหลายคนคงจำได้นะครับ พอรัฐบาลจะเริ่มการประกันรายได้นอกจากจะสงสัยว่าจะทำได้จริงหรือเปล่าแล้วนี้ ก็มีข้อสงสัยว่าเทียบกับเรื่องของจำนำแล้วจะเป็นอย่างไร ตัวเลขออกมาแล้วครับว่าในช่วงที่เรารับจำนำเรื่องของข้าวโพดจะมีผลผลิตทั้งสิ้น 4.2 ล้านตัน สำหรับปีนี้ผลผลผลิตออกมาเป็น 4.4 ล้านตัน ที่สำคัญก็คืออย่างนี้ครับว่าเกษตรกรที่สามารถเข้าสู่โครงการจำนำในเรื่องของข้าวโพดปี 51 - 52 จะมีเพียง 76,000 กว่ารายครับ แต่เกษตรกรที่สามารถมาใช้สิทธิในโครงการประกันรายได้มีเกือบ 400,000 รายครับ 39,000 กว่ารายขึ้นไป ขณะนี้ยังมีตกค้างยังไม่ได้ทำสัญญาอยู่บ้าง
ประเด็นก็คือว่าเห็นได้ชัดนะครับว่าตรงนี้หมายความว่าเราช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ถ้าคิดเป็นจำนวนคนหรือครัวเรือนนะครับ มากกว่ากันถึง 5 เท่า ยิ่งไปกว่านั้นครับถ้าเรามาดูในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ เราจะพบว่ากรณีของโครงการรับจำนำนั้น เงินที่ไปช่วยเหลือเกษตรกร พูดง่าย ๆ นะครับก็เป็นส่วนต่างละครับที่รัฐบาลไปแบกรับเป็นการขาดทุนมานี้ อยู่ที่ประมาณ 3,800 กว่าล้านนะครับ แต่ว่ามีค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าบริหารเพราะว่าการรับจำมีค่าบริหารของ ธ.ก.ส. มีค่าดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายของ อคส. และค่าใช้จ่ายในเรื่องการอบลดความชื้น ฝากเก็บ ค่ารมยา เสร็จสรรพแล้วมีค่าใช้จ่ายทางการบริหารเกือบ 2,000 ล้านบาท แต่พอเป็นโครงการประกันรายได้นะครับ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจะมีเพียง 200 กว่าล้านนะครับ 257 ล้าน เพราะฉะนั้นต่างกันเรียกว่าเกือบ 10 เท่า ในขณะที่เงินที่ใช้ในการจ่ายตรงไปยังเกษตรกรที่กดเงินและก็รับ อย่างที่พี่น้องประชาชนได้ติดตามจะเห็นนะครับ มีถึง 5,300 ล้านบาท
เพราะฉะนั้นเงินที่ไปช่วยเหลือเกษตรกรก็เป็นเงินก้อนใหญ่กว่า ค่าบริหารก็น้อยกว่า และก็ช่วยเหลือคนได้มากกว่ากันถึง 5 เท่านะครับ เสร็จสรรพแล้วค่าใช้จ่ายในโครงการรับจำนำออกมาปีที่แล้ว 5,700 กว่าล้าน ส่วนค่าใช้จ่ายในเรื่องของการประกันรายได้ออกมากที่ 5,500 กว่าล้าน เอาละครับถือว่าเท่ากันก็ยังว่าได้ แต่ว่าจะเห็นว่าในจำนวนเงินที่เท่ากันนั้น โครงการประกันรายได้นั้นส่งเงินต่อไปถึงเกษตรกรได้มากกว่ากันถึง 5 เท่านะครับ อันนี้ก็เป็นโครงการหนึ่งซึ่งอยากจะเรียนให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบถึงความสำเร็จของนโยบายในเรื่องของประกันรายได้
อีกโครงการหนึ่งครับที่คณะรัฐมนตรีได้รับทราบในช่วงที่ผ่านมานะครับว่ากำลังจะปิดโครงการเช่นเดียวกันก็คือ เรื่องของต้นกล้าอาชีพครับ ต้นกล้าอาชีพเป็นโครงการสำคัญนะครับเพราะว่าปัญหาที่เรากลัวมากที่สุดจากวิกฤตเศรษฐกิจก็คือปัญหาการว่างงาน เพราะฉะนั้นต้นกล้าอาชีพก็เป็นระบบที่เราเข้ามาฝึกอบรมทั้งคนที่ตกงาน ทั้งคนที่เพิ่งจบการศึกษา แล้วก็มีในส่วนของคนที่อาจจะถูกเลิกจ้างนะครับ ถ้าไม่มีมาตรการเข้าไปช่วยเหลือในเรื่องของการชะลอการเลิกจ้าง บวกกับการฝึกอบรม ตอนที่ตั้งเป้าในเรื่องของโครงการต้นกล้าอาชีพทั้งหมดนะครับ ตั้งใจว่าจะมีเป้าหมายในการฝึกอบรม 1 ปีนี้จะฝึกอบรมให้ได้ 500,000 คน โดยมีวงเงินทั้งสิ้นประมาณ 14,000 ล้านบาทครับ แต่ว่าเสร็จโครงการนะครับซึ่งจะไปเสร็จสิ้นเอาประมาณเดือนมีนาคม ขณะนี้เชื่อว่าจะสามารถที่จะฝึกอบรมคนได้ตามเป้า อาจจะเกินมาเล็กน้อยคือประมาณ 520,000 กว่าคนนะครับ ซึ่งความจริงตัวเลขล่าสุดในขณะนี้ดำเนินการไปแล้ว 400,000 กว่าคน แต่ว่างบประมาณที่ใช้นะครับจะใช้เพียงประมาณ 8,800 ล้านครับ เพราะฉะนั้นจะดำเนินการตามเป้าหมายในโครงการนี้ได้ทั้งหมด โดยใช้งบประมาณต่ำกว่าที่ตั้งไว้ถึง 5,000 กว่าล้าน ซึ่งอันนี้จะมีการส่งคืนและนำไปใช้ในโครงการอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อไปนะครับ
ความสำเร็จของโครงการนี้ก็คือว่า ในปัจจุบันอย่างที่เรียนนะครับว่า ผ่านไปแล้วประมาณ 400,000 กว่าคน แยกเป็นต้นกล้าอาชีพปกติซึ่งมีการฝึกอบรมตามปกติ 300,000 คนโดยประมาณ และมีต้นกล้าพิเศษซึ่งมีโครงการพิเศษที่ทำทั้งในเรื่องของการคืนครูให้นักเรียน ก็คือว่าฝึกอบรมไป 10,000 กว่าคนนะครับเพื่อที่จะไปช่วยงานธุรการในโรงเรียนทั่วประเทศในขณะนี้ มีเรื่องการไปสำรวจเรื่องของเกษตรกร การทำการเกษตรขึ้นทะเบียนอีก 7,000 กว่าคน ต้นกล้าพิเศษฝึกอบรมไปทั้งหมด 78,000 กว่าคน แล้วก็มีการชะลอการเลิกจ้างอีก 40,000 กว่าคน ซึ่งมีทั้งเรื่องของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แล้วก็มีทั้งตัวอย่างของธุรกิจเอกชนนะครับบางรายที่ได้เข้ามาร่วมโครงการนี้ อย่างเช่นประธานสภาอุตสาหกรรมภาคกลาง ก็ส่งเข้ามาร่วมในโครงการ และสามารถที่จะชะลอในเรื่องของการเลิกจ้าง และทำให้มีการลดต้นทุนและสามารถแข่งขันได้มากขึ้น เป็นธุรกิจทางด้านเซรามิกนะครับนี่ก็มีตัวอย่างอยู่ เสร็จสรรพแล้วจาก 400,000 กว่าคนขณะนี้ก็มีการติดตามในเรื่องของการมีรายได้ มีอาชีพ ก็บอกได้เลยนะครับว่าประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์โดยประมาณนี้ จะสามารถที่จะไปเป็นผู้ที่มีอาชีพหรือไปประกอบอาชีพได้ ซึ่งก็ทำให้เราสามารถแก้ปัญหาการว่างงานจากโครงการนี้ได้ถึงเกือบ 300,000 ตำแหน่งนะครับ อันนี้คือความสำเร็จของโครงการต้นกล้าอาชีพ
สำหรับปัญหาที่มีอยู่ในปัจจุบันนะครับจากโครงการต้นกล้าอาชีพ ก็จะมีการร้องเรียนเข้ามาถึงผมนะครับว่าการจ่ายเงินอุดหนุนในการประกอบอาชีพมีความล่าช้า อยากจะเรียนสถานะอย่างนี้ครับว่า จำนวนผู้เข้าอบรมแล้วก็กลับไปเพื่อที่จะไปประกอบอาชีพ และจะขอรับเงินสนับสนุนตรงนี้มีทั้งสิ้นประมาณ 163,000 กว่าคนนะครับ แล้วก็ส่งเอกสารเข้ามาเพื่อที่จะขอใช้สิทธิประมาณ 150,000 คน แต่ปรากฏว่ามีปัญหาในทางเอกสารเกือบ 40,000 คนครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็กำลังเร่งแก้ไขในเรื่องของปัญหาที่เอกสารไม่ครบหรือเอกสารผิด ส่วนใน 100,000 กว่าคนที่เอกสารถูกต้องนะครับ มีที่จ่ายไปแล้วประมาณ 97,000 ฉบับ และจะมีทยอยจ่ายได้ เข้าใจว่าในช่วงประมาณสัปดาห์ที่ผ่านมาได้อีก 13,000 กว่าฉบับนะครับ เพราะฉะนั้นก็ขอเรียนว่าจริง ๆ แล้วโครงการส่วนใหญ่ก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เพียงแต่ว่ายังมีในบางรายที่ค้างด้วยเรื่องของเอกสารผิดบ้าง และส่วนเอกสารถูกต้องนั้นก็กำลังเร่งทยอยจ่ายไป
ความจริงมีตัวอย่างของความสำเร็จของโครงการนี้นะครับ แต่ว่าเวลาไม่มีที่จะพูดคุยครับ เช่น ที่กลุ่มชาวบ้านที่อำเภอพลับพลาไชย จังหวัดบุรีรัมย์ มาฝึกอบรมและสามารถกลับไปใช้ความรู้ ทำเรื่องของการปลูกผักสวนครัว เลี้ยงกบเลี้ยงปลา ทำน้ำยาล้างจาน เป็นรายได้หลักรายได้เสริม มีตัวอย่างที่กรุงเทพฯ ครับ เอ่ยชื่อหน่อยก็ได้ครับคุณจิราภา ผ่องใส มาร่วมในหลักสูตรแม่บ้านมืออาชีพ เดิมตกงานนะครับ ปัจจุบันไปจัดตั้งบริษัทแม่บ้าน จ้างเพื่อนร่วมอบรม รับจ้างทำความสะอาดอาคารสถานที่ ตอนนี้ก็มีรายได้เป็นกอบเป็นกำนะครับ ก็เป็นอีกหนึ่งนโยบายนะครับที่อยากจะเรียนว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านได้มีการสรุป และเห็นได้ชัดว่ามีความสำเร็จ และความสำเร็จโครงการนี้ปัจจุบันไปถึงต่างประเทศนะครับ ได้รับรางวัลในเรื่องของโครงการหรือนโยบาย มีทั้งที่เกาหลีนะครับถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ ก็ได้ให้รางวัลในเรื่องนี้ แล้วก็มีที่ญี่ปุ่นได้ส่งคนมาดูเพื่อจะไปศึกษาเป็นแนวทางในการดำเนินโครงการในญี่ปุ่นต่อไป แล้วก็มีรางวัลจากออสเตรเลียด้วย อันนี้ก็เป็นงานของรัฐบาลในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
ความจริงมีเรื่องอื่น ๆ ครับตั้งใจจะคุย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่เราได้ประกาศยกเลิกกฎอัยการศึกใน 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสานความร่วมมือ ความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านนะครับ ซึ่งท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์อลงกรณ์ พลบุตร เดินทางไปที่พม่านะครับ แล้วก็มีแนวทางการพัฒนาโดยเฉพาะพื้นที่ต่อเนื่องไปจากจังหวัดกาญจนบุรีและภาคตะวันตกของประเทศไทย ก็คงจะต้องเป็นโอกาสต่อไปครับที่จะมาพูดคุยกันครับ
สุดท้ายครับก็ขอประชาสัมพันธ์เล็กน้อยครับว่าวันเสาร์ที่ 26 ธันวาคมครับ จะขอเชิญพี่น้องประชาชนร่วมเทิดพระเกียรติลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และชมคอนเสิร์ตขวัญข้าว ขวัญแผ่นดิน ซึ่งจะมีศิลปินลูกทุ่งมาร่วมกันในการแสดงคอนเสิร์ต และในงานจะมีการจำหน่ายข้าวสารคุณภาพดีราคายุติธรรม ตั้งแต่ 4 โมงเย็นเป็นต้นไปที่ท้องสนามหลวงครับ วันนี้เวลาหมดแล้วนะครับ สัปดาห์หน้ามาพบกันใหม่ในเชื่อมั่นประเทศไทยฯ ครับสวัสดีครับ
| |
ข้อมูลข่าวและที่มา
ผู้สื่อข่าว : วรรณวิไล ******* Rewriter : ชูชาติ เทศสีแดง สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ : http://thainews.prd.go.th
วันที่ข่าว : 20 ธันวาคม 2552
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
 |
|
 |
|
 |
|
 |
|
 |