เกี่ยวกับ NNT | ติดต่อเรา | แผนที่เว็บไซต์ | เข้าสู่ระบบ | ENG


รายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ.2552

รายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์”

วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ.2552

ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย

และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์

ช่วงที่ 1
สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพรักทุกท่านครับ กลับมาพบกันอีกครั้งนะครับเช้าวันอาทิตย์วันนี้วันที่ 13 ธันวาคม วันนี้เป็นวันสุดท้ายนะครับที่การจัดงานเฉลิมพระเกียรติในบริเวณถนนราชดำเนินกลางก็ดีหรือว่าที่ลานพระราชวังดุสิตก็ดี นะครับ ซึ่งจัดกันมาตั้งแต่วันที่ 3 และวันที่ 5 ธันวาคม นะครับ ซึ่งมีพี่น้องประชาชนพสกนิกรจำนวนมากคาดว่าประมาณวันหนึ่งหรือคืนหนึ่งเป็นแสนนะครับ ที่ได้ไปร่วมงาน
ผมเองก็ได้มีโอกาสไปชมการแสดงที่ลานพระราชวังดุสิต หรือ ลานพระบรมรูปทรงม้านะครับ เมื่อคืนวันที่ 10 ก็สวยสดงดงาม และก็ที่ประทับใจที่สุดก็คือการที่พี่น้องประชาชนจำนวนมากเลยนะครับ ได้เดินทางไปร่วมเพื่อที่จะถวายความจงรักภักดีและก็เป็นภาพที่สวยงามซึ่งผมเชื่อว่าสร้างความประทับใจให้กับทุกคน ที่ได้ไปร่วมงานและก็ได้หล่อหล่อมจิตใจของพี่น้องประชาชนคนไทยให้เป็นหนึ่งเดียวอีกครั้งหนึ่ง นะครับ คืนนี้เป็นคืนสุดท้าย เพราะฉะนั้นพี่น้องประชาชนที่ยังไม่ได้มีโอกาสนะครับไปชมไม่ว่าเป็นการแสดงที่ลานพระราชวังดุสิตก็ดี หรือตลอดถนนราชดำเนินกลางที่หน่วยงานกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ได้จัดขึ้นนะครับ มีทั้งนิทรรศการและก็กิจกรรมมากมายนั้น ก็ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกคนนะครับได้ไปร่วมงานในค่ำคืนวันนี้ซึ่งจะเป็นวันสุดท้ายที่จะมีการแสดงและก็คืนหรือค่ำวันนี้เช่นเดียวกันนะครับ ก็จะมีงานพิเศษอีกงานหนึ่งครับก็คืองานแสดง และก็ประกวดพลุ นะครับ เฉลิมพระเกียรติ ซึ่งจะจัดขึ้นที่เมืองทองธานี งานนี้ก็จะมีการแสดงพลุทั้งของไทยเอง ทั้งของจีน ทั้งของญี่ปุ่น ทั้งของเยอรมันนะครับ ก็คาดว่าเทคนิคที่จะนำมาใช้ และก็ความสวยสดงดงาม นั้นนะครับคงจะสร้างความประทับใจและก็ความสุข ให้กับพี่น้องประชาชน เช่นเดียวกันนะครับ
สัปดาห์ที่ผ่านมาครับ ผมอยากจะขอเล่าถึงงานสำคัญทางด้านการต่างประเทศนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่เกี่ยวข้องกับประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ท่านนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมๆกับได้มีการประชุมปรึกษาหารือ ที่เราเรียกว่าการปรึกษาหารือประจำปีนะครับ ซึ่งโดยเจตนารมณ์ก็คือว่า ต้องการที่จะให้นายกรัฐมนตรีของไทยและนายกรัฐมนตรีของมาเลเซียนั้น ได้พบปะกันทุกปีนะครับ เพื่อหารือข้อราชการในฐานะที่เป็นประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีความใกล้ชิดและก็มีประเด็นในเรื่องของความร่วมมือทางด้านต่างๆ ค่อนข้างมาก การปรึกษาหารือครั้งนี้ความจริงแล้วถึงแม้จะเรียกประจำปีนะครับ แต่ว่าปีก่อนก็ไม่ได้มีขึ้น
เพราะฉะนั้นปีนี้ ก็เป็นการพบปะครั้งสำคัญ รวมทั้งท่านนายกรัฐมนตรีมาเลเซียและผมนั้น เพิ่งเข้ามารับหน้าที่ในช่วงปีนี้ด้วย การพบปะกันนั้นหัวข้อที่ได้มีการหารือนั้นก็จะครอบคลุมทั้งในเรื่องของความมั่นคง และในเรื่องของเศรษฐกิจและความเชื่อมโยงทางด้านต่างๆ ที่น่ายินดีก็คือว่า ในการพบปะกันครั้งนี้ครับ ได้มีการเอาข้อตกลง หรือการเจรจาต่างๆ ซึ่งคั่งค้างอยู่ มาเป็นเวลาพอสมควร ในหลายๆเรื่อง และผมกับท่านนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เห็นพ้องต้องกันครับว่าสิ่งที่มีการเจรจาในเรื่องความร่วมมือ ในเรื่องบันทึกข้อตกลง ความเข้าใจ MOU หรือข้อตกลงที่เรียกชื่ออื่นๆ ที่ค้างอยู่นั่น จะดำเนินการให้แล้วเสร็จนะครับ คือจะทำให้ทัน ก่อนการประชุมในปีหน้าที่มาเลเซีย ซึ่งผมก็จะเดินทางไป
อยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า ข้อตกลงนั่นครอบคลุมมาก ในเรื่องของทางความมั่นคงนั่น ก็จะมีความร่วมมือที่เกี่ยวข้อง กับปัญหาที่เป็นปัญหาอาชญากรข้ามชาติ หรือ ปัญหาที่เป็นปัญหาที่มีลักษณะการข้ามพรมแดนมา เช่น ข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์
ซึ่งก็จะครอบคลุมในหลายๆเรื่องด้วยกัน ไปจนถึงเรื่องของการร่วมมือกันในเรื่องของการข่าว เพื่อป้องกันในเรื่องของปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด นะครับ และที่สำคัญก็คือว่า จะมีการนำเอาระบบ ฐานข้อมูลในเรื่องของบัตรประชาชน ของทั้งสองประเทศ มาแลกเปลี่ยนกัน เพราะว่าในปัจจุบันก็ยังมีปัญหาในเรื่องของคนสองสัญชาติที่ข้ามกลับไปกลับมา แล้วก็ใช้สัญชาติไทยเวลาอยู่ฝั่งนี้ สัญชาติมาเลเซียเวลาข้ามพรมแดนไป ก็ทำให้การติดตามผู้ที่กระทำความผิดในหลายๆเรื่อง มีความยากลำบาก แต่ว่าการตกลงที่จะใช้ฐานข้อมูลร่วมกันก็จะทำให้การติดตามบุคคลเหล่านี้และก็การแก้ไขปัญหาเรื่อง บุคคลสองสัญชาติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นอกจากนั้น ยังมีความตกลงที่จะเกี่ยวข้องกับเรื่องของการขนสินค้าหรือว่าการเดินทางผ่านแดน ไม่ว่าจะเป็นระหว่างสองประเทศด้วยกันเองหรือว่าข้ามไปสู่ประเทศที่สามก็จะได้มีการเร่งรัดในเรื่องของข้อตกลงความร่วมมือเหล่านี้เพื่อที่จะสามารถลงนามได้ในปีหน้า ในทางด้านของการศึกษา ก็เช่นเดียวกัน จะมีในเรื่องของความตกลงที่เกี่ยวข้องกับการอุดมศึกษา จะมีข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการกีฬา ข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนนะครับซึ่งจะนำไปสู่การแลกเปลี่ยน ความร่วมมือนะครับ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในแง่ของการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องประชาชน ของสองประเทศ เข้าหากันให้มีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น
แต่ว่าแน่นอนที่สุดครับปัญหาหนึ่งซึ่งได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากการเดินทางมาเยือนของนายกรัฐมนตรีมาเลเชียในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ก็คือ การจับตาดูเกี่ยวกับเรื่องของการแก้ไขปัญหาพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะว่าเป็นเรื่องซึ่งไม่เพียงแต่ประเทศไทย ประเทศมาเลเซีย แต่ว่านานาชาติ ก็ให้ความสนใจในเรื่องของท่าทีในเรื่องนี้
โดยเฉพาะก่อนหน้านี้มีการแสดงความคิดเห็นของทั้งนายกรัฐมนตรีมาเลเซียและของผมเอง ที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการแก้ไขปัญหา อยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า มีการประชุมร่วมกันนะครับและก็ก่อนที่จะมีการประชุมในคณะใหญ่ ระหว่างรัฐมนตรีของสองฝ่ายได้มีการพูดคุยกันในกลุ่มเล็ก ผมก็ได้อธิบายถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่รัฐบาลไทยกำลังดำเนินการอยู่
โดยเฉพาะการมุ่งเน้นในเรื่องของกระบวนการดำเนินการพัฒนา การมุ่งเน้นในเรื่องของการสร้างความยุติธรรม ซึ่งเป็นแนวทางซึ่งเปลี่ยนแปลง มาจากการดำเนินการในอดีตอย่างไร รวมไปถึงการที่เราได้เปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่นั่นสามารถมีส่วนร่วม สามารถที่จะรักษา อัตลักษณ์ วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ความเชื่อ วัฒนธรรมของเขาได้นะครับ ซึ่ง ท่านนายกรัฐมนตรีมาเลเซียนั่น ได้ยืนยันครับว่า ปัญหาที่พูดถึงกันอยู่ทั้งหมดนั่น มาเลเซียถือว่าเป็นปัญหาภายในประเทศของเรา แล้วก็แนวทางการแก้ไขปัญหาทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับเรา ในการที่จะตัดสินใจ
แต่การรับฟัง แนวทางที่รัฐบาลไทยกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ท่านได้แสดงออกว่า ท่านเห็นด้วย แนวทางที่ทำนี้น่าจะเป็นแนวทางที่ถูกต้อง และก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือตามที่เราจะร้องขอ แน่นอนในแง่ในเรื่องของการข่าว ในเรื่องของความมั่นคง ในเรื่องของการไม่อนุญาตให้คนกระทำความผิด ไปดำเนินการก็ไปดำเนินการ อะไรในพื้นที่มาเลเซียนั่น ท่านได้ยืนยันอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นผมเรียนว่า ตรงนี้ก็เป็นนิมิตหมายที่ดี
ขณะเดียวกันก็มีการทำความกระจ่างครับว่าก่อนหน้านี้มีการพูดถึงว่าท่านนายกรัฐมนตรีมาเลเซียไปแสดงความคิดเห็นว่าอยากจะให้มีเรื่องของการปกครองลักษณะที่เป็นพิเศษ จริงแล้วสิ่งที่ท่านหมายถึง ก็คือการกระจายอำนาจหรือการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมส่วนรูปแบบจะเป็นอย่างไรตราบเท่าที่อยู่ภายในรัฐธรรมนูญของประเทศไทยนะครับ กฏหมายไทยก็เป็นสิ่งที่ถือว่าสอดคล้องต้องกันในเชิงความคิดที่จะยอมรับกันได้ทุกฝ่าย นอกจากนั้น นายกรัฐมนตรีมาเลเซียเองก็ยังได้แสดงออกชัดเจนครับว่าต้องการให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ประณามความรุนแรงแล้วก็มีส่วนร่วมในการที่จะช่วยกันพัฒนา นำความสงบ นำความสันติสุขมาสู่พื้นที่ดังกล่าว
ที่พิเศษในการเดินทางมาครั้งนี้ ก็คือว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้เดินทางมาที่จังหวัดนราธิวาส พร้อมกับผม นะครับแล้วก็ได้ไปทำพิธีในการเปลี่ยนชื่อสะพานที่ข้ามแม่น้ำโกลกเป็นสะพานมิตรภาพ นอกจากนั้นแล้วยังได้มีการไปเยี่ยมโรงเรียนเพื่อดูโรงเรียนการสอน 2 หลักสูตร ซึ่งเป็นการแสดงออกให้เห็นถึงความพยายามของเรา และความจริงก็เป็นโรงเรียนของเอกชน ที่จะพยายามพัฒนาการศึกษา ให้กับเยาวชน โดยเปิดโอกาสให้มีหลักสูตรมีความหลากหลาย มีการสอนภาษา ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ ภาษามลายู ภาษาอารบิก นะครับ อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ครับ
นอกจากนั้นยังได้มีโอกาสได้ชมโครงการที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์พื้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของโครงการในตามพระราชดำริ หรือในส่วนของหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ โดยสรุปแล้วการเดินทางมาครั้งนี้ ได้มีส่วนสำคัญในกระชับความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศมาเลเซีย แล้วก็มีส่วนสำคัญด้วยในการที่จะมีกรอบความร่วมมือกันในการช่วยกันแก้ไขปัญหาต่างๆ รวมไปถึงมุมมองการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของเราด้วย
อีกประเทศหนึ่งนะครับที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านในสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้เดินทางไปร่วมในพิธีเปิดซีเกมส์ ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งการเดินทางไปนั่นส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่ารัฐบาลไทยเองก็ได้ให้ความสนับสนุนการเป็นเจ้าภาพของรัฐบาลลาว แล้วก็ได้มีส่วนสำคัญในการช่วยเตรียมความพร้อม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการก่อสร้าง สนามแข่งขันบางแห่ง ก็ต้องขอชมเชยนะครับว่าทาง สปป. ลาวนั่นได้จัดกีฬาซีเกมส์ โดยเฉพาะพิธีเปิดครั้งนี้นะครับได้อย่างน่าประทับใจมากและก็มีความพร้อมอย่างเต็มที่ผมแอบสอบถาม ท่านรองนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นประธานจัดงาน ท่านก็บอกว่าซักซ้อมกันมาเรียกว่าครึ่งปี และก็ในพิธีเปิดใช้คนแสดงมากถึง 8 พันคน เพราะฉะนั้นการเป็นเจ้าภาพของ สปป.ลาว ของการแข่งขันซีเกมส์ครั้งแรกครั้งนี้ ต้องถือว่าประสบความสำเร็จ ประเทศไทยได้ไปร่วมแสดงความยินดีแล้วก็เลยเป็นกรณีพิเศษไปครับ
เพราะว่ากลายเป็นว่าครั้งนี้การเปิดซีเกมส์นั่นมีผู้นำในกลุ่มประเทศที่เข้าร่วมแข่งขัน เข้าไปร่วมในพิธีเปิดนั่น มากที่สุด สำหรับการแข่งขันนั่นก็ธรรมดานะครับ มีแพ้มีชนะ ผมก็ทราบว่าพี่น้องคนไทยก็ผิดหวัง กับเรื่องของฟุตบอลแต่ว่าการแข่งขันในกีฬาอื่นๆในขณะนี้ ประเทศไทย ณ ขณะที่ผมพูดอยู่นี้เข้าใจว่ายังเป็นอันดับ 1 อยู่ ในเรื่องของเหรียญทอง เพราะฉะนั้นก็อย่าลืม ส่งกำลังใจไปหรือแม้กระทั่งเดินทางไป เพื่อช่วยเชียร์และช่วยสนับสนุนนักกีฬาไทย ให้ประสบความสำเร็จเป็นเจ้าเหรียญทองในการแข่งขันซีเกมส์ในครั้งนี้ด้วย
นั่นคืองานที่เกี่ยวข้องกับประเทศเพื่อนบ้าน งานต่างประเทศที่เกิดขึ้นในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาสำหรับงานในประเทศของเราเอง มีมติคณะรัฐมนตรีอยู่และก็งานอยู่หลายเรื่องซึ่งอยากจะเรียนให้ทราบ เรื่องแรกก็คือว่าการเตรียมการที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลปีใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เราจะต้องติดตามและก็ระมัดระวังเป็นพิเศษก็คือ ปัญหาในเรื่องของอุบัติเหตุ เพราะฉะนั้นก็มีการเริ่มต้นรณรงค์ ในเรื่องของการขับขี่ปลอดภัย ในช่วงของเทศกาลปีใหม่
ผมขอย้ำครับว่าจริงๆแล้วสาเหตุหลักนะครับ สาเหตุสำคัญของการสูญเสียที่เกิดขึ้น ในช่วงเทศกาลปีใหม่ หรือว่าเทศกาลอื่นๆนั้น มี 3 สาเหตุ ครับ สาเหตุแรก แน่นอนครับเรื่องของสุรา เพราะฉะนั้นการเดิมสุราและก็ไปขับรถ ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ซึ่งทุกฝ่ายต้องช่วยกันลด ประเด็นที่สองซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญก็คือเรื่องของการหลับใน เพราะฉะนั้นผู้ที่เดินทางรถพาหนะ ที่ร่วมกันเดินทางต้องคอยตรวจสอบ ตัวเอง ตรวจสอบคนขับอยู่ตลอดเวลา นะครับว่าไม่เผลอหลับใน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของอุบัติเหตุ ตามท้องถนน และก็ประการที่สามที่เห็นเรื่องของการสูญเสีย อยู่เป็นประจำนั่นก็คือ การใช้จักรยานยนต์และก็ไม่สวมหมวกนิรภัย
เพราะฉะนั้นเราพบตลอดเวลาครับว่า ตัวเลขความสูญเสียในช่วงเทศกาลนั่น ผู้ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ที่เกิดขึ้นจากจักรยานยนต์ส่วนใหญ่ ในท้องถนนที่เกิดขึ้นในเทศกาลนั่น ที่เสียชิวิตนั่นก็คือว่าไม่สวมหมวกนิรภัย เพราะนั้นการรณรงค์ในเรื่องนี้ ความจริงเราทำไม่ใช่เฉพาะในเรื่องของเทศกาล เท่านั่นนะครับแต่ว่า ขณะนี้เราถือเป็นวาระแห่งชาติ ที่ต้องการที่จะลดจำนวนอุบัติเหตุ และการสูญเสียจากการใช้ ท้องถนนและการสัญจรไปมาโดยตั้งเป้าเอาไว้นะครับว่าจำนวนอุบัติเหตุการสูญเสียนั่นต้องลดลงเหลือครึ่งหนึ่งนะครับในอีก 10 ปีข้างหน้า เพราะฉะนั้นในแต่ละปีจะลดไปประมาณนะครับคงจะมากกว่าร้อยละ 5 เพียงเล็กน้อย ซึ่งก็กำลังมีการดำเนินการรณรงค์อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันนะครับ เช่นเดียวกับทุกๆปีนะครับ เมื่อมีพี่น้องประชาชนเดินทางกันค่อนข้างมาก โดยเฉพาะออกจากกรุงเทพมหานครไปเที่ยวบ้าง หรือว่ากลับไปยังภูมิลำเนาบ้าง ก็มีการออกมติคณะรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยนะครับ ว่าจะมีการยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง โดยเฉพาะในสองเส้นทางสำคัญคือ ที่เราเรียกว่ามอเตอร์เวย์ กรุงเทพฯ – พัทยา และก็วงแหวนทางซีกของบางพลีไปถึงบางไทรนะครับ อันนี้ก็จะเป็นการลดหรือยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียม ซึ่งจะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคมไปจนถึงวันที่ 4 มกราคม อันนี้ก็คือในส่วนของงานที่เกี่ยวข้องกับการรณรงค์ในการลดอุบัติเหตุ และก็เตรียมรับมือกับการเดินทางที่จะเกิดขึ้นในช่วงของการฉลองเทศกาลปีใหม่
สำหรับงานทางด้านอื่นๆ นะครับ ที่จะมีการดำเนินการไปก็คงจะขอสั้นๆ สองเรื่องนะครับ ที่รัฐบาลได้แก้ไขปัญหาโดยเฉพาะเรื่องสิทธิของพี่น้องประชาชนนะครับ เรื่องแรกก็คือในกรณีปัญหาของ สปก. นะครับ ซึ่งในอดีตนั้นเนี่ย มีปัญหามาโดยตลอดว่า สปก. นั้นเป็นเอกสารสิทธิ์ซึ่งเราไม่อนุญาตให้มีการโอนกันได้ ยกเว้นตกทอดไปสู่ทายาท แต่ว่าในอดีตนั้นมีปัญหาอยู่ 2 ปัญหานั้น คือว่า กรณีที่มีทายาทหลายคนนะครับ ก็จะมีปัญหาเรื่องของการที่จะแบ่งที่ดิน และอีกปัญหาหนึ่งก็คือว่า ตามกฎหมาย สปก. นั้น การได้ที่ สปก. ไป ต้องไปทำการเกษตรเท่านั้นนะครับ แต่ว่าปัญหาเกิดขึ้นว่าถ้าตกทอดไปยังทายาท ทายาทไม่ประสงค์จะทำการเกษตรนั้น จะทำอย่างไร ครม. ก็ได้อนุมัติกฎที่จะแก้ไขปัญหาสองปัญหานี้นะครับ ปัญหาแรกก็ให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และก็ในส่วนที่สองก็คือว่าถ้าทายาทนั้นไม่ไปทำการเกษตร ก็จะมีการดำเนินการที่จะพูดง่ายๆ ก็คือว่า โอนหรือซื้อที่คืนมานะครับ มิฉะนั้นก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย สปก. ต่อไปนะครับ
ส่วนเรื่องที่สอง ก็เป็นกรณีของผู้ใช้แรงงานครับ ซึ่งมีความพยายามมาตลอดในการที่จะให้พี่น้องผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเราเรียกว่าเป็นแรงงานนอกระบบ ที่จะเข้ามาสู่ระบบประกันสังคม สิ่งที่ได้เป็นมติของคณะรัฐมนตรีไป เพื่อที่จะจูงใจให้พี่น้องที่ทำงานอิสระหรือเป็นแรงงานนอกระบบ เข้ามาสู่ระบบประกันสังคมนะครับ ก็คือ หนึ่งก็คือได้มีการเพิ่มสิทธิประโยชน์นะครับ ที่เดิมได้เพียงเรื่องการคลอดบุตร เรื่องของการตาย, ทุพลภาพนะครับ ตอนนี้ก็จะเป็นในเรื่องการรักษาพยาบาล ตอนนี้ก็จะเพิ่มเติมในเรื่องบำเหน็จชราภาพ ก็จะมีเงินทดแทนรายได้กรณีอยู่โรงพยาบาลเกิน 3 วันด้วย นอกจากนั้นครับ การสมทบเงินเข้าสู่กองทุนตามสิ่งที่เราเรียกว่ามาตรา 40 หรือของแรงงานกลุ่มนี้ ก่อนหน้านี้จะต้องจ่ายเป็นรายปี ต่อไปนี้ก็จะดำเนินการให้สามารถจ่ายเป็นรายเดือนได้ ก็เพื่อเป็นการจูงใจให้พี่น้องผู้ใช้แรงงานนั้นสามารถที่จะเข้ามาระบบประกันสังคมได้มากขึ้น ซึ่งเป็นเป้าหมายของรัฐบาลมาหลายยุคหลายสมัยครับ แต่พบว่ามีพี่น้องประชาชนที่เข้ามาใช้สิทธิ์หรือเข้ามาร่วมกับระบบประกันสังคมค่อนข้างน้อยอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นก็มีความพยายามที่จะขยายตรงนี้อย่างต่อเนื่องต่อไปนะครับ
สำหรับสัปดาห์หน้า ผมจะเดินทางไปที่โคเปเฮเกน เพื่อไปประชุมในเรื่องของปัญหาโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งก็จะเดินทางไปช่วงวันที่ 16 นะครับ ความจริงก็จะเป็นคืนวันที่ 16 แล้วก็จะเดินทางกลับมาในเช้าวันอาทิตย์ที่ 20 นะครับ ผมคิดว่ามาถึงแล้วก็คงจะสามารถมาพบปะกับพี่น้องประชาชนในรายการนี้ได้ตามปกตินะครับ การประชุมนี้ก็มีความสำคัญ ได้รับความสนใจ คาดว่าจะมีผู้นำประเทศต่างๆ ไปร่วมประชุมมากว่า 60 ประเทศนะครับ เพื่อที่จะหาทางบรรลุข้อตกลงที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหาโลกร้อนและปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้นะครับ
เช่นเดียวกันนะครับ ในสัปดาห์หน้า ผมก็จะเป็นประธานในการเปิดการประชุมสมัชชาสุขภาพ ซึ่งเป็นการประชุมสำคัญที่เชิญชวนพี่น้องประชาชนที่เป็นสมาชิกสมัชชาทั้งหลายเข้ามาพูดคุยในเรื่องของสุขภาพของคนไทยนะครับ แล้วก็จะมีข้อเสนอแนะที่ผ่านการระดมความคิดเห็นจากภาครัฐ, ภาคเอกชน, ภาคประชาชนที่จะนำสู่การนำเสนอต่อรัฐบาลในการทำนโยบายสาธารณะที่เป็นประโยชน์ หรือนโยบายที่เป็นมิตรกับการดูแลสุขภาพที่ดีของพี่น้องประชาชนคนไทยนะครับ
สัปดาห์นี้ในช่วงนี้เวลาหมอแล้วนะครับ จากนี้ไปก็เป็นภาพบรรยากาศที่ผมได้เดินทางไป ตลาดสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรีครับ ที่ไปนั้นก็เพราะว่าที่สามชุกนั้น ได้รับรางวัลจากยูเนสโก เป็นรางวัลที่ยกย่องในเรื่องของการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมนะครับ ก็ไปดูกันครับว่าที่สามชุกนั้นที่มีประวัติยาวนานมาร้อยปีนะครับ พี่น้องประชาชนในพื้นที่ในชุมชน ในท้องถิ่นได้แสดงออกถึงความเข้มแข็ง ความสามัคคี และพลิกวิกฤตที่เขาจะรื้อตลาดร้อยปีเมื่อประมาณ 8-9 ปีที่แล้วมาเป็นโอกาสที่เป็นแบบอย่างของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ก็ว่าได้นะครับ ไปดูบรรยากาศที่สามชุกกันครับ สำหรับสัปดาห์นี้ผมลาท่านผู้ชมไปก่อน สวัสดีครับ
ช่วงที่ 2

สารคดี “สามชุก ตลาด 100 ปี ตลาดมีชีวิต พิพิธภัณฑ์มีชีวา”

ตลาดมีชีวิต
บรรยาย: สามชุก ไม่ได้เป็นที่รู้จักเป็นเพียงชื่ออำเภอหนึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรีเท่านั้น แต่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในฐานะของชุมชนตลาดที่มีอายุเก่าแก่ร้อยกว่าปี ซึ่งยังคงสภาพและบรรยากาศของตลาดโบราณ สะท้อนผ่านของกินของใช้ บ้างช่องห้องแถว ตลอดจนวิถีการดำเนินชีวิตของคนในชุมชน อาคารไม้เก่าแก่ที่ตกแต่งด้วยไม้แกะสลักลวดลายสวยงาม พบเห็นได้สองข้างทางตลอดแนวทางเดิน ข้าวของเครื่องใช้, อาหารการกิน และสิ่งของต่างๆ วางขายอยู่เรียงราย วิถีชีวิตของผู้คนตามแบบขนบดั้งเดิม อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบเนื่องมาแต่อดีต ผ่านการบ่มเพาะมานานนับศตวรรษ สิ่งเหล่านี้คือมนต์เสน่ห์ที่ดึงดูดให้ผู้คนทั่วทุกสารทิศสนใจ และหลั่งไหลมาเยี่ยมเยือนตลาดเก่าแก่ที่ชื่อว่า สามชุก ตลาดร้อยปีแห่งนี้
พิพิธภัณฑ์มีชีวา
บรรยาย: กว่าจะมาเป็นตลาดสามชุกอย่างที่เราเห็นในทุกวันนี้ได้ ต้องย้อนไปในปี 2540 ห้องแถวไม้เก่าๆ เหล่านี้ ถูกทิ้งร้าง ปล่อยให้ชำรุดทรุดโทรม การค้าขายซบเซาจนเกือบจะรื้อถอน ชาวตลาดสามชุกซึ่งมองเห็นคุณค่าของประวัติศาสตร์ชุมชน ได้ร่วมกันระดมความคิด ฟื้นฟูเมืองเก่า แทนการสร้างเมืองใหม่ เกิดการรวมตัวเป็น “คณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์” เพื่อหาแนวทางอนุรักษ์ตลาดและที่อยู่อาศัย ซึ่งตกทอดมาหลายชั่วอายุคน อีกทั้งหาทางฟื้นฟูวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม
ผลแห่งความร่วมมือในชุมชนตลาดสามชุกนี้ ทำให้บ้านเรือนเก่าแก่ สถาปัตยกรรมอันงดงาม ขนมพื้นบ้าน อาหารขึ้นชื่อ บรรยากาศวิถีชีวิตที่เต็มไปด้วยอัธยาศรัยไมตรี ของพ่อค้าแม่ขายและคนในชุมชน กลับฟื้นขึ้นมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เสมือนพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งขนาดใหญ่ จนได้รับการขนานนามว่า “ตลาดมีชีวิต พิพิธภัณฑ์มีชีวา”
จากสามชุก ถึงยูเนสโก
บรรยาย: ความคิด ความตั้งใจของคนในชุมชน ทั้งเปี่ยมด้วยความรักความหวงแหนในถิ่นฐานบ้านเกิด อันเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงความสมัครสมานสามัคคี และความเข้มแข็งของคนในตลาดสามชุกนี่เอง ทำให้ในปี พ.ศ. 2552 องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ได้คัดเลือกให้ชุมชนสามชุก ตลาดเก่าร้อยปี ได้รับรางวัลอนุรักษ์ดี ในการประกวดโครงการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ประจำปี 2552 ซึ่งมีสถานที่เข้าประกวดในโครงการนี้ 48 แห่ง จาก 14 ประเทศ ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค รางวัลอันทรงคุณค่านี้ สร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวสามชุก รวมทั้งเป็นแบบอย่างในการส่งเสริมการอนุรักษ์และฟื้นฟูสถานที่ หรือเรื่องราวอื่นๆ ทางประวัติศาสตร์
รางวัลอันทรงคุณค่านี้ สร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวสามชุก รวมทั้งเป็นแบบอย่างในการส่งเสริมการอนุรักษ์และฟื้นฟู สถานที่และเรื่องราวสำคัญทางประวัติศาสตร์อื่นๆ ในประเทศ ให้คงอยู่คู่ชุมชน และประเทศชาติสืบไป

-------------------------บรรยากาศริมน้ำตลาดสามชุก เด็กยืนปรบมือร้องเพลง-------------------------------

พิธีกร (คุณนิรมล เมธีสุวกุล): สวัสดีค่ะ ขอต้อนรับเข้าสู่รายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯ นะคะ วันนี้เรามากันที่ตลาดสามชุก
เยาวชนตลาดสามชุก: ครับผม
พิธีกร: จังหวัดสุพรรณบุรีค่ะ วันนี้มาเพราะว่ามีกิจกรรมที่สำคัญมาก
เยาวชนตลาดสามชุก: ใช่ครับ
พิธีกร: รายการเชื่อมั่นประเทศไทย กับนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เรามาเยี่ยมเยียนสามชุกเนื่องในโอกาสที่ได้รับรางวัลอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ประจำปี 2552
เยาวชนตลาดสามชุก: ภูมิใจมากครับ
พิธีกร: วันนี้ดิฉันมาทำหน้าดำเนินรายการ เป็นพิธีกรเฉพาะกิจนะคะ แต่ว่าในขณะเดียวกันก็มีเด็กซึ่งก็จะปฏิบัติภารกิจอีกหลายอย่างในจุดต่างๆ ภารกิจต่างๆคือทำอะไร?
เยาวชนตลาดสามชุก: ภารกิจหลักๆ ของเราก็คือ นำนักท่องเที่ยว เที่ยวชมสามชุกตลาดร้อยปีของเรานะครับ
พิธีกร: ค่ะ แต่ละคนก็จะมีพื้นที่ๆ ตัวเองต้องรับผิดชอบ เราเรียกน้องๆ คณะนี้ว่า...
เยาวชนตลาดสามชุก: เป็นมัคคุเทศก์น้อยครับ

(เพลง)

พิธีกร: ชาวชุมชุนสามชุกเตรียมตัวขนาดไหนในวันนี้?
เยาวชนตลาดสามชุก: ก็เต็มที่, เต็มที่ค่ะ
พิธีกร: เต็มที่ขนาดไหนคะ
เยาวชนตลาดสามชุก: ใครมีความสามารถทางด้านไหนก็มาช่วยกัน
พิธีกร: ทั้งเด็กๆ ด้วยและผู้ใหญ่ด้วย ทุกวัยเลยใช่ไหม
เยาวชนตลาดสามชุก: ครับ, ค่ะ
พิธีกร: ก่อนที่เราจะรู้จักสามชุกมากไปกว่านี้นะคะ สมาชุกเขามีคำขวัญเพราะมากเลยและพิเศษมาก เพราะเป็นคำขวัญที่กวีใหญ่ของประเทศเราเขียนไว้ มันขึ้นต้นว่า...
เยาวชนตลาดสามชุก: “ถึงนามสามชุกถ้า ป่าดง เกรียงไร่ได้พ่ายลง แลกล้ำ เรือค้าเท่านั้นคง คอยเกรียงเรียงเอย รายจอดทอดท่าน้ำ นับฝ้ายขายของ”
พิธีกร: นั่นเป็นหลักฐานยืนยันว่า ตลาดสามชุกนี่มีมาตั้งแต่สมัยสุนทรภู่ คิดดูแล้วกัน แล้ววันนี้เราต้องมีกิจกรรมอีกหลายอย่างมากเลย เด็กๆ ไปประจำจุด ใครอยู่จุดไหนรู้แล้ว
เยาวชนตลาดสามชุก: ใช่ครับ
พิธีกร: จุดของพี่อยู่บนเวที บ๊าย บาย

(เพลง)

เยาวชนตลาดสามชุก: สวัสดีครับ ป้าหมูครับ วันนี้พวกเราสองคนก็มีคำถามครับ อยากจะถามว่าความรู้สึกของป้าหมูที่วันนี้ตลาดเราได้รับรางวัลสำคัญระดับโลกเลย ป้าหมูรู้สึกอย่างไรบ้างครับ?
ป้าหมู: มันก็เป็นความรู้สึกที่บรรยายได้ยากนะคะ เพราะว่าการทำงาน 10 ปีไม่ใช่งานง่ายๆ ที่กว่าเราจะมาถึงวันนี้ได้ คิดว่ามันเยี่ยมที่สุดเลยค่ะ
ชาวบ้าน: ก็ภูมิใจนะ ที่ตลาดได้รับรางวัล เราคนในชุมชนช่วยๆ กันน่ะ
ชาวบ้าน: ตอนแรกๆ ก็ไม่คิดว่าจะไกลถึงขนาดนี้ แต่พอได้รับจริงๆ ก็มีความภาคภูมิใจมากครับ
ชาวบ้าน: ดีใจมากครับ ที่มีวันนี้ขึ้นมาครับ
ชาวบ้าน: ไม่นึกไม่ฝันว่า บ้านเกิดของเราจะมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันถึงในระดับโลกค่ะ
ชาวบ้าน: พวกเธอรู้สึกอย่างไร อาม่าก็รู้สึกสองเท่า (เสียงฮา)
ชาวบ้าน: ถ้าชุมชนหลายๆ ชุมชนเป็นแบบสามชุกได้ ณ ปัจจุบันนี้ ชุมชนที่อยู่ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องอาศัยงบประมาณจากหน่วยไหน ลุกขึ้นมาด้วยตัวเองและก็สร้างผลงานด้วยตัวเองค่ะ
ชาวสามชุก: ผมภูมิใจที่สุด ส่วนตรงนี้นะครับคือส่วนที่ คือ อาชีพ คือการเลี้ยงดู ของชาวชุมชนเรา คือส่วนที่ภูมิใจที่สุดครับ

-------------------------ภาพ บรรยากาศงาน มีการตีกลองยาว-------------------------------

พิธีกร : ในตอนนี้นะค่ะขออนุญาต กราบเรียนเชิญ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขอต้อนรับท่านค่ะ
พิธีกร : ลำดับแรกขออนุญาต กราบเรียนเชิญท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวต้อนรับนายกรัฐมนตรี และคณะทุกท่าน ที่มาในวันนี้เรียนเชิญค่ะ
ผู้ว่าราชการจังหวัด : สามชุกในวันนี้ ได้กลับฟื้นคืนในอดีต และกำลังจะสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้แก่วัฒนธรรมชุมชนไทย ในที่ต่างๆ ซึ่งต้องขอกราบขอบคุณ ท่านนายกรัฐมนตรีที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยม และก็ได้มอบสิ่งดีๆ คือ พลังใจที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ มอบให้แก่ท่านสามชุกในวันนี้ ต้องขอกล่าวชอบคุณท่านด้วยความยินดียิ่งครับ
พิธีกร : เรื่องราวความทุกข์สุข ความเป็นมา ที่จะบอกเล่าโดยประธานคณะกรรมการฟื้นฟูตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์ คงจะเป็นคุณค่าที่ดี เพื่อที่จะให้แต่ละคนได้รับรู้รับทราบ และอาจจะนำบทเรียนไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาชุมชนดังเดิมของตนนะค่ะ
ประธานคณะกรรมการ ฟื้นฟูตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์ : กว่าจะมาถึงวันนี้เรา 10 ปีเต็มๆ นะครับ ปัจจุบันจากที่เราที่มักจะนอนขายกัน เดียวนี้ มีร้านค้าที่เปิดในช่วงเสาร์ อาทิตย์ และก็วันหยุด เนี้ยประมาณ 1,600 ร้าน เป็น คน อำเภอสามชุกเนี้ย ประมาณ 80 กว่า เปอร์เซ็นต์ เราก็พยายามรักษาอนุรักษ์ สิ่งที่เรามีอยู่ให้ดีที่สุด ถึงจะปรับปรุงยังไง ส่วนใหญ่ก็จะปรับปรุงไปในทิศทางเดิมให้หมดเลยนะครับ ก็อยากจะให้ทุกคน ทุกส่วนหน่ะ มีส่วนร่วม และช่วยกันคิด ช่วยกันทำ เพื่อสร้างสรรค์สามชุกให้ดีขึ้นครับ ขอบคุณมากครับ
พิธีกร : ชุมชนดั้งเดิมแบบสามชุก คงไม่ได้มีที่เดียวในสามชุกเท่านั้น เรื่องราว จะสามารถบอกเล่าได้ผ่านทางท่านรัฐมนตรีกระทรวงวัฒธรรม กราบเรียนเชิญท่านค่ะ
รัฐมนตรีกระทรวงวัฒธรรม : เรามีโครงการสร้างสภาวัฒนธรรมหมู่บ้าน สภาวัฒนธรรมตำบล แล้วก็ล่าสุดนี่เป็นโครงการที่รัฐบาลได้พลักดันขึ้นมาเรื่องของเศรษฐกิจ สร้างสรรค์ อยากฝากไปถึงชุมชนไทยทั่วประเทศ
ผมเชื่อมั่นในศักยภาพของทุกชุมชนทั่วประเทศ ถ้าหากว่าพี่น้องในชุมชนลุกขึ้นมานะครับ ทำเพื่อท่านเอง เราลุก ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตรวจสอบ ร่วมประเมินด้วยตัวของท่าน เพราะฉะนั้นผมอยากเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ทุกชุมชนไทยทั่วประเทศ
พิธีกร : ลำดับสำคัญนับจากนี้ คือ จะขอกราบเรียนเชิญท่านนายกรัฐมนตรี กล่าวทักทาย พี่น้องประชาชนชาวสามชุก และทุกๆ ท่าน ณ ที่นี้ และรวมทั้ง เผื่อท่านจะบอกเล่าเรื่องราวความคิด หรือสิ่งที่จะบอกเล่า ความคิดอยากจะสนับสนุนชุมชนดั่งเดิม เชิงการพัฒนาให้ยั่งยืน กราบเรียนเชิญค่ะ
นายกรัฐมนตรี : ครับ พี่น้องชาวสามชุกที่เคารพรักทุกท่านครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณพี่น้องนะครับที่มา ให้การต้อนรับคณะในวันนี้ ซึ่งเป็นวันที่พี่น้องทุกคนควรจะมีความภาคภูมิใจนะครับ เพราะเป็นวันที่ยูเนสโก ก็กำลังจะมา มอบรางวัลให้กับการที่ ที่นี่เป็นมรดกทางวัฒธรรมนะครับ
จริงๆ แล้วผมก็อยากจะเรียนว่า โลกของเราเนี้ย มีการเปลี่ยแปลงอยู่ตลอดเวลา ชุมชนอย่างสามชุก ซึ่งมีประวัติศาสตร์อย่างยาวนาน เป็นร้อยปีนะครับ ในเรื่องของการเป็นเมืองท่าของการค้าการขาย เพราะว่าสมัยก่อนก็ใช้เรื่องของการสัญจรทางน้ำเป็นหลัก ก็เติบโตรุ่งเรือง แต่ว่าโลกเปลี่ยนไป เรามาใช้ถนนหนทางการสัญจรทางบก ก็มีผลกระทบ
แต่ในความเปลี่ยนแปลงในทุกๆ เรื่อง หรือในทุกๆ ยุคนะครับ เราก็จะสังเกตนะครับว่า คนที่อยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง เนี้ยจะมีทางเลือกเสมอ ทางหนึ่งก็คือ พูดง่ายๆ ก็คือ กระแสมายังไงก็ ปล่อยให้กระแสพาไป แต่ขณะเดียวกันหลายพื้นที่เนี้ย ก็จะมีความรู้สึกว่า ถ้าปล่อยให้ ความเปลี่ยนแปลงที่มาจากข้างนอก มากำหนดทุกสิ่งทุกอย่าง มันก็เป็นความสูญเสียอย่างหนึ่ง ผมว่าทางเลือกที่สำคัญก็คือ ว่า คนในชุมชนนั้นสามารถที่จะอยู่กับความเปลี่ยนแปลง และก็พลิกสิ่งที่ของตัวเองมาใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนั้นด้วย
เพราะฉะนั้นสามชุกนี่ คือ ตัวอย่างที่ดีนะครับว่า เมื่อเกิด หรือ เรียกว่า วิกฤติ ประมาณสัก 9 หรือ 10 ปีที่แล้ว นะครับ เหมือนกับว่าจะต้องรื้อทิ้งหรือ ไม่ คือ แทนที่จะต่อต้านเฉยๆ เนี้ย ก็เป็นการมาคิดในเชิงสร้างสรรค์ และก็ด้วยความเข้มแข็งของชุมชน ด้วยความเข้มแข็งของท้องถิ่น ก็สามารถที่จะพลิกวิกฤติมาเป็นโอกาส สร้างสิ่งที่ขณะนี้ท่านรัฐมนตรีก็บอก เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไปแล้ว คือการใช้ทุนทางประวัติศาสตร์วัฒธรรม ให้เป็นประโยชน์ และก็วันนี้ ได้รับการยอมรับจากองค์กรในระดับโลก นะครับ
เพราะฉะนั้นวันนี้เป็นวันที่พี่น้องที่นี่มีความภาคภูมิใจ ผมเรียนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่ เราคงอยากเห็นเกิดขึ้นอีกหลายพื้นที่ แต่ว่าสิ่งที่ต้องย้ำเหมือนกันก็คือ ว่าไม่มีใครสามารถที่จะเนรมิตร หรือบังคับให้สิ่ง เหล่านี้เกิดขึ้นได้ นอกจากพี่น้องในแต่ละชุมชนในแต่ละท้องถิ่นเอง
จากนี้ไป สิ่งเราก็ต้องการจะเห็น ทั้งเมืองทั้งชุมชนที่มีประวัติศาสตร์ มีวัฒนธรรม สามารถที่จะยืนอยู่ได้ แล้วก็พลิกโอกาสของการเปลี่ยนแปลงให้เป็นประโยชน์ รัฐบาลทำหน้าที่ในลักษณะของการสนับสนุน อำนวยความสะดวก แต่ว่าคนที่จะต้องคิด คนที่จะต้องทำและเป็นหลักจริงๆ ชุมชน และพี่น้องประชาชนนะครับ
วันนี้ ผมมาก็มาเป็นกำลังใจแล้วก็มาร่วมแสดงความยินดี และก็เป็นโอกาสดีที่จะได้สัมผัส กับชุมชนแห่งนี้ก็อยาก จะขอขอบคุณพี่น้องประชาชน ขอบคุณทางชุมชนทางกรรมการ ทางท้องถิ่นนะครับ ซึ่งทำให้วันนี้เป็นความสำเร็จซึ่งควรจะเป็นความภาคภูมิใจไม่ใช่ เฉพาะสำหรับสามชุก แต่ว่าเป็นความภาคภูมิใจสำหรับ พี่น้องคนไทยโดยรวม ที่เราสามารถที่จะได้รับจากองค์กรยูเนสโกครับ
พิธีกร : ท่านผู้มีเกียรติค่ะ เข้าสู่ช่วงที่สำคัญที่สุดวันนี้ นั่นก็คือ การที่เรามาที่นี่ มาเพื่อที่จะมาร่วมแสดงความยินดีกับตลาดสามชุก ในโอกาสที่ได้รับ รางวัลจากองค์การ ยูเนสโก้ เรียก ว่า ยูเนสโก ชื่อ เต็ม ก็คือ องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒธรรมแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย
ตัวแทนยูเนสโก : This time is my great honor to officially present the 2009 award of merry of the UNESCO Asia-Pacific Heritage Awards for Culture Heritage Conservation to the Sam Chuk community and old market district. Congratulations once again and thank you very much.
พิธีกร : ขอบคุณค่ะ Thank you very much Miss Maria
(เสียงเพลง) กว่าจะถึงวันนี้ รางวัลดีจากยูเนสโก กว่าจะเติบโตต้องล้มลุกคลุกคลานแค่ไหน กว่าจะถึงฝั่งฝันต้องผ่านเรื่องราวมากมาย คอยรวมจิตใจสมที่ได้รางวัลดี

-------------บรรยากาศการเดินชมตลอดของท่านนายกรัฐมนตรี------------

นายกรัฐมนตรี : สวัสดีครับ สวัสดีครับ
ชาวบ้าน : รักมาก ฉันรักนายกรัฐมนตรีมากที่สุดเลย ขอกอดนายกรัฐมนตรีสักที ดูทุกวันเลย อาทิตย์ ดูทุกวันเลย นายกรัฐมนตรีสู้ๆน่ะ กอดใหญ่แล้ว กอดใหญ่แล้ว ดูทุกอาทิตย์ ดูทุกอาทิตย์เลย
พิธีกร : หลังจากเสร็จสิ้นพิธีอย่างเป็นทางการแล้วน่ะค่ะ ท่านนายกรัฐมนตรี ก็จะเดินชมตลาดค่ะ จุดแรกที่จะแวะ คือร้านกาแฟ ท่าเรือส่ง
ชาวบ้าน : นายกรัฐมนตรี ค่ะขอลายเซ็นหน่อยค่ะ หนูมาจากภูเก็ตค่ะ
นายกรัฐมนตรี : หา....โหทำไมมาไกลจัง
ชาวบ้าน : รักนายกรัฐมนตรีน่ะค่ะถึงได้มา
นายกรัฐมนตรี : สวัสดีน่ะครับ หวัดดีครับ เริ่มจากร้านกาแฟก่อนใช่ไหม
ชาวบ้าน : เชิญค่ะ เชิญค่ะ จะบอกท่านนายกรัฐมนตรี เตรียมตัวกันเต็มที่เลยค่ะ
นายกรัฐมนตรี : สวัสดีครับ ขายดี
พิธีกร : ไหนเขาลือกันว่าอร่อยที่สุดในประเทศไทย
ชาวบ้าน : ท่านชวนก็มาแล้วน่ะค่ะที่นี่
นายกรัฐมนตรี : ครับ ครับ สวัสดีครับ นี่สภากาแฟ หรือเปล่า(เสียงหัวเราะ)
ชาวบ้าน : ท่านนายกรัฐมนตรี เชิญนั่งเลยครับ ท่านนายกเชิญนั่งเลยค่ะ ท่านนายกรัฐมนตรีต้องดูที่ป้ายนู้นครับ ท่านชวน ท่านชวน
นายกรัฐมนตรี : อ้อ ครับ ครับ นานหรือยังเอ่ย นานไหม
ชาวบ้าน : ครับตอน นี้ค่ะโอเลี้ยงที่อร่อยที่สุดในโลก
นายกรัฐมนตรี : ครับขอบคุณครับ แล้วผมทานคนเดียวเหรอเนี้ย เอ้ามาทาน
พิธีกร : ใช่เจ้าของร้านไหม
นายกรัฐมนตรี : ได้ทานหรือยัง?
พิธีกร : โอ๊ยสารพัดสูตรเลยค่ะ ที่นี่มีสูตรที่ไม่น่าเชื่อ ดูผู้อาวุโสคนชงก่อนท่านนายกรัฐมนตรี
นายกรัฐมนตรี : อายุเท่าไหร่เอ่ย คนชงเนี้ย อายุเท่าไหร่ครับ
ชาวบ้าน : อายุ 74 ค่ะ
นายกรัฐมนตรี : ชงมากี่ปีแล้ว ครับ(เสียงหัวเราะ)เดี๋ยวเลยไม่ชงเลย เดี๋ยวเลยไม่ยอมชง
ชาวบ้าน : โห นายกรัฐมนตรีหล่อจังเลย ในโทรทัศน์ ไม่เห็นหล่อเลย
นายกรัฐมนตรี : ต้องโทษพวกนี้หล่ะครับ ถ่ายมาไม่ดี
ชาวบ้าน : สู้ตัวจริงไม่ได้ ตัวจริงหล่อกว่า สบายดีน่ะค่ะท่านให้กำลังใจค่ะ
นายกรัฐมนตรี : สบายดีครับ ได้ทานหรือยัง เนี้ยคนอื่นทานหมดแล้ว อร่อยมาก
ชาวบ้าน : ขอถ่ายรูปค่ะ
นายกรัฐมนตรี : อ้อ จะถ่ายรูปตรงนี้ กล้องอยู่ไหน
ชาวบ้าน : หลายๆ ท่าหน่อยน่ะแอม
นายกรัฐมนตรี : โห มีหลายท่าด้วยน่ะ (เสียงหัวเราะ)
ชาวบ้าน : โอโห้ ดีใจมากวันนี้ มีความสุข มีความสุข
นายกรัฐมนตรี : ครับ ขอบคุณครับ
ชาวบ้าน : แล้วนายกรัฐมนตรีต้องมาบ่อยๆน่ะ ให้กำลังใจด้วยน่ะ สู้ๆ
นายกรัฐมนตรี : ครับขอบคุณครับ ยายอายุเท่าไหร่แล้วเนี้ย
พิธีกร : พบปะชาวบ้านระหว่างทาง จุดหมายก็คือที่นี่หล่ะค่ะ บ้านขุนจำนง ท่านนายกรัฐมนตรีค่ะ ตัวแทนกลุ่มเด็กๆ อยากจะคุยกับท่าน
ตัวแทนนักเรียน : สวัสดีครับท่านนายกรัฐมนตรีก็ขอต้อนรับท่านสู่ตลาดสามชุก ตลาดร้อยปีน่ะครับ ที่นี้จะเป็นบ้านของท่านขุนจำนง จินดารัตน์น่ะครับ เดียวช่วงต่อไปเดี๋ยวผมขอเรียนเชิญท่านถ่านรูปคู่กับเจ้าของบ้านหลังนี้ซึ่งเป็นทายาทของท่านขุนจำนงค์ เรียนเชิญครับ
นายกรัฐมนตรี : สวัสดีครับ กี่ปีแล้วครับที่นี่
ชาวบ้าน : ก็ร้อยกว่าปีแล้วครับ
นายกรัฐมนตรี : ตรงไหนครับยืนตรงไหนเอ่ย ผมไปยืนข้างหลังเหรอ โทษน่ะครับ เอ้าเอาหล่ะ
ชาวบ้าน : ค่ะ ขอบคุณค่ะ
ประชาชน : ยินดีต้อนรับท่านเข้าสู่บ้านพิพิธพันธ์ขุนจำนง จินนารักษ์ ตรงจุดนี้ก็จะเป็นจุดที่แนะนำนักท่องเที่ยวทุกๆท่านเวลาที่มาสามชุกตลาดร้อยปีจะต้องมาจุดนี้จุดแรก ว่าจะแนะนำการเดินเที่ยวในตลาด เดินยังไงไม่หลง เดินยังไงให้ครบทุกซอย ตลาดเราก็จะแบ่งเป็นทั้งหมด 4 ซอยครับ นี้คือซอย 1 ซอย 2 คือซอยที่เราอยู่ และบ้านหลังนี้ ซอย 3 ซอย 4 แต่ละซอยก็จะมีร้านที่โดดเด่นแล้วก็แตกต่างกันออกไป
สำหรับบ้านหลังนี้ก็เป็นบ้านของท่านขุนจำนง จินนารักษ์ ท่านขุนจำนง จินนารักษ์ ท่านก็เป็นบุคคลสำคัญบุคคลหนึ่งของสามชุกตลาด100 ปีเรา ท่านเป็นที่รัก เป็นผู้ที่มีคุณธรรมเป็นที่รักของชาวตลาดเรา ถึงตอนนี้ท่านจะจากเราไปแล้ว แต่ว่าคุณงามความดีของท่านก็ยังเป็นที่เชิดชูของ 3 ชุกตลาด 100 ปี ก็เดี๋ยวพอเสร็จจากตรงนี้ใช่ไหมครับ ก็เรียนเชิญท่านนายกไปต่อที่ลานโพ ต่อไปก็เรียนเชิญเลยครับ
ชาวบ้าน : สวัสดีคะ
นายกรัฐมนตรี : สวัสดีครับ
ชาวบ้าน : ดิฉันพาหุรัต หอมวิมล นะคะ เป็นคณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์ เรียนเชิญท่านนายก ทำพิธีเปิดป้ายนิทรรศการ โอเคคะ เรียนเชิญท่านชมนิทรรศการด้านใน
ชาวบ้าน : เราจะมีวิทยากรที่แนะนำคณะเรื่องราวสามชุกโดย ท่านอาจารย์ปรีชา ทวีสุข
อาจารย์ปรีชา ทวีสุข : แนวคิดในการสนับสนุนการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมของตลาด ไม่เอาบ้านใดบ้านหนึ่ง เพื่อต้องการฟื้นฟูเศรษฐกิจ
นายกรัฐมนตรี : ทั้งหมดเจ้าของบ้านที่อยู่ทั้งหมดกี่คน รวมกันทั้งหมดเลย
อาจารย์ปรีชา ทวีสุข : 200 กว่าคนครัวเรือน
พิธีกร : เสร็จสิ้นแล้วก็เรียนเชิญท่านฝั่งนู้นนะคะ สมุดเซ็นเยี่ยม แล้วก็รับของที่ระลึกจากชุมชนคะ หลังจากนี้แล้วนะคะ ลำดับต่อไป เรียนเชิญท่านผู้ว่าราชการจังหวัดท่านสมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์ มอบของที่ระลึกให้แกท่านนายกรัฐมนตรี เรียนเชิญคะ มอบรูปภาพเป็นที่ระลึกแก่ท่านนายกอภิสิทธิ์ แล้วก็ลำดับต่อไปคะ เยี่ยมชมซอย 3 เล็กน้อย
มัคคุเทศก์1 : สวัสดีคะ ชื่อรัฐมน ทองช่ำคะ
มัคคุเทศก์2 : ผมเด็กทันยาลักษ์ วิทยาลักษณ์
มัคคุเทศก์1 : พวกเราเป็นมัคคุเทศก์ประจำอำเภอสามชุกนะคะ จะอธิบายในความเป็นมาของศาลหลักเมือง
มัคคุเทศก์2 : ประวัติของศาลหลักเมืองนะครับ ตอนแรกจะอยู่ทางตอนใต้ของ ตลาดสามชุกนะครับ ต่อมาตลาดสามชุกได้มีความเจริญรุ่งเรืองมากขึ้น คือผู้คนหนาแน่นมากขึ้น จึงย้ายมาสร้างตรงนี้ประมาณปีพ.ศ. 2467 ครับ ศาลหลักเมืองแห่งนี้นะคะ เป็นที่สักการบูชาของชาวตลาดสามชุกและผู้ที่มาติดต่อค้าขาย เพราะว่าในสมัยก่อน ตลาดของเราเป็นเมืองท่าในการค้าขาย จึงเป็นที่สักการบูชา เชิญท่านนายกสักการบูชาคะ
พิธีกร : หลังจากคารวะศาลเจ้าพ่อหลักเมืองที่สามชุกแล้วนะคะ ท่านนายกก็พบปะประชาชน เป็นโอกาสอันดีนะคะ ได้ชิมขนมหลายอย่างจากคนสามชุกเลย แต่สิ่งที่สำคัญก็คือเดียวจะไปเยี่ยมร้านโคกอันโอสถ แล้วก็จะไปดูร้านถ่ายรูปโบราณ
มัคคุเทศก์1 : สวัสดีคะ หนูเป็นมัคคุเทศก์น้อยอยู่ที่ร้านปู่มา ร้านปู่มาแห่งนี้มีจุดเด่น คือ เป็นร้านรับทำกรอบรูป และเป็นร้านรับทำไม้ชลุ จุดเด็นที่สำคัญก็คือ ร้านแห่งนี้เป็นร้านแฮนด์เมดคะ ของทุกชิ้นในร้านแห่งนี้เป็นทำมือทั้งหมด ภายในร้านก็มีกรอบรูปทำมือ แล้วก็ป้ายชื่อตระกุลของชาวจีน
นายกรัฐมนตรี : เป็นไม้อะไรครับ
เจ้าของร้าน : เป็นไม้สังเคราะห์ครับ ก็เป็นไม้ที่สามารถที่จะทำด้วยมือได้ง่ายขึ้น แล้วก็มีรูปของพระบรมฉายาลักษณ์ กระผมเตรียมไว้มอบให้ท่านด้วยครับ
นายกรัฐมนตรี : ขอบพระคุณมากครับ
เจ้าของร้าน : ท่านนายกมอบให้ท่านเลยครับ อันนี้ก็คือเราทำเกี่ยวกับป้ายตระกูลครับ พอดีอันนี้เป็นนามสกุลพระราชทาน พอดีของท่านมีประวัติอยู่ ลำดับนี้ครับ มอบเอกสารชิ้นนี้ให้กับท่านด้วย
นายกรัฐมนตรี : ครับขอบพระคุณครับ
มัคคุเทศก์1 : ขอบคุณคะ
มัคคุเทศก์2 : สวัสดีครับ ท่านนายกอภิสิทธ์ นี้ก็จะเป็นร้านขายยาจีน ยาไทยโบราณมีอายุกว่า 80 ปี สมุนไพรในร้านก็จะมีมากกว่า 800 ชนิดนะครับ
พิธีกร : ทำเองด้วยใช่ไหมคะ
<
B>มัคคุเทศก์ : ครับทำเองครับ และนี้ครับก็จะเป็นลังบดยาเก่าแก่ นี้ก็จะเป็นอาม่าเจ้าของร้าน ครับทดลองซักเล็กน้อย
นายกรัฐมนตรี : สวัสดีครับ
ชาวบ้าน : สามยาผสมถ้าเขย่าจะละลายในน้ำมัน
นายกรัฐมนตรี : อันนี้ทำที่นี้เลยหรอครับ ขอบคุณมากครับ
ชาวบ้าน : สวัสดีคะ หนูชื่อเดียร์คะ เราสองคนเป็นมัคคุเทศก์น้อยที่นี้คะ ร้านนี้นะคะคือร้านถ่ายรูปสีธรรมชาติ ร้านถ่ายรูปนี้สร้างขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 2493 อายุประมาณ 60 ปีคะ แล้วกล้องนี้นะคะ ส่งมาจากเยอรมันคะเป็นกล้องหีบไม้ เชิญเข้าไปดูด้านในคะ
เจ้าของร้าน : อันนี้เป็นตั้งแต่ปี 2493 คะ ร้านเราเปิดนะคะ กล้องตัวนี้มัน เชิญท่านถ่ายแป๊บนึง
พิธีกร : มาถึงร้านถ่ายรูปสีธรรมชาติก็ต้องมาถ่ายรูปไปแอบดูนายกคะ ท่านนายกคะ ร้านนี้กว่าจะได้รูปอีกเดือนครึ่งคะ ถือโอกาสเลยเพราะว่านี้เป็นจุดสุดท้ายแล้วที่ท่านนายกจะเดินชมตลาดสามชุก ก็คงจะให้ท่านนายกสรุปเรื่องราวต่างๆ ผ่านรายการเชื่อมั่นประเทศไทย กับนายกอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ จากการที่ได้มาเยือนสามชุกท่านมีความคิดเห็นประการใด ที่อยากจะสื่อสารให้คนอื่นบ้าง เชิญคะ
นายกรัฐมนตรี : ก็อยากจะบอกว่าดีใจแล้วก็ ภูมิใจ ภูมิใจคงไม่ใช่เฉพาะสำหรับ พี่น้องสามชุก ซึ่งคงจะทั้งดีใจและภูมิใจได้สามารถอนุรักษ์ ชีวิตความเป็นอยู่ แล้วก็ยังนอกเหนือจากอนุรักษ์แล้ว ยังสามารถกระตุ้นให้เกิดการพัฒนา คนเมื่อผมพูดคุยด้วยก็บอกว่า แต่ละเดือนมีคนมาก็เยอะมาก ซึ่งก็เป็นห่วงเหมือนกันว่า อีกหน่อยถ้ามากันเยอะๆ จะรับไหวหรือป่าว แต่ว่าสำหรับผมก็ดีใจแล้วก็ภูมิใจด้วยว่า นี้คือสิ่งที่ประเทศไทยเรามีอยู่ ตามภาคต่างๆ ตามจังหวัดต่างๆ มีชุมชนซึ่งมีความเข้มแข็ง มีภูมิทางวัฒนธรรม และก็หวังที่จะเห็นพี่น้องในพื้นที่อื่นๆ ได้แสดงออกถึงความสามัคคี และก็ความเข้มแข็งที่จะทำให้ชุมชนของตัวเองรักษาเอกลักษณ์และก็สามารถที่จะก้าวไปกับกระบวนการพัฒนาได้
พิธีกร : ท่านมีอะไรที่อยากจะปรึกษา อย่างวันนี้เรามาเราก็ได้พูดคุยกับ เรื่องราวเกี่ยวกับสามชุก ตอนนี้ได้เห็นเป็นตัวอย่างเป็นรูปธรรม แต่มันคงมีชุมชนดั่งเดิมแบบนี้อีกมาก หลายที่หลายแห่ง ที่ท่านนายกอาจจะสื่อสารด้วย รวมทั้งการช่วยกันจัดการ
นายกรัฐมนตรี : ก็อย่างที่ผมได้พูดบนเวทีเมื่อสักครู่ ผมเชื่อว่ามีอีกหลายที่ แต่ว่ามันไม่มีสูตรสำเร็จ แต่ละที่ก็ต้องค้นหา สิ่งที่ตัวเองมีคนหาวิธีการ ที่จะจัดการด้วยซึ่งถ้าประชาชนและชุมชนเข้มแข็งผมเชื่อว่าทำได้
พิธีกร : จริงๆ แล้วตลอดเวลาเดินทางของท่านต้องพบเห็นชุมชนเข้มแข็งมาก แล้วก็หลายพื้นที่ มนก็คงมีปัจจัยอะไรหลายๆ อย่าง
นายกรัฐมนตรี : ก็ดีใจครับว่า คนรุ่นใหม่ เค้าก็มาทำหน้าที่ด้วย
พิธีกร : เดินด้วยกันเลย เชิญ
นายกรัฐมนตรี : คือ ไม่ได้เป็นเรื่องของคนรุ่นเก่าแก่เท่านั้น แต่มันมีการสืบทอดมาใช่ไหมครับ อย่างเมื่อกี้ที่ถ่ายรูปก็บอกว่ารุ่น 2 แล้ว ถามว่าเรียนจากใคร เรียนจากคุณพ่อ โดยที่ไม่ต้องไปเรียนที่อื่นเลย เป็นการถ่ายทอดความรู้ ถ่ายทอดความสามารถทางอาชีพวิชาชีพได้ แล้วก็ตอนนี้ที่ให้น้องๆ เข้ามาเป็นตัวนำก็แสดงให้เห็นว่าเรากำลังจะถ่ายทอด คือ มีคนที่จะสืบต่อสืบสาน
พิธีกร : ก็มันสะท้อนให้เห็นถึงสักยภาพของคนในชุมชน เป็นตัวอย่างมาก
นายกรัฐมนตรี : ก็ผมคิดว่าคือเราจะเห็นว่าจริงๆ เรื่องดีๆที่มันมีอยู่ในบ้านเมืองเรา แต่บางทีเรามองข้าม บางทีเราไม่ได้ค้นหา บางทีก็อาจจะต้อง มีเรื่องมีราว มีวิกฤตขึ้นมา แล้วเกิดการรวมตัวกันได้ แต่ว่าไม่ใช่ว่ามีวิกฤตแล้วจะได้ทุกคนทุกที่ ขณะนี้ก็ต้องแสดงความชื่นชมพี่น้องที่นี้ เพราะในที่สุดก็ได้สามารถ ทึ่จะรวมตัวกันได้
พิธีกร : แล้วก็สิ่งหนึ่งที่เป็นส่วนสำคัญที่สามชุกก็คือ คนทุกวัยร่วมมือกัน เด็กๆจบตรงนี้เลย เด็กๆ จะส่งด้วยเรื่องราวพิเศษสักอย่างหนึ่ง วันนี้เราก็ปิดรายการ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ ตรงนี้เลย บริเวณทางออกตลาดสามชุก

-------------------------เพลงยกย่องตลาดสามชุก ปิดรายการ-------------------------------


 
ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : สมรรถชัย วงษ์พันธุ์   Rewriter : พรภัสสร ปิ่นสกุล
สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ : http://thainews.prd.go.th



 วันที่ข่าว : 13 ธันวาคม 2552