รายการ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์
วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2552
ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย
และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์
พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในการเสด็จออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง เนื่องในพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 82 พรรษา 5 ธันวาคม 2552 ความว่า
ขอขอบพระทัยและขอบใจท่านทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง ที่มีไมตรีจิตพรั่งพร้อมกันมาให้พรวันเกิด ด้วยถ้อยคำที่เลือกสรรมาจากใจจริง ซึ่งปรารถนาดีมุ่งหมายให้ข้าพเจ้ามีความสุข ความสวัสดี โดยประการต่างๆ ความสุข ความสวัสดีของข้าพเจ้าจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยบ้านเมืองของเรามีความเจริญ มั่นคง เป็นปกติสุข ความเจริญมั่นคงทั้งนั้น จะสำเร็จผลเป็นจริงไปได้ ก็ด้วยทุกคนทุกฝ่ายในชาติมุ่งที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้เต็มกำลัง ด้วยสติ รู้ตัว ด้วยปัญญา รู้ผิด และด้วยความสุจริต จริงใจ โดยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมยิ่งกว่าส่วนอื่น จึงขอให้ท่านทั้งหลายในที่นี้ ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่สำคัญอยู่ในสถาบันหลักของประเทศ และชาวไทยทุกคน หมู่เหล่า ทำความเข้าใจในหน้าที่ของตนให้กระจ่าง แล้วทำตั้งจิต ตั้งใจ ให้เที่ยงตรงหนักแน่น ที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เพื่อให้สำเร็จประโยชน์ส่วนรวมอันไพบูลย์ คือ ชาติ บ้านเมือง อันเป็นถิ่นที่อยู่ที่ทำกินของเรา มีความเจริญ มั่นคง ยั่งยืนไป ขออำนาจแห่งคุณพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองรักษาท่านให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากภัย และอำนวยสุขสิริสวัสดิ์ พิพัฒนมงคลให้สัมฤทธิผลขึ้นแก่ท่าน ทั่วหน้ากัน
ผู้ดำเนินรายการ : สวัสดีครับท่านผู้ชมครับขอต้อนรับสู่รายการ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ ผมยงยุทธ มัยลาภ ได้รับเกียรติให้มาเป็นผู้ดำเนินรายการ และก็เรียนถามท่านนายกรัฐมนตรีถึงปัญหาเรื่องราวของการดำเนินงานของรัฐบาล ภารกิจต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมานะครับ เมื่อสักครู่ที่จบไปก็เป็นมิวสิควีดิโอเพลงพระราชนิพนธ์สายฝนนะครับ รวมถึงประมวลภาพพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งถือว่าในช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งที่ประชาชนคนไทยต่างเฉลิมฉลองในวโรกาสสำคัญนะครับ วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ 82 พรรษา 5 ธันวาคม 2552 พร้อมทั้งมีภาพของกระแสพระราชดำรัสของพระองค์ท่านนะครับ ซึ่งเป็นพิธีออกมหาสมาคมของพระองค์ที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เมื่อวานนี้ ในช่วงนี้เรามาเรียนถามท่านนายกรัฐมนตรีถึงเรื่องราวของรัฐบาล และก็ภารกิจของรัฐบาลในช่วงเวลานี้ครับ สวัสดีครับท่านครับ ในกระแสพระราชดำรัสที่เราได้นำเสนอท่านผู้ชมไปเมื่อสักครู่นี้นะครับ ท่านมีความรู้สึกอย่างไรกับการที่พระองค์ท่านได้ทรงมีรับสั่งครับ
นายกรัฐมนตรี : ผมคิดว่าสิ่งที่ผมอยากจะเห็นเกิดขึ้นก็คือว่า ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือว่าพี่น้องประชาชนคนไทยทั่วไปได้น้อมนำกระแสพระราชดำรัสนะครับ รับใส่เกล้าใส่กระหม่อม และนำไปปฏิบัติ ในส่วนของรัฐบาลนั้นพระองค์ท่านได้รับสั่งชัดเจนนะครับว่า ในเรื่องของบุคคลที่มีตำแหน่งหน้าที่ต่าง ๆ ก็ให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต แล้วก็ทุ่มเท ใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ซึ่งผมคิดว่าไม่ว่าใครจะอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ใดก็ตาม สามารถที่จะน้อมนำกระแสพระราชดำรัสไปปฏิบัติได้ แต่ว่าที่ผมคิดว่าพวกเราทุกคนคงจะต้องมาช่วยกันเต็มที่คือว่า พระองค์ท่านได้รับสั่งว่า มีพี่น้องประชาชน และมีผู้แทนของพี่น้องประชาชนได้นำถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา และพระองค์ท่านก็รับสั่งว่าที่ถวายพระพรให้พระองค์ท่านมีความสุขจะเกิดขึ้นได้บ้านเมืองต้องมีความปกติสุข และมั่นคง ผมคิดว่าอันนี้คือหน้าที่สำคัญที่สุดของพวกเราทุกคนในขณะนี้ ทำอย่างไรให้บ้านเมืองของเรานั้นมีความเป็นปกติสุข และมีความมั่นคงได้นะครับ ซึ่งก็คงจะโยงใยไปถึงกระแสพระราชดำรัสในเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ให้ดีด้วยส่วนหนึ่งนะครับ ผมก็เรียนว่าอันนี้ก็ถือเป็นงานสำคัญที่รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องพยายามทำให้ดีที่สุดในเรื่องของการที่จะทำให้บ้านเมืองกลับเข้าสู่ความเป็นปกติสุขได้ เพราะฉะนั้น อันนี้ก็ถือว่าเป็นการบ้านข้อใหญ่นะครับสำหรับรัฐบาลด้วย สำหรับประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่าย เพราะว่าผมเชื่อว่าพวกเราก็ต้องการที่จะหลอมรวมใจเป็นหนึ่งเดียว แล้วก็ทำให้คำถวายพระพรที่เราได้ถวายให้องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯนั้นเกิดขึ้นจริง และพระองค์ท่านได้รับสั่งชัดเจนแล้วว่าจะเกิดขึ้นได้ เราจะต้องมีหน้าที่ในการทำอะไรอีกหลายอย่างต่อไปครับ
ผู้ดำเนินรายการ : ในแนวทางพระราชดำริต่าง ๆ ที่พระองค์ท่านได้พระราชทานในช่วงเวลาที่ผ่านมานะครับ ประชาชนมีความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ แต่ว่าอย่างที่ท่านนายกฯ ว่าคืออาจจะได้รับทราบถึงแนวทางพระราชดำริ แต่ว่าไม่นำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ท่านจะมีคำแนะนำอะไรให้กับประชาชนคนไทยโดยส่วนรวมในเรื่องนี้บ้างครับ
นายกรัฐมนตรี : คือผมคิดว่าการที่พระองค์ท่านได้รับสั่งว่าพระองค์ท่านจะมีความสุข เมื่อบ้านเมืองมีความมั่นคง มีความเป็นปกติสุข และก็รับสั่งถึงความเป็นอยู่ของพสกนิกร ก็เป็นการยืนยันสิ่งที่ประชาชนคนไทยได้รู้สึกมาตลอดนะครับ ว่าเรามีพระมหากษัตริย์ที่เป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนัก และก็ทุ่มเทพระวรกายในเรื่องของการทรงงานเพื่อประชาชน น่าสนใจก็คือว่าตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี การปฏิบัติพระราชกรณียกิจในหลายต่อหลายเรื่อง เป็นเรื่องที่ถึงทุกวันนี้มันมีความทันสมัยอย่างมาก เช่น การที่พระองค์ท่านสนพระทัยในเรื่องของสิ่งแวดล้อม สนพระทัยในเรื่องของพลังงานทดแทน สนพระทัยในความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเกษตรกรในชนบทนะครับ และทรงมีพระราชดำริในหลายต่อหลายเรื่อง เช่น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งเป็นแนวทางที่ทำให้เกิดการทำการเกษตรที่ยั่งยืนนะครับ และส่งผลตอบแทนต่อพี่น้องประชาชนในระดับของชุมชนอย่างแท้จริง
ผมยังนั่งนึกอยู่เหมือนกันว่าในขณะที่โลกมาพูดกันเรื่องการพัฒนาที่สมดุล การพัฒนาที่ยั่งยืน การพัฒนาที่มีความเป็นธรรม สิ่งที่พระองค์ท่านได้ทรงปฏิบัติมาเป็นตัวอย่างตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี พี่น้องประชาชนคนไทยต้องถือว่าโชคดีมากที่พระองค์ท่านมีสายพระเนตรยาวไกล แล้วก็ได้พระราชทานแนวพระราชดำรินี้ไว้ รัฐบาลเองนั้นทุกยุคทุกสมัยก็น้อมนำกระแสพระราชดำรัส แนวพระราชดำริต่าง ๆ เพื่อมาขยายผล จะมีหน่วยงานพิเศษด้วยคือคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการตามพระราชดำรินะครับ ซึ่งรัฐบาลนี้ก็เดินหน้าในการที่จะสานต่องานต่าง ๆ
งานที่ผมคิดว่าเป็นงานที่มีความสำคัญอย่างต่อเนื่องมาตลอดเลยก็คือ เรื่องของการพัฒนาชนบท และก็เรื่องของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ นะครับ เราจะเห็นชัดเจนเลยว่าไม่ว่าจะเป็นปัญหาการขาดแคลนน้ำ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำเสีย นะครับ หรือปัญหาอื่น ๆ พระองค์ท่านได้พระราชทานแนวพระราชดำริเอาไว้ แล้วก็นำไปสู่โครงการหลายโครงการที่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ นะครับ รัฐบาลเอง ในชุดปัจจุบันนะครับ ก็ได้มีการอนุมัติโครงการตามแนวพระราชดำริในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ นะครับเช่น ที่ห้วยสโมง ก็เพิ่งอนุมัติไป แต่ว่าเราเริ่มเห็นผลพวงของการที่ได้มีการดำเนินการตามโครงการ ตามพระราชดำริหลายต่อหลายโครงการ เช่น ปัญหาน้ำท่วม ซึ่งแม้จะยังเกิดขึ้นอยู่ แต่ว่าเวลาเปรียบเทียบย้อนกลับไป นะครับว่า ถ้านึกภาพว่า ไม่มีเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ นะครับ หรืออย่างที่หาดใหญ่ไม่มีคลองระบายน้ำ หรือตามพื้นที่ต่าง ๆ ถ้าไม่มีแก้มลิง ปัญหาเรื่องของอุทกภัย ปัญหาเรื่องของน้ำท่วม ก็จะหนักหนาสาหัสกว่านี้มาก นะครับ ในทางกลับกันครับโครงการพระราชดำริที่นำไปสู่การให้พี่น้องประชาชนหรือเกษตรกรมีน้ำกิน น้ำใช้ น้ำเพื่อการเกษตร ก็ช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน พี่น้องเกษตรกรได้อย่างดียิ่ง นะครับ
และก็ในส่วนของพลังงานทดแทนนั้นนะครับ ขณะนี้รัฐบาลก็ได้มีแผนการในการที่จะทำอย่างไร ที่เราจะสามารถเพิ่มสัดส่วนของพลังงานทดแทนนะครับ ที่เป็นสัดส่วนของการใช้พลังงานทั้งหมดของประเทศ ให้เพิ่มขึ้นมาจากปัจจุบันเพียงร้อยละ 6 นะครับ ให้เป็นร้อยละ 20 ให้ได้ จริง ๆ ตั้งเป้าไว้ถึง 15 ปี แต่ผมคิดว่าขณะนี้คงจะต้องมีการเร่งรัด และประเด็นเหล่านี้ครับ ก็กลายเป็นประเด็นซึ่งเป็นประเด็นที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจนะครับ สัปดาห์หน้าผมต้องเดินทางไปที่กรุงโคเปนเฮเกน ส่วนหนึ่งก็จะมีการสอบถามอยู่ตลอดเวลาว่า แต่ละประเทศมีความคิดในการที่จะแก้ปัญหาโลกร้อน ปัญหาความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างไร นะครับ และก็แน่นอนนอกจากงานของรัฐบาลแล้ว ไม่ว่าจะเป็นตัวโครงการตามพระราชดำริก็ดี ไม่ว่าจะเป็นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าชาวโลกพึงจะได้รับรู้ถึงความโชคดีของพี่น้องประชาชนคนไทย นะครับ
ผู้ดำเนินรายการ : พูดถึงเรื่องน้ำ ทั้งน้ำเสีย น้ำมาก น้ำล้น น้ำน้อยต่าง ๆ เหล่านี้ อันนี้วิกฤติปัญหาภาวะโลกร้อนก็ทำให้น้ำแข็งละลาย คนก็เป็นห่วงกังวลเรื่องของระดับน้ำในมหาสมุทรจะเพิ่มมากขึ้น ถ้าท่านนำเอาแนวทางพระราชดำริมาประยุกต์ใช้ ท่านจะแนะนำประชาชนคนไทยอย่างไรเพื่อช่วยกันแก้ปัญหา ซึ่งส่วนหนึ่งเราอาจจะทำไม่ได้ เพราะเป็นปัญหาระดับโลก แต่ส่วนหนึ่งเราอาจจะทำได้
นายกรัฐมนตรี : คงจะต้องมีมาตรการทั้งในส่วนที่เป็นการบรรเทาปัญหาความเดือดร้อน ในส่วนของการป้องกันนะครับ และภาพใหญ่ของการที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาให้กับโลก ในแง่ของการบรรเทาความเดือดร้อน ปัจจุบันก็มีความจำเป็นที่จะต้องมาแก้ไขปัญหาเป็นจุด ๆ นะครับ เพราะว่าถ้าความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศมีความต่อเนื่อง หรือมีความรุนแรงแบบที่เป็นอยู่ ก็คาดการณ์กันบอกว่าอุณหภูมิจะเพิ่มขึ้น ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น นะครับ เพราะฉะนั้น ขณะนี้พื้นที่แนวริมตลิ่งของแม่น้ำต่าง ๆ และพื้นที่ชายฝั่งทั้งหมด ก็ถือว่าตกอยู่ในภาวะที่มีความเสี่ยงอยู่ นะครับ ปัจจุบันก็มีความจำเป็นที่จะต้องเร่งทำโครงการ แม้แต่ในกรุงเทพฯ ชายทะเลบางขุนเทียนก็มีเรื่องที่จะต้องไปทำ สัปดาห์ก่อนผมเพิ่งไปสงขลามา นะครับ ชายหาดตรงสงขลากำลังหายไปปีหนึ่งปีหนึ่งน่าใจหายเลยนะครับ มากทีเดียว ก็ต้องมีการป้องกัน อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะต้องมีการดำเนินการ พร้อม ๆ กันไปเรื่องของการทำพื้นที่รองรับน้ำนะครับ แก้มลิง การบริหารจัดการน้ำ ก็ต้องทำให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น นั่นส่วนหนึ่งนะครับในการที่เรียกว่าจะบรรเทาปัญหา
การป้องกันปัญหานั้น ซึ่งจะโยงไปถึงเรื่องของการที่เราจะมีส่วนร่วมกับโลกในการที่จะลดปัญหาโลกร้อนในภาพรวม ก็มีทั้งในเรื่องของโครงการที่จะต้องช่วยในเรื่องของสิ่งแวดล้อม นะครับ การปลูกป่า การรักษาป่าต้นน้ำลำธาร นะครับ การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การเกษตร ทำอย่างไรอย่าไปบุกรุกที่ที่เป็นที่ป่าเพิ่มขึ้น แต่ว่าต้องเพิ่มผลผลิตให้ได้ โดยใช้ภูมิปัญญา โดยใช้เทคโนโลยี และก็ไม่ใช้ทรัพยากรเปลืองหรือเพิ่มมากขึ้น แต่สามารถสร้างผลผลิต สร้างความมั่นคงทางอาหารได้นะครับ การที่เราลดการพึ่งพาพลังงานที่มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล นะครับ และก็ใช้พลังงานทดแทนพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการที่จะช่วยทำตรงนี้ ซึ่งจริงอยู่แต่ละคนอาจจะมีความรู้สึกว่าประเทศเราทำไป ประเทศเดียวไม่พอ มันไม่พอหรอกครับ แต่ว่าถ้าทุกประเทศคิดอย่างนี้ ก็แปลว่าไม่มีใครทำอะไรเลยนะครับ ในทางตรงกันข้าม ผมก็ยังยืนยันว่าทุกประเทศต้องคิดว่าแต่ละคนต้องมุ่งทำในสิ่งที่จะเป็นประโยชน์กับสิ่งแวดล้อมของโลก เพื่อความอยู่รอดของมวลมนุษยชาติ และความอยู่รอดของโลกเรา นะครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมก็อยากจะชักชวนพี่น้องประชาชน อยากจะเรียนด้วยครับว่า จริง ๆไม่ใช่เฉพาะโครงการนะครับ วิถีชีวิตของพวกเราแต่ละวัน แต่ละวัน ถ้าเราสามารถที่จะลดการใช้ทรัพยากรแบบสิ้นเปลือง ถ้าเราลดกิจกรรมอะไรก็ตาม ซึ่งใช้วัสดุที่มีส่วนทำให้โลกร้อน เราก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างปัญหาด้วยกันทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ถ้าเราลดตรงนี้ได้ เราก็จะช่วยแก้ไขปัญหาได้ด้วยเช่นเดียวกัน
ผู้ดำเนินรายการ : ตัวท่านนายกฯ อภิสิทธิ์เองน้อมนำแนวทางพระราชดำริมาใช้ในชีวิตประจำวันอย่างไรครับ
นายกรัฐมนตรี : ผมเองก็จะพยายามดูเรื่องของการประหยัดในเรื่องของการทรัพยากรต่าง ๆ นะครับ เช่น สถานที่ทำงาน ผมเข้ามาทำงานในทำเนียบ ผมเห็นเปิดแอร์เยอะเลยนะครับ แม้กระทั่งห้องน้ำนายกฯ ก็เปิด ผมก็บอกปิดเลยครับ ห้องน้ำนายกฯ อย่างนี้ ไม่ต้องเปิดแอร์ นะครับ เพราะว่าเข้าไปไม่กี่นาทีนะครับ ไม่ต้องเปิด อย่างนี้เป็นต้นนะครับ ผมใช้กระดาษพิมพ์เอกสารอะไร ก็พยายามใช้กระดาษที่นำกลับมาใช้ใหม่ คือ เล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้ครับ ผมคิดว่าพวกเราช่วยกันคนละไม้คนละมือจะช่วยแก้ปัญหาได้ด้วยครับ
ผู้ดำเนินรายการ : สำหรับในปีนี้ซึ่งพระองค์ท่านทรงมีพระชนมายุ 82 พรรษา ทางรัฐบาลเองได้มีการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองอย่างไรบ้างครับ
นายกรัฐมนตรี : กิจกรรมเฉลิมฉลองนั้นขณะนี้พี่น้องประชาชนจำนวนไม่น้อยเลยนะครับ คงจะได้มีโอกาสไปมีส่วนร่วมแล้ว และเดี๋ยวช่วงท้ายรายการก็จะมีบรรยากาศของการเฉลิมฉลองทั้งกิจกรรมที่ถนนราชดำเนินกลาง แล้วการจุดเทียนชัยถวายพระพร เรื่องของการทำนิทรรศการต่าง รวมทั้งการแสดง แสงสีเสียง โดยใช้เทคโนโลยีใหม่ที่กำลังมีการแสดงอยู่ทุกวัน อยู่ที่ลานพระราชวังดุสิตหรือลานพระบรมรูปทรงม้า เชื่อมโยงไปยังกิจกรรมในต่างจังหวัดด้วย อันนี้ก็เป็นงานสำคัญที่ผมคิดว่าจะช่วยกันหลอมรวมจิตใจ พี่น้องประชาชนคนไทยให้เป็นหนึ่งเดียว มีความสมัครสมานสามัคคี ก็อยากเชิญชวน พี่น้องประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมเหล่านั้น แล้วก็จริง ๆ แล้วนอกเหนือจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษา กิจกรรมของรัฐบาลกิจกรรมหนึ่งก็คือเรื่องไทยสามัคคี ไทยเข้มแข็ง ก็เพิ่งมีการปิดโครงการไป ที่เราเชิญชวนพี่น้องประชาชนทั่วประเทศมาร่วมร้องเพลงชาติเป็นรายจังหวัด เรียงตามตัวอักษร ก็ปิดโครงการไปที่กรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม คือเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ก็ต้องขอขอบคุณ ถือโอกาสขอบคุณพี่น้องประชาชนซึ่งเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงรวมกันแล้วเกินล้านคน เป็นล้านนะครับ ที่มาร่วมกันร้องเพลงชาติไม่นับผู้ที่ติดตามสนใจดูอยู่ทางโทรทัศน์ทุกวัน เวลาหกโมงเย็นและแปดโมงเช้าครับ
ผู้ดำเนินรายการ : ท่านประเมินเรื่องของความสามัคคีปรองดองของคนในชาติอย่างไรบ้างครับ อันนี้ก็เป็นแนวทางพระราชดำริเหมือนกันร่วมรักสามัคคี
นายกรัฐมนตรี : ผมก็อยากจะเชิญชวนพี่น้องประชาชน เพราะผมก็มั่นใจว่าพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ก็คงอยากเห็นบ้านเมืองสงบ และก็อยากจะเห็นที่พระองค์ท่านรับสั่งว่าบ้านเมืองเป็นปกติสุข แต่ว่าทุกคนก็ต้องทำหน้าที่ ผมเข้าใจดีนะครับว่าประชาชนมีจำนวนมากหลากหลาย มีความเห็นที่แตกต่างกันได้ แต่ว่าถ้าทุกคนใช้สิทธิของตัวเองอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม บ้านเมืองก็เป็นปกติสุขได้ครับ
ผู้ดำเนินรายการ : สุดท้ายนี้ท่านมีอะไรที่จะฝากกับประชาชนเนื่องในวโรกาสสำคัญนี้ครับ
นายกรัฐมนตรี : ผมคิดว่าในช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีการสำรวจว่าพี่น้องประชาชนคนไทยมีความสุขมากน้อยแค่ไหน ซึ่งเป็นการสำรวจที่เขาทำเป็นประจำ ก็จะเห็นว่าเดือนนี้เป็นเดือนที่พี่น้องประชาชนคนไทยมีความสุข เพราะมีโอกาสที่จะได้ถวายความจงรักภักดีแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้คิดถึงสถาบันหลักของชาติที่เป็นที่พึ่ง เป็นหลัก แล้วก็เป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวหลอมรวมจิตใจของพวกเรา เพราะฉะนั้น ในช่วงเวลานี้ที่เป็นช่วงเวลาที่เป็นความสุขของพี่น้องประชาชน ผมก็อยากจะให้เป็นพลังสำหรับพี่น้องประชาชนต่อไป ทั้งในการดำเนินชีวิต ทั้งในการปฏิบัติหน้าที่ แล้วก็ต้องมาช่วยกันครับ ทำอย่างไรที่จะทำให้บรรยากาศความรู้สึก ความสุขแบบนี้ มีไม่ใช่เฉพาะช่วงต้นเดือนธันวาคม มีตลอดไป และถวายให้พระองค์ท่านด้วย
ผู้ดำเนินรายการ : ก็สืบเนื่องจากที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดถึงเรื่องของโครงการ เพราะฉะนั้นในช่วงนี้เราก็มีวีดิทัศน์ของ ไทยสามัคคี ไทยเข้มแข็ง รวมกันทั้งหมด 76 จังหวัด ยาวประมาณ 10 นาที ให้ท่านผู้ชมได้ติดตามรับชมกัน และหลังจากนั้นก็กลับมาพบกับท่านนายก ฯในช่วงของการสนทนาเดี่ยวในช่วงสุดท้ายของรายการ ในช่วงนี้ผมในฐานะของพิธีกรก็หมดหน้าที่เพียงเท่านี้ ขอขอบพระคุณท่านนายกฯ มากครับ และขอลาท่านผู้ชมไปก่อนนะครับ สวัสดีครับ เดี๋ยวสักครู่กลับมาพบกับท่านนายกรัฐมนตรีครับ
กลับมาพบกันในช่วงสุดท้ายของรายการนะครับ ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องงานของรัฐบาลในสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกเหนือจากกิจกรรมที่ได้พูดไปแล้วนะครับ ยังมีอีก 1 โครงการ 1 กิจกรรมนะครับ ที่อยากจะเชิญชวนพี่น้องประชาชนครับ ที่มีป้ายอยู่ตรงนี้ล่ะครับ คือโครงการ 4 ปีสายใยรัก โครงการสายใยรักแห่งครอบครัวนะครับ ซึ่งจะมีการจัดงานที่ชื่อว่าหมู่บ้านสายใยรักแห่งครอบครัว ระหว่างวันที่ 8 - 13 ธันวาคม 2552 นะครับ สำหรับในงานนี้นั้นเนี่ย ก็จะมีบรรยากาศของหมู่บ้านสายใยรักแห่งครอบครัวนะครับ ภายใต้คำขวัญว่า นมแม่ถ้วนทั่ว ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง นะครับ ซึ่งในแต่ละเรื่องนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสุขภาพ เรื่องของความอบอุ่นในครอบครัวนะครับ หรือแม้กระทั่งในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง ก็จะมีทั้งนิทรรศการ และก็มีทั้งกิจกรรมที่น่าสนใจในงานนะครับ 8 - 13 ธันวาคมที่อิมแพ็คเมืองทองธานีครับ
พี่น้องที่เคารพครับ ในสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นก็มีงานสำคัญของรัฐบาลที่ผมอยากจะรายงานความคืบหน้านะครับ งานแรกก็คงจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการผลักดันโครงการที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งระบบรางนะครับ ผมได้มีโอกาสไปทำการเปิดพิธีทดสอบวิ่งนะครับ รถแอร์พอร์ตลิงค์นะครับ หรือรถไฟฟ้าที่เชื่อมระหว่างสนามบินสุวรรณภูมิกับสถานีมักกะสันนะครับ ซึ่งเมื่อโครงการนี้ดำเนินการได้คือเปิดได้จริงนะครับ ซึ่งคาดว่าประมาณ 3 เดือนจากนี้ไป ก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนที่จะไปสนามบินสุวรรณภูมิครับ สามารถที่จะขึ้นรถไฟฟ้าได้นะครับจากทางสถานีที่มักกะสันนะครับ รวมทั้งผู้โดยสารที่จะเดินทางไปต่างประเทศ ก็จะสามารถที่จะเช็คอินได้จากตัวสถานีได้เลยนะครับ รถที่ใช้นั้นนะครับ จะวิ่ง 28 กิโลเมตรครับ โดยใช้เวลา 15 นาที มีความเร็วสูงสุดถึง 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนะครับ ผมได้ไปลองนั่งมาแล้วนะครับ ก็ประทับใจมากครับ แล้วก็บริการนี้เมื่อเปิดขึ้นนะครับ ก็จะเก็บค่าโดยสารที่ 150 บาทนะครับโดยประมาณ กำลังจะดูรายละเอียด แต่ว่า 150 บาทนั้น ก็จะเป็นราคาที่ถือว่าถูกมากนะครับ และก็ถูกกว่าบริการแบบเดียวกันถ้าเทียบเคียงกับสนามบินในเมืองใหญ่ ๆ อื่น ๆ ในโลกครับ
นอกจากนั้นครับ ตรงนี้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งของระบบขนส่งมวลชนที่บริการระหว่างพญาไทกับสนามบินสุวรรณภูมินะครับ คือนอกเหนือจากรถด่วนที่วิ่ง 15 นาทีแล้ว ยังจะมีรถที่วิ่งนะครับ จอดประมาณ 6 สถานีครับระหว่างมักกะสันกับสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งจะใช้เวลา 30 นาทีนะครับ ค่าโดยสารจะไปสูงสุดอยู่ที่ 45 บาทนะครับ นั่นคือระบบขนส่งมวลชนโครงการอีกโครงการหนึ่งนะครับ ซึ่งรัฐบาลตั้งใจที่จะให้เปิดใช้บริการได้ในอีกประมาณ 3 เดือนข้างหน้า
สำหรับกรณีของรถไฟฟ้านะครับ ซึ่งเป็นรถไฟฟ้าสายสีม่วง ซึ่งมีการดำเนินการในเรื่องของการก่อสร้างอยู่นะครับ คณะรัฐมนตรีได้มีการพิจารณาครับว่า ในเรื่องของการวิ่งรถนั้นเนี่ยครับจะใช้ระบบใดนะครับ คือก่อนหน้านี้เราก็จะมีเอกชนเข้ามารับสัมปทาน แล้วก็จะเข้ามาลงทุนส่วนหนึ่งหรือลงทุนทั้งหมด แต่ว่าจะใช้วิธีการในการที่จะแบ่งรายได้คือการจัดเก็บค่าโดยสารกับทางรัฐบาลนะครับ แต่ว่าในปัจจุบันและในอนาคตครับ รัฐบาลจะเปลี่ยนแนวคิดครับว่าวิธีการในการที่จะเข้ามาร่วมลงทุนกับภาคเอกชนนั้นเนี่ย เราให้เอกชนเข้ามาลงทุนในการวิ่งรถครับ แต่ว่าเราจะให้ค่าตอบแทน พูดง่าย ๆ เหมือนกับเราซื้อบริการจากทางเอกชนไปเลยนะครับว่าเขาเข้ามาลงทุนอย่างนี้แล้ว เขาจะมีค่าตอบแทนเท่าไรนะครับ แต่ในขณะที่เรื่องของการจัดเก็บค่าโดยสารนั้นนะครับ ก็จะเป็นเรื่องระหว่างรัฐบาลกับประชาชนโดยตรง ด้วยวิธีนะครับ จะช่วยให้เราสามารถที่จะมีความยืดหยุ่นในการบริหารในเรื่องของค่าโดยสารที่เหมาะสมได้ พร้อม ๆ กันไปนั้นการที่จะเดินไปสู่การเป็นระบบตั๋วเดียวนะครับ ระหว่างรถไฟฟ้า รถใต้ดิน รถลอยฟ้าด้วยกันก็ดี หรือแม้กระทั่งที่จะเชื่อมโยงไปถึงรถเมล์ในอนาคตก็ทำได้ง่ายขึ้นครับ เพราะว่าเรื่องของการเก็บค่าโดยสารจะไม่มีข้อผูกพันใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาคเอกชนนะครับ
เวลานี้ที่รัฐบาลกำลังจะต้องตัดสินใจอยู่อีกเรื่องเดียวเท่านั้นเองครับว่า ในเรื่องของการมาวิ่งรถของทางภาคเอกชนนั้นเนี่ย ควรจะเป็นการให้เอกชน พูดง่าย ๆ ก็คือว่ารถก็เป็นของเอกชนไปเลยนะครับ มาวิ่งให้เราอย่างเดียวเราก็กำหนดในเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย ความถี่ และปริมาณการให้บริการ หรือจะยังเป็นกรณีซึ่งรถนั้นเนี้ยจะโอนมาเป็นทรัพย์สินของรัฐนะครับ แต่ว่าหลักสำคัญที่ผมพูดตอนแรกก็คือต่อจากนี้ไปเป็นเรื่องของการลงทุนของภาคเอกชน ส่วนการจัดเก็บค่าโดยสารค่าบริการนั้นก็จะเป็นเรื่องระหว่างรัฐกับประชาชนนั้นเนี่ย เป็นแนวทางที่รัฐบาลจะนำมาใช้ สำหรับรถไฟฟ้าสายสีม่วงนะครับ และสายอื่น ๆ ต่อไปในอนาคตด้วยนะครับ อันนี้ก็เป็นความคืบหน้าที่สำคัญเรื่องหนึ่ง
เรื่องที่สองที่อยากจะบอกกับพี่น้องประชาชนนะครับ ก็คือปัญหาในเรื่องของการพัฒนากับเรื่องสิ่งแวดล้อมนะครับ สัปดาห์ที่แล้วก็เกิดเหตุที่แหลมฉบังนะครับ รัฐบาลก็ได้มีการเพิ่มในเรื่องของความช่วยเหลือต่าง ๆ นะครับ และก็กำลังรอข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องทั้งหมดว่าปัญหานั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร และในอนาคตจะมีการป้องกัน และจะแก้ได้อย่างไรด้วยนะครับ พร้อม ๆ กันนั้นครับสัปดาห์ที่ผ่านมาแน่นอนครับ หลายคนก็วิตกกังวลว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นที่มาบตาพุดนะครับ แล้วก็นำไปสู่การฟ้องร้อง และปัจจุบันก็มีคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดนะครับ ในเรื่องของการระงับโครงการต่าง ๆ ชั่วคราว 65 โครงการนะครับ จาก 76 โครงการที่เคยมีการร้องไปยังศาลก่อนหน้านี้นั้น จะมีผลกระทบมากน้อยแค่ไหนอย่างไร แล้วรัฐบาลจะมีแนวทางแก้ไขอย่างไรนะครับ ก็ขอเรียนนะครับว่า ในหลักการเนี้ยครับ รัฐบาลจะนำเอาคำสั่งของศาลแจ้งให้กับทางภาคเอกชนนะครับ แล้วจะได้มีการหารือแนวปฏิบัติครับว่าการที่จะให้คำวินิจฉัยของศาลเนี้ยบังคับใช้ได้ โดยไม่มีผลกระทบที่ตามมาในเชิงข้อกฎหมายหรือเรื่องอื่น ๆ นั้นควรจะเป็นอย่างไร แต่หลักแน่นอนครับก็คือทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนนั้น ต้องเคารพคำวินิจฉัยของศาล
ประเด็นที่สองที่เราก็กำลังเร่งดำเนินการก็คือว่า กรณีของภาคเอกชนเมื่อมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนแล้วนะครับว่ากิจกรรมใด โครงการใดที่จะต้องมีการระงับนั้น ก็จะมีการรวบรวมผลกระทบที่เกิดขึ้นนะครับ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากการที่โครงการหยุดชะงักไป จะเป็นเรื่องการก่อสร้างหรือไม่ มีการกระทบกับการจ้างงานแค่ไหนนะครับ และรวมไปถึงว่าถ้ามีความล่าช้าหรือถ้าไม่สามารถเปิดดำเนินการได้ ผลที่ตามมาไม่ว่าจะเป็นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมหรือธุรกิจอื่น ๆ ที่มีความเกี่ยวเนื่องหรือคาบเกี่ยวกันนะครับ ก็จะให้มีการประมวลมานะครับ คงไม่เกิน 2 สัปดาห์นี้ครับ แล้วรัฐบาลจะได้ใช้ข้อมูลตัวนี้ ในการที่จะดูมาตรการ ในการที่จะบรรเทาหรือแก้ไขปัญหา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือจะได้ไปทำความเข้าใจชี้แจงเป็นรายโครงการ เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนในภาพรวม ในแง่ของความเชื่อมั่นที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน
และประการที่สามครับที่รัฐบาลมีการดำเนินการอยู่ในขณะนี้ โดยเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ซึ่งกำลังมีการดำเนินการนั้นก็คือว่า เราจะได้มีระเบียบนะครับ ซึ่งขณะนี้ผมทราบจากคณะกรรมการ 4 ฝ่ายว่า ได้หารือร่วมกันนะครับ เกี่ยวกับว่าการปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ ที่จะต้องมีการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การวิเคราะห์ผลกระทบต่อสุขภาพ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และการมีการรับความเห็นจากองค์การอิสระนั้นเนี้ยครับ จะทำอย่างไร จริง ๆ รัฐบาลมีระเบียบอยู่แล้วครับ แต่ว่าเพื่อให้เกิดความเห็นพ้องต้องกันนะครับ และความสบายใจจากทุกฝ่าย ก็กำลังรอข้อเสนอที่จะเป็นการปรับปรุงระเบียบที่รัฐบาลมี แล้วเมื่อทำตรงนี้เสร็จนะครับ ทางโครงการทั้ง 65 โครงการซึ่งศาลให้ระงับอยู่นะครับ ก็พร้อมที่จะเดินตามกระบวนการนี้นะครับ และก็เชื่อว่าเมื่อได้เดินตามกระบวนการนี้นะครับ ก็จะอยู่ในฐานะที่จะทำคำร้องต่อศาลอีกครั้งหนึ่งนะครับ ว่าจะสามารถที่จะยกเลิกคำสั่งระงับที่เป็นคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวได้หรือไม่อย่างไร เพื่อที่จะให้กระบวนการในการพัฒนาตรงนี้สามารถเดินต่อไปได้นะครับ
เพราะฉะนั้นก็ขอเรียนครับว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นก็เป็นปัญหาที่พวกเราทุกคนต้องร่วมมือกันนะครับ และช่วยกันในการที่จะคลี่คลายต่อไป รัฐบาลก็ต้องการที่จะให้การพัฒนานั้นเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนนะครับ และไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน แล้วก็มีมาตรการใดที่จะทำเพื่อป้องกันได้ ไม่เพียงแต่รัฐบาลครับ ผมมั่นใจว่าทั้งรัฐบาลและเอกชนพร้อมที่จะทำตรงนี้ เพียงแต่ว่าขอให้กระบวนการทั้งหลายนั้นเนี่ยเดินหน้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพนะครับ และมีความชัดเจนในที่สุด ซึ่งก็จะเป็นตัวที่จะทำให้เราสามารถไปสร้างความมั่นใจให้กับประชาคมโลก และภาคธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในต่างประเทศได้ดียิ่งขึ้นต่อไปนะครับ
สุดท้ายครับ ก็มีเรื่องที่อยากจะขอเรียนนะครับ ที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการของพี่น้องประชาชนก็คือว่า สืบเนื่องมาจากการที่การโอนเงินในช่วงแรกของงบประมาณปีนี้นะครับ มีความล่าช้าไปบ้าง เนื่องจากว่ามีการไปตีความกฎหมาย กฎหมายก็มีการประกาศออกมาล่าช้าเล็กน้อยเนี่ยนะครับ ก็ทำให้มีเสียงสอบถามมาในเรื่องของเบี้ยยังชีพ แล้วก็ค่าตอบแทนของกลุ่มต่าง ๆ ก็ทราบครับว่าส่วนใหญ่ขณะนี้ไม่ได้มีปัญหาแล้ว แต่กรณีของกรุงเทพมหานครนั้น ผมได้รับคำยืนยันจากกรุงเทพมหานครล่าสุดว่า วันที่ 11 ธันวาคมนี้ครับ ก็จะสามารถที่จะจ่ายเงินได้ แล้วก็จะจ่ายให้ทั้ง 3 เดือน ก็คือ ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม พร้อม ๆ กันไป แล้วในสัปดาห์ที่ผ่านมาเช่นดียวกันครับ เมื่อวันที่ 3 นั้นเป็นวันคนพิการสากล ผมได้ไปร่วมงานแล้วก็ได้ยืนยันแล้วครับว่า ขณะนี้ที่มีการขึ้นทะเบียนคนพิการนั้น ก็จะนำไปสู่การจ่ายเบี้ยคนพิการได้เดือนละ 500 บาทตั้งแต่เดือนเมษายน 2553 เป็นต้นไป นี่ก็เป็นสรุปคร่าว ๆ ของงานในสัปดาห์ที่ผ่านมานะครับ เนื่องจากเวลาในวันนี้มีจำกัดนะครับ ก่อนที่จะจบรายการในวันนี้ครับ รายการก็จะขอทิ้งท้ายบรรยากาศครับ ที่พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศกำลังมีความสุขกับการที่ได้ถวายความจงรักภักดีแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯครับ สัปดาห์หน้าพบกันใหม่ครับ สวัสดีครับ