รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดโครงการนำร่องแปรรูปสับปะรดเป็นอาหารสัตว์เพื่อแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาดที่ จ.ประจวบฯ ซื้อสับปะรดตกเกรดจากเกษตรกรใช้ผลิตเป็นอาหารเสริมลดต้นทุนการเลี้ยงโคนมในพื้นที่

08T13:58:47.143Z มิ.ย. 2561 | เข้าชม : 0

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดโครงการนำร่องแปรรูปสับปะรดเป็นอาหารสัตว์เพื่อแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาดที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รับซื้อสับปะรดตกเกรดจากเกษตรกรใช้ผลิตเป็นอาหารเสริมเลี้ยงโคนมในพื้นที่
นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รักษาราชการแทนอธิบดีกรมปศุสัตว์ เดินทางมาที่สหกรณ์โคนมไทย - เดนมาร์ค อ่าวน้อย จำกัด อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดโครงการแปรรูปสับปะรดเป็นอาหารสัตว์เพื่อแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด โดยมี นายธีรพันธ์ นันทกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ นายสัตวแพทย์ยุษฐิระ บัณฑุกุล ปศุสัตว์จังหวัดฯ นายเทอดศักดิ์ รัญจวน เกษตรและสหกรณ์จังหวัดฯ นายวันชัย นิลวงศ์ เกษตรจังหวัดฯ และเกษตรกรชาวไร่สับปะรด เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ร่วมให้การต้อนรับจำนวนกว่า 500 คน
ทั้งนี้ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ซึ่งมีพื้นที่ปลูกสับปะรดมากที่สุดในประเทศกว่า 4 แสนไร่ ขณะนี้มีสับปะรดที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน โรงงานสับปะรดไม่รับซื้อปริมาณกว่า 180,000 ตัน ดังนั้นกระทรวงเกษตรฯ จึงได้ดำเนินโครงการแปรรูปผลสับปะรดเป็นอาหารสัตว์เป็นโครงการนำร่องที่สหกรณ์โคนมไทย - เดนมาร์ค อ่าวน้อย จำกัด ด้วยการสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากกองทุนส่งเสริมสหกรณ์จำนวน 4 ล้านบาท เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการรับซื้อสับปะรดจากเกษตรกรในราคา 0.80 – 1 บาทต่อ กก. เพื่อนำมาผสมกับฟางข้าวในเครื่องผสมอาหารทีเอ็มอาร์ ผลิตเป็นอาหารหยาบคุณภาพดีจำหน่ายให้เกษตรกรสมาชิกในราคา กก.ละ 3.90 บาท สามารถใช้เป็นอาหารเลี้ยงโคนมเสริมอาหารข้นและเก็บไว้ได้นาน ช่วยลดต้นทุนให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม รวมทั้งบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด คาดว่าจะสามารถดึงสับปะรดส่วนเกินออกจากระบบได้ประมาณ 1,300 ตัน และจะมีการขยายผลโครงการดังกล่าวไปยังพื้นที่ที่มีผลผลิตสับปะรดออกมามากคือจังหวัดระยอง และจังหวัดลำปาง ต่อไป โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนของทุกปีที่เป็นช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมากที่สุด โดยขณะนี้พื้นที่ 3 จังหวัดที่มีสับปะรดไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานเป็นจำนวนมาก ได้แก่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีปริมาณมากที่สุดกว่า 180,000 ตัน รองลงมาคือจังหวัดระยอง กว่า 46,000 ตัน และจังหวัดลำปาง กว่า 10,000 ตัน
ด้าน นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รักษาราชการแทนอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า การเลี้ยงโคนมของเกษตรกรด้วยสับปะรดกับฟางข้าวเสริมอาหารข้นนั้นมีต้นทุนค่าอาหารตัวละ 102.50 บาท ให้น้ำนมวันละ 12 กิโลกรัม คิดเป็นต้นทุนอาหาร 8.54 บาทต่อน้ำนม 1 กิโลกรัม ถ้าเลี้ยงด้วยอาหารทีเอ็มอาร์ที่มีสับปะรดกับฟางข้าวจะมีต้นทุนตัวละ 117 บาท ให้น้ำนมวันละ 14 กิโลกรัม มีต้นทุนค่าอาหาร 8.35 บาทต่อน้ำนม 1 กิโลกรัม จะสามารถลดต้นทุนค่าอาหารได้ 0.20 บาทต่อน้ำนม 1 กิโลกรัม ซึ่งการผลิตอาหารทีเอ็มอาร์สำหรับโคนม โปรตีน 16 เปอร์เซ็นต์จำนวน 1 ตันนั้น ประกอบด้วยผลสับปะรดสด 710 กิโลกรัม ฟางข้าว 140 กิโลกรัม กากถั่วเหลือง 66.5 กิโลกรัม กากเนื้อในเมล็ดปาล์มน้ำมัน 80 กิโลกรัม ปุ๋ยยูเรีย 3.5 กิโลกรัม ใส่เครื่องผสมอาหารทีเอ็มอาร์เพื่อหั่นฟางและคลุกเคล้าวัตถุดิบทั้งหมดให้เข้ากัน บรรจุถุงและปิดปากถุงให้สนิท หมักไว้ 7 วัน สามารถนำไปใช้เลี้ยงโคนมได้
โอกาสนี้ นายสุรัตน์ มุนินทรวงศ์ นายกสมาคมชาวไร่สับปะรดไทย และ นายสมนึก รุ่งกำจัด ประธานกลุ่มเครือข่ายพลังทับสะแก ได้ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่าน นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขอให้ภาครัฐเร่งเยียวยาและดูแลแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำช่วยเหลือเกษตรกรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยในส่วนของสมาคมชาวไร่สับปะรดไทย ได้ขอให้รัฐบาลพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยเงินกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเป็นระยะเวลา 2 ปีให้กับเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด ส่วนการดำเนินการแก้ไขปัญหาสับปะรดในระยะยาวให้เร่งดำเนินการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สับปะรดปี 2560-2565 ในยุทธศาสตร์เร่งด่วนเป็นลำดับแรกก่อนคือยุทธศาสตร์ด้านการผลิตเกี่ยวกับการสร้างกลไกด้านกฎระเบียบข้อกำหนดตามกฎหมายให้เกษตรกรและโรงงานแปรรูปสับปะรดต้องร่วมมือกันวางแผนการผลิตและการรับซื้อให้สอดคล้องกับความต้องการในลักษณะของการทำสัญญาข้อตกลง และยุทธศาสตร์ด้านการบริหารจัดการเรื่องการส่งเสริมการจัดตั้งกองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมสับปะรดเพื่อเป็นเงินทุนในการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของอุตสาหกรรมสับปะรด รวมทั้งการแก้ไขปัญหาสับปะรดทั้งระบบ
ขณะที่ในส่วนของชาวสวนมะพร้าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ต้องการให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนช่วงเวลาที่กำหนดให้นำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศและการนำประวัติปริมาณการนำเข้าเฉลี่ยย้อนหลัง 16 เดือนมาจัดสรรปริมาณการนำเข้าให้เหมาะสมป้องกันผลกระทบต่อผลผลิตมะพร้าวของเกษตรกรไทย พร้อมสนับสนุนงบประมาณจัดตั้งตลาดกลางกลุ่มสหกรณ์การเกษตรชาวสวนมะพร้าวให้ทำหน้าที่เป็นองค์กรที่ท้องถิ่นจัดการตนเองได้ รักษาเสถียรภาพด้านปริมาณผลผลิตในท้องถิ่น กำหนดราคากลางเพื่อการรับซื้อหรือขาย และควบคุมคุณภาพของมะพร้าวทับสะแกให้เป็นไปตามมาตรฐานจีไอ

ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : ธนวัต วงศ์วิริยะวณิช

ผู้เรียบเรียง : วรรณวิไล สนิทผล

แหล่งที่มา : สวท.ประจวบคีรีขันธ์