สำนักงานสิ่งแวดล้อมที่ 1 ประชุมถอดบทเรียนหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่า

25T14:46:07.743Z ก.ค. 2561

สำนักงานสิ่งแวดล้อมที่ 1 ประชุมถอดบทเรียนการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่า ประจำปี 2561 ขณะที่ กรมควบคุมมลพิษ ยืนยันจะเร่งติดตั้งเครื่องวัดคุณภาพอากาศ PM 2.5 ให้ครบทั้ง 15 สถานี ใน 9 จังหวัดภาคเหนือ พร้อมใช้จริง 1 ตุลาคม 2561
วันนี้ (25 ก.ค.61) เวลา 09.00 น. สำนักงานสิ่งแวดล้อมที่ 1 ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ (Focus Group) เพื่อถอดบทเรียนการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่า ประจำปี 2561 ที่กรีนเลค รีสอร์ท เชียงใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสรุปผลการดำเนินงานการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันในปี 2561 รวมทั้งได้ข้อเสนอแนะ ปัญหาอุปสรรค และแนวทางแก้ไข ในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน สำหรับใช้เป็นแนวทางปรับปรุงมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษจากหมอกควันได้อย่างยั่งยืน โดยมีเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่รับผิดชอบของสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 1 (เชียงใหม่) ประกอบด้วย จังหวัดเชียงราย แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และลำพูน พร้อมด้วย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมอบรมในครั้งนี้ ทั้งนี้ การดำเนินงานการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน มีกระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานหลักที่ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ในการแก้ไขปัญหา และได้บูรณาการหน่วยงานภายใต้กลไกของพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 การอำนวยการสั่งการของผู้ว่าราชการจังหวัดตามระบบ Single Command ให้ทุกหน่วยงานดำเนินการอย่างเข้มข้น ทั้งการลาดตระเวนป้องปรามการตรวจหาไฟป่าและการเผา การระดมสรรพกำลัง อุปกรณ์เครื่องมือ จากหน่วยงานต่างๆ เพื่อเข้าดับไฟก่อนเกิดการลุกลาม ตลอดจน ได้ประกาศช่วงเวลาห้ามเผา โดยบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ ยังได้กำหนดพื้นที่เสี่ยง หรือหมู่บ้านเสี่ยงที่เกิดการเผาซ้ำซากและข้อมูลสถิติย้อนหลัง เพื่อตรึงกำลังเฝ้าระวังไม่ให้เกิดการเผา รวมทั้งดำเนินมาตรการเพื่อเปลี่ยนกลุ่มคนจุดไฟเผาป่าให้เป็นเครือข่ายในการเฝ้าระวังและดับไฟ ภาคเอกชนเข้ามาร่วมสนับสนุนงบประมาณ อุปกรณ์ยังชีพในป่า สถาบันการศึกษาสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ มีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อการติดต่อสื่อสารและติดตามตรวจสอบจุดเกิดไฟ ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าดับไฟของเจ้าหน้าที่ โดยกรมควบคุมมลพิษ และสำนักงานเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารเสนเทศ (GISTDA) ติดตามเฝ้าระวังและรายงานข้อมูล เพื่อประกอบการวางแผนรับมือปัญหาไฟป่าและหมอกควันอย่างต่อเนื่อง และทันสถานการณ์ ด้าน
นายพิเชษฐ์ อธิภาคย์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ กรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า ความคืบหน้าการดำเนินการติดตั้งเครื่องวัดคุณภาพอากาศ PM2.5 เพื่อวัดค่าคุณภาพอากาศ มลพิษจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก ไม่เกิน 2.5 ไมครอนมาเพิ่มเติม จากเดิมสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศมีเครื่องวัดคุณภาพอากาศแบบ PM10 เพียงอย่างเดียว ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 25 สถานี ใน 18 จังหวัด และตั้งอยู่ในจังหวัดภาคเหนือทั้งหมด 9 สถานี โดยขณะนี้กรมควบคุมมลพิษได้ติดตั้งไปแล้ว 5 สถานี ใน 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ 2 สถานี และจังหวัดลำปาง น่าน และตาก อย่างละ 1 สถานี อยู่ระหว่างการติดตั้งอีก 4 สถานี ได้แก่ จังหวัดเชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน และน่าน โดยคาดว่าจะติดตั้งเครื่องวัดคุณภาพอากาศแบบ PM2.5 ให้ครบทั้ง 15 สถานี ใน 9 จังหวัดภาคเหนือ ภายในปลายปีอย่างแน่นอน สำหรับ เว็ปไซด์ Air4Thai.pcd.go.th/webV2 จะทดลองรายงานค่าฝุ่นละออง PM2.5 มาตั้งแต่เดือนมิถุนายนจนถึงกันยายน 2561 ซึ่งจะกำหนดใช้งานจริงวันที่ 1 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไป ขณะที่ ข้อมูลผลการตรวจวัดฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน (PM10) เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ใน 9 จังหวัดภาคเหนือ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 31 พฤษภาคม 2561 พบว่าปริมาณฝุ่นละอองเฉลี่ย 24 ชั่วโมงสูงสุดเท่ากับ 233 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ที่ ตำบลบ้านดง อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ในวันที่ 7 มีนาคม 2561
สำหรับจำนวนวันที่ฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน พบว่าจังหวัดตากมีปริมาณฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานสูงสุด จำนวน 19 วัน โดยจังหวัดพะเยาเป็นเพียงจังหวัดเดียวที่มีปริมาณฝุ่นละอองอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน สำหรับสถานการณ์จุดความร้อนสะสม 9 จังหวัดภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม - 31 พฤษภาคม 2561 จากการเปรียบเทียบข้อมูลจุดความร้อนสะสมรายจังหวัดในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ พบจำนวนความร้อนในพื้นที่ 9 จังหวัด จำนวน 4,717 จุด ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2560 ที่พบจำนวนจุดความร้อน 5,418 จุด หรือลดลงประมาณร้อยละ 13 เมื่อพิจารณาจำนวนจุดความร้อนสะสมรายจังหวัด พบว่า จังหวัดตากมี จุดความร้อนสะสมสูงที่สุด 1,377 จุด รองลงมาจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีจุดความร้อนสะสม 915 จุด และจังหวัดเชียงใหม่ มีจุดความร้อนสะสม 650 จุด ตามลำดับ ในส่วนสถิติจุดความร้อนสะสม (Hotspot) 9 จังหวัดภาคเหนือ ช่วงวันประกาศห้ามเผาปี 2561 สูงสุดที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 817 จุด น้อยสุดอยู่ที่จังหวัดเชียงราย จำนวน 17 จุด ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ โดยจังหวัดเชียงใหม่ เกิดจุด Hotspot ช่วงวันประกาศห้ามเผา จำนวน 246 จุด ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบ Hotspot ระหว่างปี 2559 – 2561 ในช่วงเวลาเดียวกัน ลดลงถึง 363 จุด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การดำเนินงานการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยการใช้กลไกประชารัฐและทุกภาคส่วนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วม ที่จะสามารถทำให้จุดความร้อนและปริมาณฝุ่นใน 9 จังหวัดภาคเหนือ ลดลงได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : อภิชาติ เฮงพลอย

ผู้เรียบเรียง : สุนทรี ทับมาโนช

แหล่งที่มา : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่