สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดตาก เป็นวันที่สอง

19T10:12:31.007Z ธ.ค. 2561 | เข้าชม : 0

วันที่18 ธ.ค. 2561เวลา 7.32 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระธาตุเหมืองผาแดง อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
ในการนี้ เสด็จเข้าภายในพระธาตุเหมืองผาแดง ทรงพระสุหร่ายพระพุทธสิรินาคมุนินทร์ เป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก ขนาดหน้าตัก 36 นิ้ว ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือ กปร. และผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดสร้างขึ้น เพื่อความเป็นสิริมงคล และยึดเหนี่ยวจิตใจพุทธศาสนิกชน โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานนามพระพุทธรูป และพระราชทานพระราชานุญาตให้เชิญอักษรพระนามาภิไธย "สธ" (สอ-ทอ) ประดิษฐานบนผ้าทิพย์ด้วย
จากนั้น ทรงติดตามความก้าวหน้าของโครงการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันดำเนินงานสนองพระราชดำริ ทั้ง 4 แนวทาง ได้แก่ การจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ การจัดสร้างสวนพฤกษศาสตร์และรวบรวมพรรณไม้ การพัฒนาแหล่งน้ำและการตรวจสอบสารพิษ และการฟื้นฟูพื้นที่ป่าและการปลูกแฝกเพิ่มเติม
โดยในปี 2561 เป็นการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการระยะ 3 ปี คือระหว่างปี 2561 ถึง 2563 ซึ่งแบ่งออกเป็นแผนงานต่าง ๆ อาทิ แผนงานด้านการอำนวยการและบริหารโครงการ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการแหล่งน้ำ การบริหารจัดการพื้นที่ การตรวจสอบสารปนเปื้อนและรับรองความปลอดภัย แผนงานด้านอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น การดำเนินงานของ ศูนย์อบรมสัมมนาด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้ป่าและพืชท้องถิ่น ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการใช้หญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ และแผนงานด้านสวนพฤกษศาสตร์และแหล่งนันทนาการ เช่น การจัดสร้างสวนพฤกษศาสตร์ พิพิธภัณฑ์เหมืองแร่สังกะสีดอยผาแดง เพื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศและแหล่งนันทนาการ
เวลา 9.49 น. เสด็จพระราชดำเนินไปทรงติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ ณ ศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านเลโพเด ตำบลแม่วะหลวง อำเภอท่าสองยาง ซึ่งเป็นการเสด็จพระราชดำเนินไปครั้งที่ 3
ศูนย์การเรียนนี้ เปิดทำการสอนเมื่อปี 2547 ปัจจุบัน มีครูตำรวจตระเวนชายแดน หรือ ครู ตชด. 4 นาย , ครูอัตราจ้าง 4 คน ผู้ดูแลเด็ก 1 คน มีนักเรียน 123 คน โดยส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขาเผ่าปกาเกอะญอ จากบ้านเลโพเด และมีนักเรียนบ้านไกลจากบ้านโท้ะโด้ะวาเล ซึ่งอยู่ห่างจากโรงเรียน 8 กิโลเมตร พักอาศัยที่โรงเรียนประมาณ 32 คน
ในการนี้ ทรงติดตามการดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ที่ได้พระราชทานพระราชดำริให้กรมชลประทานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือ กปร. จัดสร้างฝาย เพื่อช่วยชะลอน้ำสร้างความชุ่มชื้นให้แก่ผืนป่า เพื่อให้ราษฎรมีน้ำไว้ใช้อุปโภคบริโภคอย่างพอเพียงในหน้าแล้ง ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2562
ทั้งนี้ โรงเรียนมีการพัฒนามาโดยลำดับ เดิมอาคารเรียนเป็นไม้ระแนงมีเพียง 3 หลัง ต่อมาได้พัฒนาโดยมีอาคารเรียนมากขึ้น นักเรียนมีสุขภาพอนามัยดีขึ้นมาก มีการสอนเสริมให้แก่นักเรียนที่ผลการเรียนต่ำ ส่วนนักเรียนที่มีน้ำหนักและส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์ ได้แก้ไขด้วยการให้นักเรียนมารับประทานอาหารเช้าที่โรงเรียน เสริมอาหารด้วยนม โปรตีนจากถั่ว และกล้วย นอกจากนี้ นักเรียนบางส่วนมีพยาธิไส้เดือน พยาธิแส้ม้า และพยาธิปากขอ ทางโรงเรียนได้ส่งไปตรวจเช็คที่สาธารณสุขตำบลทุก ๆ 6 เดือน และให้รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง พร้อมกับให้ความรู้เรื่องสุขอนามัย ทำให้จำนวนนักเรียนที่มีพยาธิ ลดน้อยลง
ปัจจุบัน มีนักเรียนในพระราชานุเคราะห์ จำนวน 10 คน กำลังศึกษาระดับปริญญาตรี และมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งมีผลการเรียนอยู่ในระดับดีเป็นส่วนใหญ่
ด้านโครงการฝึกอาชีพ มีปราชญ์ชาวบ้านไปช่วยสอนทอผ้าและจักสาน เป็นการสืบสานวัฒนธรรมดั้งเดิม
โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ได้ขยายพื้นที่ จำนวน 2 งาน เพื่อเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น ทั้งยังส่งเสริมให้ปลูกพืชผักในกระถางด้วย อีกทั้ง สอนนักเรียนในการขยายพันธุ์พืช ไม่ใช้สารเคมี ไม่ใช้เมล็ด 5 วิธี ได้แก่ ติดตา ต่อกิ่ง ปักชำ ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง ด้านการเลี้ยงสัตว์ ได้ขยายพันธุ์ สุกร และ ไก่ ให้ชาวบ้านไปเลี้ยงเพื่อประกอบอาชีพ เป็นการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้แก่ครอบครัว
ในการนี้ ทรงเยี่ยมหน่วยแพทย์พระราชทาน ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้แพทย์และพยาบาลจากศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุชลประทาน จังหวัดนนทบุรี ไปบริการตรวจรักษาแก่ราษฎร
สำหรับบ้านเลโพเด ปัจจุบันมีประชากร 415 คน ภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวันคือภาษากระเหรี่ยง ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีรายได้ครัวเรือนละ 2 หมื่นบาทต่อปี ปัญหาของหมู่บ้านคือการคมนาคมยากลำบาก
เวลา 12.02 น. เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา (บ้านแพะ) ตำบลแม่ตื่น อำเภอแม่ละมาด เป็นครั้งที่ 6
โรงเรียนนี้ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนเขต 6 (เดิม) จัดตั้งขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 2524 เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับก่อนประถม ถึงระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ปัจจุบัน มีครู ตชด. 5 นาย , ครูอัตราจ้าง 2 คน , ผู้ดูแลเด็ก 2 คน มีนักเรียน 152 คน โดยเป็นนักเรียนบ้านไกลพักอาศัยที่โรงเรียน 42 คน มีนักเรียนได้รับรางวัล ชนะเลิศการประกวดโครงการแข่งขันทักษะภาษาไทย ด้านการอ่าน การเขียน และ การคัดลายมือ ประจำปี 2560 ในสังกัดโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนภาคที่ 3
ครูใหญ่โรงเรียนฯ เป็นศิษย์เก่าจากโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านกามาผาโด้ อำเภอท่าสองยาง และเป็นครูจากโครงการคุรุทายาท ได้กลับมาพัฒนาโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนให้มีความก้าวหน้า โดยสอนนักเรียนทั้งหลักสูตรวิชาการ และเน้นทักษะอาชีพ โดยปลูกฝังให้คนอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน เนื่องจากหมู่บ้านเป็นพื้นที่เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าแม่ตื่น รวมทั้งสอนวัฒนธรรมท้องถิ่น วัฒนธรรมระดับประเทศ และวัฒนธรรมสากล เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้การเข้าสังคมกับโลกภายนอก โดยเฉพาะได้จ้างครูมาสอนภาษาอังกฤษ เพื่อเสริมทักษะให้นักเรียนได้เรียนรู้ควบคู่กับวิชาภาษาไทย
โดยศิษย์เก่ามีบทบาทเป็นอย่างมาก ในการส่งเสริมพัฒนาโรงเรียน ได้ร่วมกันบริจาคเงินเพื่อจ้างครูมาสอนนักเรียนเพิ่มเติม และร่วมกันบริจาคเงินเพื่อสร้างเรือนพยาบาล และส่วนใหญ่ศิษย์เก่า ยังเป็นผู้ปกครองของนักเรียน จึงเห็นความสำคัญของการศึกษาและมีบทบาทในการสนับสนุนให้นักเรียนศึกษาต่อในระดับสูง
เนื่องจากโรงเรียนไม่มีไฟฟ้า จึงใช้ระบบโซล่าเซลล์ หรือพลังงานแสงอาทิตย์ และได้ขอ CD บันทึกการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม มาสอนนักเรียน ผ่านจอ LED TV
ด้านโครงการเกษตรอาหารกลางวัน ผลผลิตมีเพียงพอทั้งเนื้อสัตว์และพืชผัก เพราะมีพื้นที่กว้าง มีน้ำเพียงพอโดยใช้ระบบประปาภูเขา ทางโรงเรียน ได้ลดพื้นที่ปลูกผัก และทดแทนด้วยการปลูกไม้ผล เช่น ส้มโอ เงาะทุเรียน แซมต้นกล้วย นอกจากนี้ ยังเป็นสถานที่ทดลองโครงการนำร่องในการฝึกเลี้ยงไก่ไข่ไทยพระราชทาน ในรูปแบบ happy Chic โดยเลี้ยงแบบปล่อยลงลานกว้าง เลี้ยงด้วยอาหารที่ได้ผลผลิตจากการปลูกในโรงเรียนเพื่อลดต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ โดยฝึกนักเรียนเป็นวิทยากร เพื่อบรรยายฐานการเรียนรู้ด้านการเกษตร ถ่ายทอดความรู้แก่ผู้สนใจในชุมชนที่เข้าไปเรียนรู้
สำหรับบ้านแพะ ภูมิประเทศเป็นที่ราบในหุบเขาติดกับริมแม่น้ำตื่น ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม รายได้เฉลี่ยประมาณครัวเรือนละ 35,000 บาทต่อปี ภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวันคือภาษากระเหรี่ยง
เวลา 15.04 น. เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา แม่ฟ้าหลวง บ้านพะตี้หม่อโจ ตำบลแม่หละ อำเภอท่าสองยาง ซึ่งจัดการศึกษาตลอดชีวิตแก่ราษฎรบนพื้นที่สูง เป็นการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยให้แก่เด็ก เยาวชน ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุตามสภาพปัญหา และความต้องการของทุกกลุ่มเป้าหมาย จัดกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ และได้น้อมนำศาสตร์พระราชา มาเป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้
ศูนย์การเรียนนี้ เริ่มจัดตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2536 เปิดทำการสอนระดับก่อนประถม ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปัจจุบัน มีนักเรียน 39 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขาเผ่าปกาเกอะญอ มีครู 2 คน ซึ่งครู 1 คน สอนนักเรียนชั้นประถมปีที่ 1 ถึง 3 และครูอีก 1 คน สอนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึง 6 นอกจากนี้ ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการรู้หนังสือ มีผู้รับบริการ 10 คน และกิจกรรมการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีนักเรียนระดับมัธยมปลาย จำนวน 1 คน
ในการเสด็จพระราชดำเนินไปครั้งนี้ ได้พระราชทานหนังสือแก่โรงเรียนจำนวน 37 เล่ม เป็นหนังสือวิชาการ และหนังสือการ์ตูน ปัจจุบัน ขาดสื่อพัฒนาการเด็ก และของเล่นเด็ก
โอกาสนี้ ทรงฟังการกราบบังคมทูลการดำเนินงานโครงการสร้างป่าสร้างรายได้ ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงห่วงใยราษฎรในพื้นที่สูง เนื่องจากป่าต้นน้ำลำธารถูกทำลาย ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ จึงพระราชทานแนวทางการพัฒนา การฟื้นฟูป่าต้นน้ำ โดยปลูกไม้หลาย ๆ ระดับ หลาย ๆ ชนิด ร่วมกับพืชเศรษฐกิจ เพื่อให้ราษฎรสามารถสร้างรายได้ ทั้งยังเป็นการสร้างผืนป่าเพิ่มมากขึ้นอีกทางหนึ่ง และทำให้เกิดป่าต้นน้ำเพิ่มขึ้นด้วย
ในพื้นที่บ้านพะตี้หม่อโจ มีสมาชิกโครงการสร้างป่าสร้างรายได้ จำนวน 8 ครัวเรือน พื้นที่ 16 ไร่ สนับสนุนปลูกพันธุ์ไม้ อาทิ ไม้ยางนา และไม้เศรษฐกิจ เช่น มะพร้าว กาแฟ และบุก ซึ่งเป็นพืชที่ปลูกได้ดีในพื้นที่แห่งนี้ ผลการดำเนินงาน สมาชิกมีรายได้รวมจำนวน 12,300 บาท แหล่งที่มาของรายได้ คือ การขายบุกให้แก่โรงงานในอำเภอท่าสองยาง
โดยโรงเรียน ได้ดำเนินโครงการพัฒนาเด็กเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ 8 เป้าหมายหลัก อาทิ การเสริมสร้างศักยภาพของเด็กและเยาวชนในการอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของท้องถิ่นและของชาติไทย ได้ส่งเสริมให้เล่นเครื่องดนตรีเตหน่า เป็นเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบในพิธีกรรมสำคัญต่าง ๆ ของชาวไทยภูเขาเผ่าปกาเกอะญอ อาจจะใช้บรรเลงอย่างเดียว หรือประกอบการขับร้องด้วยก็ได้ และส่งเสริมให้จัดตั้งกลุ่มทอผ้าปกาเกอะญอย้อมสีธรรมชาติ เพื่อส่งจำหน่ายร้านภูฟ้า ซึ่งมูลนิธิภูฟ้า ยังได้ไปสอนวิธีการย้อมสีผ้าแบบธรรมชาติ และแนะนำให้ออกแบบผลิตภัณฑ์จากผ้าทอให้หลากหลาย
สำหรับ บ้านพะตี้หม่อโจ ตั้งอยู่บนสันดอย มีจำนวนประชากร 317 คน ภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน คือภาษาท้องถิ่นและภาษาไทย ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม รายได้เฉลี่ยครัวเรือนละ 28,000 บาทต่อปี ราษฎรมีความต้องการไฟฟ้าหรือโซล่าเซลล์ ต้องการให้พัฒนาถนนเพื่อความสะดวกในการคมนาคม และต้องการอาชีพเสริม

ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : ชัยรัตน์ อินทเชตุ

ผู้เรียบเรียง : เกศวรรณ ธนวัฒน์

แหล่งที่มา : หน่วยงานสำนักข่าว