สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส

27T08:28:18.300Z ก.ย. 2561 | เข้าชม : 0

วันที่26 ก.ย. 2561 เวลา 8.58 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส ทรงร่วมงานวันลองกอง งานแข่งขันประชันเสียงนกเขาชวา งานศิลปาชีพและกระจูด ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 43 ระหว่างวันที่ 17 ถึง 26 กันยายน 2561 เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานต่าง ๆ ได้แสดงผลงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้ประชาชนได้รับทราบ เพื่อเผยแพร่เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ เรื่องการพัฒนาการผลิตลองกองและผลผลิตทางการเกษตรอื่น ๆ ไปสู่เกษตรกรของจังหวัดนราธิวาสและพื้นที่ใกล้เคียง
ในการนี้ พระราชทานรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดผลผลิตทางการเกษตร จำนวน 21 ชนิด พระราชทานรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดและแข่งขันกิจกรรมต่าง ๆ
โอกาสนี้ ทอดพระเนตรนกเขาชวาที่ชนะการแข่งขันประเภทต่าง ๆ เช่น ประเภทเสียงเอ หรือประเภทเสียงใหญ่ ประเภทเสียงบี หรือ ประเภทเสียงกลาง ประเภทเสียงซี หรือประเภทเสียงเล็ก นอกจากนี้ มีประเภทดาวรุ่ง ประเภทเบบี้ 1 และประเภทเบบี้ 2
ทอดพระเนตรผลผลิตทางการเกษตรที่ชนะการประกวด และซุ้มนิทรรศการของหน่วยงานต่าง ๆ ที่จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ "สืบสานศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรแนวใหม่ ก้าวไกล 4.0" เพื่อน้อมนำหลักทฤษฎีและแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตร ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานไว้ มาถ่ายทอดเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรในจังหวัดนราธิวาส จำนวน 5 โซน อาทิ
โซน "เกษตรสรรค์สร้างความอุดมแห่งแผ่นดิน" อาทิ สำนักงานเกษตรจังหวัดนราธิวาส จัดนิทรรศการ "5 ทศวรรษการพัฒนาลองกอง" ซึ่งมีพื้นที่ปลูกกว่า 5 หมื่นไร่ แบ่งเป็นลองกองแปลงใหญ่ 9 แปลง ช่วยลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้รวมทั้งผลผลิตให้เกษตรกร โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ก้าวทัน 4.0 ของโรงเรียนบ้านสะปอม อำเภอตากใบ ที่ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์ สำนักชลประทานที่ 17 นราธิวาส กรมชลประทาน จัดแสดงนิทรรศการ "ชลประทานงานเพื่อแผ่นดินไทย" มีเนื้อหาเกี่ยวกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เช่น การเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรและสมาชิกศูนย์ศิลปาชีพโครงการหมู่บ้านปศุสัตว์เกษตรมูโนะ ห้องเรียนยุวชลกร เพื่อสอนงานด้านชลประทานแก่เด็กนักเรียน และโครงการอาคารบังคับน้ำบ้านเจ๊ะเกพร้อมระบบส่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอระแงะ ซึ่งเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งแรกของจังหวัดนราธิวาสในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และแอพพลิเคชั่นของกรมชลประทาน เพื่อใช้รายงานสถานการณ์น้ำ ข้อมูลน้ำในอ่างเก็บน้ำ และข้อมูลน้ำฝน สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนราธิวาส กรมปศุสัตว์ แสดงนิทรรศการ "ปศุสัตว์ 4.0" เช่น นิทรรศการการเลี้ยงสัตว์ ของนายมูฮำมัดกาแมล เจ๊ะมะ เกษตรกรดีเด่นระดับชาติสาขาอาชีพการเลี้ยงสัตว์ นิทรรศการการเพิ่มผลผลิตแพะนม นิทรรศการการขยายผลแพะราชทาน
และโซนสนองงานพระราชดำริ ซึ่งทางศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้จัดแสดงนิทรรศการ "รักษา สืบสาน ต่อยอดศาสตร์พระราชา" เช่น โครงการแกล้งดิน สู่การขยายผลการดำเนินชีวิตตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของราษฎรในพื้นที่
ส่วนงานศิลปาชีพและกระจูด นำเสนอนิทรรศการแสดงผลิตภัณฑ์กระจูดและศิลปาชีพ ภายใต้หัวข้อ "ศิลปาชีพก้าวไกล คือกำไรของแผ่นดิน" การประกวดผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพ ประเภทปาหนัน ย่านลิเภา ใบลาน กระจูด ผ้าทอนราธิวาส และเรือกอและจำลอง การสาธิตผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพ โดยมีศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมจังหวัดนราธิวาส ให้คำปรึกษาด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ รวมทั้งการดำเนินธุรกิจเบื้องต้น
เวลา 12.39 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังบ้านพักผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นางยินดี พร้อมมูล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดนราธิวาส พร้อมคณะกรรมการเหล่ากาชาดจังหวัดนราธิวาส เฝ้าทูลละอองพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงิน โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย
จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปยังอาคารสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดนราธิวาส พระราชทานพระราชวโรกาส ให้คณะบุคคลต่าง ๆ เฝ้าทูลละอองพระบาท ดังนี้
คณะกรรมการจัดงาน 2 เมษาร่วมใจ น้อมเกล้าฯ เฝ้าทูลละอองพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงิน โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย
คณะกรรมการการศึกษาอาชีวศึกษาภาคใต้ 14 จังหวัด เฝ้าทูลละอองพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงิน โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอธัยาศัย
นายธนาวิทย์ ไชยานุพงศ์ นายกเทศมนตรีเมืองนราธิวาส พร้อมคณะผู้บริหารเทศบาลเมืองนราธิวาส เฝ้าทูลละอองพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงิน โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอธัยาศัย
คณะสโมสรโรตารี่นราธิวาส ภาค 3330 โรตารี่สากล ในพระบรมราชูปถัมภ์ เฝ้าทูลละอองพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงิน โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอธัยาศัย
และ คณะชมรมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 3 จังหวัดชายแดนใต้ เฝ้าทูลละอองพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงิน โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอธัยาศัย
เวลา 14.20 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ ในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ประจำปีการศึกษา 2560 ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ (ศูนย์ราชการใหม่) อำเภอเมืองนราธิวาส
ในการนี้ พระราชทานปริญญากิตติมศักดิ์ แก่ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 1 คน พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาบัณฑิต จากสาขาวิชาต่าง ๆ จำนวน 688 คน และระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต จำนวน 40 คน
โอกาสนี้ ได้พระราชทานพระราโชวาท ความสำคัญตอนหนึ่งว่า "การศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างเสริมและพัฒนาความรู้ ความคิดจิตใจ และความประพฤติปฏิบัติ ผู้ที่ถือตัวว่าเป็นผู้มีการศึกษา จึงต้องเป็นผู้มีความรู้ดี มีความคิดจิตใจดี และมีความประพฤติปฏิบัติดี ความรู้ดีนั้น ได้แก่ ความรู้ที่ถูกต้อง ลึกซึ้ง กว้างขวาง ในสาขาหนึ่งสาขาใดหรือหลากหลายสาขา อันสามารถนำไปใช้ปฏิบัติงานและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ ความคิดจิตใจดี ได้แก่ ความคิดพิจารณาที่ถูกต้องและเป็นไปในทางสร้างสรรค์ ด้วยใจที่ยึดมั่นในคุณธรรมความสุจริต ส่วนความประพฤติปฏิบัติดี ได้แก่ การประพฤติตนและปฏิบัติการต่าง ๆ อย่างถูกต้องเหมาะสมกับกาลเทศะ สถานการณ์ บุคคล และเป็นไปตามระเบียบแบบแผนที่ดีงาม บัณฑิตทั้งหลายสำเร็จการศึกษาในระดับสูง ย่อมได้รับการยกย่องนับถือจากคนทั่วไปว่าเป็นผู้มีการศึกษา เพราะมีปริญญาเป็นเครื่องรับรองวิทยฐานะอยู่ จึงสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่บัณฑิตจะต้องดำเนินชีวิตและประกอบกิจการงานอย่างผู้มีความรู้ดี มีความคิดจิตใจดี และมีความประพฤติปฏิบัติดี เพื่อให้เกิดผลเป็นความสุข ความเจริญทั้งแก่ตนเองและชาติบ้านเมือง สมกับที่คนเขายอมรับนับถือ"
เวลา 15.36 น. เสด็จพระราชดำเนินไปยังบ้านเปล หมู่ 3 ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมืองนราธิวาส ทอดพระเนตรการดำเนินงานแปลงเกษตรตัวอย่างของนายมูหัมมัด ยูนุ เกษตรกรตัวอย่างตามแนวพระราชดำริ ปี 2557 ในการพัฒนาพื้นที่ดินเปรี้ยวจัด ซึ่งเดิมประกอบอาชีพค้าขายพืชผัก ผลไม้ และข้าวสาร แต่ประสบปัญหาขาดทุน ทำให้เกิดหนี้สินในครัวเรือน จึงมีแนวคิดปลูกมะนาวภายในพื้นที่แปลงเกษตร แต่เนื่องจากมีลักษณะเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ มีน้ำท่วมขัง ดินมีคุณสมบัติเป็นดินเปรี้ยวจัด ทำให้ไม่สามารถปลูกพืชได้ จึงขอคำแนะนำจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ได้ดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่หมู่บ้านรอบศูนย์จำนวน 13 หมู่บ้าน ในพื้นที่ตำบลกะลุวอ และกะลุวอเหนือ พร้อมจัดฝึกอบรมให้มีความรู้ในการพัฒนาอาชีพให้เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพท้องถิ่นแต่ละหมู่บ้าน
โดยนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในพื้นที่ตนเองจนประสบผลสำเร็จ ด้วยการปลูกมะนาวหลากหลายพันธุ์ในวงบ่อซีเมนต์เป็นอาชีพหลัก ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นการปลูกในตะกร้าเพื่อการขนย้ายสะดวก ทำให้มีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตมะนาว , พันธุ์มะนาวทั้งกิ่งพันธุ์ และต้นพันธุ์ รวมทั้งปลูกพืชผักหมุนเวียน เพาะเห็ดและเลี้ยงนกกระทา มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 2 แสนบาทต่อปี จากอาชีพเดิมมีรายได้ 7 หมื่นบาทต่อปี รวมทั้งยังได้เลี้ยงปลาภายในบ่อและร่องคู เป็นรายได้เสริม โดยงานประมง ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ได้ส่งเสริมให้เลี้ยง "ปลานิลจิตรลดา 3" ซึ่งเจริญเติบโตได้ดีในบ่อดินเปรี้ยว รวมทั้งให้คำปรึกษาถ่ายทอดเทคโนโลยีการเลี้ยง การจัดคุณภาพน้ำ-อาหาร การวิเคราะห์ต้นทุน-ผลตอบแทน และการแปรรูปเป็นปลานิลส้มเพื่อเพิ่มมูลค่า ตลอดจนสำรวจตลาดเพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการรวม 20 คน
นอกจากนี้ ยังได้รับคัดเลือกให้เป็นศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ในพื้นที่บ้านเปล เพื่อเป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้เฉพาะด้าน แลกเปลี่ยนเรียนรู้เทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ หลักธุรกิจการเกษตร การผลิต แปรรูป และการตลาดกับเครือข่าย อีกทั้งยังได้ขยายผลองค์ความรู้สู่ชุมชน โดยเป็นวิทยากรให้แก่กลุ่มเกษตรกรและโรงเรียนต่าง ๆ ทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ ให้คำแนะนำการปลูกและดูแลรักษาแก่กลุ่มเครือข่าย 13 กลุ่ม , รวมทั้งเปิดให้หน่วยงานต่าง ๆ เข้าศึกษาดูงานแล้วกว่า 1,289 คน
โอกาสนี้ ทอดพระเนตรกิจกรรมกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านเปล อาทิ กลุ่มผลิตทองม้วน และกลุ่มจักสานใบลาน
ในการนี้ พระราชทานพันธุ์มะนาวตาฮิติ และ "พันธุ์ปลานิลจิตรลดา 3" แก่ผู้แทนเกษตรกร เพื่อนำไปขยายพันธุ์ สร้างรายได้ให้แก่ครอบครัวต่อไป
เวลา 17.35 น. ทรงติดตามความก้าวหน้างานประมง ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลกะลุวอเหนือ ที่กรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดนราธิวาส ได้จัดแสดงผลงานศึกษาและทดลองการเพาะเลี้ยงปลาน้ำจืดชนิดต่าง ๆ เพื่อการอนุรักษ์ การขยายพันธุ์ และเพื่อส่งเสริมให้เป็นอาชีพสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่
ในการนี้ ทอดพระเนตรการเพาะขยายพันธุ์ปลาน้ำจืดชนิดต่าง ๆ ทั้งที่เป็นปลาท้องถิ่นใกล้สูญพันธุ์ และปลาเศรษฐกิจ ที่ศึกษาและทดลองเลี้ยงจนเป็นผลสำเร็จสามารถขยายการเพาะพันธุ์และส่งเสริมให้ประชาชนเลี้ยงได้ อาทิ การเลี้ยงปลาพลวงชมพูในระบบน้ำหมุนเวียน ที่สนองพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เพาะขยายพันธุ์ขึ้นเมื่อปี 2547 ทั้งนี้ปลาพลวงชมพู นับเป็นปลาเศรษฐกิจมีราคาสูง เป็นที่นิยมบริโภคโดยเฉพาะต่างประเทศ แต่การส่งออกจำหน่ายยังไม่พอต่อความต้องการ ด้วยปลาชนิดนี้ เพาะขยายพันธุ์ได้น้อย มีไข่เพียง 500 ถึง 1 พันฟอง และตกไข่ไม่พร้อมกัน เติบโตช้า อาศัยในน้ำไหล เช่น ลำธาร พบได้เฉพาะพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างเท่านั้น จากการศึกษาและทดลองเลี้ยง พบว่าปลาพลวงชมพู สามารถเพาะขยายพันธุ์ได้โดยวิธีการฉีดฮอร์โมนผสมเทียม ฉีดกระตุ้นให้แม่ปลามีไข่แก่ด้วยฮอร์โมนสังเคราะห์ และยังรีดไข่ผสมน้ำเชื้อได้ ไข่ฟักเป็นตัวภายใน 95 ชั่วโมง ใช้เวลาอนุบาลลูกปลา 45 วัน แล้วนำไปเลี้ยงต่อที่บ่อดินและบ่อซีเมนต์ที่มีระบบน้ำไหลผ่าน ให้อาหารสำเร็จรูปชนิดเดียวกับปลากินพืชทั่วไป ใช้เวลาเพาะเลี้ยงนาน 3 ปี ถึงจับขายได้ ปลาจะมีน้ำหนักเฉลี่ยตัวละ 1.5 กิโลกรัม จำหน่ายกิโลกรัมละ 1,000 ถึง 2,000 บาท ส่วนปัญหาที่พบคือ เพาะขยายพันธุ์และอนุบาลค่อนข้างยาก และใช้เวลาเลี้ยงนาน จึงส่งเสริมให้เลี้ยงปลาพลวงชมพูร่วมกับปลานิล เพื่อเป็นรายได้เสริมระหว่างรอปลาพลวงเติบโต
นอกจากนี้ ได้ทดลองเลี้ยง "ปลานิลจิตรลดา 3" ในพื้นที่ดินเปรี้ยว เพื่อเป็นแหล่งผลิตปลานิลจิตรลดาที่ดีแก่เกษตรกรและหน่วยงานราชการ ทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้การเพาะเลี้ยงปลาในพื้นที่ดินเปรี้ยว และการแปรรูปปลานิลแก่ผู้สนใจ จากการศึกษาทดลองพบว่า "ปลานิลจิตรลดา 3" สามารถเพาะเลี้ยงและเจริญเติบโตได้ดีในบ่อดินเปรี้ยวที่ปรับปรุงค่า pH ของน้ำแล้ว โดยใช้หินฝุ่น และใส่ปุ๋ยคอก ในอัตราที่กำหนด ใช้เวลาเลี้ยง 4 ถึง 5 เดือน ใช้อาหารเสริมธรรมชาติ เช่น ใส่ปุ๋ยร่วมกับฟางหญ้าแห้ง เลี้ยงปลานิลได้ เพื่อลดต้นทุนค่าอาหาร สามารถส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้เพาะเลี้ยงเป็นอาชีพได้แล้ว ภายใต้ชื่อ "ปลาของพ่อ สู่ปลานิลในสายน้ำไหล 3 จังหวัดชายแดนใต้" โดยเฉพาะที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา นิยมเลี้ยง "ปลานิลจิตรลดา 3" เป็นจำนวนมาก แทนการเลี้ยงปลาจีนซึ่งใช้เวลาเพาะเลี้ยงนาน มีการเลี้ยงปลานิลในบ่อที่ใกล้กับธารน้ำไหล แล้วจัดวางระบบท่อเพื่อให้น้ำไหลและถ่ายเทได้สะดวก ไม่เกิดการสะสมของตะกอนและสาหร่าย ปลาจึงโตเร็ว รสชาติดี ไม่มีกลิ่นคาวและกลิ่นสาป
ส่วนการเพาะขยายพันธุ์ปลาสวยงามจากพื้นที่ป่าพรุและแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่ออนุรักษ์ ขยายพันธุ์ เพื่อปล่อยกลับคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ และพัฒนาส่งเสริมสู่การเลี้ยงเพื่อเป็นอาชีพให้แก่ประชาชนที่สนใจต่อไป ได้แก่ ปลาซิวข้างขวาน , ปลากระดี่มุก และปลาตะเพียนข้างลาย ซึ่งล้วนเป็นปลาสวยงามท้องถิ่น อาศัยตามพื้นที่ป่าพรุโต๊ะแดง เป็นที่นิยมเลี้ยงทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงมีการจับปลาเหล่านี้ไปขายจำนวนมาก ทั้งยังเกิดการเปลี่ยนแปลงทางระบบนิเวศน์ ที่เกิดจากไฟป่าและการบุกรุกทำลายพื้นที่แหล่งน้ำธรรมชาติ ทำให้ปลาดังกล่าวมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่องและใกล้สูญพันธุ์ ขณะเดียวกันยังได้เพาะพันธุ์ปลากัดป่าพื้นเมือง ตลอดจนได้รวบรวม พันธุ์ปลาพรุ และปลาน้ำจืดพื้นเมืองอีก 24 ชนิด เพื่ออนุรักษ์และเป็นแหล่งเรียนรู้พันธุ์ปลาน้ำจืดพื้นเมืองแก่นักเรียนและผู้สนใจ อาทิ ปลาซิวควาย ปลาซิวข้างขวานใหญ่ ปลาช่อนเข็ม ปลาก้างพระร่วง และปลาเสือข้างลาย เป็นต้น
ข่าวในพระราชสำนัก สทท

ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : ชัยรัตน์ อินทเชตุ

ผู้เรียบเรียง : เกศวรรณ ธนวัฒน์

แหล่งที่มา : หน่วยงานสำนักข่าว