สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ที่จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดบุรีรัมย์

05T09:55:43.477Z ก.ย. 2561 | เข้าชม : 0

วันที่4 ก.ย. 2561 เวลา 8.39 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยัง ลานหน้ากองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี ตำบลหนองไผ่ล้อม อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งจัดสร้างขึ้นในโอกาสครบ 70 ปี การสถาปนากองทัพภาคที่ 2 วันที่ 4 กันยายน 2561 โดยข้าราชการพลเรือน ตำรวจ ทหาร และประชาชนทุกภาคส่วนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมกันจัดสร้างขึ้น ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงพระปรีชาสามารถ และทรงสร้างวีรกรรมในการกอบกู้เอกราช จนราชอาณาจักรเป็นปึกแผ่นตราบจนปัจจุบัน ตลอดจนเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของเหล่าทหารและประชาชน ออกแบบโดยสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร มีขนาด 3 เท่าของพระองค์จริง สูง 5 เมตร 40 เซนติเมตร พระราชอิริยบถทรงยืนหลั่งทักษิโณทกจากสุวรรณภิงคาร เพื่อประกาศอิสรภาพ ที่เมืองแครง ในเขตแดนเมียนมา เน้นความสง่างาม ลักษณะที่เข้มแข็ง และทรงไว้ซึ่งการมีพระราชอำนาจ
โอกาสนี้ ทอดพระเนตรนิทรรศการการดำเนินโครงการจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งมีพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2561 และพิธีบวงสรวงสมโภชในวันนี้ 12 สิงหาคม 2561 รวมระยะเวลาในการจัดสร้าง 200 วัน
จากนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พระครูโสภณพรหมรังษี เจ้าคณะตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก ที่ปรึกษาและอุปถัมภ์พิเศษโครงการจัดสร้างพระบรมราชนุสาวรีย์ฯ เฝ้า ถวาย พระพุทธองค์ปฐมญาณนเรศวร โลหะสัมฤทธิ์ปิดทอง ขนาดหน้าตัก 12 นิ้ว
เวลา 9.21 น. เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรกิจกรรมภายในศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ ศูนย์สาธิตและส่งเสริมงานศิลปาชีพภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตำบลหนองไผ่ล้อม อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งใช้พื้นที่บึงน้ำขนาดใหญ่ "บุ่งตาหลั่ว" ในค่ายสุรนารี ขนาดพื้นที่ 28 ไร่ เปิดทำการเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2557 เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริฯ โดยมีเครือข่ายศูนย์การเรียนรู้ หน่วยทหารในกองทัพภาคที่ 2 ในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับกองพล กรม กองพัน รวมถึงระดับกองร้อยอิสระ กว่า 70 ศูนย์การเรียนรู้ ได้นำไปขยายผลสู่การปฏิบัติจนเกิดผลสำเร็จ ช่วยเพิ่มรายได้ในครอบครัว มีการดำเนินชีวิตที่ดีขึ้น ประกอบด้วยฐานการเรียนรู้ต่าง ๆ เช่น
นิทรรศการการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงบ้านแสนสุข ศูนย์การฝึกนักศึกษาวิชาทหาร มณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ชุมชนบริหารจัดการพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม ทั้งการทำนาข้าว ปศุสัตว์ ทำเกษตรอินทรีย์ ทำปุ๋ยหมักสูตรพระราชทาน รณรงค์ให้กำลังพลและครอบครัว จัดทำบัญชีครัวเรือน ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ส่งเสริมอาชีพหารายได้เสริมแก่แม่บ้านครอบครัวตามความถนัด
การปลูกบ้านดิน วัสดุสามารถหาได้ทั่วไปในท้องถิ่น มีราคาถูก เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดย กองพันทหารช่างที่ 202 กรมทหารช่างที่ 2 ได้ขยายผลให้กำลังพล ครอบครัว และทหารกองประจำการของหน่วย และเริ่มขยายผลไปสู่ชุมชนรอบค่ายพื้นที่ ตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมืองนครราชสีมา
การเพาะเห็ด อาทิ การเพาะเห็ดมิลค์กี้ ดำเนินการโดยมณฑลทหารบกที่ 24 การเพาะเห็ดมิลค์กี้ ทำได้ 2 รูปแบบ มีแบบเพาะลงแปลงและเพาะลงถุง เห็ดชนิดนี้ยังมีสรรพคุณทางยา ช่วยลดระดับน้ำตาลและคอเลสเตอรอลในเลือด จำหน่ายกิโลกรัมละ 400 บาท และการเพาะเห็ดขอนดำ โดยมณฑลทหารบกที่ 22 เห็ดขอนดำมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง แก้ไขพิษ ช่วยระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น จากโครงการเพาะเห็ดดังกล่าว ทำให้เกิดการสร้างรายได้และการขยายผลไปสู่ชุมชน โรงเรียน หน่วยงานราชการและประชาชนที่สนใจ
นอกจากนี้ มีการปลูกมะนาวในวงบ่อซิเมนต์ในหลายสายพันธุ ซึ่งพบว่าสายพันธุ์ที่นิยม คือ แป้นพิจิตร เพราะทนแล้งได้ดี ผลดก ติดดอกง่าย เปลือกบาง น้ำเยอะ
การเลี้ยงแมงป่องช้าง เป็นสัตว์ที่มีค่าในทางเศรษฐกิจ เมื่อโตเต็มวัย มีน้ำหนักได้มากถึง 35 กรัมต่อตัว จำหน่ายราคาตัวละ 100 บาท
การปลูกสมุนไพรตามธาตุ เพื่อเสริมสร้างความรู้ในการรับประทานสมุนไพรตามธาตุ จะมีประโยชน์ในการปรับสมดุลของร่างกาย เพื่อสุขภาพแข็งแรง ลดอาการป่วยไข้ โดยมี Line QR Code ข้อมูลละเอียดของพืชแต่ละชนิดไว้ด้วย
การเลี้ยงกบ 2 รูปแบบ คือการเลี้ยงกบในกระชัง และการเลี้ยงกบในบ่อดิน เป็นกบพันธุ์ลูกผสมระหว่าง 3 สายพันธุ์ คือ กบนา กบจาน และกบบูลฟร๊อก ปัจจุบันจำหน่ายอยู่ที่กิโลกรัมละ 80 บาท
ฐานการขยายพันธุ์ปลานิลพระราชทาน โดยหน่วยได้ดำเนินการเพาะพันธุ์เพื่อเป็นการสาธิตให้ผู้เข้าศึกษาเรียนรู้ได้เห็นถึงรูปแบบการขยายพันธุ์และผลผลิตที่ได้ทำการแจกจ่ายให้แก่กำลังพล สถานศึกษา ผู้ที่มีความสนใจนำไปเลี้ยงและจับมาบริโภคได้เมื่อมีอายุ 6 เดือน อีกทั้งได้ทดลองเลี้ยง "ปลาหมอพันธุ์ชุมพร 1" เป็นปลาที่เลี้ยงง่ายโตเร็ว ปัจจุบันมีผู้สนใจเลี้ยงปลาหมอกันเป็นจำนวนมาก เพราะสามารถเลี้ยงและเจริญเติบโตในอัตราความหนาแน่นสูง ทนทานต่อสภาวะที่คุณสมบัติของดินและน้ำที่แปรปรวน ซึ่งนิยมเลี้ยงในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งบ่อดิน บ่อคอนกรีต กระชัง หรือตามร่องสวน จับมาบริโภคเมื่อมีอายุ 4 เดือน ทั้งเลี้ยงชนิดเดียวและเลี้ยงผสมกับปลาชนิดอื่น
การเลี้ยงกุ้งเครย์ฟิช หรือ กุ้งก้ามแดง ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ สำหรับบ่อที่เลี้ยง จะมีแบบบ่อซีเมนต์และบ่อดิน เลี้ยงง่าย ใช้เวลาในการเลี้ยง 4 เดือน จำหน่ายกิโลกรัมละ 400 บาท
โครงการ "1 ไร่ 1 แสน" เป็นการบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูก 1 ไร่ ให้ได้ประโยชน์และประสิทธิภาพมากที่สุด ตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ ดำเนินการผ่าน 3 วิชา ได้แก่ วิชาด้านกสิกรรม คือ ปลูกข้าว ผักสวนครัว ผักน้ำ พืชไร่ ไม้ผล วิชาด้านปศุสัตว์ เช่น เลี้ยงไก่ไข่ และวิชาด้านประมง เลี้ยงปลา กบ หอย กุ้ง ปู
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานเมล็ดพันธุ์พืชเพื่อให้หน่วยนำมาปลูกขยายพันธุ์ไปสู่กำลังพล ครอบครัวและประชาชนต่อไป เช่น ข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 ถั่วฝักยาวลายเสือจักรพันธ์ ถั่วฝักยาวสีม่วงสิรินธร และพริกพันธุ์จินดา เป็นต้น และพระราชทานไก่สายพันธุ์ชี้ฟ้าและไก่ฟ้าหลวง ให้หน่วยได้เลี้ยงเพื่อขยายพันธุ์ไปสู่ประชาชน ซึ่งไก่ทั้งสองสายพันธุ์นี้สามารถเลี้ยงเป็นไก่เนื้อและไก่ไข่สามารถให้ไข่ฟองแรกเมื่ออายุ 16 สัปดาห์ น้ำหนักตัวประมาณ 1,086 กรัม สำหรับผลผลิตภายในศูนย์การเรียนรู้ฯ ส่วนใหญ่จำหน่ายในร้านค้าชุมชนพอเพียง กองบัญชาการช่วยรบที่ 2 ผลการดำเนินการเฉลี่ยแล้วมียอดจำหน่ายสินค้าเดือนละ 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาท)
โอกาสนี้ ทอดพระเนตรภายในอาคารศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สาธิตเกี่ยวกับการทอผ้าพื้นบ้าน ทั้งกิจกรรมการสาวไหม การมัดหมี่ย้อมไหม และการทอผ้าไหม ปัจจุบันกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่นิยม รู้จักกันอย่างแพร่หลาย และสร้างรายได้ให้แก่สมาชิกอย่างยั่งยืน
เวลา 15.30 น. เสด็จพระราชดำเนินไปยังหมู่บ้านสง่างาม ตำบลสะแกซำ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ หมู่บ้านนี้ เป็นโครงการนำร่องการขยายผลโครงการทหารพันธุ์ดีออกสู่ชุมชน ซึ่งโครงการทหารพันธุ์ดีเป็นโครงการที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มณฑลทหารบกที่ 26 ดำเนินงานร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อให้ความรู้เรื่องการปลูกพืชผักปลอดภัยและมีคุณภาพ
โอกาสนี้ กรมชลประทาน ได้กราบบังคมทูลแนวทางการปรับปรุงแหล่งน้ำเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านบ้านสง่างาม เนื่องจากมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการทำการเกษตร โดยปรับปรุงบ่อบาดาลเดิม 2 บ่อ และเจาะบ่อบาดาลเพิ่มอีก 2 บ่อ พร้อมติดตั้งระบบสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อให้มีน้ำใช้เพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภค
ในการนี้ ทอดพระเนตรการปลูกหน่อไม้ฝรั่งในหมู่บ้านสง่างาม ซึ่งกำลังพลมณฑลทหารบกที่ 26 ที่เข้ารับการอบรมการปลูกผักปลอดภัยที่ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ จังหวัดเชียงราย นำกลับมาทดลองปลูกที่แปลงทหารพันธุ์ดีในมณฑลทหารบกที่ 26 เนื่องจากบริเวณนี้เป็นดินภูเขาไฟ หน่อไม้ฝรั่งเจริญเติบโตดี ผลผลิตดี และมีตลาดรองรับ หน่อเขียวราคา 60 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนหน่อขาวราคา 70 บาทต่อกิโลกรัม จึงได้ส่งเสริมให้ชาวบ้านหมู่บ้านสง่างามนำมาปลูก ซึ่งได้ผลผลิตดี จำนวน 150 ถึง 180 กิโลกรัมต่อเดือน สร้างรายได้เฉลี่ย 9,000 ถึง 10,000 บาทต่อเดือน
นอกจากนี้ ยังจัดอบรมให้ความรู้เรื่องการใช้ปุ๋ยสูตรพระราชทานให้แก่ชาวบ้าน เนื่องจากเดิมหมู่บ้านแห่งนี้ใช้สารเคมีปลูกผัก ส่งผลให้มีสุขภาพไม่แข็งแรง จากการดำเนินงานที่ผ่านมาเป็นเวลา 7 ถึง 8 เดือน พบว่าชาวบ้านสามารถลดค่าใช้จ่ายจากการใช้สารเคมีได้ 300 ถึง 500 บาทต่อไร่ต่อเดือน รวมทั้งมีสุขภาพแข็งแรงขึ้น
สำหรับหมู่บ้านสง่างาม มี 52 ครัวเรือน ประชากร 208 คน มีอาชีพเกษตรกรรม ปลูกข้าวและพืชผักสวนครัว
เวลา 16.33 น. เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการดำเนินงานโครงการทหารพันธุ์ดี ณ มณฑลทหารบกที่ 26 ค่ายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งโครงการจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2559 เพื่อให้ทหารเกณฑ์ที่มีความสนใจในด้านการเกษตร ได้มีโอกาสเรียนรู้ขั้นตอนและกระบวนการปลูกผักปลอดภัยเมื่อปลดประจำการ และเพื่อให้มีพืชผักปลอดภัยไว้บริโภคในครัวเรือนและจำหน่ายเป็นอาชีพเสริม โดยรับสมัครทหารเกณฑ์ในหน่วย ผลัดละ 10 นาย เข้ารับการฝึก มีศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธุ์เพ็ญศิริ จังหวัดเชียงรายเป็นพี่เลี้ยง และได้รับพระราชทานเมล็ดพันธุ์พืชผักสำหรับปลูกในโครงการ 4 ไร่ โดยมีการทำปุ๋ยสูตรพระราชทานใช้ในกิจกรรมการเกษตร รวมทั้งเพาะเลี้ยงไก่กระดูกดำ และไก่พันธุ์พื้นเมืองประดู่หางดำซึ่งได้รับพระราชทานมา 20 ตัว ปัจจุบันสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้ 47 ตัว มีทหารเกณฑ์ที่ผ่านการฝึกอบรมไปแล้ว 2 รุ่น ที่ปลดประจำการออกไปทำการต่อยอดขยายผลการดำเนินงาน โดยได้รับพระราชทานเมล็ดพันธุ์ผักรวมทั้งไก่ เพื่อให้นำกลับไปชักชวนเพื่อนบ้านปลูกอีกคนละ 10 ครัวเรือนในพื้นที่ 8 อำเภอ ทั้งนี้เพื่อให้ราษฎรได้มีโอกาสปลูกผักปลอดภัยบริโภคในครัวเรือน และเป็นการขยายความรู้ของพลทหารที่ปลดประจำการออกสู่ชุมชนท้องถิ่นของตนเอง สร้างเครือข่ายให้กองทัพด้านการเผยแพร่ความความรู้เชิงปฏิบัติการทางการเกษตร
โอกาสนี้ ทอดพระเนตรศูนย์การเรียนรู้ ของกองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 23 ซึ่งเริ่มดำเนินงานเมื่อปี 2560 เพื่อสืบสานแนวพระราชดำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้พื้นที่ว่างเปล่าภายในค่ายทหารดำเนินโครงการ 14 ไร่ มีกิจกรรมปลูกพืชผักสวนครัวหมุนเวียนตามฤดูกาล รวมทั้งปลูกพืชสวน เลี้ยงเป็ดและไก่ไข่ เพาะเห็ดนางฟ้า และเลี้ยงปลานิลในบ่อดิน นอกจากนี้ยังเพาะเลี้ยงไส้เดือน และเลี้ยงโค-กระบือใช้มูลมาทำปุ๋ยคอกใช้ในกิจกรรมการเกษตร สำหรับผลผลิตที่ได้จำหน่ายให้โรงอาหารใช้ประกอบอาหารในโรงเลี้ยงทหาร และส่วนหนึ่งจำหน่ายให้กำลังพลและครอบครัวภายในค่าย ให้ได้บริโภคอาหารปลอดภัย ปัจจุบันศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ มีกำลังพล และครอบครัว รวมทั้งประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนนักเรียนนักศึกษาเข้าไปศึกษาเรียนรู้ เพื่อเป็นแนวทางนำไปปฏิบัติเองในพื้นที่ของตนเองอยู่เสมอ
ในการนี้ ทรงปล่อยพันธุ์ปลานิลจิตรลดาในบ่อเลี้ยงปลาในพื้นที่โครงการ และพระราชทานพันธุ์ไก่แก่ราษฎร และทหารที่จะปลดประจำการ รวมทั้งเมล็ดพันธุ์ผักแก่ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 26 สำหรับนำไปดำเนินการขยายผลต่อยอดต่อไป
ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับ ทรงเยี่ยมราษฎรที่ไปเฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จอย่างทั่วถึง
ข่าวในพระราชสำนัก สทท

ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : ชัยรัตน์ อินทเชตุ

ผู้เรียบเรียง : เกศวรรณ ธนวัฒน์

แหล่งที่มา : หน่วยงานสำนักข่าว