สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์

14T10:05:26.423Z ส.ค. 2561 | เข้าชม : 0

เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 61 เวลา 9.34 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้านการเกษตร ค่ายพ่อขุนผาเมือง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ทรงติดตามการดำเนินงานโครงการเดินตามรอยเท้าพ่อ (เกษตรอินทรีย์) ของกองพลทหารม้าที่ 1 ซึ่งเริ่มดำเนินการเมื่อเดือนธันวาคม 2560 เพื่อน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาปฏิบัติจริงในหน่วยทหาร โดยใช้พื้นที่ว่างเปล่าให้เกิดประโยชน์ เป็นตัวอย่างให้แก่กำลังพล ตลอดจนประชาชนทั่วไป อันเป็นการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ในครัวเรือน
โดยมีพื้นที่ดำเนินงานประมาณ 77 ไร่ แบ่งเป็นฐานการเรียนรู้ส่วนต่างๆ อาทิ แปลงนาสาธิต มีศูนย์วิจัยข้าว จังหวัดพิษณุโลก เข้ามาสนับสนุนองค์ความรู้และเมล็ดพันธุ์ จัดทำเป็น 4 แปลง ประกอบด้วย การปลูกข้าวด้วยเครื่องหยอดข้าวงอก ปลูกด้วยเครื่องปักดำ ปลูกด้วยการใช้กำลังพลดำนา และปลูกแบบนาโยน ซึ่งแต่ละวิธีใช้จำนวนเมล็ดพันธุ์ที่แตกต่างกัน เป็นการเรียนรู้การวางแผนปลูกข้าวให้เหมาะสมกับกำลังของครัวเรือน รวมทั้งมีลานตากข้าวแบบวิถีชาวบ้าน และโรงสีข้าวที่มีกำลังการผลิตข้าวเปลือก 1 ตันต่อวัน ซึ่งผลผลิตที่ได้มีแผนที่จะส่งมอบให้แก่โครงการศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธุ์เพ็ญศิริ
ในการนี้ ทรงโยนกล้าพันธุ์ข้าวปทุมธานี 1 ลงในแปลงนา ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวที่ไม่ไวต่อช่วงแสง เหมาะกับสภาพดินในพื้นที่โครงการ มีอายุการเก็บเกี่ยว 104 ถึง 126 วัน
ทั้งนี้ บริเวณโดยรอบยังมีการปลูกไผ่กิมซุงพระราชทาน จำนวน 24 กอ ซึ่งเป็นไผ่ที่ให้ผลผลิตหน่อไม้มากกว่าไผ่ชนิดอื่น
การเลี้ยงแพะพันธุ์แบล็คเบงกอล และพันธุ์ลูกผสม เพื่อพัฒนาสายพันธุ์ให้เหมาะสมแก่การเลี้ยงในจังหวัดเพชรบูรณ์ และแจกจ่ายให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ที่มีความสนใจและมีความพร้อมที่จะเลี้ยงเป็นอาชีพ ซึ่งได้รับพระราชทานพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ รวมจำนวน 10 ตัว เมื่อเดือนมิถุนายน 2561 และได้ทำการปลูกหญ้าเนเปียร์ หญ้าแพงโกล่า และหญ้าขน เพื่อเป็นอาหารสำหรับแพะ รวมทั้งสัตว์ชนิดอื่นด้วย ปัจจุบัน มีลูกแพะเกิดใหม่เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2561 จำนวน 1 ตัว เป็นเพศเมีย ในการนี้พระราชทานชื่อลูกแพะเกิดใหม่ว่า "น้ำเพชร"
นอกจากนี้ มีการเลี้ยงปลานิลจิตรลดา เพื่อการขยายพันธุ์ โดยใช้อาหารแบบอินทรีย์ ที่ผลิตเอง โดยเริ่มเลี้ยงเมื่อเดือนเมษายน 2561 จำนวน 1 บ่อ พื้นที่ 1 ไร่ 85 ตารางวา แบ่งเป็น 6 กระชัง กระชังละ 250 ตัว รวมทั้งมีการเลี้ยงปลาหมอไทย ปลาตะเพียนขาว และปลาช่อน ในบ่อนอกกระชังและตามร่องสวนด้วย
โอกาสนี้ ทรงปล่อยปลานิลจิตรลดาพระราชทาน จำนวน 5 พันตัว ลงในบ่อดิน เพื่อเป็นแหล่งขยายพันธุ์ต่อไป
ทั้งยังมีการเลี้ยงหมูเหมยซาน และหมูป่า ด้วยอาหารอินทรีย์ เพื่อให้ได้พันธุ์ที่สมบูรณ์แข็งแรง ซึ่งผลผลิตที่ได้ จะนำออกจำหน่ายให้กับประชาชนในราคาย่อมเยา ปัจจุบัน มีหมูเหมยซาน และหมูป่า รวมจำนวน 19 ตัว
อีกทั้งเลี้ยงเป็ดเทศสายพันธุ์บาบารี่ ที่มีโครงสร้างลำตัวขนาดใหญ่ เนื้อมาก ไร้กลิ่นสาป เลี้ยงไก่งวงสายพันธุ์สมอลไวท์ ซึ่งมีเนื้ออกใหญ่ เจริญเติบโตเร็ว เลี้ยงไก่ดำ สายพันธุ์ KU ภูพาน 2 สายพันธุ์มองโกเลีย สายพันธุ์ฟ้าหลวง และสายพันธุ์ชี้ฟ้า ซึ่งมีสีดำทั้งตัวรวมถึงกระดูก เนื้อแน่น รสชาติอร่อย มีสรรพคุณทางยาคือช่วยเพิ่มสมรรถนะการทำงานของร่างกายและบำรุงสมอง
ในช่วงบ่าย ทอดพระเนตรการเผาถ่านและการผลิตน้ำส้มควันไม้ เพื่อใช้กำจัดแมลงศัตรูพืช โดยเริ่มดำเนินการเมื่อเดือนกุมภาพันธุ์ 2561 มี 6 เตา 4 รูปแบบ คือ แบบชาวบ้าน แบบกลั่นด้วยกระทะ แบบสำเร็จรูป และแบบถัง 200 ลิตร และทอดพระเนตรการปลูกผักชีบนแคร่ หรือ การปลูกในพื้นที่ยกสูง เพื่อแก้ไขปัญหาผลผลิตได้รับความเสียหาย จากน้ำท่วมขังในฤดูฝน ทั้งยังจำหน่ายได้ราคาดีอีกด้วย
จากนั้น ทรงติดตามการดำเนินงานโครงการทหารพันธุ์ดี ซึ่งเป็นโครงการที่ร่วมกับศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ ส่งเสริมให้กำลังพลของกองประจำการในแต่ละผลัด มีความรู้ความสามารถในการปลูกผักปลอดภัยและมีคุณภาพได้มาตรฐาน ซึ่งเมื่อปลดประจำการสามารถนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการทำเกษตรภาคครัวเรือนและขยายผลสู่ภูมิลำเนา
โดยมีการผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก ไว้ใช้ในโครงการฯ จำนวน 10 ชนิด ซึ่งเพาะจากเมล็ดพันธุ์ผักพระราชทาน ได้แก่ ถั่วฝักยาวสีม่วงสิรินธรเบอร์ 1 แตงกวา กระเจี๊ยบเขียว มะเขือยาว กะเพราแดง พริกขี้หนู คะน้า ถั่วพลู มะเขือเปาะเจ้าพระยา และบวมเหลี่ยม ซึ่งปัจจุบันพระราชทานเพิ่มอีก 2 ชนิด คือ พริกจินดา และถั่วอัลฟาฟ่า
นอกจากนี้ มีการส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพร จำนวน 125 ชนิด บนพื้นที่กว่า 5 ไร่ เพื่อส่งจำหน่ายให้แก่โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ และโรงพยาบาลค่ายพ่อขุนผาเมือง อาทิ "ปีแป๋" สรรพคุณเป็นยาแก้ไอ ขับเสมหะ และ "ม่อนไข่" ช่วยรักษาอาการตัวร้อน และเลือดออกตามไรฟัน
เวลา 14.41 น. เสด็จพระราชดำเนินไปยังหอโบราณคดีเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย ซึ่งเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ ดำเนินการปรับปรุงศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์หลังเก่าที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2505 เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้จังหวัดเพชรบูรณ์ ในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ นำเสนอเรื่องราววิถีชีวิตรวมทั้งวัฒนธรรมของคนเมืองเพชรบูรณ์ ให้เยาวชนในท้องถิ่นและผู้สนใจได้เข้าชม โดยก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี 2560 พร้อมกับเชิญพระนามของ "สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย" พระราชโอรสอันดับที่ 72 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มาเป็นชื่อหอโบราณคดี เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของเมืองเพชรบูรณ์แต่ในอดีต ที่มีพระราชโอรสมาทรงกรม เป็นกรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย
โอกาสนี้ ทอดพระเนตรการจัดแสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีของจังหวัดเพชรบูรณ์ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ จนถึงยุคศรีเทพ สมัยสุโขทัย อยุธยา รัตนโกสินทร์ จนถึงยุคร่วมสมัย ผ่านการสื่อสารด้วยภาพ หุ่นจำลอง และเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจเนื้อหาได้ง่าย แบ่งส่วนจัดการแสดงเป็น 12 ห้อง อาทิ "ห้องวัดมหาธาตุ" วัดคู่บ้านคู่เมืองเพชรบูรณ์ตั้งแต่สมัยสุโขทัย แสดงกรุพระเครื่องสำคัญที่ขุดพบเมื่อปี 2510 รวมทั้งจารึกลานทอง 3 แผ่น ที่บอกเล่าที่มาชื่อเมืองเพชรบูรณ์ จากคำภาษาบาลีว่า "พีช" แปลว่าพืช อันหมายถึงเมืองที่มีพืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ "ห้องสมบัติเมืองเพชรบูรณ์" แสดงโบราณวัตถุ และตำราพิชัยสงครามเมืองเพชรบูรณ์ ที่มีหน้าปกเป็นรูปสุนัข ซึ่งเป็นโฉลกของแม่ทัพ อันแสดงว่าเป็นดินแดนสำคัญมีความสามารถในการรบ ซึ่งไม่ใช่จะมีได้ทุกเมือง
"ห้องเพชรบูรณ์เมื่อวันวาน" จำลองตลาดเก่า ร้านค้าที่มีชื่อเสียง เมื่อ 80 ปีที่แล้ว โดยในปัจจุบันร้านค้าเหล่านี้ยังคงเปิดให้บริการ
"ห้องอุ้มพระดำน้ำ" ประเพณีที่เก่าแก่ มีคุณค่า และแฝงไว้ด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น คู่บ้านคู่เมืองเพชรบูรณ์มาช้านาน
"ห้องไทหล่ม" นำเสนอเรื่องราวต่างๆ ของหล่มสัก-หล่มเก่า จำลองหุ่นขี้ผึ้งชายไทหล่มที่มีรอยสักอย่างลาวพุงขาว รายละเอียดเกี่ยวกับซิ่นหัวแดงตีนก่านและผ้าลายมุก ซึ่งเป็นผ้าพื้นเมืองไทหล่ม
"ห้องสมรภูมิเขาค้อ" จัดแสดงเรื่องราวการสู้รบระหว่างฝ่ายทหารไทยและฝ่ายคอมมิวนิสต์ ที่ยาวนานกว่า 15 ปี บนสมรภูมิเขาค้อ และ "ห้องครัวเพชรบูรณ์" แสดงอาหารพื้นบ้าน และอาหารรับแขกจังหวัดเพชรบูรณ์
ทั้งนี้ หอโบราณคดีเพ็ชรบูรณ์อินทราชัยเปิดให้เข้าชม วันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 8.30 น. ถึง 16.30 น. ส่วนวันเสาร์และอาทิตย์ เวลา 9.30 น. ถึง 15.30 น. โดยไม่มีค่าเข้าชม

ข่าวในพระราชสำนัก สทท.

ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : ชลิตา กลิ่นเชย

ผู้เรียบเรียง : ธนพิชฌน์ แก้วกา

แหล่งที่มา : สำนักข่าว