สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ดังนี้

08T09:35:04.817Z มิ.ย. 2561 | เข้าชม : 0

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2561 เวลา 09.09 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยัง "โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย พิษณุโลก" ตำบลมะขามสูง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ทรงเปิดการประชุมวิชาการ " Thailand - Japan Student Science Fair 2018" ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการประเทศญี่ปุ่น และสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 7 ถึง 9 มิถุนายน 2561 เพื่อเป็นเวทีให้นักเรียน ครู และผู้บริหารโรงเรียน ที่เน้นการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการพัฒนาคุณภาพและศักยภาพของโรงเรียน ให้มีมาตรฐานเทียบเท่าโรงเรียนที่เน้นการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นนำระดับนานาชาติ และเพื่อสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติและสังคมโลกต่อไปในอนาคต โดยมีนักเรียนจากประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น เข้าร่วมนำเสนอโครงงานและร่วมกิจกรรมทางวิชาการ จำนวน 367 คน

ในการนี้ ทรงฟังการนำเสนอผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับคัดเลือก จำนวน 2 โครงงาน ได้แก่ โครงงาน "Devising the formula for finding the constant of magic square when the starting number and number spacing in a real number" ของนายจีรวิทย์ ประสิทธิ์วิเศษ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย พิษณุโลก ซึ่งเป็นการศึกษาเกี่ยวกับจัตุรัสกล เกมส์บริหารสมอง ที่สามารถประยุกต์เป็นจัตุรัสกลสามมิติได้ มีลักษณะเป็นการบวกเลขในตารางสี่เหลี่ยม ซึ่งผลรวมที่ได้จะเท่ากันหมดทุกแนว ทั้งแนวตั้ง แนวนอน และแนวทแยง โดยใช้เวลาในการศึกษาและจัดทำโครงงานประมาณ 2 ปี และโครงงาน "The effect of electrolytes inlodo-strach reaction" ของนางสาวลูซี่ เช็ง นักเรียนเกรด 11 จากโรงเรียนอิชิกาวะ กาคูเอ็น ประเทศญี่ปุ่น นำเสนอโครงงานเรื่องการหาปฏิกิริยาของสารไอโอดีนที่ทำปฏิกิริยากับสารละลายแป้ง จะได้สารสีน้ำเงินเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีสมบัติเฉพาะตัว ดังนั้นจึงสามารถใช้สารละลายไอโอดีนทดสอบแป้งได้

จากนั้น ทรงฟังบรรยายเรื่อง "What inspires us to study SCIENCE New world opened up by Ultra-High Voltage Electron Microscopy" โดย ศาสตราจารย์ เคนจิ ฮิกาชิดะ นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งชาติญี่ปุ่น (KOSEN) มีเนื้อหาเกี่ยวกับ การสร้างแรงบัลดาลใจแก่นักเรียนทั้งชาวไทยและชาวญี่ปุ่น เพื่อให้ตระหนักและเห็นคุณค่าของความสำคัญทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านวิศวกรรมศาสตร์ โดยยกตัวอย่างจากระบบการศึกษาของสถาบันเทคโนโลยีแห่งชาติญี่ปุ่น (KOSEN) ซึ่งเป็นสถาบันที่ผลิตวิศวกรชั้นสูง ที่เน้นการปฏิบัติ อาทิ งานวิจัยด้านวัสดุศาสตร์ และงานวิจัยจากการใช้ Electron Microscopy หรือ กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน

ต่อจากนั้น ทอดพระเนตรการนำเสนอโครงงานวิทยาศาสตร์ของนักเรียนโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย ทั้ง 12 แห่ง โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนจิตรลดา และโรงเรียนคู่พัฒนาจากประเทศญี่ปุ่น รวมจำนวน 30 โครงงาน อาทิ โครงงานเคมี เรื่องการผลิตพลาสติกชีวภาพจากเซลลูโลสในต้นกล้วย ของโรงเรียนโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย พิษณุโลก โครงงานชีววิทยาเรื่องการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียโดยใช้แคลเซียมคลอไรด์ และยูเรีย ของโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โครงงานฟิสิกส์ เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพื้นผิวและแรงเสียดทาน ของโรงเรียนโตไก ประเทศญี่ปุ่น และโครงงานคอมพิวเตอร์ หุ่นยนต์ตรวจสภาพบรรยากาศ ของโรงเรียนโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย เลย

เวลา 13.55 น. เสด็จพระราชดำเนินไปยังค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ อำเภอเมืองพิษณุโลก ในการนี้ ทรงเปิดโรงคัดบรรจุสินค้าทางการเกษตร กองทัพภาคที่ 3 ซึ่งได้ร่วมกับส่วนราชการ ส่วนที่เกี่ยวข้อง และเกษตรกรในจังหวัดพิษณุโลก ที่เป็นเครือข่ายเกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดภัยที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกในโครงการเดินตามรอยเท้าพ่อ เกษตรอินทรีย์ กองทัพภาคที่ 3 จัดสร้างขึ้น เพื่อเป็นสถานที่จัดส่งพืชผักที่ปลูกมาคัดและบรรจุอย่างถูกสุขลักษณะ เพื่อจำหน่ายให้ประชาชนได้มีผักปลอดภัยที่มีคุณภาพบริโภค

โอกาสนี้ ทอดพระเนตรโครงการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชพระราชทาน "เพื่อนช่วยเพื่อน" พื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อพระราชทานให้แก่ผู้ประสบภัยพิบัติ กำลังพล และครอบครัว มีพื้นที่ดำเนินการ กว่า 200 ไร่ ซึ่งได้ร่วมกับศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ จังหวัดเชียงราย และส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นศูนย์ขยายการเพาะเมล็ดพันธุ์ อาทิ กะเพราแดง และมะเขือเปราะเจ้าพระยา โครงการทหารพันธุ์ดี เพื่อให้ทหารกองประจำการ ศึกษาเรียนรู้การใช้เกษตรอินทรีย์ และการเพาะเมล็ดพันธุ์ผักอินทรีย์ สามารถนำไปประกอบอาชีพ และขยายผลในภูมิลำเนาของตนเอง เพื่อให้ชุมชนอยู่บนพื้นฐานความพอเพียง , ปัจจุบันมีการปลูกผักกางมุ้ง อาทิ ผักกวางตุ้ง และ ผักคะน้า เพื่อลดศัตรูพืช สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ผักและผักชนิดต่าง ๆ เพื่อส่งโรงคัดบรรจุพันธุ์ อาทิ ผักบุ้ง มะเขือม่วงญี่ปุ่น และคะน้า

และโครงการเลี้ยงแพะพระราชทานพันธุ์แบล็คเบงกอล ที่ได้พระราชทานแพะตัวผู้และตัวเมีย รวม 50 ตัว มีพื้นที่ดำเนินการ 16 ไร่เศษ , ปัจจุบัน มีจำนวนแพะเพิ่มขึ้นเป็น 118 ตัว โดยวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา มีลูกแพะเกิดใหม่ 2 ตัว , โอกาสนี้ ได้พระราชทานชื่อแก่ลูกแพะที่เกิดใหม่ว่า "อกร่องทอง" และ "อกร่องเขียว"

ในการนี้ ได้พระราชทานแพะ จำนวน 30 ตัว แก่เกษตรกร 15 ครอบครัว ซึ่งได้เรียนรู้การเลี้ยงแพะแล้ว และโครงการยังได้สนับสนุนโรงเรือนเลี้ยงแพะแก่เกษตร จึงได้มีการขยายโรงเรือนฯ เพิ่มขึ้น และมีการทดสอบชนิดหญ้าที่แพะชื่นชอบโดยทดลองปลูก 7 ชนิด อาทิ หญ้าเนเปียร์และหญ้าแพงโกล่า รวมทั้ง ปลูกถั่วฮามาต้า เพื่อนำมาเป็นอาหารแพะ ด้วย

จากนั้น ทอดพระเนตรการดำเนินงานโครงการเดินตามรอยเท้าพ่อ เกษตรอินทรีย์ กองทัพภาคที่ 3 ซึ่งกองทัพภาคที่ 3 ได้ดำเนินงานตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการส่งเสริมทำเกษตรอินทรีย์ในหน่วยทหาร เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้แก่กำลังพลและประชาชนที่สนใจ และได้ดำเนินการในพื้นที่ค่ายทหารทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือ

โดยค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ มีพื้นที่รวมกว่า 6 พันไร่ จัดทำเป็นพื้นที่เกษตรกรรม 2 พัน 135 ไร่ โดยได้ดำเนินกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ อาทิ โครงการเพาะพันธุ์เป็ดพันธุ์ไข่กากีแกมเบล เพื่อเพาะขยายพันธุ์และจำหน่ายในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดให้กับผู้ที่สนใจ ปัจจุบันมีเป็ด 415 ตัว เริ่มจำหน่ายเมื่อเป็ดมีอายุหนึ่งเดือน ราคาตัวละ 40 บาท โครงการทหารพันธุ์ดีขยายพันธุ์ไม้ผล โดยการขยายพันธุ์ต้นมะม่วงพระราชทาน 20 สายพันธุ์ จำนวน 200 ต้น โดยการเสียบยอด การเลี้ยงหมูป่า หมูพันธุ์พื้นเมืองและเลี้ยงห่าน เพื่อขยายพันธุ์และจำหน่าย ปัจจุบันมีหมูป่า 33 ตัว หมูพื้นเมือง 27 ตัว ห่านพันธุ์จีนสีขาวและสีเทา 35 ตัว ขณะนี้อยู่ระหว่างการเพาะขยายพันธุ์

ทั้งยังมีศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโครงการเดินตามรอยเท้าพ่อ เกษตรอินทรีย์ กองทัพภาคที่ 3 มีพื้นที่ดำเนินการ 120 ไร่ ประกอบด้วย โครงการหลักคือ นาอินทรีย์ และโครงการเกษตร ปศุสัตว์ ประมง ซึ่งปีนี้เน้นการเพิ่มรายได้ และขยายพื้นที่เพิ่มเติมสำหรับเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อเป็นวัตถุดิบส่งโรงคัดบรรจุสินค้าทางการเกษตรฯ เป็นการสร้างรายได้ รวมทั้งมีการเลี้ยงจิ้งโกร่ง ไก่กระดูกดำ กลุ่มเลี้ยงปูนา กลุ่มเลี้ยงกบ กลุ่มเลี้ยงปลาตามธรรมชาติ ได้แก่ ปลาช่อน ปลานิล และกลุ่มเลี้ยงหมู 4 สายพันธุ์

โอกาสนี้ ทอดพระเนตรโครงการปลูกข้าวอินทรีย์ โดยการทำนาแปลงใหญ่แบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งกองทัพภาคที่ 3 ได้จัดทำแปลงนา จำนวน 275 ไร่ ในพื้นที่กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 104 กองพันสรรพาวุธกระสุนที่ 23 , กองพันทหารม้าที่ 9 เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์ น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สำหรับนำไปพระราชทานให้แก่เกษตรกร

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงปลูกข้าวโดยวิธีโยนกล้า ณ แปลงปลูกข้าวอินทรีย์ ซึ่งได้เก็บเกี่ยวผลผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานจากศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ และกรรมวิธีลดความชื้นและขัดแยกสิ่งเจือปนเรียบร้อยแล้ว และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์ จำนวน 52,650 กิโลกรัม ให้แก่เกษตรกรในจังหวัดพิจิตรที่รับผลกระทบจากภัยพิบัติ จำนวน 359 ราย

สำหรับโครงการเดินตามรอยเท้าพ่อ (เกษตรอินทรีย์) พื้นที่กองพันทหารม้าที่ 9 กองพลทหารราบที่ 4 ได้ดำเนินการเกษตรผสมผสาน มีการทำนาข้าว , ปลูกพืชผักสวนครัว ,ไม้ผล , เลี้ยงสัตว์ และประมง เพื่อลดร่ายจ่าย และเพิ่มรายได้ของกำลังพล ทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้การทำเกษตรแบบอินทรีย์ โดยมีการเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง 800 ตัว , การเลี้ยงกระบือเพื่อการกสิกรรม , การเลี้ยงปลากินพืช , การเพาะเห็ดต่าง ๆ , การเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ไส้เดือนเพื่อใช้มูลไส้เดือนเป็นปุ๋ยอินทรีย์และปล่อยลงในแปลงผัก การปลูกผักแปลงใหญ่ เพื่อส่งโรงคัดบรรจุสินค้าทางการเกษตรฯ อาทิ หน่อไม้ฝรั่ง กวางตุ้ง และผักชี และการทำนาข้าวปทุมธานี 1 จำนวน 125 ไร่

โอกาสนี้ ได้พระราชทานกระบือ จำนวน 2 คู่ อายุ 2 ปี เพื่อนำไปเลี้ยงขยายพันธุ์ และใช้ในการทำนา แก่ราษฎรจำนวน 2 ครอบครัว ซึ่งเป็นเกษตรกรดีเด่นประจำปี 2561 ในสาขาเกษตรกร ที่น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

ข่าวในพระราชสำนัก สทท.















ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : ชัยรัตน์ อินทเชตุ

ผู้เรียบเรียง : วีระเดช คชเสนีย์

แหล่งที่มา : หน่วยงานสำนักข่าว