พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ทรงเป็นประธานในพิธี "จุดเทียนบูชาดาวนพเคราะห์" ณ วัดเขตร์นาบุญญาราม จังหวัดจันทบุรี

05T09:54:58.490Z มี.ค. 2561 | เข้าชม : 0

เมื่อวันที่ (4 มี.ค. 61) เวลา 15.29 น. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จไปยังวัดเขตร์นาบุญญาราม อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ทรงเป็นประธานในพิธี "จุดเทียนบูชาดาวนพเคราะห์" ซึ่งจังหวัดจันทบุรี ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดขึ้นภายใต้ชื่อ "งานบูชาดาว ปีจอ ขอพรไท้ส่วย ร่ำรวย ร่มเย็น" เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดและสืบสานประเพณีพิธีบูชาดาวนพเคราะห์ตามความเชื่อในพระพุทธศาสนามหายานฝ่ายอนัมนิกาย ที่ถือปฏิบัติกันมากว่า 180 ปี โดยจัดขึ้นในช่วงเดือนแรกของปีตามปฏิทินอนัม-จีน ตรงกับช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมของทุกปี เพื่อขอพรให้เกิดความเป็นสิริมงคล เจริญรุ่งเรือง มีอายุยืนยาว รวมทั้งปกป้องคุ้มครองจากภัยอันตรายต่างๆ
สำหรับ วัดเขตร์นาบุญญาราม เป็นวัดในพระพุทธศาสนามหายานฝ่ายอนัมนิกายสร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โดยชาวญวนที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่ เดิมมีชื่อภาษาญวนว่า "วัดเพื๊อกเดี้ยนตื่อ" มีที่ตั้งเป็นศูนย์กลางของชุมชนและเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวจังหวัดจันทบุรี โดยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทางวัดฯ ได้รับพระราชทานชื่อใหม่ว่า "วัดเขตร์นาบุญญาราม" ทั้งนี้ ในปัจจุบันยังสืบทอดการประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนามหายานฝ่ายอนัมนิกาย เช่น พิธีบูชาดาวนพเคราะห์ พิธีทิ้งกระจาด และเทศกาลถือศีลกินเจ อันเป็นเทศกาลประจำปีของวัดญวนในจังหวัดจันทบุรี
โอกาสนี้ ทอดพระเนตร นิทรรศการ "พระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมพสกนิกรจันทบุรี" ซึ่งจัดแสดงพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัตพระราชกรณียกิจและทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี อาทิ เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2499 ทรงเปิดอาคารประชาธิปก โรงพยาบาลประจำจังหวัดจันทบุรี , และวันที่ 21 มิถุนายน 2531 ทรงเปิดเขื่อนและโรงไฟฟ้าพลังน้ำ "คิรีธาร"
โอกาสนี้ ทรงเยี่ยมราษฎรที่ไปเฝ้า ภายในบริเวณวัดเขตร์นาบุญญาราม อย่างทั่วถึง แล้วเสด็จกลับ

ข่าวในพระราชสำนัก สทท.

ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : ณฐอร มีสิทธิ์

ผู้เรียบเรียง : ธนพิชฌน์ แก้วกา

แหล่งที่มา : สำนักข่าว