สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปฏิบัติพระราชกรณิยกิจในพื้นที่จังหวัดเชียงราย

15T09:56:55.340Z ก.พ. 2561 | เข้าชม : 0

เมื่อวันที่ 14 ก.พ.2561 เวลา 08.45 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังโรงเรียนสามัคคีพัฒนา บ้านม้งเก้าหลัง ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ในการนี้ ทอดพระเนตรการเรียนการสอนระบบมอนเตสซอรี่ ในระดับชั้นประถมศึกษา โดยสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ ให้เด็กเป็นศูนย์กลาง เน้นการทำกิจกรรมที่ตรงตามความต้องการ ความสนใจ ความสามารถ และพัฒนาการของนักเรียนซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติ โดยไม่เน้นการสอนโดยครู เป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ ด้วยความเข้าใจซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าการท่องจำ สามารถปรับเปลี่ยนการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว
จากนั้น ทรงเป็นประธานการประชุมคณะทำงานโครงการพัฒนาการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทยสำหรับเด็กที่ไม่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาแม่ ของโรงเรียนในพื้นที่ข้างเคียงโครงการพัฒนาดอยตุง(พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ดำเนินงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเชียงราย เขต 3 และโรงเรียนในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ คัดเลือกโรงเรียนนำร่องจาก 26 แห่งในอำเภอแม่ฟ้าหลวง โดยคัดจากความพร้อมของผู้อำนวยการ ครู สภาพแวดล้อม ชุมชน มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการ 8 แห่ง อาทิ โรงเรียนสามัคคีพัฒนา โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนนาโต่ มีนักเรียนรวมทั้งสิ้น 746 คน โดยในระยะ 3 ปีแรกระหว่างปี 2560 - 2562 มุ่งเน้นแก้ปัญหาในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 3 เน้นการอบรมกระบวนการเรียนการสอนแก่ผู้อำนวยการและครู แบบ "พาทำ" ร่วมกับครูในโรงเรียนพื้นที่ข้างเคียงโครงการพัฒนาดอยตุงฯ รวมทั้งปรับปรุงอาคารเรียน และระบบน้ำอุปโภค บริโภค
ในการนี้ ทอดพระเนตรพื้นที่ทำการเกษตรของโรงเรียนฯ ซึ่งได้แบ่งพื้นที่รับผิดชอบให้แก่นักเรียนในแต่ละระดับชั้น ได้เรียนรู้การทำการเกษตรปลอดสารเคมี โดยได้เตรียมการขยายผลสู่ชุมชนในพื้นที่ต่อไป นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ได้ดำเนินการส่งเสริมการปลูกเก๊กฮวยให้กับทางโรงเรียนเป็นฐานการเรียนรู้สู่ชุมชน และเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยการพัฒนาเกษตรยั่งยืนเพื่อทดแทนการปลูกข้าวโพดในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เนื่องจากเก๊กฮวยเป็นพืชที่ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีในการดูแล ทำให้เหมาะสมต่อการเพาะปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีความปลอดภัยต่อเกษตรกรผู้เพาะปลูกรวมถึงผู้บริโภค และผลผลิตที่ได้มีราคาสูงกว่าการปลูกข้าวโพด ปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมในโครงการ 60 ราย อีกทั้งได้ส่งเสริมการปลูกกล้วยหอมคาเวนดิช หรือกล้วยหอมเขียว ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ และมีความทนทานต่อการขนส่ง
โอกาสนี้ ได้ทรงเยี่ยมราษฎรที่ไปเฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ
เวลา 10.39 น. เสด็จพระราชดำเนินไปยังศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก บ้านม้งเก้าหลัง ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง ซึ่งเป็นศูนย์อบรมเลี้ยงดูและจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสำหรับเด็กอายุระหว่าง 2 - 5 ปี สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลเทอดไทย ปัจจุบันมีเด็กชนเผ่าม้ง อาข่า และไทยใหญ่ ในความดูแล จำนวน 67 คน มีครูและบุคคลากรจำนวน 4 คน
ในการนี้ พระราชทานเครื่องใช้และอุปกรณ์การเรียน แก่ครูและตัวแทนนักเรียน
จากนั้น ทอดพระเนตรการเรียนการสอนในระบบมอนเตสซอรี่ ซึ่งเป็นระบบการเตรียมความพร้อมในการเรียนสำหรับเด็กเล็ก โดยให้เด็กเป็นศูนย์กลาง เรียนรู้ตามความสนใจของตัวเอง จัดสภาพสิ่งแวดล้อมภายในห้องเรียนให้เหมือนบ้าน เน้นให้เด็กมีสมาธิ มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถช่วยเหลือตัวเอง และมีวินัย ให้เด็กจับต้องสื่อ หรือเล่นอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อฝึกทักษะ สายตา การฟัง การสัมผัส และการดมกลิ่น ซึ่งจะเป็นพื้นฐานพัฒนาด้านความคิด และการมีเหตุผล
โดยโครงการพัฒนาดอยตุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้เข้ามาส่งเสริมระบบ ดำเนินการในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 เริ่มเห็นพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงของเด็ก พบว่าเด็กมีสมาธิ เชื่อฟังครู ให้ความสนใจในกิจกรรมต่าง ๆ รอบตัว และใช้เวลากับสิ่งที่ตัวเองสนใจมากขึ้น ปัจจุบันมีการนำระบบมอนเตสซอรี่ ไปใช้กับศูนย์เด็กเล็กในตำบลเทอดไทย จำนวน 7 แห่ง และภายในปี 2561 จะขยายไปสู่ศูนย์เด็กเล็กฯ ให้ครบทั้ง 18 แห่ง
เวลา 11.08 น. เสด็จพระราชดำเนินไปยังบ้านนายอาเปียว มาเยอะ หมู่บ้านปางมะหัน อำเภอแม่ฟ้าหลวง ซึ่งเป็นสมาชิกในโครงการศึกษาและพัฒนาการปลูกชาน้ำมัน ซึ่งเป็นการดำเนินโครงการสนองพระราชดำริ ของมูลนิธิชัยพัฒนาร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดทำมาตั้งแต่ปี 2549เพื่อสร้างองค์ความรู้และหาแนวทางการบริหารจัดการที่เหมาะสมในการปลูกชาน้ำมัน ควบคู่กับการส่งเสริมอาชีพแก่ราษฎรด้านการเลี้ยงสัตว์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม 3 แห่งของอำเภอแม่ฟ้าหลวง ประกอบด้วย หมู่บ้านปางมะหัน หมู่บ้านปูนะ และแปลงศึกษาวิจัยจีลอง หมู่บ้านผาหมี โดยปีที่ผ่านมา ส่งเสริมอาชีพเลี้ยงไก่แก่เกษตรกรในโครงการฯ จำนวน 355 ครัวเรือน สร้างรายได้ให้กับชุมชน 227,462 บาท ส่วนการส่งเสริมการเลี้ยงสุกร จำนวน 246 ครัวเรือน สร้างรายได้ให้กับชุมชน 1,781,926 บาท
โอกาสนี้ ทรงพระราชปฏิสันถารกับนายอาเปียว มาเยอะ และครอบครัวซึ่งได้รับการส่งเสริมสุกรจากโครงการจำนวน 2 ตัว ตั้งแต่ปี 2556 ถึง 2560 ซึ่งประสบผลสำเร็จในการเลี้ยง สามารถสร้างกำไรสูงสุดถึง 40,400 บาทต่อปี ส่วนนายเสี่ยวยิ่ง แซ่หวัง ได้รับการส่งเสริมสุกรจากโครงการฯ 1 ตัว ตั้งแต่ปี 2557 ถึง 2560 สามารถสร้างกำไรสูงสุดได้ 32,200 บาทต่อปี สร้างอาชีพ และช่วยลดรายจ่ายในครอบครัว
โอกาสนี้ ทรงให้อาหารไก่กระดูกดำ หมูเหมยซาน หมูป่า และเป็ดเทศ ภายในบริเวณบ้านของสมาชิกโครงการฯ ด้วย
ปัจจุบันโครงการศึกษาและพัฒนาการปลูกชาน้ำมัน มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการ 684 คน นับเป็นการส่งเสริมอาชีพที่หลากหลาย เพื่อสร้างรายได้แก่ประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งมีส่วนร่วมในการรักษาป่าและอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
เวลา 12.00 น. เสด็จพระราชดำเนินไปยังหอระวังไฟแปลงปลูกป่า FPT 33 บ้านปางมะหัน ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ป่าถูกทำลาย ร้อยเปอร์เซ็นต์ จากการบุกรุก ทำไร่เลื่อนลอย เผาป่า และอยู่อาศัย รวมจำนวน 14,015 ไร่ ทั้งนี้ ในปี 2548 มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงได้ร่วมกับ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด มหาชน ฟื้นฟูป่า โดยน้อมนำแนวพระราชดำริ ปลูกป่าในใจคน ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาทำความเข้าใจกับชาวไทยภูเขาในพื้นที่ ในการอนุรักษ์ป่าไม้ โดยร่วมกันสำรวจพื้นที่เพื่อกำหนดเป็นป่าใช้สอย จำนวน 1,000 ไร่ พื้นที่ปลูกชาน้ำมัน จำนวน 585 ไร่ พื้นที่อนุรักษ์ 10,142 ไร่ ที่อยู่อาศัยและทำกิน จำนวน 2,288 ไร่ มีการย้ายพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน ที่อยู่บนพื้นที่สูงต้นน้ำ ให้มาอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสมด้านล่าง และได้น้อมนำแนวพระราชดำริ การรักษาป่า ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาปฏิบัติใช้ ในการดูแลป่า อาทิ การไม่บุกรุกทำลายป่า ดับไฟป่า และทำแนวป้องกันไฟ ร่วมกันปลูกป่าเสริมเพิ่มเติม และใช้วิธีการปลูกป่าแบบไม่ปลูก คือป้องกันชาวบ้านไม่ให้เข้าไปในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพื่อให้ต้นไม้เจริญเติบโตขึ้นเอง นอกจากนี้ ชาวไทยภูเขาทุกคนร่วมกันปฏิญาณตนในการรักษาป่า ปัจจุบันป่าเจริญเติบโตขึ้นร้อยละ 80
นอกจากนี้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) หรือ GISTDA (จีสด้า) จัดทำโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานประเทศไทย หรือ T-VER (ทีเวอ) ที่พัฒนาโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก(องค์การมหาชน) เพื่อติดตามผลการปลูกป่า ประเมินความสมบูรณ์ของป่า และประเมินคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นผลจากการป้องกันไม่ให้ป่าถูกทำลาย และการเติบโตฟื้นฟูขึ้นของป่าไม้ในพื้นที่โครงการ ถือว่าเป็นโครงการลดการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ (ลดโลกร้อน) จากการประเมินเบื้องต้น คาดว่าจะได้คาร์บอนเครดิต ปีละ 50,000 ตันต่อปี ในอีก 3 ปี หลังการขึ้นทะเบียนเป็นโครงการ T-VER (ทีเวอ) โดยคาร์บอนเครดิตนี้ สามารถขายให้กับผู้ที่สนใจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตัวเอง ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการอนุรักษ์ป่าในประเทศไทยแบบมีส่วนร่วม สำหรับเงินที่ได้จากการจำหน่ายคาร์บอนเครดิต สามารถนำไปใช้เป็นกองทุนอนุรักษ์ป่า เฝ้าระวังไฟป่า และจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้คนอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน
เวลา 14.13 น. เสด็จพระราชดำเนินไปยังแปลงชาน้ำมันของนายแงะกะ ยะป่า บ้านปูนะ ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง ซึ่งเป็นสมาชิกในโครงการศึกษาและพัฒนาการปลูกชาน้ำมันบ้านปูนะ ซึ่งโครงการศึกษาพัฒนาชาน้ำมันบ้านปูนะได้จัดสรรพื้นที่ปลูกชาน้ำมันให้ชาวบ้านคนละ 5 ไร่ พร้อมจัดเจ้าหน้าที่เข้าไปสอนการปลูกชาที่ถูกต้อง จะได้นำความรู้กลับไปปลูกชาในพื้นที่ของตน
ในการนี้ ทอดพระเนตรการตัดแต่งกิ่งต้นชาน้ำมัน ซึ่งจะทำบริเวณโคนต้น เพื่อให้ลำต้นโปร่ง สะดวกแก่การดูแลรักษาต้นชา เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้ดี และเพื่อลดการแย่งสารอาหารและปุ๋ย ที่สำคัญคือทำให้ได้ผลผลิตดีขึ้น
จากนั้น ทอดพระเนตรการเสียบเปลี่ยนยอดต้นกล้าชาน้ำมันหรือการเพาะงอก เริ่มด้วยการเพาะเมล็ดพันธุ์ในกระบะ แล้วเลือกกิ่งชาน้ำมันพันธุ์ดี และต้นกล้าชาน้ำมันที่สมบูรณ์ เตรียมยอดชาพันธุ์ดีและต้นตอ จากนั้นเสียบยอดและอนุบาลต้นกล้า ซึ่งการเพาะงอกนี้จะช่วยเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น ลดระยะเวลาการปลูก รวมทั้งได้ต้นชาพันธุ์ดีที่ให้เปอร์เซนต์น้ำมันดี ทั้งนี้ โครงการศึกษาพัฒนาชาน้ำมันบ้านปูนะ ได้เข้ามาส่งเสริมการเพาะงอกเมื่อปี 2560 ที่บ้านปูนะ จำนวน 18,099 ต้น รอด 3,100 ต้น หรือคิดเป็นร้อยละ 13.46 ส่วนเดือนมกราคม 2561 เพาะงอก 638 ต้น รอด 619 ต้น คิดเป็นร้อยละ 97 นอกจากนี้ มีการเสียบกิ่งเปลี่ยนยอดต้นชาน้ำมันในแปลงปลูก เริ่มด้วยการเลือกต้นและเสียบกิ่งที่ไม่มีลูก จากนั้นเอาพันธุ์ดีมาเสียบ 2 - 3 กิ่ง ห่อกิ่งที่เสียบเพื่อไม่ให้แสงแดดและความชื้นเข้าไปได้ ใช้เวลา 45 วันจะแตกกิ่งใหม่
ต่อจากนั้น ทอดพระเนตรต้นกล้าชาน้ำมันที่ได้จากการเสียบกิ่งเปลี่ยนยอดขนาดอายุต่าง ๆ เช่น 54 วัน 1 ปี และ 1 ปี 6 เดือน รวมทั้งทอดพระเนตรรากต้นชาอายุ 5 ปีและ 10 ปี โดยต้นอายุ 5 ปีมีขนาดสูงใหญ่กว่าต้นอายุ 10 ปี เนื่องจากระบบรากและสายพันธุ์ ในแปลงชาหากพบต้นชาที่มีปัญหาดังกล่าวจะตัดทิ้งและนำต้นใหม่ไปปลูกทดแทน สำหรับปลายปี 2560 ที่ผ่านมา มีการเพาะกล้าชาน้ำมันทดแทน จำนวน 695.8 กิโลกรัมหรือ 272,754 เมล็ด เปอร์เซ็นต์งอก ร้อยละ 80 นอกจากนี้ มีการเก็บข้อมูลต้นชาน้ำมันรายต้นด้วยแทบเล็ต ใช้เจ้าหน้าที่ 28 คนเดินเก็บข้อมูลร่วมกับเจ้าของแปลง 684 คน ใช้เวลาในการเก็บ 81 วัน โดยจะวัดความสูงและขนาดลำต้น แล้วบันทึกข้อมูลในแทบเล็ต
จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปยังสำนักงานโครงการชาน้ำมันปูนะ ทรงฟังคณะนักวิจัยโครงการศึกษาและพัฒนาการปลูกชาน้ำมันและพืชน้ำมันจังหวัดเชียงราย กราบบังคมทูลรายงานผลการวิจัยและผลการปฏิบัติงานประจำปี 2560 เพื่อคัดเลือกพันธุ์ชาน้ำมันที่เหมาะสมกับพื้นที่ และการปรับปรุงพันธุ์ รวมทั้งหาวิธีการเพิ่มผลผลิตในอนาคต ส่วนการศึกษาดูงานจากสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อปลายปีที่ผ่านมา นักวิจัยได้ไปศึกษาการปลูกชาน้ำมันในจีนและหาพันธุ์ชาน้ำมันชนิดดอกสีแดง ขณะนี้อยู่ระหว่างการนำมาขยายผลเพื่อนำมาปลูกในประเทศไทยต่อไป สำหรับปัญหาหนอนเจาะเมล็ดและหนอนเจาะลำต้นที่เป็นศัตรูของชาน้ำมัน แม้จะทาสีขาวที่ลำต้นก็ยังไม่ได้ผลมากนัก เพราะหนอนจะกินลำต้นสูงขึ้นไปอีก ขณะนี้อยู่ระหว่างการหาวิธีการแก้ไขที่เหมาะสม
หม่อมหลวง ดิศปนัดดา ดิศกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กราบบังคมทูลรายงานสรุปผลการเก็บข้อมูลต้นชาน้ำมันรายต้น ผลการวิเคราะห์ข้อมูลและแผนการดำเนินการปี 2561 - 2563 ซึ่งปีที่ผ่านมาโครงการสำรวจต้นชาน้ำมัน พบว่ามีศักยภาพพร้อมปรับปรุงในหลายแนวทาง เช่น การติดป้ายติดตามข้อมูลต้นชาน้ำมัน เพื่อนำมาวิเคราะห์รายต้น ให้เห็นแนวโน้มในการให้ผลผลิต การวางแผนบริหารจัดการต้นชาน้ำมันที่ให้ผลผลิตน้อย หรือไม่ให้ผลผลิต ต้นชาน้ำมันที่เจริญเติบโตไม่ดี การขยายพันธุ์ต้นพันธุ์ดี การปลูกเสริมด้วยกล้าเพาะใหม่ การตัดแต่งกิ่งต้นชาน้ำมันที่มีความสูง อันจะนำไปสู่การเพิ่มผลผลิต และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนแก่ราษฎรในพื้นที่
เวลา 16.55 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประทับเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดถวาย เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดน บ้านจะนู ตำบลห้วยชมภู อำเภอเมืองเชียงราย ซึ่งเป็นอาคารเรียนเดิมชั่วคราวที่กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32 ร่วมกับประชาชนสร้างขึ้นเมื่อเริ่มก่อตั้งศูนย์การเรียนฯ แล้วทรุดโทรมจึงปรับปรุงใหม่
ศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านจะนู ได้รับพระราชทานพระราชานุญาตจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตั้งขึ้นเมื่อปี 2560 ตามที่ประชาชนร้องขอ เนื่องจากมีเด็กในวัยเรียนจำนวนมากไม่มีที่เรียน ต้องเดินทางไปเรียนที่โรงเรียนไกลบ้านระยะทางถึง 18 กิโลเมตร ซึ่งเส้นทางคมนาคมยังทุรกันดารมาก โดยเปิดทำการสอนภาคเรียนแรก เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2560 ตั้งแต่ชั้นอนุบาล ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปัจจุบัน มีนักเรียน 76 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขาเผ่ามูเซอ มีครูตำรวจตระเวนชายแดน หรือ ครู ตชด. 4 นาย และครูอาสา 2 คน
โดยดำเนินโครงการตามพระราชดำริ ทั้ง 8 โครงการ อาทิ การเรียนการสอนเน้นให้เด็กนักเรียนอ่าน เขียน และพูดภาษาไทยได้ ควบคู่การอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมภูปัญหาท้องถิ่น ทั้งนี้ อาคารเรียนยังมีไม่เพียงพอ ทางศูนย์ฯ จึงได้รับการสนับสนุนจากบริษัทกลุ่มเซ็นทรัล กว่าสามล้านบาท เพื่อก่อสร้างอาคารเรียนเพิ่มเติม 1 หลัง ขนาด 6 ห้องเรียน และอาคารประกอบอื่น ๆ ด้วย โดยจะเริ่มก่อสร้างเดือนเมษายน 2561 คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคม 2561
โอกาสนี้ ทรงเยี่ยมหน่วยแพทย์พระราชทาน โดยมีผู้เข้ารับบริการตรวจรักษาโรคทั่วไป 140 คน ส่วนใหญ่เป็นโรคระบบทางหายใจ โรคกระดูกและกล้ามเนื้อ และเข้ารับบริการด้านทันตกรรม จำนวน 119 คน ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รับผู้เจ็บป่วยไว้ในพระราชานุเคราะห์ จำนวน 2 คน ได้แก่ เด็กพิการแต่กำเนิด และตาเป็นต้อกระจก 2 ข้าง และทรงเยี่ยมราษฎร ที่ไปเฝ้าทูลละอองพระบาท รับเสด็จ ส่วนใหญ่เป็นราษฎรชาวไทยภูเขาเผ่ามูเซอ ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปลูกข้าวไร่
จากนั้น ทอดพระเนตรโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ซึ่งได้ดำเนินการปลูกพืชผักแบบผสมผสาน โดยผลผลิตผัก เมล็ดถั่ว และโปรตีนยังไม่เพียงพอ จึงจัดซื้อเพิ่มเติมด้วยเงินกองทุนเพื่ออาหารกลางวัน เพื่อให้นักเรียนได้รับประทานอาหารครบทุกหมู่ตามพระราชประสงค์
ในการนี้ ได้พระราชทานพระราชดำริให้ กรมชลประทาน กรมป่าไม้ และสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือ กปร. ร่วมกันจัดหาน้ำให้แก่ศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านจะนู ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา "แม่ฟ้าหลวง" บ้านจะนู ราษฎรบ้านจะนู และหมู่บ้านบริวาร โดยดำเนินการปรับปรุงฝายห้วยหินเปียง ฝายห้วยมะม่วง ฝายห้วยผาหิน และฝายห้วยเล่าต๋า ซึ่งฝายทั้ง 4 แห่งนี้ จะมีระบบส่งน้ำพร้อมถังพักน้ำ เพื่อสนับสนุนน้ำสำหรับกิจกรรมต่าง ๆ ภายในศูนย์การเรียนฯ น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร ได้อย่างเพียงพอตลอดทั้งปี ทั้งยังเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่พื้นที่ป่าอีกด้วย
ข่าวในพระราชสำนัก สทท.

ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : ชลิตา กลิ่นเชย

ผู้เรียบเรียง : เพ็ญนภา เข็มตรง

แหล่งที่มา : สำนักข่าว