สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดเชียงราย และจังหวัดพะเยา ระหว่างวันที่ 12 - 16 กุมภาพันธ์ 2561

13T10:13:04.317Z ก.พ. 2561 | เข้าชม : 0

เมื่อวันที่ 12 ก.พ.2561 เวลา 09.03 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ไปในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ประจำปีการศึกษา 2559 ณ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ตำบลท่าสุด อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย
โอกาสนี้ ทรงวางพานพุ่มดอกไม้ และทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี
จากนั้น ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ ในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ประจำปีการศึกษา 2559 โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ เข้ารับพระราชทานปริญญากิตติมศักดิ์ จำนวน 3 คน มีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก ปริญญาโท และปริญญาตรี เข้ารับพระราชทานปริญญา รวมจำนวน 2,447 คน
โอกาสนี้ พระราชทานพระราโชวาท ความสำคัญตอนหนึ่งว่า "การดำเนินชีวิตในสังคม เป็นการอยู่ร่วมกับคนหมู่มาก ซึ่งผูกพันกันไว้ด้วยความสัมพันธ์เกี่ยวข้องในรูปแบบต่าง ๆ และกฎระเบียบของสังคมที่ยึดถือปฏิบัติเป็นอย่างเดียวกัน ทุกคนที่อยู่ร่วมกันเป็นสังคม จึงจำเป็นต้องระมัดระวังควบคุมการกระทำ คำพูด และความคิดของตนให้เป็นไปในทางที่ดีที่ถูกต้องอยู่เสมอ เพื่อสร้างสรรค์จรรโลงสังคมให้มีความร่มเย็นเป็นปรกติสุข การจะระมัดระวังควบคุมการกระทำ คำพูด และความคิด ให้ได้จริงนั้น จะต้องอาศัยสติเป็นเครื่องมือสำคัญ ไม่ว่าจะกระทำการใด พูดสิ่งใด คิดอะไร คนเราก็ควรจะมีสติกำกับอยู่ทุกเมื่อ เพราะหากขาดสติ ก็จะดำเนินชีวิตด้วยความประมาท คิด พูด ทำ ในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่สมควร หรือไม่เป็นไปตามกฎระเบียบและขนบธรรมเนียมอันดีงามของสังคม ส่งผลให้เกิดปัญหาความขัดแย้งที่สร้างความเดือดร้อนวุ่นวายทั้งแก่ตนเองและส่วนรวมอย่างกว้างขวาง บัณฑิตทั้งหลายกำลังจะออกไปดำเนินชีวิตในสังคมร่วมกับผู้อื่น จึงควรจะได้ฝึกตนให้เป็นผู้มีสติอยู่เป็นปรกตินิสัย และรู้จักใช้สติควบคุมตนเองอยู่เป็นนิจ"
หลังจากนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังอาคารอธิการบดี ทอดพระเนตรนิทรรศการต่าง ๆ ที่จัดแสดงเกี่ยวกับการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง นิทรรศการใต้ร่มพระบารมี 2 ทศวรรษ อาทิ กองทุนสิรินธรเพื่อพัฒนาครูสอนภาษาจีน เพื่อเทิดพระเกียรติในโอกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เจริญพระชนมายุ 50 พรรษา โดยจัดหลักสูตรอบรมภาษาจีน จำนวน 312 โครงการ มีผู้เข้าร่วมโครงการ 27,067คน และมูลนิธิ 100 ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ สนับสนุนกิจกรรมสาธารณประโยชน์และกิจการของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง นิทรรศการ เรื่อง "การสูญเสียและการฟื้นฟูป่าไม้ในจังหวัดน่าน" ที่คณะนักวิจัยเสนอแนวทางการฟื้นฟูป่าน่านอย่างยั่งยืน ด้วยการทำงานเชิงบูรณาการแบบ 4 ประสาน มีภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และสถาบันการศึกษาหรือมหาวิทยาลัย เพื่อหยุดยั้งการบุกรุกป่า และสร้างป่าให้เป็นแหล่งอาชีพ เพื่อเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แก่เกษตรกรจำนวน 53 ครัวเรือนในหมู่บ้านห้วยลอย ตำบลภูฟ้า อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน
นิทรรศการโครงการทันตกรรมบรมราชชนนี ที่ออกให้การบำบัดรักษาทางทันตกรรมแบบครบวงจรเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ยากไร้และด้อยโอกาส มีผู้เข้ารับการรักษาตั้งแต่ปี 2555 - 2560 รวม 24,014 ราย
นิทรรศการ "หน่วยแพทย์อาสา บรมราชกุมารี" ที่เข้าถึงผู้ป่ายยากไร้ ให้การดูแลรักษาด้วยสหวิชาชีพ ประสานกับชุมชนและองค์กรท้องถิ่น โดยระยะที่ 1 ดำเนินโครงการในชุมชนรอบมหาวิทยาลัย ก่อนขยายพื้นที่ในจังหวัดเชียงรายในระยะที่ 2 และระยะที่ 3 ขยายไปยังจังหวัดภาคเหนือตอนบน โดยเชื่อมโยงการออกหน่วยเข้าสู่การเรียนการสอน
และนิทรรศการ "หนึ่งเจ้าฟ้า สามสายสัมพันธ์" จัดแสดงข้อมูลบอกเล่าเรื่องราว ถึงเจ้าฟ้านักการทูตสานสัมพันธ์ไทยจีน ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 40 ครั้ง ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ระหว่างปีพุทธศักราช 2524 - 2560 และพระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานชื่อ "ศูนย์ภาษาและวัฒนธรรมจีนสิรินธร" แก่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มีภารกิจส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจีน เผยแพร่วัฒนธรรมจีน และขับเคลื่อนการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทย - จีน อันนำมาสู่สายสัมพันธ์เชื่อมต่อภาษา วัฒนธรรม ความมั่นคงทางสังคมและประชาชน โดยมีบัณฑิตที่จบการศึกษาภาษาจีนออกไปรับใช้สังคมแล้ว 1,517 คน มีผลงานวิจัยกว่า 100 รายการ ซึ่งมีประโยชน์ต่อวิชาการด้านภาษาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ตลอดจนกิจกรรมที่จัดเพื่อสัมพันธภาพไทย - จีน จำนวน 1,071 ครั้ง มีผู้เข้าร่วม 174,896 คน
โอกาสนี้ นางสาวนันทพร ก้อนรัมย์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ผู้พิการทางสายตาจากสำนักวิชาจีนวิทยา ร่ายบทกลอนจาก "หนังสือหยกใสร่ายคำ" พระราชนิพนธ์แปลในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในบทความคิดคำนึงในคืนสงบ ผ่านการอ่านจากอักษรเบรลล์
เวลา 13.05 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิด "หอปรัชญา รัชการที่ 9" ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย จัดสร้างขึ้น เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ซึ่งจัดแสดงเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจ โครงการพระราชดำริ ที่ได้พระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทย อันเกี่ยวเนื่องกับชาวจังหวัดเชียงราย ประกอบการเล่าเรื่องด้วยภาพยนตร์ 4 มิติ และมีกลิ่นหอมของดอกไม้ เป็นการจัดแสดงในรูปแบบพิพิธภัณฑ์มีชีวิต
อาทิ ได้เชิญ นายมนตรี พฤกษาพันธ์ทวี ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นชาวไทยภูเขาเผ่าอาข่า ที่เคยเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับเสด็จ และเคยถวายการจูงลาแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ประทับ เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรที่ดอยผาหมี อำเภอแม่สาย 3 ครั้ง ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2513 - 2517 มาเล่าอดีตให้ฟัง ซึ่งนายมนตรีฯ ได้เล่าว่าพระองค์ทรงห่วงใยชาวเขา เนื่องจากอันตรายจากการสู้รบ และมีพระราชกระแสให้ย้ายออกจากพื้นที่ชายแดน ชาวเขาได้กราบบังคมทูลถึงเรื่องไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้ เนื่องจากไม่มีสัญชาติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จึงได้พระราชทานเหรียญแก่ชาวเขา ทำให้สามารถเดินทางไกลได้โดยตำรวจไม่จับ และ 2 อาทิตย์ต่อมา ทางราชการได้นำบัตรประชาชนมามอบให้ชาวเขาที่มีเหรียญพระราชทาน โดยมีพระราชดำรัส แก่ชาวเขา 3 ข้อ คือ ให้ดูแลพื้นที่ชายแดนไทย ให้ดูแลชาวเขาด้วยกัน ที่มีอยู่ 9 เผ่า และให้ดูแลป่าไม้และแหล่งน้ำ ไม่ปลูกต้นไม้เพิ่มก็ได้ แต่ไม่ต้องตัดต้นไม้ ไม่ต้องเผาป่า ถ้ามีไฟป่าให้ช่วยกันดับ แล้วป่าจะเจริญเติบโต อีกทั้งทรงส่งเสริมอาชีพให้ชาวเขาได้ปลูกกาแฟ ลิ้นจี่ แมคคาเดเมีย เป็นต้น จนมีรายได้ 2 แสนบาทต่อครอบครัวต่อปี ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น
ส่วน นายวันชัย เบียะผ่ะ ชาวไทยภูเขาเผ่าลีซู บ้านปางสา อำเภอแม่จัน มาเล่าว่า เคยเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร 3 ครั้ง เมื่อครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานความช่วยเหลือแก่ราษฎรบ้านปางสา ซึ่งก่อนหน้านี้ ชาวเขาไม่มีความรู้เรื่องการเกษตร ทั้งนี้ พระองค์ได้พระราชทานความช่วยเหลือต่าง ๆ อาทิ โครงการชลประทาน ระบบน้ำประปา โรงเรียนบ้านปางสา การพัฒนาที่ดิน ส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาวทดแทนการปลูกฝิ่น ส่งเสริมให้เกษตรกร รวมกลุ่มกันจัดตั้งธนาคารข้าว การอนุรักษ์พันธุ์ปลาน้ำจืด ที่มีอยู่ในแม่น้ำกว่า 38 ชนิด ปัจจุบันชาวเขามีรายได้ที่ดี ส่งให้ลูกหลานเรียนหนังสือที่สูงขึ้น คนในหมู่บ้านต่างมีความรักสามัคคีกัน นับเป็นการมีวิถีชีวิตที่มีความสุข
นอกจากนี้ มีการจัดนิทรรศการ หลักการทรงงาน 23 ข้อ อาทิ การทำงานให้ง่าย และหลักการบริหารจัดการด้านน้ำ 12 ข้อ ผ่านเทคนิคการฉายภาพด้วยสื่อแอนิเมชัน แนวพระราชดำริ ปลูกป่าในใจคน นำเสนอภาพแสดงการเจริญเติบโตของต้นไม้ในรูปแบบ 3 มิติ และการพัฒนาดินโดยใช้หญ้าแฝก
ภายใน "หอปรัชญา รัชกาลที่ 9" ยังมีห้องประวัติมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย พระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศ์ ที่ทรงมีต่อชาวจังหวัดเชียงราย และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และหอเกียรติยศ ความภาคภูมิใจของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ที่ผลิตบัณฑิตออกไปรับใช้ประเทศชาติและสังคม
โดย "หอปรัชญา รัชกาลที่ 9" เปิดให้บริการในวันอังคาร - วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 08.00 - 17.00 น.
เวลา 14.10 น. เสด็จพระราชดำเนินไปยัง มณฑลทหารบกที่ 37 ค่ายเม็งรายมหาราช อำเภอเมืองเชียงราย ทรงติดตามการดำเนินงานโครงการ "เดินตามรอยเท้าพ่อ" ภายในพื้นที่มณฑลทหารบกที่ 37 ค่ายเม็งรายมหาราช ที่ได้น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติ และสนองพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ เป็นพื้นที่ศึกษาและทดลองโครงการต่าง ๆ เพื่อให้ความรู้แก่ทหารกองประจำการ และขยายผลไปยังเครือข่ายชุมชน รวมถึงภูมิลำเนาของพลทหารเมื่อปลดประจำการไปแล้ว โดยเริ่มดำเนินการในปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ได้จัดทำโครงการต่าง ๆ ในพื้นที่ อาทิ จัดทำโครงการฝายทดน้ำ และโครงการขุดเจาะน้ำบาดาล เพื่อเป็นแหล่งน้ำสำรอง สำหรับใช้ทำการเกษตรในช่วงหน้าแล้ง โครงการนาเกษตรอินทรีย์ โครงการธนาคารปลา และสัตว์น้ำในระบบนิเวศน์ ซึ่งสามารถลดต้นทุนในการทำนาให้แก่เกษตรกร ทำให้ปลอดภัยจากสารเคมีอันตราย และช่วยให้ระบบนิเวศน์เกิดความอุดมสมบูรณ์ โครงการด้านปศุสัตว์ ส่งเสริมการเลี้ยงแพะพันธุ์แบล็คเบงกอล , หมูป่า , หมูเหมยซาน , เป็ดเทศ , ไก่ , ห่าน , ปลานิล รวมถึงปูนา โดยในปี 2560 ได้เริ่มปลูกหญ้าเนเปียร์ในพื้นที่ รวม 15 ไร่ 1 งาน เนื่องจากหญ้าเนเปียร์ มีโปรตีนสูง เหมาะสำหรับใช้เป็นอาหารสัตว์ สามารถใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตอาหารสัตว์เพื่อลดต้นทุนในการเลี้ยง โดยได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรให้กับกำลังพล เยาวชน รวมถึงผู้ที่มีความสนใจ เพื่อส่งเสริมการทำการเกษตรปลอดสารพิษ ช่วยให้ผลผลิตปลอดภัยต่อผู้บริโภค สำหรับเป็นสวัสดิการให้กับกำลังพล และสามารถต่อยอดนำไปจำหน่ายเพื่อเป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัวได้อีกด้วย
ข่าวในพระราชสำนัก สทท.

ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : ชัยรัตน์ อินทเชตุ

ผู้เรียบเรียง : เพ็ญนภา เข็มตรง

แหล่งที่มา : หน่วยงานสำนักข่าว