สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเยี่ยมศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวงบ้านป่ากำ และศูนย์ภูฟ้าพัฒนา อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน

17T14:25:50.173Z ม.ค. 2561 | เข้าชม : 0

เมื่อวันที่ 16 ม.ค.2561 เวลา 09.25 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวงบ้านป่ากำ ตำบลดงพญา อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน โดยมีราษฎรบ้านป่ากำ เฝ้าทูลละอองพระบาท รับเสด็จ พร้อมแสดงดนตรี เพื่อแสดงถึงการต้อนรับผู้มาเยือน ทั้งนี้ ราษฎรบ้านป่ากำ อพยพมาตั้งบ้านเรือนที่หมู่บ้านแห่งนี้เมื่อประมาณปีกว่า เป็นชนชาวไทยภูเขาเผ่าลัวะปรัยที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของตัวเองอย่างดี เช่น การสร้างบ้านรูปทรงดั้งเดิม ยกพื้นสูง หลังคามุงด้วยหญ้าคาคลุมเกือบถึงพื้นดิน ปัจจุบันมี 28 ครัวเรือน ประชากร 194 คน มีลักษณะเป็นครอบครัวเดี่ยว มีสามีและภรรยาคนเดียว ฝ่ายหญิงเป็นผู้สืบสกุล ทำไร่ข้าวเป็นหลัก อาชีพเสริมคือการหาของป่า ถนนทางเข้าหมู่บ้านเป็นดินลูกรัง ในฤดูฝนเดินทางยากลำบาก
ในการนี้ ทอดพระเนตรภาพถ่ายแสดงวิถีชีวิตของชาวลัวะปรัย ซึ่งสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังได้เข้าไปศึกษาวิจัย และช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวในชุมชน เนื่องจากเป็นหมู่บ้านชาวลัวะปรัยดั้งเดิมแห่งสุดท้าย
จากนั้น ทรงติดตามการดำเนินงานของศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวงบ้านป่ากำ ซึ่งเป็นชื่อพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2535 ปัจจุบันมีครู 2 คน คอยส่งเสริมสนับสนุนการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยให้แก่ทุกคนในชุมชนตามความเหมาะสม และความสนใจ ทั้งยังทรงติดตามโครงการสร้างป่าสร้างรายได้ มีผู้เข้าร่วม 8 ครอบครัว ปลูกป่าในแปลงรวม และพื้นที่แต่ละครอบครัว รวม 38 ไร่ มีทั้งไม้ป่าและไม้เศรษฐกิจ ซึ่งยังไม่มีรายได้จากโครงการ คาดว่าปีหน้าจะมีรายได้จากผลผลิตกาแฟ และการดำเนินงานต่อไป จะได้ก่อสร้างฝายชะลอน้ำ รวมทั้งปลูกไม้ท้องถิ่น และหญ้าแฝกด้วย
ในโอกาสนี้ ทรงเปิดอาคารสุขศาลาพระราชทานบ้านป่ากำ เป็นสุขศาลาพระราชทาน 1 ใน 3 แห่งที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดตั้งขึ้นในจังหวัดน่าน เพื่อให้บริการรักษาพยาบาลขั้นต้น และการสาธารณสุขแก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร โดยพระราชทานพระราชทรัพย์ก่อสร้างอาคาร พร้อมครุภัณฑ์ทางการแพทย์ มีพนักงานสาธารณสุข 1 คน โดยดูแลชาวบ้านป่ากำ และใกล้เคียง รวม 4 กลุ่มบ้าน จำนวน 518 คน นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขยังได้สนับสนุนด้านการอบรมพัฒนาบุคลากร สนับสนุนเวชภัณฑ์ยาจำเป็นและอุปกรณ์ ตลอดจนสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ราษฎร เนื่องจากนับถือหมอผี เมื่อเจ็บป่วยมักไม่ไปพบแพทย์ ยกเว้นมีอาการรุนแรงและส่งเสริมเรื่องการเลี้ยงดูเด็ก ให้มีพัฒนาการเหมาะสมตามวัย ในการนี้ ทรงเยี่ยมศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านป่ากำ จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กในทุกด้าน ปัจจุบันมีเด็ก 16 คน ครู 1 คน
จากนั้น ทรงพระดำเนินไปยังโรงเรียนบ้านสว้า ห้องเรียนสาขา บ้านป่ากำ เปิดสอนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึง 4 มีนักเรียน 27 คน , ครู และบุคลากร 3 คน หลังจบการศึกษาสามารถศึกษาต่อที่โรงเรียนบ้านสว้าได้ ปัจจุบันดำเนินงานพัฒนานักเรียนตามเป้าหมาย เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริ จากผลการประเมินชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หรือเอ็นที เปรียบเทียบปีการศึกษา 2558 กับ 2559 พบว่าผลสัมฤทธิ์วิชาภาษาไทย และวิทยาศาสตร์ดีขึ้น ส่วนด้านจริยธรรมส่วนใหญ่อยู่ในระดับดีมาก
ในการนี้ ทอดพระเนตรการสาธิตกิจกรรมกาแฟครบวงจรของโรงเรียนบ้านสว้า ซึ่งเป็นโรงเรียนแม่ ตั้งอยู่บริเวณด้านล่าง และจัดตั้งร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยปลูกกาแฟบนพื้นที่สูงด้านบน สำหรับการดำเนินงานตามเป้าหมายอื่น มีการส่งเสริมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่งเสริมความรู้ ทักษะ และพฤติกรรมที่สอดคล้องกับอุดมการณ์สหกรณ์ของนักเรียน ความรู้ และทักษะด้านการเกษตรอย่างยั่งยืน
ในการนี้ ทรงเยี่ยมหน่วยแพทย์พระราชทานที่ให้บริการแก่ผู้เจ็บป่วย ที่ผ่านมาสถานพยาบาลในพื้นที่ ได้เข้าไปตรวจติดตามสุขภาพของประชาชนอย่างสม่ำเสมอ ทั้งยังมีสุขศาลาพระราชทานบ้านป่ากำ ให้บริการแก่ประชาชนด้วย
โอกาสนี้ ได้พระราชทานค่าใช้จ่ายแก่ครอบครัวผู้ป่วยเด็ก สำหรับเป็นค่าเดินทางไปรักษา ณ โรงพยาบาลทั้งในจังหวัดและจังหวัดอื่น และทรงเยี่ยมราษฎรที่เฝ้าทูลละอองพระบาท รับเสด็จ
เวลา 14.11 น. เสด็จพระราชดำเนินไปยังศูนย์ภูฟ้าพัฒนา อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ทรงเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารและคณะอนุกรรมการโครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ครั้งที่ 1 ประจำปี 2561 ซึ่งมีวาระการประชุมต่างๆ อาทิ แนวทางการดำเนินงานโครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ด้านอำนวยการ ด้านการเกษตร ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
โอกาสนี้ ทรงติดตามการดำเนินงานของศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ซึ่งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม , กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และส่วนท้องถิ่น สนองพระราชดำริมาตั้งแต่ปี 2542 ในด้านการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิจัย ให้สอดคล้องกับสภาพภูมิสังคม ขยายผลสู่ประชาชนและเกษตรกร มีพื้นที่ดำเนินงาน 1,812 ไร่ มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 127 ราย และได้ขยายผลไปสู่ชุมชนโดยรอบ ปัจจุบันเกษตรกรสามารถปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์จากที่ดินให้เหมาะสมกับพื้นที่สูง โดยทำเกษตรแบบผสมผสานคู่กับการฟื้นฟูสภาพป่า ด้วยการปลูกไม้ยืนต้นควบคู่กับไม้เศรษฐกิจ ทดแทนการทำไร่เลื่อนลอย โดยในปี 2560 สามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายหม่อนผลสด , กล้วย , ชาอูหลง , เมี่ยง และต๋าว สูงสุดเป็น 5 ลำดับแรก นอกจากนี้ยังแปรรูปผลผลิตเพิ่มมูลค่า ทำเป็นผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดภายใต้ตราสินค้า "ภูฟ้า" อาทิ กล้วยอบ , กล้วยฉาบหวานและเค็ม , กล้วยสุกกรอบ , น้ำหม่อนพร้อมดื่ม , หม่อนกวน , ชาเขียวอินทรีย์ , ชาอูหลงอินทรีย์ , ต๋าวอบแห้ง , ต๋าวในน้ำเชื่อม รวมทั้งการปลูกข้าว แปรรูปเป็นข้าวก่ำภูฟ้า
จากนั้นทรงติดตามการดำเนินงานพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านการศึกษาแก่นักเรียนที่อยู่ในอำเภอบ่อเกลือ และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ให้การสนับสนุนติดตั้งอุปกรณ์ สื่อไอซีที เพื่อการศึกษาในทุกห้องเรียน รวมทั้งสนับสนุนหลักสูตรและสื่อดิจิทัล เพื่อการเรียนรู้
โอกาสนี้ ทรงเยี่ยมกลุ่มอาชีพนอกภาคการเกษตรของชุมชนอำเภอบ่อเกลือและอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ที่มีการรวมกลุ่มอาชีพสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น อาทิ กลุ่มจักสานจากไม้ไผ่ , การผลิตชาต้นอ่อนข้าวสาลี , การทำกระดาษจากฟางข้าว , การปลูกกาแฟบ้านห้วยโทน ซึ่งปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้า , การมัดย้อมผ้าด้วยสีจากธรรมชาติ , การแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ใยบวบ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะส่งไปจำหน่ายภายใต้ตราสินค้า "ภูฟ้า" สร้างรายได้ให้กับสมาชิกและกลุ่มเกษตรกรด้วย
ต่อจากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปยังศูนย์วัฒนธรรมภูฟ้า โครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทอดพระเนตรการพัฒนาชุมชน "มละบริ" ซึ่งมละบริ หรือตองเหลือง เป็นชนเผ่าดั้งเดิมในกลุ่มชาติพันธุ์ออสโตรเอเชียติก สาขาขมุ เดิมเป็นกลุ่มชนเร่ร่อน ดำรงชีวิตด้วยการหาของป่าและล่าสัตว์เป็นอาหาร ปัจจุบันมีการปรับตัวในการใช้ชีวิตร่วมกับสังคมภายนอก อพยพมาตั้งถิ่นฐานถาวรในพื้นที่ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา จำนวน 17 ครัวเรือน เริ่มพัฒนาชุมชนของตนเองในด้านต่างๆ อาทิ
ด้านพัฒนาการปลูกพืชผักและเลี้ยงสัตว์ มีการปลูกข้าว ปลูกพืชผัก เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงปลา และเพาะเห็ด ไว้เป็นอาหาร แบ่งกันภายในชุมชนให้ทั่วถึงทุกครัวเรือน ส่วนที่เหลือนำไปจำหน่าย สำหรับผลผลิตข้าวในปี 2560 มีการปลูกข้าวนาดำจำนวน 18 ไร่ ได้ผลผลิตรวม 12,000 กิโลกรัม แบ่งจ่ายค่าเช่าที่นา 2,500 กิโลกรัม ส่วนที่เหลือนำไปบริโภคในชุมชน ได้ประมาณ 5 ถึง 6 เดือน
ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีการสำรวจและเก็บรวบรวมพันธุ์ไม้ที่เป็นพืชอาหาร พืชสมุนไพร และทำการปลูกเสริมในพื้นที่รอบชุมชน เพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน เป็นภูมิปัญญาการดำรงชีวิตในป่า
ด้านการศึกษา เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้รับการศึกษาเท่าเทียมกับบุคคลทั่วไป มีการบูรณาสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ ในการจัดการเรียนการสอน รวมทั้งจัดทำหลักสูตรพิเศษ มละบริวิทยา สอนถึงวิถีชีวิต ข้อห้าม ความเชื่อ ภาษาและวัฒนธรรมของชนเผ่า โดยเปิดทำการสอน ที่ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง "มละบริภูฟ้า" ปัจจุบันเปิดสอนในระดับชั้นปฐมวัย ถึงระดับประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียน 25 คน รวมทั้งยังขยายโอกาสทางการศึกษาให้นักเรียนที่จบการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สามารถเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษา ผ่านการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อให้นักเรียนไปศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี
ด้านอาชีพและรายได้ มีการส่งเสริมการทำหัตถกรรมและผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การสานกระเป๋าจากเถาวัลย์ป่า ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้นำไปจำหน่ายภายในร้านค้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชนเผ่ามละบริ เพื่อเป็นการสร้างรายได้ นอกจากนี้ มีการทำแหล่งศึกษาเรียนรู้ สำหรับศึกษาดูงานและท่องเที่ยวในศูนย์วัฒนธรรม รวมทั้งการจัดทำบัญชีครัวเรือน การเก็บออมเงิน และจัดทำกองทุนส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ

ข่าวในพระราชสำนัก สทท.

ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : ณฐอร มีสิทธิ์

ผู้เรียบเรียง : สุริยน ตันตราจิณ

แหล่งที่มา : สวท.ตะกั่วป่า จ.พังงา