สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี ดังนี้

11T12:33:59.693Z ม.ค. 2561 | เข้าชม : 0

เมื่อวันที่ 10 ม.ค.2561 เวลา 09.00 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังโรงพยาบาลอุทัยธานี อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี ทรงวางศิลาฤกษ์อาคารผู้ป่วยนอกและอุบัติเหตุฉุกเฉิน จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นอาคารบริการด้านการแพทย์ฉุกเฉิน และตรวจรักษาโรคแผนกผู้ป่วยนอกทุกสาขา รวมถึงศูนย์ทันตกรรม ศูนย์ไตเทียม ศูนย์เคมีบำบัด ซึ่งจะเพิ่มศักยภาพและคุณภาพการบริการ ลดความแออัด และลดการส่งต่อผู้ป่วยออกนอกจังหวัดอุทัยธานี ตลอดจนเป็นการพัฒนาโรงพยาบาลอุทัยธานี ให้มีความทันสมัยและพัฒนาศักยภาพการบริการให้เป็นศูนย์เชี่ยวชาญดูแลโรคที่เป็นปัญหาของจังหวัด อาทิ โรคหัวใจ ไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง และด้านการดูแลผู้สูงอายุ เนื่องจากจังหวัดอุทัยธานีก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ต้องจัดระบบบริการรองรับให้เป็นผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี โดยเป็นอาคารสูง 9 ชั้น พื้นที่ใช้สอย กว่า 21,000 ตารางเมตร ประกอบด้วย ห้องและส่วนต่างๆ อาทิ ห้องฉุกเฉิน ห้องจ่ายยา ห้องเอกซเรย์ ห้องตรวจโรคแผนกต่างๆ เช่น ห้องตรวจด้วยเครื่องมือพิเศษ และศูนย์ตรวจสุขภาพ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2562
ปัจจุบันโรงพยาบาลอุทัยธานีเป็นโรงพยาบาลทั่วไป ขนาด 350 เตียง ให้บริการตรวจรักษาผู้ป่วยในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีและจังหวัดใกล้เคียง โดยในปี 2560 มีผู้ป่วยนอกไปรับบริการ 280,633 ครั้งและผู้ป่วยในเข้ารับบริการ 20,395 ครั้ง
เวลา 09.39 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิด "ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์" ตำบลอุทัยใหม่ อำเภอเมืองอุทัยธานี จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์ฝึกอาชีพให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีและใกล้เคียง ตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยตั้งอยู่บนที่ดิน ที่นางสาววงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อปี 2556 จำนวน 3 งาน 31 ตารางวา
"ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์" สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดอุทัยธานี ได้มีการศึกษา ค้นคว้า วิจัย และพัฒนาการศึกษาจากภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งอาชีพที่เหมาะสมตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาการประกอบอาชีพของประชาชนอย่างครบวงจรและต่อเนื่อง โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการบูรณาการ อาทิ การเปิดอบรมหลักสูตรระยะสั้น หลักสูตรละ 40 ชั่วโมง เช่น หลักสูตรการทำอาหารและขนม มีอาจารย์จากแผนกอาหารและโภชนาการ วิทยาลัยอาชีวศึกษานครสวรรค์ ไปสอนและให้ความรู้ในการประกอบอาหาร เช่น การทำขนมจีนซาวน้ำ ข้าวคลุกกะปิ แกงจืด 3 กษัตริย์ และขนมถั่วแปบ หลักสูตรดนตรีไทย โดยอาจารย์จากโรงเรียนอุทัยวิทยาคม เป็นผู้สอนและให้ความรู้การเล่นเครื่องดนตรีไทย หลักสูตรเครื่องแขวนไทย หลักสูตรร้อยมาลัยขั้นพื้นฐาน หลักสูตรการจัดดอกไม้และหลักสูตรการแทงหยวก โดยอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์กาญจนาภิเษกวิทยาลัยในวัง ไปทำการสอนและให้ความรู้
นอกจากนี้ ยังเป็นที่จัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากศูนย์เรียนรู้ในเครือข่ายทั้ง 8 อำเภอในจังหวัดอุทัยธานี และโครงการในพระราชดำริ อาทิ ผ้าทอลายโบราณบ้านผาทั่ง อำเภอบ้านไร่ ปลาแรดแปรรูปต่างๆ เช่น ปลาร้าปลาแรด อำเภอเมืองอุทัยธานี กล้วยแปรรูป อำเภอห้วยคต น้ำข้าวกล้องงอก ข้าวสินเหล็ก อำเภอหนองฉาง และผลิตภัณฑ์จากการทอเสื่อกก อำเภอทัพทัน
เวลา 13.50 น. ประทับรถบัสพระที่นั่งซึ่งกรมการขนส่งทหารบกจัดถวาย เสด็จพระราชดำเนินไปยังบ้านสะนำ หมู่ 2 ตำบลบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี เพื่อทอดพระเนตรต้นไม้ยักษ์ ซึ่งโตยืนต้นอยู่บนที่ดินของนางจีน ชาวป่า เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 28 ตารางวา ดูแลโดยนายเชียง ชาวป่า บริเวณโดยรอบเป็นพื้นที่ป่าหมาก
ต้นไม้ยักษ์ ใช้คนกางแขนโอบกว่า 30 คน มีชื่อสามัญว่าต้นเลียงผึ้ง ในพื้นที่เรียกว่าต้นเซียง เป็นต้นไม้ที่จะมีผึ้งมาทำรังอยู่เต็มต้น มีอายุประมาณ 300 ปี เป็นไม้ขนาดใหญ่เนื้ออ่อน ตระกูลไทร มีความสูง 53 เมตร มีพูพอนค้ำยันลำต้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดต้นหนึ่ง ความโตเหนือพูพอน วัดได้ 5.90 เมตร จากระดับพื้นดิน 45 เมตร
ในอดีตมีต้นเลียงผึ้งหรือต้นเซียงในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีเป็นจำนวนมาก แต่ถูกตัดไปหมด เหลือเพียงต้นเซียงต้นนี้ต้นเดียวเท่านั้น ซึ่งด้านข้างเป็นที่ตั้งของศาลแม่นางวิไลวรรณ ที่ชาวบ้านเคารพนับถือ กราบไหว้บูชา ส่วนบริเวณใกล้เคียง มีศาลเจ้าบ้าน เป็นหอขนาดเล็กสองหลัง ที่คนในหมู่บ้านเคารพบูชาและเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยเชื้อสายลาวทุกหมู่บ้านในพื้นที่ โดยทุกๆ ปี ในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 6 จะมีพิธีเลี้ยงเจ้าบ้านและประเพณีปิดบ้าน ซึ่งสืบทอดกันมาตั้งแต่ชาวลาวอพยพมาจากเวียงจันทน์ เป็นการแสดงความกตัญญูและความเคารพต่อวิญญาณบรรพบุรุษ ที่ปกปักษ์รักษาคุ้มครอง ให้อยู่ดีกินดี ต้นไม้ยักษ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมนี้ด้วย
ในด้านการอนุรักษ์และดูแลรักษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ได้คัดเลือกต้นไม้ขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับชุมชน จำนวน 65 ต้นทั่วประเทศ ซึ่งต้นเซียงหรือต้นเลียงผึ้ง เป็นหนึ่งในต้นไม้ที่ได้รับคัดเลือก เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 65 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2560 อีกทั้งยังเป็นการสะท้อนถึงความผูกพันของคนกับธรรมชาติ วัฒนธรรม ความศรัทธา ของท้องถิ่น ตลอดจนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งการสร้างความตระหนักถึงคุณค่าของมรดกทางธรรมชาติ ให้ดำรงอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ อนุรักษ์ให้ยั่งยืนเป็นมรดกของแผ่นดิน ทั้งนี้ กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดทีม "รุกขกร" เข้ามาดูแลอนุรักษ์ต้นไม้ยักษ์ดังกล่าวนี้ตามหลักวิชาการให้มีความสมบูรณ์และมีอายุยืนยาวต่อไป
นอกจากนี้ ในบริเวณโดยรอบ ยังมีต้นไม้ใหญ่ที่มีอายุเก่าแก่ อาทิ ต้นไทรย้อยใบแหลมที่โอบต้นเสลา สูง 30 เมตร มีรากอากาศจากกิ่งห้อยลง มีน้ำยางสีขาว อีกทั้ง มีต้นมะเกลือ , ต้นตาเสือ และต้นน่อง ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ผลัดใบ สูง 60 เมตร เปลือก-ต้น-ใบ ใช้แก้ไข้ และมีฤทธิ์เป็นยาแก้บิด น้ำคั้นขนาดน้อยเป็นยากระตุ้นหัวใจขนาดอ่อน ถ้ามากเป็นพิษต่อกล้ามเนื้อหัวใจ ส่วนน้ำยางมีพิษ ถ้าถูกแผลอาจทำให้เสียชีวิต เมล็ดมีรสขมแก่ท้องร่วง
โอกาสนี้ ทอดพระเนตรตลาดซาวไฮ่ บ้านไฮ่บ้านเฮา ที่มีการรวมกลุ่มของเกษตรกรในชุมชนนำผลผลิตทางการเกษตรแบบอินทรีย์ และผลผลิตแปรรูป รวมถึงผ้าท้องถิ่นมาจำหน่าย สัปดาห์ละ 2 วัน คือ วันเสาร์ และอาทิตย์ ตลอดจนเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างชาวบ้าน และเครือข่ายสมาชิกวิสาหกิจชุมชน มีการวางแผนการตลาดและช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในชุมชน อาทิ มะขามพันธุ์กระดาน ปลูกมากในพื้นที่ มาแปรรูป , แชมพูสระผมจากสมุนไพรในท้องถิ่น ทั้งประคำดีควาย, มะกรูด, บอระเพ็ด นอกจากนี้ มีน้ำตาลอ้อย, น้ำกลั่นโปร่งฟ้า ช่วยปรับความดันในเลือด ต้านเบาหวาน และผลิตภัณฑ์ผ้าย้อมครามที่เป็นต้นครามปลูกในท้องถิ่น, ผ้าฝ้ายทอมือและการทอผ้าตีนจก มีลวดลายโบราณ
ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับ ทรงเยี่ยมราษฎรที่ไปเฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จอย่างทั่วถึง

ข่าวในพระราชสำนัก สทท.

ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : ชลิตา กลิ่นเชย

ผู้เรียบเรียง : สุริยน ตันตราจิณ

แหล่งที่มา : หน่วยงานสำนักข่าว