สนช.เห็นชอบให้ประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. ....เป็นกฎหมาย โดยปรับปรุงโครงสร้าง บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้สอดคล้องกับภารกิจ รวมทั้งยุทธศาสตร์ชาติและแผนการพัฒนาประเทศ

12T14:13:53.403Z ต.ค. 2561

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เห็นชอบให้ประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. ....เป็นกฎหมาย โดยปรับปรุงโครงสร้าง บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้สอดคล้องกับภารกิจ รวมทั้งยุทธศาสตร์ชาติและแผนการพัฒนาประเทศ
การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. พิจารณาร่างพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. .... ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ พิจารณาเสร็จแล้ว ในวาระ 2 และ 3 โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ เป็นประธานกรรมาธิการฯ ชี้แจงร่างกฎหมายฉบับนี้มีทั้งสิ้น 28 มาตรา มีการแก้ไข 7 มาตรา และมีสาระสำคัญเป็นการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยเปลี่ยนชื่อจากคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” เป็น “สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” พร้อมปรับปรุงโครงสร้าง หน้าที่ และอำนาจของคณะกรรมการ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สอดรับกับภารกิจที่เพิ่มขึ้น ได้แก้ไขเพิ่มเติมให้สำนักงานฯ ดำเนินการแต่งตั้งบุคคลจากภาครัฐหรือภาคเอกชนเป็นคณะกรรมการแต่ละด้าน ไม่เกิน 15 คน ซึ่งทั้งประธานและกรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี สำหรับอำนาจหน้าที่ กำหนดให้สภาพัฒน์ มีอำนาจและหน้าที่จัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติทุกๆ 5 ปี รวมทั้งเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน ติดตาม ประเมินผลการดำเนินการให้สอดคล้องและบูรณาการกับยุทธศาสตร์ชาติ รวมทั้งแผนการพัฒนาประเทศต่าง ๆ เชื่อว่ากฎหมายฉบับนี้ เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่การปฏิรูปในอนาคต
ขณะที่ สมาชิกได้อภิปรายอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะมาตรา 17 วรรค 3 ที่มีการตัดข้อความเกี่ยวกับการรายงานต่อรัฐสภาเพื่อทราบออกจากในร่างกฎหมาย ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่เห็นว่าไม่เหมาะสม เพราะกระบวนการพิจารณาต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา และควรรับฟังความเห็นทำให้ประชาชนมีส่วนร่วม ก่อนกลับไปยืนตามร่างเดิมให้คงมาตรา 17 วรรค 3 ที่ระบุเมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี และรายงานต่อรัฐสภาเพื่อทราบแล้ว ให้นายกรัฐมนตรี นำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ท้ายที่สุดที่ประชุม เห็นชอบให้ประกาศใช้เป็นกฎหมายด้วยคะแนน 186 เสียง ไม่เห็นด้วยไม่มี งดออกเสียง 4 เสียง และไม่ลงคะแนน 1 เสียง

ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : พนิตนาฏ ขวัญแสนสุข / สวท.

ผู้เรียบเรียง : วีระเดช คชเสนีย์

แหล่งที่มา : Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย