สรุปข่าวประจำสัปดาห์ ( 17-20 สิงหาคม 2563)

21 ส.ค. 2563 | เข้าชม : 123

สรุปข่าวประจำสัปดาห์ ( 17-20 สิงหาคม 2563)


การเมือง/มั่นคง

17 สิงหาคม 2563

นายกรัฐมนตรี ยืนยันรัฐบาลวางรากฐานปฏิรูปการศึกษา เพื่อสร้างอนาคตที่ดีให้แก่นักเรียน นักศึกษา เน้นการเรียนรู้ควบคู่จิตสาธารณะ 

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานเปิดงาน "ยกกำลังสองการศึกษาไทย สู่ความเป็นเลิศ" พร้อมกล่าวว่า อนาคตที่สำคัญของประเทศ คือการวางรากฐานการศึกษาที่เข้มแข็งให้กับคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะนักศึกษาที่กำลังจะเข้าสู่วัยทำงาน ซึ่งการปฏิรูปการศึกษาจะสำเร็จได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะประชาชน ขณะเดียวกันรัฐบาลมีหน้าที่ขับเคลื่อนและเร่งแก้ปัญหาแบบบูรณาการ ซึ่งได้วางยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีไว้ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยในปีนี้อยู่ในกรอบระยะที่ 1 (2561-2565) จึงเน้นการพัฒนาคนในทุกช่วงวัยและทุกมิติ ผลักดันให้เรียนรู้และดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีจำนวนมาก ทั้งนี้มองว่าสิ่งสำคัญคือการส่งเสริมให้เยาวชนเรียนเก่ง ควบคู่กับการเป็นคนดี มีจิตสาธารณะ มีหลักคิดที่ถูกต้องเข้ากับบริบทความเป็นไทย และต้องรักษาอัตลักษณ์ความเป็นไทย ที่มีชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

นายกรัฐมนตรี  เห็นว่า การศึกษาไทยควรมีความยืดหยุ่น ให้เหมาะสมกับสังคม และครูต้องคอยให้คำแนะนำ เพื่อให้เด็กเดินทางที่เหมาะสม อีกทั้งตนเองเป็นห่วงอนาคตของชาติ จึงพร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อเดินไปข้างหน้าด้วยกัน โดยให้นักเรียน นักศึกษามีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง

ส่วนปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น นายกรัฐมนตรี ยืนยันสามารถแก้ไขได้ หากทุกคนมีความสามัคคี ซึ่งหลายเรื่องของไทยมีบทเรียน หากยังทำแบบเดิมก็จะวนมาแบบเดิม ดังนั้นย้ำว่าส่วนตัวไม่ต้องการขัดแย้งกับใครและจะทำงานในความรับผิดชอบอย่างเต็มที่


ประธานสภาผู้แทนราษฎร ยอมรับแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 256 ไม่ง่าย แต่พร้อมบรรจุญัตติของฝ่ายค้านเข้าที่ประชุมรัฐสภาภายในสมัยประชุมนี้ 

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า เมื่อพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว จะไปตรวจสอบความถูกต้องของญัตติดังกล่าว ว่ามีสมาชิกเข้าชื่อครบถ้วนเรียบร้อยหรือไม่ จากนั้นจะบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมรัฐสภา ซึ่งมั่นใจว่าจะทันในสมัยการประชุมนี้ แต่ก็ยอมรับว่า กระบวนการในการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 256 จะต้องเริ่มตั้งแต่วาระที่ 1 ไปถึงวาระ 2 และ 3 ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก ส่วนร่างของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีรายงานว่าจะยื่นในช่วงสิ้นเดือนนี้ สามารถนำมาบรรจุเข้าเป็นวาระการพิจารณาของสภาได้ทันที เพราะเป็นเรื่องที่สภาอนุญาตให้กรรมาธิการไปทำหน้าที่ในการศึกษาและให้กลับมารายงานต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร

ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มนักศึกษาที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ว่า ภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี ไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ส่วนข้อเสนอที่ให้เปิดประชุมร่วม 2 สภา เพื่อหารือหาทางออกให้กับประเทศและแก้ไขการชุมนุมของกลุ่มนักศึกษานั้น จนถึงขณะนี้ยังไม่มีฝ่ายใดยื่นเรื่องมาเพื่อขอให้เปิดประชุม ซึ่งประธานรัฐสภา ไม่สามารถขอเปิดประชุมเองได้ แต่ได้เปิดช่องให้ทั้ง ส.ว. ฝ่ายรัฐบาล รวมถึงฝ่ายค้าน ยื่นเรื่องเข้ามาเพื่อขอเปิดประชุมหาทางออกให้กับประเทศได้

ส่วนความคืบหน้าเรื่องการพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงคดี นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส ล่าสุดได้นำผลสรุปของคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ส่งต่อให้กับคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ชุดของ พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส แล้ว เพราะเป็นหน้าที่โดยตรง ที่จะตรวจสอบเรื่องการทำงานของเจ้าหน้าที่ แต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องในภายนอกนั้น ได้ให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบอยู่ว่า จะส่งข้อมูลอะไรบ้างให้กับป.ป.ช. เพื่อตรวจสอบเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป


รองนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธตอบ 3 ข้อเรียกร้องกลุ่มประชาชนปลดแอก ระบุ การชุมนุม สามารถเห็นต่างได้ แต่ขออย่าละเมิดสิทธิผู้อื่น 

พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมประชาชนปลดแอก 3 ข้อ ซึ่งจะมีการยกระดับการชุมนุมในเดือนกันยายนนี้ ว่าเป็นความคิดเห็นของผู้ชุมนุม สามารถมีความคิดเห็นต่างได้ แต่อย่าไปละเมิดสิทธิของผู้อื่นและรัฐบาลมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุม

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าแม้จะมี พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ แต่ไม่สามารถควบคุมการชุมนุมได้นั้น พลเอก ประวิตร กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า ก็ทำให้ได้และปฏิเสธตอบคำถามถึงจำนวนมวลชนที่มาร่วมชุมนุมวานนี้ ก่อนจะเดินเข้าไปยังตึกบัญชาการ เพื่อเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์


วิษณุ ย้ำ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องรอ กมธ.ศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่งข้อสรุปมายังรัฐบาลก่อน จึงจะเริ่มดำเนินการได้

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านยื่นญัตติต่อประธานสภาผู้แทนราษฏร เพื่อให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ว่า เป็นเรื่องของฝ่ายค้าน ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล จึงไม่ทราบรายละเอียด ขณะเดียวกันไม่มีการมอบหมายให้ตนเองดูแลเรื่องนี้ เพราะยังไม่ถึงเวลา ซึ่งการดำเนินการอาจต้องช่วยกันหลายคน แต่เบื้องต้นต้องรอข้อสรุปจาก คณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ แนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นประธานก่อน โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนปลายเดือนสิงหาคมนี้

ส่วนกรอบระยะเวลาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กรณีหากมีการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร.นั้น นายวิษณุ คาดว่า จะใช้เวลาประมาณ 1 ปี


18 สิงหาคม 2563

ประธานสภาผู้แทนราษฎร ย้ำสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องทำหน้าที่ตามกฎเกณฑ์ ยึดหลักประชาธิปไตย พร้อมแนะเวทีสภาฯ เป็นส่วนหนึ่งในการหาทางออกประเทศ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้แจ้งด้วยวาจาว่า ส.ส.พรรคก้าวไกล จะขอถอนชื่อออกจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเชื่อว่าจะไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของร่าง เพราะสามารถขีดฆ่าชื่อของส.ส.ดังกล่าวออกได้และกระบวนการตรวจสอบญัตติน่าจะเสร็จสิ้นภายในสัปดาห์นี้ ก่อนที่จะบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมต่อไป 

ส่วนการชุมนุมและการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของนักเรียนทั่วประเทศในขณะนี้ ก็สามารถใช้เวทีของสภาในการแก้ไขปัญหาได้ โดยผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หรือรัฐบาล สามารถเสนอเรื่องเพื่อขอเปิดประชุมสภาพิจารณาหาทางออกร่วมกัน ซึ่งหากเสนอเข้ามาก็สามารถขอเปิดประชุมได้ทันที ทั้งนี้ ส่วนตัวในฐานะที่เป็นประธานฝ่ายนิติบัญญัติ เห็นว่า ทุกคนต้องทำหน้าที่ของตนเองให้ดี ขณะที่สภาต้องยึดหลักกฎเกณฑ์ ทำหน้าที่ของตัวเองให้สมบูรณ์ที่สุด ยึดหลักประชาธิปไตยและเคารพกติกาซึ่งกันและกัน

สำหรับกรณีปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในสภาฯ เช่น กรณีการเรียกรับเงินนั้น นายชวน กล่าวว่า ต้องเร่งแก้ไข ต้องดำเนินการสอบข้อเท็จจริง หากหน่วยงานอื่นภายนอกต้องการข้อมูล สภาฯ ก็ต้องให้ความร่วมมือทันทีและกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะต้องเข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้ให้ละเอียด


พรรคก้าวไกลจะถอนรายชื่อออกจากญัตติแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 256 เชื่อจะไม่เกิดรอยร้าวในพรรคร่วมฝ่ายค้าน

นายสุทิน คลังแสง ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวยืนยันว่าในญัตติของ 6 พรรคฝ่ายค้าน ในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 โดยมีการลงชื่อในมติของ ส.ส.พรรคก้าวไกลจำนวน 37 คน ยอมรับว่าได้ทราบข่าวก่อนเวลาแถลงข่าวยื่นญัตติให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร 5 นาที ว่า พรรคก้าวไกลจะถอนรายชื่อออกจากญัตติ เชื่อมั่นว่าปัญหาดังกล่าวจะไม่เกิดรอยร้าวในพรรคร่วมฝ่ายค้าน 

อย่างไรก็ตาม หากพรรคก้าวไกลจะถอนชื่อออกจากญัตติของพรรคฝ่ายค้านตามขั้นตอน ทางสำนักงานสภาผู้แทนราษฎรจะตรวจสอบรายชื่อ และสอบถามยืนยันไปยังบุคคลที่ลงนามอีกครั้ง และหากพรรคก้าวไกลจะถอนชื่อก็สามารถทำในนาม ส.ส.หรือในนามพรรคก็ได้


นายกรัฐมนตรี แนะนำ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เน้นทำงานแบบ New Normal สื่อสารเข้าใจง่าย สอดคล้องแนวทางรวมไทยสร้างชาติ

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แนะนำนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แทนนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ที่ไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน โดยระบุว่า ทีมโฆษกฯใหม่ จะทำงานแบบ New Normal หรือรวมไทยสร้างชาติ โดยจะปรับโครงสร้างการทำงานภายในให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งการพบปะสื่อมวลชน การสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงใช้คำง่ายๆ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจในสิ่งที่รัฐบาลทำไปแล้ว รวมถึงสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้


โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดตัวครั้งแรก ชี้แจงแนวทางทำงาน เน้นสื่อสารนโยบายภาครัฐและสถานการณ์ปัจจุบันสู่ประชาชน เพื่อความเข้าใจตรงกัน

นายอนุชา บูรพชัยศรี เป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลัง ครม.มีมติแต่งตั้งให้เป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถึงแนวทางการทำหน้าที่ว่า จะเน้นการสื่อสารแบบ 2 ทางคือ ให้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ แก่ประชาชนอย่างชัดเจนที่สุดและพร้อมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนด้วย เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ถูกต้องและครบถ้วนทุกประเด็น โดยการชี้แจงแบ่งเป็นข้อสั่งการจากนายกรัฐมนตรี นโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความเข้าใจถึงมาตรการต่างๆ ให้ประชาชนเชื่อมั่นและเกิดการค้าการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียน นอกจากนี้ จะเน้นสื่อสารถึงนโยบายต่างประเทศ เพื่อสร้างการรับรู้และเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศของไทยอย่างถูกต้อง ไม่ให้เกิดค;ามคลาดเคลื่อน

ส่วนสถานการณ์ความเคลื่อนไหวทางการเมืองของภาคประชาชน จะพยายามสื่อสารและพูดคุยให้ทราบถึงสถานการณ์และความคิดเห็นของบุคคลในรัฐบาล และจะรับฟังข้อคิดเห็นจากประชาชนสะท้อนสู่รัฐบาล เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมต่อไป


19 สิงหาคม 2563

นายกรัฐมนตรี ห่วงการชุมนุม แพร่เชื้อโควิด -19 รอบใหม่ ยืนยันการชุมนุมสามารถทำได้แต่ต้องไม่ก้าวล่วงสถาบัน

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงการพบผู้ติดเชื้อโควิด -19 ในประเทศไทยล่าสุดว่า มีการตรวจสอบและชี้แจงไปแล้ว  นายกฯ กล่าวว่า ต้องระมัดระวัง โดยกลุ่มพื้นที่มีประชาชนไปรวมตัวกันมาก ซึ่งการชุมนุมที่ผ่านมาระบุว่าชุมนุมจำนวนน้อย แต่เมื่อมีจำนวนการชุมนุมเพิ่มมากขึ้น จะต้องทำอย่างไรในการคัดกรอง ทั้งนี้ส่วนตัว มองว่าหลายคนอาจมีเชื้ออยู่แต่ยังไม่แพร่เชื้อ ดังนั้นต้องระวังการมาชุมนุมเพราะเด็กๆ ภูมิต้านทานต่ำ

นายกรัฐมนตรี ยืนยันมาจากการเลือกตั้งมีความเป็นประชาธิปไตย พร้อมชี้แจงสื่อต่างประเทศว่า ไทยและประเทศต่างๆ และก็มีปัญหาด้านเศรษฐกิจและที่เป็นผลกระทบจากโควิด-19 รวมถึงเรื่องทางการเมืองที่ในส่วนของไทยรัฐบาลจะแก้ไขทั้งสองมิติอย่างเหมาะสม พร้อมยืนยันการชุมนุมสามารถทำได้แต่ต้องไม่ก้าวล่วงสถาบัน ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับไทยมาโดยตลอดนับหลาย 100 ปีโดยเป็นที่เคารพยึดเหนี่ยวจิตใจของคนทั้งประเทศ ขอทุกฝ่ายเข้าใจในอัตลักษณ์ของประเทศไทยส่วนข้อเรียกร้องจากการชุมนุมเรื่องไหนทำได้จะดำเนินการ ขอสื่อและทุกคนช่วยกันสร้างความเข้าใจไม่ทำให้ประเทศเกิดความขัดแย้ง


ประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุ หากญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของพรรคฝ่ายค้าน ถูกต้องตามกฎหมาย สามารถบรรจุเข้าระเบียบวาระได้ทันที ไม่ต้องรอญัตติจากฝ่ายอื่น

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการบรรจุญัตติเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมฝ่ายค้าน เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมว่า ไม่จำเป็นต้องรอร่างของรัฐบาล หรือพรรคก้าวไกล โดยจะพิจารณาตามข้อบังคับเพื่อตรวจสอบญัตติ ว่าถูกต้องสมบูรณ์ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ภายใน 15 วัน เช่นเงื่อนไขจำนวนผู้เข้าเสนอชื่อต้องไม่น้อยกว่า 98 คน เชื่อว่าภายในวันศุกร์นี้น่าจะตรวจเสร็จเรียบร้อย ว่าญัตติที่เสนอมาสมบูรณ์ตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ หากเรียบร้อยก็สามารถบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมได้

ส่วนหากมีการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ นายชวน กล่าวว่า ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบดูว่า ขัดต่อกฎหมายหรือไม่ แต่ประเด็นในญัตติเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ดูเบื้องต้นแล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไร


ประธานวิปฝ่ายค้าน ระบุ ก้าวไกลแยกยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นเพียงเทคนิค แต่หลักการตรงกัน 

นายสุทิน คลังแสง ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่านค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ยืนยันว่า ไม่มีปัญหากรณีที่พรรคก้าวไกล ถอนชื่อออกจากญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 กับพรรคร่วมฝ่ายค้านและเตรียมยื่นร่างแก้ไขอีกร่าง โดยระบุว่า เคารพเหตุผลซึ่งกันและกัน โดยอาจมีความคิดไม่เหมือนกัน แต่แนวทางหลักใหญ่ตรงกันเพียงรายละเอียดอาจไม่ตรงทั้งหมดและเป็นเทคนิคที่ต้องการให้สามารถเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญได้จริง ส่วนเพื่อไทยจะร่วมลงชื่อในญัตติของพรรคก้าวไกลหรือไม่นั้นต้องนำเรื่องเข้าที่ประชุม ส.ส. พรรคเพื่อหารือกันก่อน เพราะเรื่องการแก้ไขบางประเด็นเห็นต่างมุมกัน ส่วนประเด็นหมวด 1 เรื่องทั่วไปและหมวด 2 พระมหากษัตริย์เห็นต่างได้ แต่ยังมีการแปรญัตติ ในชั้นการพิจารณาที่แก้ไขได้

นายสุทิน ยอมรับอาจปรับเรื่องการทำงานของฝ่ายค้าน ที่ต้องมีระบบแลกเปลี่ยน แต่มั่นใจฝ่ายค้านเดินหน้าไปได้ ประชาชนและแนวร่วมไม่มีปัญหา เป็นเรื่องเทคนิค เพื่อให้การแก้รัฐธรรมนูญสำเร็จจริงๆ การเสนอกฎหมาย คนหนึ่งคิดเรื่องเนื้อหาคนหนึ่งคิดเรื่องกฎหมาย เราเสนอไป เราก็หวังผลแก้ได้จริงจึงต้องปิดจุดเสี่ยง คือ ส.ว. ที่อาจไม่เห็นด้วย และความเห็น ศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2555 ที่การตั้ง ส.ส.ร. ปลายเปิดไว้ หมายถึงแก้ทั้งฉบับ คือการล้มล้างรัฐธรรมนูญ ล้มล้างการปกครอง

นายสุทิน กล่าวว่า เมื่อวานนี้ (18 ส.ค.) พรรคเพื่อไทย มีมติเอกฉันท์จะขอเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 เพื่อซักถามและเสนอประเด็นเรื่องการแก้ไขเศรษฐกิจ ที่โยงปัญหาสังคมและการเมือง และการชุมนุม จึงต้องการหารือ เพราะปล่อยไว้จะทำให้มีปัญหาได้ เชื่อกรอบเวลาทันก่อนปิดสมัยประชุม พรุ่งนี้ ( 20 ส.ค. )จะเสนอพรรคร่วม ก่อนจะยื่นในสัปดาห์นี้


โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประชุม ศบศ. นัดแรก ยืนยันเดินหน้าชี้แจงทำความเข้าใจนโยบายรัฐ พร้อมรับฟังข้อเสนอเยาวชน เน้นการสื่อสารสองทาง

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการในวันแรกภายหลังคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยสักการะพระพรหมบนตึกไทยคู่ฟ้าพร้อมสักการะศาลพระภูมิเจ้าที่ ศาลตา ศาลยาย ประจำทำเนียบรัฐบาล เพื่อความเป็นสิริมงคล

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในการเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจชุดใหม่จากผลกระทบโควิด-19 หรือ ศบศ. นัดแรก ซึ่งหากได้รับมอบหมายในการชี้แจงประเด็นใดเพิ่มเติ่มก็จะนำมาสื่อสารต่อให้กับประชาชนได้ทราบและย้ำว่าการทำหน้าที่โฆษกฯ จะพยายามให้ข้อมูลสื่อสารกับประชาชนที่เข้าใจง่าย โดยเฉพาะมาตรการด้านเศรษฐกิจต่างๆ ที่เป็นนโยบายของรัฐบาลและประชาชนได้รับผลประโยชน์โดยตรง ทั้งในเรื่องของความเชื่อมั่นในการลงทุนและการเงินของประเทศ

ส่วนการทำงานกับรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็จะเน้นการทำงานที่เป็นทีม สื่อสารภาพรวมของรัฐบาล

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังมองถึงสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ว่า การทำหน้าที่คือ ต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจและเปิดรับฟังความคิดเห็น รวมถึงข้อเสนอต่างๆจากกลุ่มเยาวชนด้วย ทั้งนี้จะใช้การสื่อสารทุกรูปแบบ โดยจะให้เข้าถึงประชาชนมากที่สุด


20 สิงหาคม 2563

สภาผู้แทนราษฎร เห็นชอบญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการถ่ายโอนถนนทางหลวงชนบทให้กับองค์การบริหารส่วนตำบลต่างๆ ทั่วประเทศ

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการถ่ายโอนถนนทางหลวงชนบทให้กับองค์การบริหารส่วนตำบลต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งมีญัตติทำนองเดียวกันอีก 3 ญัตติ ซึ่งนางผ่องศรี แซ่จึง ส.ส.จังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย หนึ่งในผู้เสนอญัตติได้ชี้แจงว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ถนนทับซ้อนกันหลายเส้นทาง ทั้งในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและกรมหลวงทางชนบท ทำให้การบริหารจัดการการซ่อมแซมบำรุงรักษาเป็นไปได้อยาก เพราะขาดหน่วยงานที่รับผิดชอบชัดเจนและถนนในเขตชนบทส่วนใหญ่เป็นถนนลูกรังกว่า 1 หมื่นกิโลเมตร  จึงเสนอให้เร่งถ่ายโอนภารกิจพร้อมกับงบประมาณให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีอำนาจบริหารจัดการได้เอง เพราะที่ผ่านมาประชาชนในระดับพื้นที่เสียโอกาสที่จะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและพัฒนาท้องถิ่นตนเอง อีกทั้งหากมีข้อติดขัดทางกฎหมายต้องเร่งแก้ไขโดยเร็ว

ขณะที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่ สนับสนุนญัตติดังกล่าวนี้ เพราะเห็นว่า ปัญหาการถ่ายโอนอำนาจไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกิดมายาวนานกว่า 20 ปี เนื่องจากยังมีปัญหาเกี่ยวกับขั้นตอนของการถ่ายโอนงบประมาณ เพราะ 20 ปีที่ผ่านมามีเพียงการถ่ายโอนงานบุคลากรบางส่วนเท่านั้น แต่กลับไม่ได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณ ซึ่งในที่สุดที่ประชุมมีมติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการถ่ายโอนถนนทางหลวงชนบทให้กับองค์การบริหารส่วนตำบลต่างๆ ทั่วประเทศ จำนวน 39 คน พร้อมกำหนดระยะเวลาการดำเนินงานภายใน 120 วัน


พลเอก ประวิตร ยืนยันขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อคุมสถานการณ์โควิด-19 ไม่เกี่ยวการชุมนุม

พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีเตรียมขยายประกาศใช้ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก 1 เดือน ว่า ยังจำเป็นเพื่อควบคุมสถานการณ์โควิด-19 เพราะต้องระมัดระวังเพิ่มมากขึ้น ยืนยันไม่เกี่ยวกับการชุมนุมของกลุ่มนักศึกษาที่เคลื่อนไหวอยู่ขณะนี้และไม่ตอบคำถามเรื่องการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น


เศรษฐกิจ/ท่องเที่ยว

17 สิงหาคม 2563

กระทรวงการคลัง เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจ เน้นดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ส่งเสริมการจ้างงาน

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังประชุมมอบนโยบายผู้บริการกระทรวงการคลัง ว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มอบนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้การดำเนินภารกิจ 5 อย่าง ในส่วนของกระทรวงการคลัง จะต้องเร่งการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 โดยกลุ่มเอสเอ็มอีและประชาชนที่ตกงานในช่วงที่ผ่านมาจะดำเนินการแก้ปัญหาต่างๆ ผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ซึ่งจะต้องสร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจมีประสิทธิภาพ โดยเน้นเรื่องการจ้างงาน ขณะเดียวกันปัจจุบันได้มีการจัดตั้งศูนย์บริหารเศรษฐกิจโดยมีนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธานศูนย์ ซึ่งเป็นการทำงานในรูปแบบ New Normal บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้การทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เชื่อว่าหากทุกฝ่ายร่วมมือกันประกอบกับมาตรการของภาครัฐที่จะออกมาดูแลประชาชนจะช่วยให้ประชาชนผ่านวิกฤตินี้ไปได้

ด้านนายปรีดี ดาวฉาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในฐานะที่เข้ามาดูแลกระทรวงการคลัง ยืนยันว่าตนมีมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจเพิ่มเติมแน่นอน โดยวงเงินที่มีอยู่ยังเพียงพอ แม้ช่วงนี้รัฐบาลจะมีรายจ่ายสูงและรายได้รัฐลดลง แต่รัฐบาลไม่ได้ถังแตก พร้อมกันนี้จะออกนโยบายเร่งด่วนในการดูแลปากท้องประชาชน ดูแลธุรกิจรายย่อยและกระตุ้นการท่องเที่ยว เนื่องจากไม่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามา โดยการใช้จ่ายเงินตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคโควิด-19 จำนวน 1 ล้านล้านบาท ในส่วนของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาทจะใช้ให้คุ้มค่าเงินและเกิดประโยชน์สูงสุด อย่างไรก็ตาม ในระยะถัดไปจะต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดความเหลื่อมล้ำ พร้อมดำเนินงานนโยบายการคลังแบบขยายตัว ควบคู่กับการดูแลรักษาระดับหนี้สาธารณะให้อยู่ในกรอบไม่เกินร้อยละ 60 ต่อจีดีพี


การค้าชายแดน-ผ่านแดน 6 เดือนของปี 2563 มูลค่า 627,480 ล้านบาท ลดลงร้อยละ9.18

นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยสถิติการค้าชายแดนและผ่านแดนของไทยช่วง 6 เดือนแรกของปี 2563 มีมูลค่า 627,480 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 9.18 เมื่อเทียบกับช่วงเกียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นการส่งออก 365,207 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 8.60 และการนำเข้า 262,273 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 10 ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้า 102,935 ล้านบาท 

มูลค่าการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศในช่วง 6 เดือน พบว่า มาเลเซียเป็นคู่ค้าอันดับ 1 มีมูลค่าการค้ารวม 109,401 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 26 รองลงมาคือ สปป.ลาว เมียนมาและกัมพูชา ขณะที่มูลค่าการค้าผ่านแดนประเทศเพื่อนบ้านไปยัง จีน สิงคโปร์ เวียดนามและประเทศอื่นๆ ในช่วง 6 พบว่า จีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งมีมูลค่าการค้ารวม 109,896 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 16 รองลงมาคือ สิงคโปร์ เวียดนาม สำหรับสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปจีน ได้แก่ ผลไม้สดฯ เครื่องคอมพิวเตอร์ฯ และยางพารา 

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันไทยได้เปิดจุดผ่านแดน ทั้งจุดผ่านแดนถาวร/จุดผ่านแดนชั่วคราว/จุดผ่อนปรนการค้าและการท่องเที่ยว/จุดผ่อนปรนพิเศษ แล้ว 40 แห่ง จากทั้งหมด 97 แห่งทั่วประเทศ และล่าสุด ได้มีประกาศเปิดจุดผ่านแดนเพื่อการขนส่งสินค้าเพิ่มอีก 2 แห่งที่จังหวัดสระแก้ว ได้แก่ จุดผ่อนปรนการค้าบ้านตาพระยา และบ้านหนองปรือ รวมทั้งได้มีมาตรการผ่อนปรนจุดผ่านแดนที่เปิดอยู่แล้วอีก 2 แห่ง คือ จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อำเภออรัญประเทศ และจุดผ่านแดนถาวรบ้านเขาดิน อำเภอคลองหาด เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกทางการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ขณะเดียวกันกรมฯได้มีการหารือกับจังหวัดต่างๆ ที่อยู่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเร่งรัดการเปิดด่านต่างๆ ที่ปิดให้บริการช่วงโควิด-19 กลับมาเปิดให้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้การการค้าชายแดนและการส่งออก แต่อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ามูลการค้าชายแดนปีนี้อาจจะไม่ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ 1.1 ล้านล้านบาท 


18 สิงหาคม 2563

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมสนับสนุนโครงการพอแล้วดี The Creator รุ่นที่ 5 เพื่อค้นหานักธุรกิจรุ่นใหม่

นางจุฑาทิพย์ เจริญลาภ ผู้อำนวยการสำนักผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. ร่วมสนับสนุนโครงการพอแล้วดี The Creator รุ่นที่ 5 เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมนักธุรกิจรุ่นใหม่ สานต่อศาสตร์พระราชา นำไปสู่ความเข้มแข็งของธุรกิจและสังคมในอนาคต โดยนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาเป็นกรอบในการดำเนินธุรกิจจนเกิดเป็นคนต้นแบบ ประกอบด้วย การรู้จักประมาณตน มีเหตุมีผลและมีภูมิคุ้มกัน รวมถึงการมีเงื่อนไขความรู้คุณธรรม 

โครงการดังกล่าวได้จัดอบรมมาแล้ว 4 รุ่น ส่งเสริมนักธุรกิจรุ่นใหม่แล้วกว่า 80 แบรนด์ โดยนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ดำเนินธุรกิจด้านไลฟ์สไตล์ อาทิ อาหาร เกษตรเพิ่มค่า งานออกแบบ แฟชั่น ร้านอาหาร ที่พักและการท่องเที่ยว ที่มีความเชื่อมั่นในแนวคิดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมที่จะเรียนรู้ และทำหน้าที่สานต่อศาสตร์พระราชา สามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 10 กันยายน 2563 ผ่านเว็บไซต์ porlaewdeethecreator.com/register/


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ชี้ช่อง กาแฟ-ชานม ไทย ในตลาดกัมพูชามีโอกาสขยายตัวสูง

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ  เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงพนมเปญ ได้รายงานสถานการณ์ธุรกิจร้านกาแฟและชานมไข่มุกในตลาดกัมพูชา เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ประกอบการไทย ที่สนใจจะเข้าไปทำตลาดและขยายธุรกิจในกัมพูชา ว่าเพื่อให้ประสบความสำเร็จ เพราะปัจจุบันร้านกาแฟและชานมไข่มุกได้กลายเป็นไลฟ์สไตล์ของคนกัมพูชาทำให้ยังมีโอกาสเติบโตสูงต่อเนื่อง  โดยเฉพาะวัยรุ่นและวัยทำงาน จะไปนั่งจิบกาแฟ พบปะสังสรรค์หรือนัดคุยธุรกิจตามร้านกาแฟที่มีบรรยากาศดีๆ ส่งผลให้ธุรกิจร้านกาแฟได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และมีแบรนด์ต่างชาติทยอยเข้ามาเปิดตัวกันอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีร้านกาแฟและชานม เปิดให้บริการกว่า 300 ร้าน ในกรุงพนมเปญ และประมาณ 500 ร้านทั่วประเทศ โดยแบรนด์ของไทย มีเข้ามาเปิดให้บริการแล้วกว่า 10 แบรนด์

ด้านนายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงพนมเปญ กัมพูชา กล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยที่สนใจเข้าไปลงทุนกิจการร้านกาแฟ ร้านชานม ในกัมพูชา จะต้องศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจที่จะลงทุนก่อน หรือสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามข้อมูลและหาโอกาสทำธุรกิจและทำการประเมิน และวางแผนการทำธุรกิจ โดยรูปแบบการทำธุรกิจ สามารถทำได้ใน 3 ลักษณะ คือ ดำเนินกิจการเองทั้ง 100% , ร่วมลงทุนกับนักลงทุนท้องถิ่น และขายแฟรนไชส์ให้กับนักลงทุนท้องถิ่น นอกจากนี้ ควรคำนึงถึงสถานที่ตั้งของร้านด้วย


19 สิงหาคม 2563

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมการประกวด ค้นหานักออกแบบและพัฒนาผลงานสินค้าที่ระลึกภูมิภาคต่างๆ 

นายบุญส่ง คุ้มบุญ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. จัดกิจกรรม Souvenir Design Contest : The splendid Journey of Thailand 2020 รอบชิงชนะเลิศ ภายใต้โครงการพัฒนานวัตกรรมทรัพย์สินของ ททท. เพื่อให้เกิดสินค้าหรือนวัตกรรมใหม่ ภายใต้แบรนด์ Amazing Thailand ในธีม Health & Wellness โดยมีผู้สนใจส่งผลงานเข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 55 ผลงาน และมีผู้ผ่านการคัดเลือกจำนวน 10 ผลงานเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ เพื่อคัดเลือกสุดยอดนักออกแบบ จำนวน 5 รางวัล พร้อมรับประกาศนียบัตรและเงินรางวัลมูลค่ารวม 150,000 บาท

การจัดกิจกรรมดังกล่าว ททท. หวังว่าจะช่วยส่งเสริม สนับสนุนการออกแบบสร้างสรรค์และยกระดับสินค้าที่ระลึกด้านการท่องเที่ยวของภูมิภาคต่างๆ รวมถึงเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการพัฒนาต่อยอด เพิ่มมูลค่าทรัพย์สินด้านการท่องเที่ยวให้ขับเคลื่อนสู่เชิงพาณิชย์และสังคมได้อย่างกว้างขวาง เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19


ศบศ.อนุมัติ 4 เรื่องดูแลเศรษฐกิจพร้อมเสนอขยายสิทธิ์โครงการเราเที่ยวด้วยกันให้ ครม.พิจารณาสัปดาห์หน้า

นายดนุชา พิชยนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 หรือ ศบศ. ครั้งแรก ที่ประชุมได้อนุมัติ 4 เรื่องหลัก ได้แก่ มาตรการสนับสนุนด้านการท่องเที่ยว  โดยจะมีการขยายสิทธิ์ในโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ได้แก่ ขยายสิทธิ์จากเดิมคนละ 5 คืน เป็น 10 คืน และขยายการสนับสนุนตั๋วเครื่องบินจาก 1,000 บาทต่อคน เป็น 2,000 บาทต่อคน เพราะที่ผ่านมาโครงการเราเที่ยวด้วยกันมีการใช้สิทธิ์เพียง 5.5 แสนคืน ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้คือ 5 ล้านคืน จึงต้องมีการปรับปรุงและขยายสิทธิ์เพิ่มเติม , มาตรการสนับสนุนเอสเอ็มอี ที่กระทรวงการคลังดำเนินการไปแล้ว , มาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย  และมาตรการการจ้างงานได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานไปเร่งทำมาตรการเสนอโดยให้จัดทำเป็นแพลตฟอร์มฐานข้อมูล หรือบิ๊กดาต้า มาเสนอแต่เบื้องต้นจากการรวบรวมคาดว่าจะมีตำแหน่งที่สามารถจ้างงานได้อีก 6-7 แสนตำแหน่ง รองรับจากปัจจุบันที่มีอัตราการว่างงานอยู่ที่ 7.5 แสนตำแหน่ง ซึ่งจะมีการรวบรวมและจัดจ็อบ เอ็กซ์โป เพื่อให้คนรับรู้ต่อไป ซึ่งทั้งหมดให้มีการจัดทำรายละเอียดและเสนอที่ประชุม ศบศ.ในอีก 2 สัปดาห์

ด้านนายสมิทธ์ พนมยงค์ โฆษก ศบศ. กล่าวว่า มาตรการเราเที่ยวด้วยกัน ที่จะมีการขยายสิทธิ์เพิ่มเติมนั้น จะเชิญภาคธุรกิจและเอกชนรายใหญ่เข้าร่วมใช้สิทธิ์ด้วย รวมถึงบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อดึงให้เกิดการเดินทางไปเที่ยวทั่วประเทศ จากเดิมที่มีการกระจุกตัวอยู่รอบกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียงโดยคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะสามารถนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่จังหวัดระยอง ระหว่างวันที่ 24-25 สิงหาคม 2563 นี้ 


20 สิงหาคม 2563

60 ช่างภาพ เปิดภาพเมืองไทย Amazing ยิ่งกว่าเดิม ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยผ่านการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ

นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. ร่วมกับสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์และภาคีเครือข่ายช่างภาพ จัดโครงการ "60 ช่างภาพ เปิดภาพเมืองไทย Amazing ยิ่งกว่าเดิม" เพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของไทยผ่านภาพถ่าย ผ่านมุมมองของช่างภาพ 60 คน ที่เข้าร่วมโครงการ โดยทั้งหมดเป็นศิลปินภาพถ่ายมืออาชีพจากหลากหลายสาขา ซึ่งหลังจากศิลปินภาพถ่ายทั้ง 60 คน เดินทางลงพื้นที่และบันทึกภาพตามความคิดสร้างสรรค์และสไตล์ที่ตนเองถนัดแล้ว จะนำมาภาพทั้งหมดมาคัดเลือกภาพ เพื่อจัดแสดงเป็นนิทรรศการภาพถ่าย รวมทั้งจะนำไปใช้เพื่อประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวต่อไป โดยจะเปิดให้ประชาชนที่สนใจเข้าชมช่วงปลายเดือนกันยายน 2563


การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกับ Neighbour Foods จัดแคมเปญชีพจรลง South "เข้าถึง...อาหารใต้"

นายนิธี สีแพร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. ร่วมกับ Neighbour Foods โครงการเชฟแคร์ และพันธมิตร จัดแคมเปญ ชีพจรลง South "เข้าถึง...อาหารใต้" ชวนคนไทยเปิดประสบการณ์ใหม่ในการท่องเที่ยวภาคใต้ ผ่านอาหารใต้ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน ส่งผลให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยนำร่องเชิญชวนบล็อกเกอร์จากเพจ Supanaree story ที่มีผู้ติดตามกว่า 550,000 คน ประเดิมทริปเที่ยวจังหวัดชุมพร 2 วัน 1 คืน อาทิ ไหว้เจ้าแม่กวนอิม ดื่มกาแฟถ้ำสิงห์ ทำผ้าบาติกกับกลุ่มบาติกผาแดง ดำน้ำดูปะการังที่เกาะง่ามน้อย-ง่ามใหญ่ และชมตลาดปลา พร้อมหาวัตถุดิบท้องถิ่นนำมาปรุงเป็น 5 เมนูเด็ด ประกอบด้วย ใบเหลียงสุดจะไข่ /ข้าวผัดโคตรจะปู /สะตอผัดกุ้ง /ปลาทรายทอดขมิ้น และแกงไตปลา 

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบและอยากลองชิมรสชาติทั้ง 5 เมนู สามารถสั่งเดลิเวอรี่เซ็ท #ข้าวกล่องชุมพร ล่วงหน้า 1 วัน ได้ทาง Line @neighbourfoods โดยรายได้จะนำกลับคืนสู่ชุมชน คาดว่าภายใน 3 เดือน จะมีผู้ประกอบการในท้องถิ่นเข้าร่วมไม่น้อยกว่า 10 ราย มีรายได้สู่ชุมชนไม่ต่ำกว่า 1 แสนบาท


รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มั่นใจเศรษฐกิจไทยปีหน้าฟื้นตัว พร้อมหามาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือผู้ว่างงาน    

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนมาตรการบริหารเศรษฐกิจ โดยมีนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นประธานและมีปลัดกระทรวงทุกกระทรวงเป็นคณะกรรมการนั้นจะช่วยทำหนัาที่กลั่นกรองและเชื่อว่าจะทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การทำงานบรรลุผลสำเร็จ ที่ประชุม ศบศ.วานนี้ ได้เสนอให้ทุกฝ่ายบูรณาการความร่วมมือเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา เบื้องต้นได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปรวบรวมตัวเลขผู้ว่างงานโดยเฉพาะเด็กจบใหม่ที่คาดว่าจะมีประมาณ 4-5 แสนคน นำเสนอในที่ประชุม ครม.พิจารณามาตรการช่วยเหลือสัปดาห์หน้า

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้การบริหารเศรษฐกิจยุคใหม่ระยะ 2-6 เดือนต่อจากนี้ เชื่อมั่นว่าจะเห็นภาพเศรษฐกิจผ่อนคลายและปรับตัวดีขึ้น ทั้งการบริโภคและการจ้างงาน โดยประเมินจีดีพีปีหน้าจะกลับมาเป็นบวกได้ แต่ยังต้องระวังการแพร่ระบาดรอบ 2 นอกจากนี้ ยังเตรียมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดูงบจากกองทุนด้านพลังงานที่ใช้สำหรับส่งเสริมกิจกรรมต่างๆ ให้เน้นไปที่การจ้างงานในพื้นที่ต่างจังหวัดมากขึ้นด้วย โดยได้ทำจดหมายระบุพลังงานร่วมใจสร้างชาติ ถึงผู้บริหารบริษัทด้านพลังงาน เพื่อหารือถึงแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจร่วมกัน


สังคม

17 สิงหาคม 2563

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยืนยันครูไม่มีสิทธิลงโทษด้วยความรุนแรงต่อนักเรียนที่มีความเห็นต่างทางการเมือง

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีหลายโรงเรียนมีนักเรียนแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ทางการเมือง ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่นักเรียนทุกคนจะแสดงความเห็นต่างได้ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้อง โดยไม่สร้างความแตกแยก ซึ่งส่วนตัวก็เคยแสดงความเห็นต่างและออกมาชุมทางการเมืองเช่นกัน ดังนั้น อยากให้นักเรียนทุกคนต้องมีข้อมูลการแสดงความเห็นที่ถูกต้องด้วย เช่น  การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นนักเรียนที่เรียกร้องได้เคยอ่านรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่ ทั้งนี้  อยากให้นักเรียนที่มีความเห็นต่างมองภาพของประเทศว่าขณะนี้กำลังประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจในสถานการณ์โควิด-19 และขณะนี้รัฐบาลกำลังช่วยกันแก้ปัญหาเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและให้ประเทศเดินหน้าต่อไป 

อย่างไรก็ตาม ขอยืนยัน ครูไม่มีสิทธิลงโทษนักเรียนที่เห็นต่างด้วยความรุนแรงเนื่องจากเป็นสิทธิเสรีภาพที่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ แต่การแสดงออกด้วยความเห็นต่างจะต้องยืนอยู่บนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้องโดยไม่สร้างความแตกแยก 


กรุงเทพมหานคร ดำเนินการปรับปรุงถนนข้าวสารแล้วเสร็จ พร้อมรองรับผู้ค้า 480 แผง

ที่ประชุมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร รายงานความคืบหน้าโครงการปรับปรุงพื้นที่ทำการค้า(พิเศษ) ถนนข้าวสาร เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมความกว้าง 16 เมตร ความยาว 400 เมตร ครอบคลุมพื้นที่ 6,400 ตารางเมตร ระยะเวลาดำเนินการ 120 วัน ขณะนี้แล้วเสร็จทั้งหมดแล้วพร้อมรองรับผู้ค้าทั้งหมด 480 แผง โดยกำหนดแผงค้ากว้าง 1.5 เมตร ยาว 2 เมตร แบ่งเวลาทำการค้า 2 ช่วงเวลา คือเวลา 09.00 น.-16.00 น. และ 17.00 น. – 24.00 น. ซึ่งสินค้าที่อนุญาตให้จำหน่าย ประกอบด้วย อาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้า เครื่องประดับ ของที่ระลึก และสินค้า OTOP ซึ่งขณะนี้มีผู้ค้าแจ้งความประสงค์ทำการค้าและผ่านการพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้นแล้ว 280 ราย 


18 สิงหาคม 2563

กรมควบคุมโรค จับมือพันธมิตร นำร่องแจกชุดตรวจเชื้อ HIV ด้วยตัวเอง 2,000 ชุด ในกลุ่มเป้าหมาย ชายรักชาย สาวประเภทสอง

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า 1 ใน 3 เป้าหมายหลักของไทยในการยุติปัญหา HIV ก็คือ ภายในปี 2573 ร้อยละ 90 ของผู้ติดเชื้อต้องได้รับการวินิจฉัย นำสู่การป้องกันและรักษา แต่ที่ผ่านมายังมีผู้ที่ติดเชื้อ HIV จำนวนมากไม่ได้รับการวินิจฉัย เพราะการตรวจทางห้องปฏิบัติการมีความยุ่งยาก ต้องไปตรวจที่สถานบริการ ใช้เวลานานและต้องแสดงตัวตน ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการ ดังนั้น ผลักดันให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจได้มากขึ้น กรมควบคุมโรค จึงร่วมกับศูนย์ประสานความร่วมมือระหว่างไทย-ออสเตรเลีย-เนเธอร์แลนด์ เพื่อการวิจัยด้านเอดส์ (HIV-NAT) โครงการเอชไอวีและวัณโรค ศูนย์ความร่วมมือไทย-สหรัฐ ด้านสาธารณสุข สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ สมาคมฟ้าสีรุ้ง และบริษัทบู๊ทส์ รีเทล (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกันจัดโครงการศึกษาการเข้าถึงบริการและความเป็นไปได้ในการตรวจการติดเชื้อเอชไอวีด้วยตนเอง ผ่านร้านขายยาในพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อหารูปแบบการดำเนินงานการเข้าถึงชุดตรวจคัดกรอง HIV ด้วยตนเอง ในกลุ่มเสี่ยง 2 กลุ่มคือ กลุ่มชายรักชาย และกลุ่มสาวประเภทสอง 

ผู้สนใจสามารถร่วมลงทะเบียนผ่านลิงค์ของโครงการ และรับชุดตรวจจากแผนกเวชภัณฑ์ของร้าน Boots 36 สาขา ซึ่งได้เตรียมชุดตรวจฟรีไว้ 2,000 ชุด พร้อมมีระบบสายด่วน 1663 ให้คำปรึกษา และสายสบายใจ 08 2582-1714 หากกรณีได้ผลเป็นบวก ต้องไปตรวจยืนยันที่หน่วยบริการสุขภาพและรับการรักษาต่อไป ทั้งนี้ชุดตรวจนี้มีความไว 99.3% ถึงน้อยก็ตรวจเจอ ใช้ง่ายเพียงใช้ด้านปลายชุดตรวจ เก็บตัวอย่างน้ำในช่องปาก ซึ่งจะทราบผลใน 20 นาที 


19 สิงหาคม 2563

กระทรวงสาธารณสุข ผลักดันนโยบาย คนไทยทุกครอบครัว มีหมอประจำตัว 3 คน พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า หนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงสาธารณสุขคือ การพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ ส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพแข็งแรง ล่าสุดได้มีการจัดระดมความคิดบูรณาการงานสาธารณสุขมูลฐานและระบบสุขภาพปฐมภูมิตามระบบสุขภาพชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ระบบสุขภาพปฐมภูมิ และต่อยอดโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค จึงเกิดเป็นนโยบาย “คนไทยทุกครอบครัวมีหมอประจำตัว 3 คน” โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นโยบาย “คนไทยทุกครอบครัวมีหมอประจำตัว 3 คน” คือ ทุกครอบครัวจะมี 1. หมอประจำบ้าน คือ อสม.ระดับหมู่บ้าน ซึ่ง อสม. 1 คนจะรับผิดชอบ 8-15 หลังคาเรือน 2.หมอสาธารณสุข คือ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข พยาบาลระดับตำบล โดยบุคลากรสาธารณสุขระบบปฐมภูมิ 1 คน รับผิดชอบประชาชน 1,250 คน และ 3.หมอครอบครัว เป็นแพทย์ที่มีองค์ความรู้หรือจบด้านเวชศาสตร์ครอบครัว หมอ 1 คนรับผิดชอบประชากร 10,000 คน หรือ 1-3 ตำบล โดยหมอประจำตัวทั้ง 3 จะบูรณาการทำงานร่วมกันในการดูแล ให้ความรู้ ส่งเสริมสุขภาพ ให้ประชาชนในพื้นที่สามารถเข้าถึงระบบบริการสาธารณสุข มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงและสานต่อแนวทางสร้าง นำซ่อม โดยมีจุดมุ่งหมายให้คนไทยมีคุณภาพชีวิติที่ดี ประชาชนและเจ้าหน้าที่มีความสุขร่วมกัน


กรมการจัดหางาน ย้ำ นายจ้างที่จ้างคนต่างด้าวทำงาน ต้องแจ้งการเข้า-ออก การทำงานของคนต่างด้าวภายใน 15 วัน 

นายสุชาติ พรชัยวิเศษกุล อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า การเกิดขึ้นของสถานการณ์โรคโควิด-19 ส่งผลกระทบถึงข้อจำกัดในการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย และพบว่า ขณะนี้มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับข้อปฏิบัติในการแจ้งเข้า-ออกจากงานของคนต่างด้าว เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง กรมการจัดหางาน ขอย้ำ การดำเนินการตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2563 เรื่อง การแจ้งเข้า-ออก แรงงานต่างด้าว ให้นายจ้างที่จ้างคนต่างด้าวทำงานอยู่ในประเทศไทย 4 ประเภทนี้ ให้ทราบว่า

คนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว และเมียนมา ที่เข้ามาทำงานตาม MOU ซึ่งวาระการจ้างงานครบ 4 ปี กรณีที่คนต่างด้าวยังคงทำงานกับนายจ้างรายเดิม นายจ้างรายนั้นไม่ต้องแจ้งการออกจากงานของคนต่างด้าวตามมาตรา 13 และมาตรา 46 กรณีคนต่างด้าวเปลี่ยนไปทำงานกับนายจ้างรายใหม่ นายจ้างรายเดิมมีหน้าที่แจ้งการออกจากงานของคนต่างด้าวตามมาตรา 13 และมาตรา 46 

คนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาวและเมียนมา ที่เข้ามาทำงานตาม MOU ที่การอนุญาตทำงานสิ้นสุด ตาม ม.50 ม.53 และม.55 แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการ การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม อาทิ นายจ้างรายเดิมเลิกจ้างและคนต่างด้าวหานายจ้างรายใหม่ไม่ทันภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด เป็นต้น กรณีคนต่างด้าวที่ใบอนุญาตทำงานสิ้นสุดลง และคนต่างด้าวยังคงยื่นคำขอรับใบอนุญาตทำงานกับนายจ้างรายเดิม ช่วงเวลาที่ใบอนุญาตทำงานสิ้นสุด คนต่างด้าวไม่ได้ทำงาน นายจ้างรายนั้นไม่ต้องแจ้งการออกจากงานของคนต่างด้าวตามมาตรา 13 และมาตรา 46 และไม่มีความผิดฐานให้คนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน ส่วนกรณีคนต่างด้าวทำงานกับนายจ้างรายใหม่ นายจ้างรายเดิมยังมีหน้าที่แจ้งการออกจากงานของคนต่างด้าวตามมาตรา 13 และมาตรา 46 

อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวต่อไปว่า ประเภทที่ 3 คนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาวและเมียนมา ที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติ แต่ไม่ได้ดำเนินการตามมติ ครม.20 สิงหาคม 2562 กรณีคนต่างด้าวที่ใบอนุญาตทำงานสิ้นสุดลง และคนต่างด้าวยังคงยื่นคำขอรับใบอนุญาตทำงานกับนายจ้างรายเดิม ช่วงเวลาที่ใบอนุญาตทำงานสิ้นสุด คนต่างด้าวไม่ได้ทำงาน นายจ้างรายนั้นไม่ต้องแจ้งการออกจากงานของคนต่างด้าวตามมาตรา 13 และไม่มีความผิดฐานให้คนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน ส่วนกรณีคนต่างด้าวทำงานกับนายจ้างรายใหม่ นายจ้างรายเดิมยังมีหน้าที่แจ้งการออกจากงานของคนต่างด้าว  

ประเภทสุดท้าย คนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา และเมียนมา กลุ่มที่ใช้บัตรผ่านแดน (Border Pass) ที่เข้ามาทำงานตาม ม.64 ถ้าแรงงานต่างด้าวทำงานกับนายจ้างรายเดิม นายจ้างรายนั้นไม่ต้องแจ้งการออกจากงานของคนต่างด้าว แต่หากคนต่างด้าวเปลี่ยนไปทำงานกับนายจ้างรายใหม่ นายจ้างรายเดิมมีหน้าที่แจ้งการออกจากงานของคนต่างด้าว 

อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวย้ำว่า การแจ้งเข้า-แจ้งออก การทำงานของแรงงานต่างด้าว เป็นความรับผิดชอบของนายจ้าง แม้ว่าแรงงานออกจากนายจ้าง ไม่ได้ทำงานอยู่ด้วยแล้วหรือไม่อยู่ในประเทศแล้ว ขอความร่วมมือให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมาย หากฝ่าฝืนไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จะมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท เพื่ออำนวยความสะดวกในการแจ้งการจ้างคนต่างด้าว และแจ้งคนต่างด้าวออกจากงาน กรมการจัดหางานได้พัฒนาระบบบริการออนไลน์ Application E-Inform ซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2562 หรือนายจ้างสามารถแจ้งการเข้า-ออกจากงานของคนต่างด้าวได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัด หรือที่สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 ในเขตพื้นที่ที่เป็นสถานที่ตั้งของสถานประกอบการที่คนต่างด้าวทำงานอยู่


กระทรวงวัฒนธรรม บูรณาการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน เดินหน้าจัดงานมหกรรมวัฒนธรรมและประเพณีกระตุ้นเศรษฐกิจจากวิกฤติโควิด-19 

นายอิทธิพล คุณปลื้ม  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม  กล่าวว่า ได้นำข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีที่ได้ลงนามแต่งตั้งรัฐมนตรีทุกกระทรวงเป็นคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน  โดยได้แจ้งให้หน่วยงานในสังกัด ประสานงานกับแต่ละจังหวัดในการร่วมลงพื้นที่ขับเคลื่อนและบูรณาการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้รับการเยียวยาและช่วยเหลือโดยเร็ว รวมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่และเสริมสร้างศักยภาพในการพัฒนาประเทศตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและสามารถปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตใหม่ได้  

นอกจากนี้ ยังสั่งการให้แต่ละหน่วยงานจัดกิจกรรมส่งเสริมงานวัฒนธรรม และประเพณีของแต่ละจังหวัด เพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจจากสถานการณ์โควิด-19 ควบคู่กับการจ้างงานในพื้นที่ ได้แก่ มหกรรมการแสดงทางวัฒนธรรมในแต่ละภูมิภาค เช่น การแสดงลูกทุ่งหมอลำในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การเปิดถนนสายวัฒนธรรมของแต่ละจังหวัดแบบเต็มรูปแบบ เพื่อเป็นการผ่อนคลายภาวะความตึงเครียดและสร้างกำลังใจให้แก่ประชาชนจากภาวะเศรษฐกิจ สังคม   รวมถึงการติดตามผลการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2563 โดยย้ำให้เร่งเบิกจ่ายงบประมาณที่ค้างอยู่ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2563 ส่วนงบลงทุนและการจัดซื้อจัดจ้างที่จำเป็นต้องลงนามในสัญญาให้ทันเพื่อขออนุมัติกันเงินข้ามปี  


20 สิงหาคม 2563

กระทรวงแรงงาน ร่วมกับภาคเอกชน ฝึกนักโดรนเพื่อการเกษตร นำร่อง 3 จังหวัดภาคกลาง 

นายวิชัย ผิวสอาด รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดฝึกอบรมโครงการพัฒนาทักษะอาชีพผู้บังคับอากาศยานไร้คนขับ (Drone) เพื่อการเกษตร ที่ดำเนินการฝึกอบรมโดยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 14 ปทุมธานี ร่วมกับบริษัท แอโร กรุ๊ป (1992) จำกัด จัดการฝึกภาคทฤษฎีที่อินทร์สุวรรณฟาร์ม อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี 

รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า การจัดฝึกอบรมภาคทฤษฎีและปฏิบัติในหลักสูตรผู้บังคับโดรนเพื่อการเกษตร เป็นหลักสูตรที่เตรียมความพร้อมทั้งความรู้และทักษะการเป็นนักบินโดรนเพื่อการเกษตร ก่อนยื่นขอรับใบอนุญาต การฝึกอบรมครอบคลุมเนื้อหาสำคัญทั้งในเรื่องส่วนประกอบของโดรน การเปลี่ยนชิ้นส่วน การขนย้าย การใช้เครื่องบังคับ การผสมสารที่ใช้ในการพ่น การปฏิบัติระบบการบินแบบอัตโนมัติ การบำรุงรักษา ความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน รวมถึงการทำใบอนุญาตและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ฝึกอบรมระหว่างวันที่ 19-21 สิงหาคม 2563 (ระยะเวลาฝึกอบรม 18 ชั่วโมง) มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมฝึกอบรมจำนวนมาก  ส่วนการฝึกอบรมครั้งต่อไป จะจัดขึ้นที่นนทบุรีและนครปฐม ในช่วงเดือนกันยายน 

รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวต่อไปว่า หลักสูตรนี้เป็นการนำเทคโนโลยีโดรนมาใช้ในการทำงานภาคการเกษตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มความแม่นยำ ลดต้นทุนค่าวัสดุและค่าแรงงาน ลดความเสี่ยงอันตรายในระหว่างการปฏิบัติงาน เป็นการพัฒนาอาชีพเกษตรกรให้มีความมั่นคงและยั่งยืน


กรมการศาสนา จัดงานครบรอบ 79 ปี ผนึกกำลังองค์กรเครือข่าย 5 ศาสนานำหลักธรรมสร้างความเข้มแข็งชาติขจัดความขัดแย้งในสังคม  

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวในงาน"วันศาสนูปถัมภ์" ครบรอบการสถาปนา 79 ปี กรมการศาสนาว่า กรมการศาสนา ได้สนับสนุนการทำนุบำรุงชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ ซึ่งถือเป็นสถาบันหลักของชาติ ส่งเสริมให้องค์กรศาสนาและศาสนิกชนทุกศาสนาได้ปฏิบัติศาสนกิจเนื่องในโอกาสสำคัญ โดยเฉพาะโครงการรวมไทยสร้างชาติ ส่งเสริมการจัดกิจกรรมและประเพณีของพื้นที่ต่างๆ ให้เกิดความรักความสามัคคี ให้ศาสนสถานเป็นที่พึ่งทางจิตใจของคนไทย ร่วมสร้างคนดีให้เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งที่ผ่านมาผู้นำของทั้ง 5 ศาสนาต่างให้ความร่วมมือในการดำเนินโครงการชุมชนคุณธรรมเกิดเป็นพลังบวรสร้างความเข้มแข็งแก่คนในท้องถิ่น   


ศธ.ส่งหนังสือด่วนที่สุดถึงสถานศึกษาในสังกัดทั่วประเทศเปิดรับฟังความคิดเห็นของนักเรียนทั้งเรื่องการจัดการศึกษาและการเมือง

นางสาวดุริยา อมตวิวัฒน์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า  ได้เซ็นหนังสือคำสั่งสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ด่วนที่สุด ถึงเลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เลขาธิการคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เลขาธิการคณะกรรมการอาชีวศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน  และศึกษาธิการจังหวัดทุกหวัด  เรื่อง การเปิดรับฟังความเห็นของนักเรียน นักศึกษา เพื่อส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันกิจกรรมการแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่เกี่ยวกับการพัฒนาระบบการศึกษา อาทิ หลักสูตรการเรียนการสอน เครื่องแบบนักเรียน และทรงผมนักเรียนและการแสดงออกทางการเมืองของนักเรียน นักศึกษา มีการรวมกลุ่มในหลายระดับและขยายตัวในวงกว้างมากขึ้น 

การแสดความคิดเห็นของนักเรียน นักศึกษา ถือว่าสามารถทำได้ โดยเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  กระทรวงศึกษาธิการ จึงเห็นควรให้สถานศึกษาในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ เปิดรับฟังความเห็นของนักเรียน นักศึกษา ในประเด็นที่เกี่ยวกับการพัฒนาระบบการศึกษาและการเมือง อาทิ  ให้สถานศึกษาเปิดรับฟังความเห็นของนักเรียน นักศึกษา โดยนักเรียน นักศึกษาแสดงความคิดเห็นผ่านกิจกรรมของสภานักเรียน หรือองค์กร/กลุ่ม ซึ่งเป็นผู้แทนนักเรียน นักศึกษาในระดับสถานศึกษา 

ขอให้ผู้บริหารสถานศึกษาคำนึงถึงการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและความปลอดภัยของนักเรียน นักศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา นำข้อเสนอของนักเรียน นักศึกษา เสนอต่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือหน่วยงานต้นสังกัดในพื้นที่ ดำเนินการรวบรวมและจัดทำสรุปผลการปิดรับฟังความเห็นของนักเรียน นักศึกษา ในภาพรวมของจังหวัด เสนอต่อหัวหน้าส่วนราชการต้นสังกัดและให้หัวหน้าส่วนราชการต้นสังกัด จัดทำสรุปผลการเปิดรับฟังความเห็นของนักเรียน นักศึกษาในภาพรวมของหน่วยงาน จัดส่งข้อมูลมายังสำนักบูรณาการกิจการการศึกษา สป. ภายในวันที่ 15 กันยายน 2563 เพื่อเสนอผู้บริหารกระทรวงต่อไป  

รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ในหนังสือฉบับดังกล่าวยังระบุด้วยว่า  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายขอให้งดการดำเนินการตามระเบียบข้อ 7 ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียนพ.ศ. 2563 ไว้พลางก่อนในการนี้  


ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : ธนพิชฌน์ แก้วกา

ผู้เรียบเรียง : ธนพิชฌน์ แก้วกา

แหล่งที่มา : สำนักข่าว