สรุปข่าวประจำสัปดาห์ ( 10-13 สิงหาคม 2563)

14 ส.ค. 2563 | เข้าชม : 203

สรุปข่าวประจำสัปดาห์ ( 10-13 สิงหาคม 2563)


การเมือง/มั่นคง

10 สิงหาคม 2563

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กำชับฝ่ายความมั่นคง คงความต่อเนื่องสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด 

พลโท คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขอบคุณและเป็นกำลังใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ที่ร่วมปฏิบัติการสกัดกั้น กวาดล้างและปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง หลังรับทราบรายงานสถานการณ์ยาเสพติด รวมทั้งผลการติดตามสกัดกั้นปราบปรามจับกุมยาเสพติดได้จำนวนมาก สามารถขยายผลเปิดปฏิบัติการทลายแก๊งฟอกเงินในธุรกิจต่างๆ เชื่อมโยงกับเครือข่ายยาเสพติดใหญ่ 4 เครือข่ายหลัก รวมมูลค่ามหาศาลกว่า 2 แสนล้านบาท จับกุมผู้ต้องหาได้ 300 คน 

โดยสถานการณ์ยาเสพติดภาพรวม พบการลักลอบขนย้ายยาเสพติดลำเลียงเข้ามาทั้งทางตรงและปลอมแปลงในรูปของสินค้าต่างๆ แต่ละครั้งเป็นจำนวนมาก โดย 7 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกรกฎาคม 2563 ฝ่ายความมั่นคงได้ติดตามและเปิดปฏิบัติการร่วมกันอย่างเข้มข้น สามารถจับกุมผู้ต้องหา 179,693 คน ยึดยาเสพติดได้จำนวนมาก เป็นยาบ้าจำนวนถึง 99,928,850 เม็ด ยาไอซ์ 6.76 ตัน เฮโรอีน 130,964.98 กรัม โดยเฉพาะกรกฎาคม สามารถจับกุมผู้ต้องหา 33,205 คน ยึดยาเสพติด เป็นยาบ้าเกือบ 23 ล้านเม็ด ยาไอซ์ 3.677 ตัน

นายกรัฐมนตรี ยังกำชับฝ่ายความมั่นคง ทั้งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส. ) ยังคงความต่อเนื่อง เฝ้าระวังการลักลอบลำเลียงและภัยจากยาเสพติดในรูปแบบต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคม พร้อมขยายผลทำลายขบวนการเครือข่ายยาเสพติดทั้งระบบในทุกพื้นที่ โดยสืบโยงเส้นทางการเงินและบังคับใช้กฎหมายอย่างเปิดเผยให้ถึงผู้บงการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังทุกราย พร้อมย้ำการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน จำเป็นต้องสร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหาและเปิดพื้นที่ดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมแก้ปัญหายาเสพติดทั้งระบบจริงจังต่อเนื่องกันไป


รองนายกรัฐมนตรี ประชุมคณะกรรมการกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เน้นการบริหารงานที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ ภายใต้ระเบียบของกองทุน

พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 5/2563 โดยที่ประชุมได้เห็นชอบร่างตัวชี้วัดสำหรับจัดทำบันทึกข้อตกลง การประเมินการดำเนินงานทุนหมุนเวียน ประจำปี 2564 ประกอบด้วยงาน 6 ด้านคือ ด้านการเงิน ด้านการสนองประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ด้านการปฏิบัติการ ด้านการบริหารพัฒนาทุนหมุนเวียน ด้านการปฏิบัติงานของคณะกรรมการบริหาร และด้านการดำเนินงานตามนโยบายรัฐ/กระทรวงการคลัง รวมทั้งเห็นชอบร่างกรอบนโยบายการให้ทุนประจำปีงบประมาณ 2564 เกี่ยวกับเรื่องการศึกษากับคนรุ่นใหม่ในยุคดิจิทัล ,นวัตกรรมดิจิทัลทางด้านสาธารณสุข ,เกษตรเชิงรุกด้านนวัตกรรมดิจิทัล ,เทคโนโลยีดิจิทัลในโลกอนาคต ,รัฐบาลดิจิทัลและโครงการตามนโยบายเร่งด่วน

พลเอก ประวิตร เน้นย้ำให้กำกับ ติดตามและประเมินผลตามตัวชี้วัดอย่างจริงจังและอยู่ภายใต้กฎระเบียบ สำหรับการบริหารเงินกองทุนต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้และมีประสิทธิภาพ


รองนายกรัฐมนตรี ระบุ ข้อเสนอให้แก้ไข กระบวนการร้องขอความยุติธรรม ให้ส่งเรื่องมายังรัฐบาล เชื่อคณะทำงานชุดนายบวรศักดิ์ กลั่นกรองมาอย่างดี 

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง ในส่วนของอัยการกรณีสั่งไม่ฟ้องในคดีวรยุทธ อยู่วิทยา เสนอให้แก้ไขกระบวนการร้องขอความเป็นธรรม เพราะพบพิรุธร้องขอยุติคดี 10 กว่าครั้ง เป็นการทำเพื่อถ่วงคดี มากกว่าการขออำนวยความยุติธรรม ว่า ผลการพิจารณาของคณะทำงานชุดนี้ ต้องนำเสนอต่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงชุดใหญ่ เพื่อเสนอต่อมายังรัฐบาล รัฐบาลจะได้พิจารณาอย่างจริงจังและเชื่อมั่นว่ามีน้ำหนัก เพราะผ่านการกลั่นกรองมาแล้วระดับหนึ่ง ซึ่งการปฏิรูปกฏหมายและกระบวนการยุติธรรม รวมถึงการปฏิรูปต่างๆ เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก แต่เมื่อมีตัวอย่างขึ้นมา ทำให้มีแรงกดดัน สามารถเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสในการเดินหน้าปฏิรูปให้สำเร็จได้

ส่วนความคืบหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่สมาชิกวุฒิสภามีความเห็นแตกต่างกัน แบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายนั้น นายวิษณุ กล่าวว่า รัฐบาลยังไม่มีความเห็นในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะยังไม่เคยมีใครส่งความเห็นมายังรัฐบาล ต้องรอให้แต่ละฝ่ายพิจารณาจนตกผลึกก่อน ซึ่งรวมถึงคณะกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ที่มีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นประธาน และกลุ่มที่ออกมาเรียกร้องต่างๆ ด้วย พร้อมยอมรับว่ารัฐบาลมีธงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเช่นกัน เพราะมีส่วนในการใช้รัฐธรรมนูญมา 1 ปี ทำให้มองเห็นจุดอ่อน แต่จะแก้ไขในส่วนใดบางนั้นค่อยพิจารณาอีกครั้ง เนื่องจากต้องหารือร่วมกันในพรรคร่วมรัฐบาลด้วย


มท.1 มอบสารเนื่องใน “วันกำนันผู้ใหญ่บ้าน ประจำปี 2563” ยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ใหญ่บ้านที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่        

เนื่องในวันที่ 10 สิงหาคมของทุกปี กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดให้เป็น “วันกำนันผู้ใหญ่บ้าน” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทานกำเนิดสถาบันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบสารเนื่องในโอกาส “วันกำนันผู้ใหญ่บ้าน” ประจำปี 2563 โดยมีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า

“กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ถือเป็นตัวแทนของรัฐที่มีบทบาทสำคัญต่อการบริหารราชการส่วนภูมิภาค เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ เพื่อให้เกิดการพัฒนา สร้างความเข้มแข็งจากฐานราก ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ และนำไปสู่การเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในทุกภาคส่วน รวมทั้งหน้าที่การช่วยเหลือ สนับสนุน ส่งเสริมการปฏิบัติงานให้แก่ทุกหน่วยงาน อันเป็นกลไกหลักในการบูรณาการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการจัดการสถานการณ์การแพร่ระบาดทั้งในด้านการป้องกันและควบคุมโรคในระดับตำบล หมู่บ้าน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผมขอชื่นชมและให้กำลังใจทุกท่านที่ปฏิบัติงานด้วยความเสียสละอย่างเข้มแข็ง เพื่อรักษาไว้ซึ่งความปลอดภัยและการดำเนินชีวิตโดยปกติสุขของพี่น้องประชาชนในพื้นที่”

โอกาสนี้ กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง จัดให้มีการมอบรางวัลกำนันผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม ประจำปี 2563 ขึ้น เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ เสียสละและทุ่มเทความรู้ความสามารถในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ตำบล หมู่บ้าน โดยผลการพิจารณาคัดเลือกผู้ได้รับรางวัลกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม ประจำปี 2563 มีจำนวนทั้งสิ้น 261 รางวัล แบ่งเป็น รางวัลกำนันยอดเยี่ยม จำนวน 128 คน และรางวัลผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม จำนวน 133 คน

กำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ได้รับรางวัล ผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากคณะกรรมการตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัดและส่วนกลาง แล้วว่าเป็นบุคคลที่ยอมรับของสังคมและเป็นแบบอย่างแก่สาธารณชนทั่วไป มีผลการปฏิบัติงานตามนโยบายรัฐบาล กระทรวงมหาดไทย และกรมการปกครอง และไม่เป็นผู้มีประวัติหรือพฤติการณ์เสื่อมเสีย นอกจากนี้ ได้มีการยกย่องเชิดชูเกียรติ นายนิพนธ์ จาระธรรม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 ตำบลแม่แฝกใหญ่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ดับไฟป่าร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของเทศบาลตำบลเจดีย์แม่ครัว เพื่อยึดถือเป็นแบบอย่างที่ดีของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบลและสารวัตรกำนัน


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เตือนผู้ชุมนุมอยู่ในกรอบของกฎหมาย อย่าก้าวล่วงสถาบัน หากพบจะดำเนินคดีทันที

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ DES ระบุถึงการนัดชุมนุมต่อต้านและกลุ่มสนับสนุนรัฐบาล ที่หน้ารัฐสภาในวันนี้ว่า ส่วนตัวมองว่าเป็นสิทธิ์ส่วนบุคคลและความเห็นต่างทางการเมืองรวมถึงออกมาชุมนุมในพื้นที่ที่ปลอดภัยและได้รับการอนุญาตและสามารถแสดงสิทธิ์ของตนเองได้ก็สามารถทำได้ แต่ไม่ละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น กฎหมายและก้าวล่วงสถาบัน ซึ่งขอให้ระมัดระวังในการใช้ช่องทางการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียที่มีความบิดเบือน ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นหน้าที่ของประชาชนที่จะช่วยกันปกป้องสถาบันหลักของประเทศ ส่วนเรื่องความเห็นต่างเป็นหน้าที่ของหน่วยงานด้านความมั่นคงเพื่อจะต้องดูแลไม่ให้เกิดการปะทะกันและขอเน้นย้ำว่า สามารถเห็นต่างได้ในทางประชาธิปไตย แต่ต้องไม่ล่วงเกินสิทธิ์คนอื่นและสถาบันประเทศ ไม่ว่าใครก็ยอมไม่ได้ ทั้งนี้หากพบว่ามีการล่วงเกินสถาบัน จะดำเนินคดีอย่างแน่นอน

นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า กลุ่มผู้ชุมนุมทั้ง 2 ฝ่าย ไม่น่าจะปะทะกัน เนื่องจากทั้งสองฝ่ายมีหลักคิดเป็นของตนเองและแสดงออกตามกฎหมาย ซึ่งการปะทะกันไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรมีแต่ความเสียหายและมองว่าการแสดงออกคนรุ่นใหม่ ควรแสดงออกด้วยเหตุและผล และในฐานะเคยเป็นแกนนำ กปปส. ปฎิเสธ ถึงความเชื่อมโยงว่า กปปส.เกี่ยวข้องกับแกนนำผู้ชุมนุมสนับสนุนรัฐบาล เนื่องจากมีการถ่ายรูปคู่กันออกมาผ่านสื่อต่างๆ และตนเองไม่ได้รู้จักทุกคนเป็นการส่วนตัว และทราบผ่านโซเชียลมีเดีย ทั้งนี้ยืนยันว่า ยังไม่มีการรวมกลุ่มจัดตั้งไปต่อต้านใคร พร้อมฝากเตือนไปถึงนักเคลื่อนไหวว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสียเนื่องจากมีความสูญเสียเกิดขึ้นทุกครั้งขอให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย เพราะไม่ว่าจะผิดหรือถูกก็ต้องใช้เวลาในการต่อสู้ในชั้นศาล 


11 สิงหาคม 2563

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นห่วงการชุมนุมของกลุ่มนักศึกษา โดยยอมรับไม่สบายใจ 

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มนักศึกษาที่รวมตัวทำกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อคืนที่ผ่านมา ( 10 ส.ค. 63) ว่าได้ติดตามอยู่ เมื่อดูแล้วก็ไม่สบายใจ พร้อมปฏิเสธตอบคำถามในส่วนของ 10 ข้อเสนอของกลุ่มผู้ชุมนุม

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาบัญชีโยกย้ายนายทหารชั้นนายพล ประจำปี 2563 ว่า ตนเองยังไม่เห็น เพราะอยู่ในขั้นตอนของผู้บัญชาการเหล่าทัพ พร้อมปฏิเสธตอบคำถามถึงคุณสมบัติของผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่จะต้องเป็นอย่างไร โดยได้ขึ้นรถยนต์เพื่อไปปฏิบัติภารกิจต่อทันที


นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าอวยพร รองนายกรัฐมนตรี เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 75 ปี โดยขอให้มีความสุข สุขภาพแข็งแรงและทำงานสำเร็จ

ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมามอบกระเช้าดอกไม้อวยพร พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 75 ปี พร้อมรับประทานอาหารเช้าร่วมกัน โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กล่าวอวยพรพลเอก ประวิตร ขอให้มีความสุข สุขภาพแข็งแรง ประสบความสำเร็จในการทำงานทุกอย่าง พ้นทุกข์โศกโรคภัย

นอกจากนี้ ยังมีนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พลเอก ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหม พลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พลเอก บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด นายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก ว่าที่ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชารัฐ  นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือแรมโบ้อีสาน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตลอดจนตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน คณะนายทหาร ตำรวจ มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด และบุคคลทั่วไปเข้าร่วม 


12 สิงหาคม 2563

โฆษกกระทรวงกลาโหม ระบุ ฝ่ายความมั่นคงเป็นกังวลกับสถานการณ์การชุมนุม วอนให้ทุกฝ่ายในสังคมหนักแน่นและร่วมกันเตือนสติ 

พลโท คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า ฝ่ายความมั่นคง มีความกังวลกับสถานการณ์การชุมนุม ที่มีการปลุกชี้นำไปสู่การเรียกร้องในประเด็นที่ละเอียดอ่อน อันจะนำมาซึ่งความแตกแยกของผู้คนในสังคม โดยเฉพาะข้อเรียกร้องที่เกินขอบเขตต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งชาติ การทำงานของฝ่ายความมั่นคง ยังยึดมั่นและเคารพในสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ควบคู่กับหน้าที่ของปวงชนชาวไทยในรัฐธรรมนูญ ซึ่งการชุมนุมและการแสดงออก ถือเป็นสิทธิและเสรีภาพของทุกคนที่สามารถกระทำได้ ภายใต้กรอบกฎหมายที่กำหนด ขณะเดียวกัน ทุกคนต้องมีหน้าที่รักษาไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติ รวมทั้งปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และไม่กระทำการใดที่อาจก่อให้เกิดความแตกแยกเกลียดชังกันในสังคม

การชุมนุมที่แฝงไปด้วยข้อเรียกร้องที่ล่อแหลมและละเอียดอ่อนดังกล่าว อาจนำมาซึ่งการเผชิญหน้าและเป็นอันตรายต่อความแตกแยกของผู้คนในสังคมวงกว้าง ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของทุกคน ทุกฝ่ายต้องร่วมกันเตือนสติและช่วยควบคุมอารมณ์ทางสังคม อย่างไรก็ตาม ฝ่ายความมั่นคงยังเชื่อมั่นว่า การแสดงออกทางความคิดของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ถือเป็นพลังบริสุทธ์ของสังคมที่มีมาอย่างต่อเนื่อง และมั่นใจว่าเราคนไทยทุกคนหนักแน่นและมีดุลยพินิจที่จะไม่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของกลุ่มใดๆ


13 สิงหาคม 2563

นายกรัฐมนตรี มอบแนวทางการทำงานให้คณะรัฐมนตรีใหม่ ย้ำทิศทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจหลังสถานการณ์โควิด -19

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เรื่องคณะรัฐมนตรีใหม่และการเดินหน้าประเทศ หลังจากวานนี้ รัฐมนตรีใหม่ได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนเพื่อเข้ารับตำแหน่งแล้ว ซึ่งรัฐมนตรีใหม่ที่เข้ามาทำหน้าที่ ในช่วงเวลาที่สำคัญสำหรับทุกคนในประเทศไทย หลังจากที่ผ่านมาได้ร่วมแรงรวมใจต่อสู้กับโควิดจนสำเร็จแต่ปัญหายังไม่จบ เพราะต้องเดินหน้าแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจและปากท้องให้กับประชาชน ให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปให้ได้ และสิ่งสำคัญต้องทำงานร่วมกัน มีการวางแผน ขับเคลื่อนประเทศไปสู่อนาคตที่ดีขึ้น ด้วยวิธีการทำงานแบบ New Normal หรือเรียกว่า รวมไทยสร้างชาติ  จึงได้เชิญผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ซึ่งเป็นคนนอกที่ไม่ได้มาจากภาคการเมืองเข้ามาเป็นรัฐมนตรีใหม่  พร้อมมอบแนวทางการทำงานในการดูแลประชาชน เริ่มจากการเยียวยา โดยเฉพาะกลุ่ม SME และประชาชนในภาคส่วนต่างๆ ที่ตกงานในช่วงที่ผ่านมา การแก้ปัญหาต่างๆ 

โดยใช้กลไก โครงสร้าง คณะกรรมการและศูนย์บริหารสถานการณ์ที่มีการทำงานบูรณาการกันแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจ คงการจ้างงานของลูกจ้างและให้ธุรกิจต่างๆ ใช้ช่วงเวลานี้ พลิกองค์กรให้มีประสิทธภาพ สามารถแข่งขันได้ดีขึ้น มีแผนเรื่องการจ้างงานคนรุ่นใหม่ นักศึกษาจบใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานเพื่อให้มีงานทำและงานที่เกี่ยวกับการทำงานต่างๆ ต้องทำด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส่ รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคนในสังคม ซึ่งมีบทบาทหน้าที่นำพาประเทศ ก้าวผ่านความท้าทายนี้ไปให้ได้

นอกจากนี้ ในช่วงเดือนนี้และเดือนหน้า จะเริ่มทำ workshops กับภาคส่วนต่างๆ  ผ่านการนำเสนอวิสัยทัศน์ มุมมองและบทบาทของรัฐบาลในการสนับสนุนภาคส่วนนั้นๆ เพื่อให้สามารถเดินหน้าได้เร็วขึ้น โดยตนเองจะเข้าร่วมรับฟังการนำเสนอ เพื่อทำให้ประเทศกลับมารุ่งเรือง เกิดการสร้างโอกาสและจ้างงานหลังโควิดคลี่คลาย เชื่อว่า การร่วมแรงร่วมใจกันแก้ปัญหา ด้วยความเป็นหนึ่งเดียวกัน จะทำให้ประเทศหลุดพ้นจากปัญหาได้   

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางการเมือง เป็นสิ่งกีดขวางการร่วมแรงร่วมใจและเป็นหนึ่งเดียวของคนไทยในการแก้ปัญหาต่างๆ สิ่งสำคัญ คือ ความยุติธรรมในสังคม ความเสมอภาคภายใต้กฏหมายเดียวกัน ความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงโอกาสและมีโอกาสแสดงศักยภาพ จึงอยากให้ทุกคนร่วมกันให้คำนิยามการเมืองแบบใหม่และทำลายการเมืองแบบเดิมที่มีการแบ่งแยก โดยพร้อมเปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงมุมมองและความเห็นเพื่อช่วยประเทศ  พร้อมกันนี้ ยังชื่นชมสื่อที่ช่วยนำเสนอความคิดและคำแนะนำเพื่ออนาคตของประเทศ  


เศรษฐกิจ/ท่องเที่ยว

10 สิงหาคม 2563

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ชี้ช่องผู้ประกอบการดิจิทัลคอนเทนต์ไทยบุกเจาะตลาดบันเทิงออนไลน์ในจีน 

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ  เปิดเผยว่า กรมฯ ได้รับรายงานแนวโน้มอุตสาหกรรมความบันเทิงออนไลน์ของจีนในยุคหลังการระบาดของโรคโควิด-19 จากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยชี้ให้เห็นว่าในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2562 ถึงเดือนมีนาคม 2563 มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อความบันเทิงในแขนงต่างๆ ขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะการถ่ายทอดสดออนไลน์และการติดตามความบันเทิงผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ เช่น แพลตฟอร์มออนไลน์วิดีโอไลฟ์สด และเกม เพิ่มขึ้นมากกว่าบันเทิงออฟไลน์อย่างอุตสาหกรรมภาพยนตร์และโทรทัศน์ จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ของไทย ที่จะศึกษาตลาดและวางแผนเข้าไปเจาะตลาดจีน เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมบันเทิงออนไลน์เข้าไปทำตลาด

ด้านนางสาวชนิดา อินปา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว สาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวว่า ได้มีการคาดการณ์ว่าแนวโน้มของอุตสาหกรรมบันเทิงออนไลน์ในจีนยุคหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 คลี่คลายลง จะส่งผลให้ตลาดความบันเทิงออนไลน์ของจีนยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่อายุ 20 - 29 ปี และอายุ 10 - 19 ปี ที่มีสัดส่วนการใช้บริการความบันเทิงออนไลน์มากที่สุด และยังพบว่าตลาดชนบทจะกลายเป็นกลุ่มผู้บริโภคใหม่ที่สำคัญของแพลตฟอร์มความบันเทิงออนไลน์ของจีนด้วย จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยและผู้พัฒนาคอนเทนต์เกี่ยวกับความบันเทิงออนไลน์ไทย ที่จะพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ความบันเทิงรูปแบบใหม่ โดยใช้นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้เกิดผลิตภัณฑ์และบริการความบันเทิงออนไลน์ที่มีคุณภาพและมีความสร้างสรรค์เข้าสู่ตลาดจีน


การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชายแดนใต้ ด้วยการเพิ่มเสถียรภาพด้านพลังงาน

นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ กนอ. เปิดเผยในพิธีลงนามดำเนินการตามสัญญาจ้างงานปักเสาพาดสายไฟฟ้าแรงสูงในนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลา ระยะที่ 1 ว่า ปัจจุบันการก่อสร้างโครงการมีความคืบหน้าแล้วร้อยละ 70 มั่นใจว่าการก่อสร้างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ จะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2563 แม้ยอมรับว่าสถานการณ์โควิด-19 จะส่งผลกระทบต่อการเดินทางของนักลงทุนที่ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนต่างชาติ ไม่สามารถเดินทางเข้ามาดำเนินกิจการในไทยได้ รวมถึงส่งผลกระทบต่อแรงงานต่างด้าวที่ลดลง แต่ยืนยันว่าจะไม่มีปัญหาต่อการก่อสร้างแน่นอน

นิคมอุตสาหกรรมฯสงขลา มีเนื้อที่ทั้งหมด 927 ไร่ แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 พื้นที่ประมาณ 629 ไร่ แบ่งเป็นเขตอุตสาหกรรมทั่วไป 289 ไร่ เขตพาณิชยกรรม 56 ไร่ และพื้นที่สาธารณูปโภคและพื้นที่สีเขียว 282 ไร่ ฟรีค่าเช่า 3 ปีแรก ปีที่ 4 ลดค่าเช่าร้อยละ 25 ซึ่งการวางสายไฟฟ้าเป็นหนึ่งในระบบสาธารณูปโภค ที่นับเป็นหัวใจสำคัญต่อการพัฒนานิคมฯและรองรับความต้องการใช้ของผู้ประกอบกิจการ โดยมั่นใจว่าจะขยายความร่วมมือในการพัฒนานิคมฯ อื่นต่อไป

ด้านนายสมพงษ์ ปรีเปรม ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ กฟภ. กล่าวว่า คาดใช้งบประมาณวางระบบสายส่งเข้ามายังพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมฯสงขลา ประมาณ 35.5 ล้านบาท รวมระยะทาง 7.446 กิโลเมตร เป็นการก่อสร้างระบบจำหน่ายแรงสูง 33 กิโลโวลต์ แบบเคเบิ้ลใต้ดิน ระยะทาง 0.546 กม. ซึ่งคาดว่านิคมฯ นี้จะใช้ไฟอยู่ที่ 25 เมกะวัตต์


11 สิงหาคม 2563

นายกรัฐมนตรี ปลื้มผลงาน OTOP ขึ้นทะเบียน 8.9 หมื่นราย 1.9 แสนผลิตภัณฑ์ ยอดขายปี 2562 สองแสนล้านบาท 

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ติดตามการทำงานของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ในการเดินหน้าโครงการ “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP)” ซึ่งนายกฯ พอใจผลสำเร็จของงานที่มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องครอบคลุมตั้งแต่การส่งเสริมยกระดับกระบวนการผลิต การสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผลิตภัณฑ์ การเพิ่มช่องทางการตลาดในระดับท้องถิ่น/ประเทศ/ต่างประเทศ การเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือภาคเอกชนและวิสาหกิจเพื่อสังคม จนทำให้มีผู้ขึ้นทะเบียน OTOP เพิ่มขึ้นอย่างมาก ตัวเลข เดือนกรกฎาคมปีนี้ มีจำนวน 8.9 หมื่นราย 1.9 แสนผลิตภัณฑ์ ซึ่งในช่วงปี 2561-2562 มียอดขายเฉลี่ยปีละ 2 แสนล้านบาท ทั้งนี้ ยังมุ่งยกระดับกลุ่มผลิตภัณฑ์ จำนวน 19,557 ผลิตภัณฑ์ เช่น โครงการพัฒนาผ้าชาติพันธุ์ จำนวน 35 ผลิตภัณฑ์ โครงการเพิ่มศักยภาพการค้า การลงทุนตามแนวชายแดน จำนวน 4,600 ผลิตภัณฑ์ โครงการยกระดับผ้าทออีสานสู่สากล จำนวน 2,900 ผลิตภัณฑ์

นายกรัฐมนตรี ยังเน้นถึงปัจจัยสำคัญในการขยายผลความสำเร็จของโครงการฯ อาทิ การทำ OTOP Big Data หรือการพัฒนาระบบข้อมูลขนาดใหญ่ ของโครงการฯให้มีความถูกต้อง ครบถ้วน เป็นปัจจุบันและเชื่อมโยงข้อมูลทั้งภายในและภายนอก เพื่อจะได้นำมาใช้ในการวางแผนการตลาดและการผลิต รวมถึงบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาสร้างแบรนด์ OTOP ให้มีความโดดเด่นและเป็นอัตลักษณ์ของชุมชน เป็นแบรนด์ท้องถิ่นอย่างแท้จริง เกิดการสร้างงานและการกระจายรายได้ในชุมชน และการพัฒนาการตลาดออนไลน์ทั้ง Website และ Facebook ซึ่งปัจจุบันมีการดำเนินการอยู่แล้ว แต่ต้องประชาสัมพันธ์ให้กลุ่มลูกค้าทั้งในและต่างประเทศรู้จักมากขึ้น มีการปรับปรุงให้ทันสมัยตลอดเวลา

นายกรัฐมนตรี ขอให้ช่วยกันอุดหนุนสินค้าของคนไทย และทุกภาคส่วนร่วมมือร่วมใจในการรวมไทยสร้างชาติ เพื่อก้าวพ้นความยากลำบากจากผลกระทบโควิด-19 ได้ในเวลาไม่นาน พร้อมขอเชิญชวนประชาชน มาเที่ยวชมงานศิลปาชีพ ประเทศไทย OTOP ก้าวไกลด้วยพระบารมี ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ทรงคุณค่า ช่วยกันสนับสนุนชุมชน


รมช.พาณิชย์ แนะผู้บริโภคซื้อ-ขายทองคำอย่างรอบคอบ ภายหลังราคาทองคำในประเทศยังมีราคาสูงเกิน 30,000 บาท

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เนื่องจากปัจจุบันราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยทำสถิติสูงสุดในรอบ 8 ปี โดยล่าสุดวันนี้ (11 สิงหาคม 2563 ) ทองคำแท่ง 96.5% ในประเทศ มีราคารับซื้ออยู่ที่บาทละ 29,600 บาท ขายออกที่ราคาบาทละ 29,700 บาท ขณะที่สมาคมค้าทองคำ ได้รายงานราคาทองคำล่าสุดเมื่อเวลา 9.24 น. โดยราคาทองรูปพรรณ 96.5% รับซื้ออยู่ที่ราคาบาทละ 29,061.72 บาท และขายออกที่ราคา 30,200 บาท 

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้มีประชาชนที่เก็บออมทองคำไว้ ต่างทยอยนำออกขายเพื่อหวังกำไรจากส่วนต่างราคาเมื่อเทียบกับช่วงที่ซื้อไว้ก่อนหน้านี้ บางรายอาจโดนกดราคาซึ่งผู้ที่ต้องการซื้อ-ขายทองคำควรเลือกร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบและได้ใบรับรองคุณภาพจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ หรือเป็นสมาชิกของสมาคมค้าทองคำ ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคว่าได้รับสินค้าที่มีคุณภาพและควรเลือกขายกับร้านที่เป็นผู้จำหน่ายทองคำชิ้นนั้นๆ ด้วย 

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนเลือกซื้อทองคำ จำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบ ผู้บริโภค หรือร้านค้า สามารถนำทองคำมาตรวจสอบหาค่าความบริสุทธิ์ของโลหะได้ที่ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT โดยเลือกซื้อสินค้าที่มีสัญญลักษณ์ในโครงการซื้อด้วยความมั่นใจ ผ่านใบรับรอง GIT หรือที่รู้จักในชื่อโครงการ Buy With Confidence (BWC) หรือ สามารถสอบถามเบื้องต้นผ่านแอปพลิเคชัน CARAT (กะหรัด) ซึ่งเปิดให้บริการตลอด  24 ชั่วโมงเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว ที่ซื้อขายสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับในประเทศไทย ซึ่งช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์และทำให้อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างเข้มแข็ง


ไทยครองแชมป์ส่งออกทุเรียนไปตลาดโลกครึ่งปีแรก มีมูลค่า 1,411 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งออกไปจีนอันดับ 1 

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ติดตามสถานการณ์การส่งออกของไทยและการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ในช่วงวิกฤตโควิด-19 โดยเฉพาะสินค้าเกษตร พบว่า ไทยยังคงครองแชมป์ประเทศผู้ส่งออกทุเรียนอันดับหนึ่งของโลกและได้รับความนิยมสูงสุดในตลาดต่างประเทศ โดยทุเรียนสดมีสัดส่วนการส่งออกร้อยละ 69  ของการส่งออกผลไม้สดทั้งหมดของไทย ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 ไทยส่งออกทุเรียนสดไปตลาดโลกมูลค่า 1,411 ล้านเหรียญสหรัฐขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปี 2562 ร้อยละ 73 โดยจีนถือเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย มีมูลค่า 1,022 ล้านเหรียญสหรัฐ


12 สิงหาคม 2563

สภาหอการค้าไทย เปิดเผย หารือทิศทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่แล้ว ขอช่วย sme เน้นภาคบริการ

นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ได้มีการหารือเบื้องต้นกับนายปรีดี ดาวฉาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแล้ว เกี่ยวกับทิศทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจในมุมมองของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยหวังว่า แนวทางหรือมาตรการที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ หากเป็นอะไรที่ดีอยู่แล้วก็ขอให้ทำต่อเนื่องต่อไป ขณะเดียวกัน คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. กำลังรวบรวมประเด็น เพื่อที่จะนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในภาพรวมทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องการช่วยเหลือผู้ประกอบการ sme ในภาคธุรกิจบริการ ที่กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19


13 สิงหาคม 2563

ศิลปาชีพประทีปไทย OTOP ก้าวไกลด้วยพระบารมี 5 วันที่ผ่านมายอดขายกว่า 246 ล้านบาท

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) กล่าวถึงยอดจำหน่ายในงาน “ศิลปาชีพประทีปไทย OTOP ก้าวไกลด้วยพระบารมี” เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสืบสานงานผลิตภัณฑ์อันทรงคุณค่าของโครงการส่งเสริมศิลปาชีพ รวมถึงเพิ่มช่องทางจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือโอทอป (OTOP) ที่กรมการพัฒนาชุมชุน กระทรวงมหาดไทย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-16 สิงหาคมนี้ ที่ชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ว่า โดยตลอด 5 วันที่ผ่านมาสามารถทำยอดขายได้กว่า 246 ล้านบาท จากที่ตั้งเป้าหมาย 9 วัน ไว้ที่ 300 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นยอดจำหน่ายในงาน จำนวน 164 ล้านบาท และยอดสั่งซื้อ(ออเดอร์)ในงาน 20 ล้านบาท มีจำนวนผู้เข้าชมงานทั้งสิ้น 80,000 คน โดยยอดจำหน่ายล่าสุดวันที่ 12 สิงหาคม 2563 จำนวน 61 ล้านบาท 

สำหรับการจัดงาน “ศิลปาชีพประทีปไทย OTOP ก้าวไกลด้วยพระบารมี” จัดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งกรมการพัฒนาชุมชนได้พัฒนาการจัดงานให้เหมาะสมกับยุคสมัยอยู่เสมอ แต่ยังคงเจตนารมณ์ที่จะสืบสานพระราชปณิธานงานศิลปาชีพและเชิดชูอัตลักษณ์คุณค่าผ้าไทย รวมทั้งสนับสนุนอาชีพและเสริมสร้างรายได้ให้กระจายลงสู่ชุมชน มีการต่อยอดสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นให้ร่วมสมัย ตรงความต้องการของตลาด จนทำให้ได้รับความไว้วางใจและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากประชาชนมาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม การจัดงานครั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชนและอิมแพค ได้เตรียมความพร้อมของพื้นที่และบริการ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยการให้บริการในรูปแบบในวิถีใหม่ (New normal) ทั้งการทำความสะอาดหลังจากปิดงานทุกวัน การให้ผู้มาชมงานสแกนคิวอาร์โค้ดในแอปพลิเคชัน ไทยชนะ และการเว้นระยะห่าง จึงขอผู้ที่มาเที่ยวชมงานมั่นใจได้


ธ.ก.ส. เปิดรับฝาก "สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดเกษตรมั่งคั่ง 5" 20 สิงหาคมนี้ ลุ้นรางวัลสูงสุด 10 ล้านบาท 

นางณิชา อวยพรรุ่งรัตน์ ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. เปิดรับฝาก "สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดเกษตรมั่งคั่ง 5" จำนวน 1,000 ล้านหน่วยๆ ละ 100 บาท รวมวงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อระดมเงินฝากจากประชาชนทั่วไป สำหรับนำไปใช้เป็นทุนสนับสนุนภาคเกษตรกรรมและตอบสนองความต้องการของลูกค้าผู้ถือสลากออมทรัพย์ที่จะครบกำหนดไถ่ถอน ให้สามารถฝากเงินกับ ธ.ก.ส.ได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเป็นทางเลือกสำหรับการออมเงินที่ได้รับดอกเบี้ยปลอดภาษีและยังมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลอีกเป็นจำนวนมาก โดยเปิดรับฝากตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2563 นี้ เป็นต้นไป ณ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศและผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน ธ.ก.ส. A-Mobile


สังคม

10 สิงหาคม 2563

นายกรัฐมนตรี เชิญชวนคนไทยร่วมงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP ก้าวไกล ด้วยพระบารมี” ร่วมพลิกวิกฤตโควิด-19 เป็นโอกาส นำเสนอพัฒนาโอทอปไทยสู่สากล

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมพร้อมนางนราพร จันทร์โอชา ภริยา เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP ก้าวไกล ด้วยพระบารมี” ปี 2563 โดยมีท่านผู้หญิงกอบกุล อุบลเดชประชารักษ์ ผู้ช่วยงานส่งเสริมศิลปาชีพ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง คณะทูตานุทูต คณะรัฐมนตรี ร่วมเป็นเกียรติในงาน

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้ร่วมกันเทิดพระเกียรติในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีโครงการพระราชดำริในการส่งเสริมอาชีพและรายได้ของพสกนิกรทั้งประเทศ ให้มีความเป็นอยู่ที่ดี ช่วยเหลือตนเองได้ในระยะยาว และได้ส่งเสริมการทอผ้าไว้เป็นอาชีพเสริมรายได้ให้ครอบครัวของประชาชนมากขึ้น 

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชประสงค์อนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาของไทยให้คงอยู่คู่ชาติไทยสืบต่อไป และเพื่อเป็นการตอบสนองพระราชเสาวนีย์ รัฐบาลจึงได้ขยายผลพัฒนาปรับปรุงสนับสนุนโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ให้มีการพัฒนายกระดับผลิตภัณฑ์โอทอป ซึ่งเป็นการพัฒนาตั้งแต่ต้นทาง คือผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และนำไปสู่ช่องทางทางการตลาดเพิ่มมากขึ้น โดยการจัดงานครั้งนี้จะทำให้ประชาชนได้ซื้อสินค้าชุมชนที่เป็นของดีมีคุณภาพ มาจากฝีมือคนไทยที่มาจากหลากหลายพื้นที่ทั้งประเทศและเป็นการตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า การจัดงานครั้งนี้ถือว่ามีความพิเศษและนับเป็นโอกาสดี ที่ประเทศไทยจะได้แสดงให้ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติได้เห็นความก้าวหน้า ในการพัฒนาสินค้าโอทอป พร้อมกันนี้ เชิญชวนประชาชนเข้าร่วมงานและซื้อสินค้าคุณภาพ ภายใต้รูปแบบการจัดงานในแนวทางชีวิตวิถีใหม่ หรือ New Normal

ซึ่งถึงแม้ว่าไทยจะเผชิญวิกฤตโควิด-19 แต่ตนเองเชื่อมั่นว่า ไทยจะใช้วิกฤตนี้ให้เป็นโอกาสในหลายๆ ด้านและเป็นสิ่งที่รัฐบาลพยายามดำเนินการอยู่ เพื่อพลิกฟื้นประเทศให้กลับมาดีกว่าเดิม ซึ่งเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนทุกภาคส่วน ตามแนวทางรวมไทยสร้างชาติ


ประกันสังคม ชวนนายจ้าง ผู้ประกันตน ร่วมแสดงความคิดเห็น ร่าง พ.ร.บ. ประกันสังคม ฉบับใหม่

นายทศพล กฤตวงศ์วิมาน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวถึงการเสนอขอแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ในประเด็นให้สอดคล้อง กับสภาพการณ์ในปัจจุบัน ว่า กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคม ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อให้มีความสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ที่มีแนวโน้มที่จะมีการจ้างงานผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น และเป็นการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกันตน ที่จะทำให้ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น สำหรับประเด็นการแก้ไขเพิ่มเติมของร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม ( ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีสาระสำคัญ ในประเด็นต่างๆ อาทิ การแก้ไขหลักเกณฑ์ และวิธีการได้มาซึ่งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตนในคณะกรรมการประกันสังคม การกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของคณะกรรมการประกันสังคม คณะกรรมการแพทย์ และคณะกรรมการอุทธรณ์ การกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการให้มีเพียงวาระเดียว การแก้ไขอำนาจ ในการกำหนดการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ และการบริหารจัดการพนักงานและลูกจ้างในการดำเนินงานประกันสังคม การขยายอายุของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 การแก้ไขสิทธิประโยชน์ให้ได้รับเงินสงเคราะห์บุตรต่อไปในช่วงคุ้มครองต่อ 6 เดือน ภายหลังจากสิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 การแก้ไขการคำนวณเงินเพิ่มค้างชำระของผู้ประกันตนตามมาตรา 39 โดยกำหนดให้ไม่เกินจำนวนเงินสมทบ ที่ต้องจ่าย การกำหนดให้ผู้รับบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมสามารถกลับเข้าเป็นผู้ประกันตน การแก้ไขให้ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร การเพิ่มเงินทดแทน การขาดรายได้กรณีทุพพลภาพ การเพิ่มประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ เป็นต้น

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวต่อไปว่า เพื่อให้การแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ประกันตนเป็นสำคัญ ขอเชิญชวน นายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ประกันตน และประชาชนทั่วไป สามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติประกันสังคมดังกล่าว ในเว็บไซต์ของสำนักงานประกันสังคม ที่ www.sso.go.th หรือ แสดงความคิดเห็นผ่าน QR code ได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/ สำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขา ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 20 สิงหาคม 2563 นี้


กรมการศาสนา จัดงานรวมพลังทางศาสนาเสริมสร้างความสมานฉันท์ เฉลิมพระเกียรติ

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดงานรวมพลังทางศาสนาเสริมสร้างความสมานฉันท์ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2563 ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งกรมการศาสนาร่วมกับองค์กร 5 ศาสนา จัดขึ้นเพื่อรวมพลังแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และเสริมสร้างความสามัคคีระหว่างศาสนิกชนศาสนาต่างๆ 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจด้านศาสนาทุกๆ ศาสนาอย่างเท่าเทียมกัน นำมาซึ่งการพัฒนาเสริมสร้างความสันติสุขระหว่างศาสนา กรมศาสนาจึงรวมพลังทุกๆ ศาสนาจัดพิธีทางศาสนาและกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ยังศาสนสถานและชุมชนต่างๆ รวมถึงการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติตลอดเดือนนี้

สำหรับกิจกรรมภายในงานครั้งนี้ประกอบด้วย พิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระราชกุศลของศาสนาพุทธ พิธีดุอาขอพรของศาสนาอิสลาม พิธีอธิษฐานภาวนาขอพรของศาสนาคริสต์ พิธีสวดถวายพระพรของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกข์ สวดอัรดาสขอพรจากพระศาสดา พิธีกล่าวคำสดุดีถวายพระพร จัดฉายวีดิทัศน์เฉลิมพระเกียรติ การเสวนาทางศาสนาและการแสดงผลงานของชุมชนศาสนิกสัมพันธ์ นิทรรศการพระราชกรณียกิจด้านศาสนานิทรรศการผลงานและผลิตภัณฑ์ของชุมชนศาสนิกสัมพันธ์ และบริการตรวจสุขภาพโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ขณะที่ส่วนภูมิภาคมีพิธีทางศาสนา ณ ศาสนสถานของแต่ละศาสนา และกิจกรรมช่วยเหลือประชาชนบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19


11 สิงหาคม 2563

นายกรัฐมนตรี ร่วมกิจกรรมจิตอาสา “ปันสุข ปลูกรัก” ที่สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านปากเกร็ด

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมนางนราพร จันทร์โอชา เป็นประธานเปิดกิจกรรมจิตอาสา “ปันสุข ปลูกรัก” เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2563 เพื่อปลูกฝังการทำความดี มีจิตอาสาให้เด็กในสถานสงเคราะห์ นายกรัฐมนตรี นำผู้ร่วมพิธีกล่าวถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2563 ซึ่งรัฐบาลและเอกชนได้น้อมนำแนวทางจิตอาสาพระราชทาน เราทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เพื่อจัดกิจกรรมจิตอาสา ปันสุข ปลูกรัก เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมกันทำประโยชน์สาธารณะ ร่วมกันทำความดี สนองพระราชปณิธานและแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดไม่ได้ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระเมตตา ห่วงใยราษฎรมาตลอดระยะเวลายาวนาน ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชนทุกหมู่เหล่า

นายกรัฐมนตรี กล่าวกับเด็กๆ ว่า มีความสุขที่ได้มาพบกับเด็กๆ ที่ทุกคนถือเป็นอนาคตของประเทศ ทั้งนี้รัฐบาลห่วงเรื่องการศึกษาที่วันนี้จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนให้ทันต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลง ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมและต้องเข้าใจความเป็นมาขั้นพื้นฐานของประเทศ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สิ่งที่ทุกคนทำได้ โดยไม่ต้องมีใครบังคับ คือการทำความดีเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งเชื่อว่าเป็นสิ่งที่อยู่ในหัวใจทุกคนและการทำความดี ต้องไม่มีใครบังคับ และต้องทำด้วยหัวใจ เพราะเราคือคนไทย อยู่ในแผ่นดินที่รัก ห่วงแหน มีบรรพบุรุษ มีสถาบันได้สร้างไว้ให้

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างครอบคลุมเด็กทุกกลุ่ม ผ่านความร่วมมือของทุกกระทรวงอย่างจริงจังให้เด็กและเยาวชนมีอนาคตที่ดีงาม มีอาชีพที่ดี ให้ทุกคนเชื่อมั่นว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ทุกคนจะดูแลซึ่งกันและกัน และย้ำช่วงเวลานี้เป็นช่วงสำคัญ เพราะต้องขับเคลื่อนประเทศท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง ควบคู่กับสถานการณ์โควิด-19 โดยรัฐบาลจะทำอย่างเต็มที่เพื่อทุกคน

นายกรัฐมนตรีและภริยา มอบถุงปันสุข ซึ่งเป็นสิ่งของจำเป็นเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน ให้กับตัวแทนเด็กในสถานสงเคราะห์ นอกจากนี้ ยังพูดคุยกับเด็กพิการทางการพูด รับฟังแบบจำลองคลินิกแม่เลี้ยงเดียว ร่วมปล่อยปลา ปลูกพืชผักสวนครัวและการเพาะเห็ด


สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนผลิตภัณฑ์ดอกมะลิบอกรักแม่ 

ร้อยตำรวจโท มนัส โนนุช รองประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า สภาสังคมสงเคราะห์ฯ จัดกิจกรรมวันแม่แห่งชาติมาอย่างต่อเนื่องถึง 45 ปี โดยในปีนี้จัดยิ่งใหญ่กว่าทุกปี โดยจัดเลี้ยงอาหารกลางวันแก่เด็ก ทัณฑสถานหญิงและจัดเลี้ยงอาหารผู้ยากไร้ผู้ด้อยโอกาสครอบคลุมทั่วประเทศ ส่วนการจัดกิจกรรมกรรมคัดเลือกแม่ดีเด่นแห่งชาติและลูกกตัญญู ประจำปี 2563 นี้ ยังคงจัดเช่นเคย โดยแต่ละจังหวัดจะคัดเลือกส่งมายังคณะกรรมการเพื่อคัดเลือกอีกครั้ง ซึ่งจะมีการประกาศรายชื่อก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2563 แต่ในส่วนของการเข้ารับรางวัลนั้น เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ จึงขอเลื่อนการจัดงานวันแม่แห่งชาติประจำปี 2563 ในวันที่ 12 สิงหาคม 2563 ออกไปก่อน พร้อมกันนี้ยังเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนผลิตภัณฑ์ของสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ที่ได้จัดทำดอกมะลิหลากหลายรูปแบบได้ที่ธนาคารพาณิชย์และศาลากลางจังหวัดทุกแห่ง เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกมีอาชีพและมีรายได้ อีกทั้งยังร่วมทำบุญกับทางสภาสังคมสงเคราะห์ฯ เพื่อความเป็นสิริมงคลอีกด้วย ขณะเดียวกันยังเชิญชวนร่วมบอกรักแม่ผ่านเว็บไซต์ "บอกรักแม่ออนไลน์" เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมกิจกรรมบอกรักแม่ร่วมกัน 


กรมอนามัย แนะ 10 วิธี สำหรับพ่อ ในการช่วยแม่เลี้ยงลูก ส่งเสริมให้ได้กินนมแม่อย่างเดียวจนครบ 6 เดือน 

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า พ่อถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้แม่เลี้ยงลูกด้วยนมตนเองอย่างเดียว 6 เดือน ได้สำเร็จตามที่องค์การอนามัยโลกและองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ ได้แนะนำ โดยพ่อสามารถปฏิบัติตนภายใต้ 10 วิธีคือ ให้กำลังใจแม่ขณะให้นมลูก  ให้ลูกได้อยู่กับแม่มากที่สุด โดยพ่อต้องยอมรับว่าระยะนี้แม่จะมีให้พ่อมีน้อยลง มีส่วนร่วมในการให้นมลูกเช่น พูดคุย ช่วยประคับประคองลูกขณะแม่กำลังให้ลูกดูดนม มีความอดทนและเข้าใจ หากบ้านจะไม่เรียบร้อย เพราะแม่ให้เวลาส่วนใหญ่กับลูก ช่วยทำงานบ้าน ทำใจให้สงบเยือกเย็น ถ้าแม่เครียด หงุดหงิดใจ ให้พ่อช่วยปลอบโยนแม่เพื่อช่วยให้สบายใจ หากครอบครัวมีลูกมากกว่า 1 คน พ่อจะเป็นหลักในการดูแลลูกๆ แสดงความรักกับแม่อย่างต่อเนื่องอย่างที่เคยทำ ตอบสนองความต้องการทางจิตใจของแม่ตลอดระยะของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และห้ามซื้อขวดนม หัวนมปลอม หรือนมผสมเข้าบ้านเด็ดขาด

ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี ได้เห็นถึงความสำคัญที่จะส่งเสริมบทบาทของพ่อในการสนับสนุนการเลี้ยงลูก ด้วยการอนุมัติให้พ่อมีสิทธิ์ลาคลอดได้หากเป็นข้าราชการและลูกจ้างราชการ เพื่อช่วยดูแลแม่และลูกน้อยระหว่างคลอด โดยพ่อข้าราชการมีสิทธิ์ได้รับเงินเดือนระหว่างลาได้  ไม่เกิน 15 วัน ถ้าเป็นการลาภายใน 30 วันแรก นับตั้งแต่วันที่แม่คลอด มีสิทธิ์รับเงินระหว่างลาได้ โดยจะต้องมีหลักฐานสำเนาทะเบียนสมรสและสำเนาสูติบัตรของบุตรแนบมาด้วย และต้องจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชา ให้อนุญาตก่อน หรือในวันที่ลาภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันคลอดบุตร โดยถือให้เป็นสิทธิ์การลาประเภทหนึ่งที่ยังได้รับเงินเดือนในระหว่างที่ลา


กระทรวงสาธารณสุข เตรียมจัดบริการเชิงรุก ส่งเสริมการเกิดและการเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ 

นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการพัฒนาอนามัยเจริญพันธุ์แห่งชาติ ครั้งที่ 1/2563 ที่กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชนและภาคประชาสังคม เข้าร่วม ว่า นอกจากที่ประชุมได้พิจารณากลไกการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2560-2569) ว่าด้วยการส่งเสริมการเกิดและการเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบในหลักการ 2 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ประกอบด้วย 

ข้อเสนอที่ 1  การเพิ่มสิทธิประโยชน์การตรวจคัดกรองสุขภาพก่อนมีบุตร ให้ประชาชนทุกสิทธิ โดยเพิ่มการตรวจคัดกรองการติดเชื้อซิฟิลิส ให้กับคู่รักที่วางแผนมีบุตร เนื่องจากซิฟิลิสมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 0.04 ในปี 2555 เป็นร้อยละ 0.41ในปี 2562 ซึ่งแม่ที่ติดเชื้อซิฟิลิสสามารถแพร่สู่ลูก โดยพบว่า ปี 2562 มีเด็กป่วยด้วยโรคซิฟิลิสตั้งแต่กำเนิด 509 ราย ทำให้เด็กเติบโตช้า พิการแต่กำเนิด คลอดก่อนกำหนดหรือเสียชีวิต ซึ่งการตรวจเมื่อตั้งครรภ์จะช้าเกินไป 

ข้อเสนอที่ 2 ผลักดันให้ภาวะมีบุตรยาก อยู่ในเป็นสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานของหญิงวัยเจริญพันธุ์ และควรได้รับการรับรองว่าเป็นโรคและมีสิทธิในการลาป่วยเพื่อเข้าถึงการรักษา รวมถึงควรให้สิทธิการตรวจคัดกรองภาวะมีบุตรยากหากพบนำเข้าสู่กระบวนการรักษาได้เร็วขึ้น เนื่องจากการศึกษาอัตราการเกิดของประชาชนกรไทย พบว่าลดลงจากกว่า 700,000 คน ในปี 2553 เพียง 600,000 คน ในปี 2562 เชื่อว่าการเพิ่มสิทธิประโยชน์นี้จะเป็นอีกแนวทางที่จะช่วยเพิ่มการเกิดของประชากรไทย โดยจะมีการพิจารณารายละเอียดรูปแบบและสิทธิอีกครั้ง โดยให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมจัดทำแผนปฏิบัติการ และให้คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ฯ พิจารณาดำเนินการ เพื่อให้บรรลุตามข้อเสนอแนะต่อไป


12 สิงหาคม 2563

วันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2563


นายกรัฐมนตรีและภริยา เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถฯ 

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนางนราพร จันทร์โอชา ภริยา เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล ณ บริเวณท้องสนามหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประจำปีพุทธศักราช 2563 โดยมีคณะองคมนตรีและภริยา ประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกาและภริยา ประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญและภริยา หน่วยราชการในพระองค์ คณะรัฐมนตรีและคู่สมรส เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและภริยา ผู้บัญชาการเหล่าทัพและภริยา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและภริยา ปลัดกระทรวงทุกกระทรวง และผู้แทนภาคเอกชน ร่วมงานพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 89 รูป 


นายกรัฐมนตรีและภริยา ลงนามถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

ณ ห้องแดง อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 ในพระบรมมหาราชวัง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนางนราพร จันทร์โอชา ภริยา ลงนามถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ประจำปีพุทธศักราช 2563 โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและภริยา เข้าร่วมพิธี 

 

นายกรัฐมนตรี นำประชาชนไทยจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล  สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยภริยา ถวายความเคารพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมวางพานพุ่มและรับมอบโคมเทียนเพื่อจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2563 ณ เวทีใหญ่ ท้องสนามหลวง จากนั้น นายกรัฐมนตรี นำร้องเพลงสดุดีพระแม่ไทย แล้วกล่าวนำทรงพระเจริญ 3 ครั้ง เพื่อแสดงความจงรักภักดี ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เช่น ประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา ประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ผู้บัญชาการเหล่าทัพและตำรวจ ภาคีเครือข่ายภาคเอกชน ได้ถวายเครื่องราชสักการะและวางพานพุ่ม เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2563

ทั้งนี้ ประชาชนยังได้ชมการแสดงบินโดรนแปรอักษรเทิดพระเกียรติ จัดโดยสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ และ กลุ่ม ปตท. จัดแสดงโดรนแปรอักษร (Drone Light Show) ประกอบบทเพลงเทิดพระเกียรติ 500 ลำ แปรอักษรประกอบบทเพลงเทิดพระเกียรติรวม 10 แบบ บริเวณสนามฟุตบอลของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ 


สามเหล่าทัพ พร้อมใจยิงสลุตหลวง 21 นัด เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

ทหารสามเหล่าทัพ ประกอบด้วย กองทัพบก กองทัพเรือและกองทัพอากาศ ทำการยิงสลุตหลวง 21 นัด เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิม

พระชนมพรรษา 88 พรรษา 12 สิงหาคม 2563

กองทัพบก โดย กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 1 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ ยิงสลุตหลวง 21 นัด ณ ท้องสนามหลวง ขณะที่ กองทัพเรือ โดยฐานทัพเรือกรุงเทพ ได้ทำการยิงสลุตหลวง 21 นัด เฉลิมพระเกียรติ ณ ป้อมวิไชยประสิทธิ์ พระราชวังเดิม กองทัพเรือ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ และกองทัพอากาศ โดยกรมทหารต่อสู้อากาศยานรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน ทำการยิงสลุตหลวง 21 นัด ณ ลานอเนกประสงค์ โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช (อ่าน นะวะมินทะ กะสัด ตริ ยา ทิ ราด)

สำหรับการยิงสลุต ถือเป็นธรรมเนียมที่ทุกประเทศทั่วโลก ได้ยึดถือสืบทอดกันมาแต่ครั้งโบราณ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพให้แก่ชาติ หรือธง หรือบุคคล โดยยิงปืนใหญ่ด้วยดินดำ หรือดินไม่มีควัน หลักเกณฑ์การยิงสลุตในปัจจุบัน หากเป็นงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา งานพระราชพิธีฉัตรมงคล หรือวันพระราชสมภพสมเด็จพระบรมราชินีหรือสมเด็จพระยุพราช รวมถึงงานต้อนรับพระมหากษัตริย์ หรือประมุขแห่งรัฐยิงสลุตจำนวน 21 นัด


กรมหม่อนไหม สืบสานพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพผ้าไหมไทย

นายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า กรมหม่อนไหมดำเนินงานส่งเสริมและอนุรักษ์ผ้าไหมไทยตามพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในด้านการอนุรักษ์พันธุ์ไหมไทยพื้นบ้าน ส่งเสริมพัฒนาเกษตรกร การทอผ้าไหมและการเพิ่มมูลค่าของสินค้าหม่อนไหม 

ปัจจุบันมีเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนแล้วจำนวน 53,152 ราย มีพื้นที่ดำเนิน 68,213 ไร่ อยู่ใน 67 จังหวัด และที่ผ่านมาได้ทำการสนับสนุนพันธุ์หม่อนไหมจำนวน 1 ล้านต้น และไข่ไหมพันธุ์ดีกว่า 1 แสนแพค สามารถผลิตรังไหมรังสีขาวส่งเข้าโรงงาน และรังไหมสีเหลืองเกษตรกรนำไปสาวด้วยมือใช้สำหรับทอผ้าจำหน่ายเอง ล่าสุดมีเกษตรกรรวมกลุ่มอยู่ในมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ กว่า 7 พันราย เน้นการเลี้ยงไหมพันธุ์พื้นบ้านและฟอกย้อมสีที่ได้จากธรรมชาติในท้องถิ่น โดยมีการผลิตผ้าไหมได้ปีละ 6 ล้านเมตร ในจำนวนนี้ได้ส่งเสริมการผลิตให้ได้มาตรฐานเครื่องหมายตรานกยูงพระราชทานประมาณ 2 แสนเมตร จำหน่ายทั้งในและต่างประเทศในแถบสหรัฐ ยุโรป และจีน 

อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ได้น้อมนำพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาใช้ในการพัฒนาผ้าไหมไทยเพื่อสร้างเศรษฐกิจและการรักษาวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น มีกิจกรรมส่งเสริมเกษตรกร อาทิ การประกวดแข่งขันการสาวไหม ประกวดลวดลายผ้าไหมและงานผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานที่ปีนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 - 27 กันยายนนี้ 


รัฐบาล เชิญชวนประชาชนคนไทยเที่ยวชมกิจกรรมจิตอาสา “วันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2563 รักเอยรักลูก”

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2563 ภายใต้กิจกรรมจิตอาสา “วันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2563 รักเอยรักลูก” ระหว่างวันที่ 12 – 14 สิงหาคม ตั้งแต่เวลา 10.00 น.- 18.00 น. บริเวณท้องสนามหลวง ซึ่งเป็นการจัดแสดงนิทรรศการเผยแพร่องค์ความรู้ในโครงการตามพระราชดำริของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ประชาชนสามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดเพื่อประกอบอาชีพได้ การสาธิตและการฝึกอาชีพให้กับสตรี 

ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอเชิญชวนประชาชนมาเที่ยวชมงานครั้งนี้และสามารถฝึกอบรมอาชีพได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย มีการให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับปัญหาในการดำรงชีพ ปัญหาครอบครัว ปัญหาสตรีและการบริการจัดหางาน เพื่อช่วยเหลือและแบ่งปันความสุขให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคมช่วงสถานการณ์โควิด-19 และสร้างความเข้มแข็งที่จะดำรงชีวิตในแบบชีวิตวิถีใหม่ด้วย

                         

กรมการจัดหางาน ชวนเด็กจบใหม่ ทำ Part-time เป็นอีกหนึ่งทางเลือกการทำงาน

นายสุชาติ พรชัยวิเศษกุล อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า สถานการณ์แพร่ระบาดของโรค COVID-19 ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์การจ้างงานในประเทศ รวมถึงผู้ที่สำเร็จการศึกษาใหม่ ซึ่งจากการประมาณการจะมีผู้เข้าสู่ตลาดแรงงาน ในปี 2564 จำนวน 493,875 คน และตลาดแรงงานอาจจะรองรับไม่เพียงพอ กรมการจัดหางานจึงเร่งหาแนวทางเพื่อให้บัณฑิตใหม่ที่จะเป็นกำลังแรงงานหลักของประเทศได้เข้าสู่ระบบการจ้างงาน หลายภาคส่วนกังวลเรื่อง การว่างงานของบัณทิตจบใหม่ โดยเฉพาะการเข้าสู่การว่างงานถาวร ซึ่งผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้รูปแบบการจ้างงานเปลี่ยนไป นอกจากจะมีการปิดกิจการ ลดขนาดองค์กร สถานประกอบการหลายแห่งยังได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานจากเต็มเวลา เป็นการจ้างงานแบบ Part-time ประกอบกับรูปแบบการทำงานของคนรุ่นใหม่ได้เปลี่ยนไป รับงานอิสระที่สามารถกำหนดเวลาการทำงานได้เป็นบางช่วงเวลา จึงอาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือก หากบัณทิตจะเลือกทำงานในรูปแบบ part-time 

ขณะนี้ กรมการจัดหางาน ได้รับแจ้งตำแหน่งงาน part-time จำนวน 2,396 อัตรา คือ  แรงงานด้านการผลิต  พนักงานจัดส่งสินค้าอื่นๆ เจ้าหน้าที่เก็บเงิน แคชเชียร์ เจ้าหน้าที่ขนส่งอื่นๆ พนักงานขายและผู้นำเสนอสินค้าอื่นๆ แรงงานในด้านการผลิตต่างๆ แรงงานทั่วไป  พนักงานขายทอดตลาด เจ้าหน้าที่สินเชื่อ เจ้าหน้าที่การเงิน ตัวแทนนายหน้าขายบริการธุรกิจอื่นๆ พนักงานขายสินค้า (ประจำร้าน)พนักงานขายของหน้าร้าน 

ผู้สนใจสามารถสมัครงานได้ทาง เว็บไซต์ http://smartjob.doe.go.th หรือติดต่อที่กระทรวงแรงงาน หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด หรือติดตามตำแหน่งงานว่างได้ทาง Facebook Fanpage : เสิร์ฟงานด่วน


13 สิงหาคม 2563

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นการส่วนพระองค์ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2563

วานนี้ เวลาบ่าย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จออกในโอกาสที่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นการส่วนพระองค์ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2563 ณ ห้องรับรอง ชั้น 29 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

โนโอกาสนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร เสด็จออกด้วย

ในการนี้ ท่านผู้หญิงพลอยไพลิน เจนเชน และท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน ร่วมเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย

สำนักพระราชวัง

12 สิงหาคม 2563


ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : ธนพิชฌน์ แก้วกา

ผู้เรียบเรียง : ธนพิชฌน์ แก้วกา

แหล่งที่มา : สำนักข่าว