สรุปข่าวประจำสัปดาห์ ( 3-6 สิงหาคม 2563)

07 ส.ค. 2563 | เข้าชม : 245

สรุปข่าวประจำสัปดาห์ ( 3-6 สิงหาคม 2563)


การเมือง/มั่นคง

3 สิงหาคม 2563

ประธานสภาผู้แทนราษฎร หารือร่วมประธานคณะกรรมาธิการ 3 คณะ สอบคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา ได้ข้อยุติ “ทำงานร่วมกัน” 

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวภายหลังได้หารือร่วมกับประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) 3 คณะคือ กรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน  กรรมาธิการตำรวจ และกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนและกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบกรณีที่อัยการสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ที่ขับรถชนตำรวจเสียชีวิตเมื่อปี 2555 ว่า ได้ข้อสรุปที่จะทำงานร่วมกัน ยกเว้นกรรมาธิการตำรวจที่แจ้งว่าได้ศึกษาข้อมูลระดับหนึ่งและไม่ติดใจแล้ว แต่หากจะเข้าร่วมก็สามารถทำได้ ย้ำว่าเหตุผลที่รวมกรรมาธิการฯ ที่ตรวจสอบเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนและไม่รบกวนข้าราชการ รวมถึงบุคคลภายนอกที่ต้องมาชี้แจงข้อมูล ซึ่งเบื้องต้นได้ให้นายสิระ เจนจาคะ ประธานกรรมาธิการการกฎหมายฯ เป็นเจ้าภาพหลักที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องนี้ ส่วนคดีบอสที่สังคมเคลือบแคลงสงสัย ควรจะเดินหน้าอย่างไรให้ประชาชนมั่นใจในกระบวนการยุติธรรมนั้น เชื่อว่าขณะนี้ทุกองค์กรที่ตั้งขึ้นตรวจสอบเรื่องนี้ทราบดีว่า “บ้านเมืองต้องอยู่ด้วยหลักการความถูกต้อง” จึงขอให้ทุกฝ่ายได้ทำงานก่อน อย่าไปวิจารณ์ ซึ่งส่วนตัวมั่นใจทุกองค์กรรู้ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรให้บ้านเมืองอยู่ได้ด้วยความถูกต้อง ชอบธรรม

นายชวน ยังกล่าวถึงกรณีที่ นางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว. ยื่นหนังสือขอให้เปิดเผยบันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นจุดเปลี่ยนของคดีนี้ ว่ายังไม่เห็นรายละเอียดของหนังสือ แต่เบื้องต้นได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่แล้ว ซึ่งการเปิดเผยบันทึกการประชุมนั้นมีระเบียบของสภาอยู่แล้ว หากไม่ใช่เป็นการประชุมลับก็สามารถทำได้


นายกรัฐมนตรี ห่วงใยประชาชนประสบภัยน้ำท่วม สั่งทุกหน่วยงานช่วยเหลือเต็มที่ พร้อมเฝ้าระวังผลกระทบพายุถึงวันที่ 4 สิงหาคมนี้

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่จังหวัดเลยที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ตั้งแต่ช่วงเริ่มสถานการณ์แล้ว โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ทหาร หน่วยางนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าไปช่วยเหลือประชาชนแล้ว และขณะนี้สถานการณ์ก็คลี่คลายลง จึงได้สั่งการให้มีการรายงานสาถนการณ์มาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า ในช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่มีพายุเคลื่อนตัวเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งทางพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รายงานว่าในบางพื้นที่มีฝนตกหนักเฉลี่ย 100 มิลลิเมตรขึ้นไป ซึ่งทำให้ระบบระบายน้ำไม่สามารถรองรับได้ จึงทำให้เกิดน้ำเอ่อล้นและปริมาณน้ำจะค่อยลดระดับลง ในส่วนของความเสียหายที่เกิดขึ้น ก็จะต้องมีการเยียวยา ในพื้นที่ได้รับผลกระทบใน 4 จังหวัด และย้ำว่ารัฐบาลจะดูแลประชาชนให้ได้รับความเดือดร้อนน้อยที่สุด ทุกอย่างมีขั้นตอนแผนการปฎิบัติอยู่แล้ว ดังนั้นจึงขอฝากความห่วงใยไปถึงประชาชน

นายกรัฐมนตรี ฝากเตือนว่า ในช่วงวันนี้ ถึงวันที่ 4 สิงหาคม กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเตือนใน 44 จังหวัดมีความเสี่ยง ก็ขอให้ช่วยกันเฝ้าระวัง พร้อมย้ำแนวทางการกักเก็บน้ำไว้ให้มากที่สุดเพื่อช่วยแก้ปัญหาน้ำแล้ง โดยบ่ายนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะลงพื้นที่ ติดตามการดูแลประชาชนด้วยตนเอง เพื่อเป็นการสร้างกำลังใจให้ประชาชนในพื้นที่


นายกรัฐมนตรี ไม่ตอบมีความเคลื่อนไหว หรืออาฟเตอร์ช็อกหลังปรับ ครม. ยืนยันโผ ครม.ไม่เปลี่ยนแปลง

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  กล่าวถึงกรณีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ระบุอาจจะมีอาฟเตอร์ช็อกภายหลังปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ก็พูดกันไปเรื่อย ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ต้องให้เวลาว่าที่รัฐมนตรีทุกคนได้มีการตรวจสอบคุณสมบัติต่างๆ ให้เรียบร้อย ยืนยันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธ ยังไม่เห็นหนังสือลาออกของนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแล้วหรือไม่ โดยขอกลับไปดูก่อน ส่วนรักษาโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็มีตามขั้นตอนอยู่แล้ว


4 สิงหาคม 2563

นายกรัฐมนตรี ยืนยันยังไม่ตั้งโฆษกรัฐบาลคนใหม่ ย้ำแม้พรรคพลังประชารัฐเสนอชื่อมาแต่จะพิจารณาเอง ย้ำโฆษกฯ ต้องเป็นคนที่ทุกคนให้การยอมรับ

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยืนยันว่า ในการประชุม ครม.วันนี้ยังไม่มีการแต่งตั้งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่แทนนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ที่ลาออก ส่วนที่มีชื่อของนายธนกร วังบุญคงชนะ เป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ชื่อที่ออกมาตนเองยังไม่ได้พิจารณา ซึ่งมีหลายคนให้ตนเองพิจารณาแต่ยังไม่ได้ตัดสินใจ แต่ปฏิเสธระบุว่า โฆษกฯคนใหม่จำเป็นต้องมาจากพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ แต่หากพรรคเสนอมาตนเองก็จะเป็นคนพิจารณาเอง

นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงคุณสมบัติของโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ว่า ต้องเป็นบุคคลที่เป็นที่ยอมรับ สามารถสื่อสารงานของรัฐบาลให้ประชาชนเข้าใจได้ง่าย และเน้นการสื่อสารผ่านทางโซเชียลได้ดี ส่วนหน้าที่การตอบโต้ทางการเมือง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องการเมืองถือเป็นหน้าที่ของโฆษกพรรค แต่โฆษกรัฐบาลชี้แจงในหลักการและข้อกฏหมายเป็นหลัก


รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันสิงหาคมนี้ยังไม่มีวันหยุดชดเชย เล็งเดือนกันยายนและตุลาคมไว้ แต่รอพิจารณาความเหมาะสมรอบด้านก่อน

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรียังไม่ได้พิจารณาเรื่องวันหยุดชดเชยสงกรานต์ ที่ยังคงเหลืออยู่ โดยต้องพิจารณารอบด้าน ทั้งด้านการคมนาคม ความสะดวกในการเดินทาง การส่งเสริมการท่องเที่ยวและจังหวะเวลาที่เหมาะสม เบื้องต้นพิจารณาไว้ 2 เดือน คือเดือนตุลาคมที่มีช่วงวันหลายวันและมีรอยต่อ สามารถเติมให้เป็นวันหยุดยาวได้ และเดือนกันยายน ซึ่งไม่มีวันหยุดราชการ อาจจะชดเชยรวดเดียว 2 วัน แต่ยืนยันในเดือนสิงหาคม โดยเฉพาะช่วงวันที่ 12 สิงหาคมนี้ จะยังไม่มีการประกาศวันหยุดเพิ่มเติม เพราะพิจารณาไม่ทัน อีกทั้งสิ่งสำคัญคือ ต้องแจ้งประชาชนให้ทราบล่วงหน้า เพื่อเตรียมความพร้อม


ประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอรอฟังข้อสรุปแก้รัฐธรรมนูญจากคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สภาผู้แทนราษฎรก่อน 

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงข้อเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อเปิดทางให้มีการตั้ง ส.ส.ร.ว่า ขอให้รอข้อสรุปของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นประธานคณะกรรมาธิการฯ เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรก่อน ซึ่งคาดว่าจะสามารถพิจารณาได้ก่อนปิดสมัยประชุมและในกรรมาธิการฯ เห็นพ้องกันให้มีการแก้ไขแต่แตกต่างกันในรายละเอียด ประธานสภาผู้แทนราษฎร ยังยอมรับว่า ตนเองเป็นคนหนึ่งที่ไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตั้งแต่ออกเสียงประชามติ จึงสนับสนุนให้มีการแก้ไขและปัญหาที่ทำให้รัฐธรรมนูญมีเงื่อนไขมากมาย ก็เพราะผู้ปฏิบัติหรือผู้ใช้รัฐธรรมนูญไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญจึงทำให้เกิดปัญหาในปัจจุบัน

ส่วนที่ประธานวุฒิสภาไม่เห็นด้วยกับการตั้ง ส.ส.ร. มาแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยกร่างใหม่นั้น ประธานสภสผู้แทนราษฎร เห็นว่า อย่าเพิ่งคาดเดาเพราะควรจะเชิญ ส.ว. มาพูดคุยกันก่อนและส่วนตัวพร้อมเป็นคนกลางในการประสานการพูดคุย


5 สิงหาคม 2563

นายกรัฐมนตรี ขอบคุณ “รวมไทย สร้างชาติ” หลังทุกหน่วยเร่งช่วยประชาชนพื้นที่น้ำท่วมจากพายุ “ซิลากู”

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขอบคุณหน่วยงานภาครัฐ ประชาชน อาสาสมัคร ที่เป็นพลัง “รวมไทย สร้างชาติ” ทุกฝ่ายเร่งช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากพายุ “ซินลากู” กว่า 2 หมื่นครัวเรือนใน 13 จังหวัด จนปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลาย โดยพาณิชย์จังหวัดได้เข้าไปสำรวจสินค้าอุปโภคบริโภค ทั้งด้านปริมาณและราคา ได้เร่งประสานงานให้ผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่ายห้างค้าปลีกค้าส่งให้เพียงพอต่อความต้องการ รวมทั้งป้องกันการฉวยโอกาสโก่งราคาสินค้าในพื้นที่ที่ประสบภัยด้วย 

ขณะที่พัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ เข้าไปสำรวจผู้ประสบเหตุโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ ที่ได้รับผลกระทบเพื่อช่วยเหลือเบื้องต้น รวมถึงเร่งประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น เพื่อให้การช่วยเหลือในด้านต่างๆ ต่อไป นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัด ทหาร ตำรวจ รวมทั้งหน่วยงานทั้งที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ยังคงติดตามสถานการณ์น้ำ เพื่อแจ้งเตือนประชาชนให้ทราบถึงปริมาณน้ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมตรวจสอบความมั่นคงของอ่างเก็บน้ำทั้งขนาดกลางและขนาดเล็กในพื้นที่ประสบภัย

อย่างไรก็ตาม ในช่วงวันที่ 5-7 สิงหาคมนี้ จะยังคงมีฝนตกหนักในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน จึงยังต้องเฝ้าระวังน้ำหลากบริเวณพื้นที่ราบเชิงเขาบริเวณภาคเหนือตอนบน นายกรัฐมนตรียังฝากความห่วงใยพี่น้องประชาชนในพื้นที่เสี่ยงขอให้เตรียมพร้อมตลอดเวลา เพราะความปลอดภัยของชีวิตเป็นสิ่งสำคัญ ขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิดและราชการทุกหน่วยต้องเตรียมภารกิจตนเองให้พร้อมรับทุกสถานการณ์ ขณะเดียวกันอิทธิพลของพายุ “ซินลากู” ได้ช่วยเติมปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา โดยกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ได้รายงานสถานการณ์น้ำใน ณ วันที่ 4 สิงหาคม 2563 เขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำ 137 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณ 531 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนมีปริมาณน้ำ 86 ล้านลูกบาศก์เมตรและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำ 84 ล้านลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้ กอนช. ได้ยังคงเตือนว่าแม้แนวโน้มน้ำต้นทุนจะมีเพียงพอถึงต้นฤดูแล้งหน้า แต่ยังคงต้องมีการจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ทั้งเตรียมความพร้อมรองรับน้ำหลากในฤดูฝนและเก็บกักน้ำเพื่อการเพาะปลูกในฤดูกาลต่อไปด้วย


ประธานวิปฝ่ายค้าน เรียกร้องนายกรัฐมนตรี กำหนดกรอบเวลาและแนวทางแก้รัฐธรรมนูญที่ชัดเจน 

นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า เป็นสัญญาณที่ดีที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แสดงท่าทีเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องกรอบเวลาว่าจะแก้เมื่อไหร่และแนวทางการแก้ไขจะเป็นรายมาตรา หรือทั้งฉบับ เพราะการแสดงออกเพียงเจตนาว่าจะแก้ไข ในอดีตก็เคยมีผู้นำประเทศเคยใช้เทคนิคในการบิดประเด็นแบบนี้มาแล้ว จึงอยากให้นายกรัฐมนตรีแสดงท่าทีที่ชัดเจนมากกว่านี้ เพราะไม่อยากให้ถ่วงเวลาอีกต่อไป

ขณะที่ท่าทีของ ส.ว.เชื่อว่าส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการแก้ไข แต่ยังมีความเห็นที่แตกต่างคือ แก้ทั้งฉบับ หรือรายมาตรา ซึ่งยอมรับว่า เป็นปัญหาและเป็นอุปสรรคเพราะประเด็นที่เห็นต่าง ถือเป็นประเด็นใหญ่ จำเป็นจะต้องมีการพูดคุยกัน

สำหรับการยื่นญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2560 ของเพื่อไทย วันนี้มีการลงรายชื่อครบเรียบร้อยแล้วอยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้อง ซึ่งอาจจะยื่นได้ภายในวันนี้ แต่อาจจะมีญัตติของร่วมฝ่ายค้านมาประกบอีกหนึ่งฉบับ ซึ่งในช่วงเที่ยงวันนี้จะมีการหารือกับหัวหน้าพรรคร่วมฝ่ายค้าน ก่อนสรุปแนวทางที่ชัดเจนของพรรคร่วมฝ่ายค้าน 


โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า เบื้องต้นยังไม่มีรายงานคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต จากเหตุระเบิดที่กรุงเบรุต ประเทศเลบานอน

นายเชิดเกียรติ อัตถากร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยเกี่ยวกับเหตุระเบิดที่กรุงเบรุต ประเทศเลบานอน เมื่อวานนี้ 4 สิงหาคม 2563 จนเกิดความเสียหายเป็นวงกว้างและมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 78 ราย ได้รับบาดเจ็บกว่า 4,000 คน ว่า กระทรวงการต่างประเทศ รับทราบรายงานข่าวดังกล่าวจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศเลบานอนว่า ในชั้นนี้ ไม่มีรายงานว่า มีคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุดังกล่าว ทั้งนี้ มีคนไทยอาศัยอยู่ในเลบานอนประมาณ 200 คน 

นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศ ได้สั่งการให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยประสานงานกับกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ กรุงเบรุต และให้รายงานความคืบหน้าให้กระทรวงฯ ทราบต่อไป


6 สิงหาคม 2563

โปรดเกล้าฯแต่งตั้งรัฐมนตรี คนใหม่ 7 ราย 

เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 9 มิถุนายน พุทธศักราช 2562 แล้ว และแต่งตั้งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดิน ตามประกาศลงวันที่ 10 กรกฎาคม พุทธศักราช 2562 นั้น

บัดนี้ นายกรัฐมนตรีได้กราบบังคมทูลว่า ได้มีรัฐมนตรีลาออกบางตำแหน่ง สมควรแต่งตั้งรัฐมนตรีแทนตำแหน่งที่ว่างและเพิ่มเติมบางตำแหน่ง เพื่อความเหมาะสมและบังเกิดประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี  นายดอน ปรมัตถ์วินัย เป็นรองนายกรัฐมนตรีอีกตำแหน่งหนึ่ง  นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

นายอนุชา นาคาศัย เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายปรีดี ดาวฉาย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายสุชาติ ชมกลิ่น เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน


รองนายกรัฐมนตรี ชี้ แนวทางแก้รัฐธรรมนูญมี 2 แบบ พร้อมเปิดเผยรัฐบาลมีธงอยู่แล้วว่าควรแก้ประเด็นใด แต่ขอรอข้อเสนอจาก กมธ.ก่อน 

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่หากต้องมีการทำประชามติจะต้องเสียงบประมาณกว่า 3,000 ล้านบาท ว่า หากต้องมีการทำประชามติจริงก็จะต้องใช้งบประมาณดังกล่าวเทียบเท่ากับการเลือกตั้ง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกแก้รัฐธรรมนูญแบบใด อาทิ การแก้ไขแบบรายมาตรา หรือการแก้ไขหมวดทั่วไป หมวดพระมหากษัตริย์ หมวดเกี่ยวกับวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงคุณสมบัติต้องห้ามขององค์กรอิสระ ซึ่งหากต้องการแก้ส่วนเหล่านี้จะจัดอยู่ในกลุ่มที่ต้องทำประชามติ ซึ่งอาจมีความยุ่งยาก แต่ทั้งนี้ไม่ขอตอบว่าการทำประชามติ โดยใช้งบกว่า 3,000 ล้านบาทจะคุ้มค่าหรือไม่ เพราะหากมีความจำเป็นก็ต้องแก้ไขอย่างคุ้มค่า

นายวิษณุ ระบุว่า ขณะนี้แนวทางการแก้รัฐธรรมนูญ ของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ชุดที่มีนายพีระพันธ์ุ สาลีรัฐวิภาค เป็นประธานยังดำเนินการไม่เสร็จ ซึ่งอยู่ระหว่างรอข้อเสนอให้ส่งมาว่าจะแก้รายมาตราหรือแก้ทั้งหมด และรัฐบาลจะพิจารณาว่าควรทำอย่างไร โดยมีธงในใจบางส่วนแล้ว เพราะพบปัญหา แต่ขอรอฟังทั้งหมดก่อนเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง พร้อมกันนี้ปฏิเสธว่ารัฐบาลไม่เคยพูดว่าไม่ต้องการให้มีการตั้ง ส.ส.ร.

ส่วนรัฐบาลจะตั้งคณะทำงานขึ้นมาหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ยังไม่ได้คิด เพราะตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของการรับฟังและใช้ความเห็นจากพรรคร่วมรัฐบาลเป็นหลัก ซึ่งคาดว่าการพิจารณาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญน่าจะเกิดขึ้นในสมัยการประชุมหน้า


เศรษฐกิจ/ท่องเที่ยว

3 สิงหาคม 2563

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เร่งพิจารณาแพคเกจเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 2 ย้ำเห็นความชัดเจนในสิ้นเดือนนี้

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยความคืบหน้าแนวทางการเปิดโครงการเที่ยวปันสุข ในส่วนของแพคเกจเราเที่ยวด้วยกันเฟส 2 หลังจากประเมินแล้ว คาดว่าจะเหลืองบประมาณจากการดำเนินการอยู่บางส่วน จากทั้งหมด 22,400 ล้านบาท จึงจะนำงบประมาณที่เหลือมาใช้กับเราเที่ยวด้วยกันเฟส 2 ซึ่งจะมีความชัดเจนภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ ทั้งในส่วนของรูปแบบโครงการ และสิทธิพิเศษที่จะมีเพิ่มเติม รวมถึงระยะเวลาในการดำเนินการ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยจะพิจารณารูปแบบที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ผู้ที่ทำการจองเที่ยวในเฟส 1 เสียเปรียบ และเพื่อไม่ให้เป็นการรอนสิทธิ์ผู้ที่เดินทางเที่ยวก่อนหน้าแล้ว จากเดิมกำหนดเวลาของโครงการไว้ที่ 4 เดือน (เดือนกรกฎาคม-ตุลาคม) เพราะคาดว่าไตรมาส 4/2563 จะมีต่างชาติเข้ามาได้มากขึ้น ซึ่งจะต่อเนื่องจากการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศทันที แต่จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในต่างประเทศที่ยังมีความรุนแรงอยู่ ทำให้ไม่มีความชัดเจนที่จะอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามา จึงจะพิจารณาในการขยายระยะเวลาในการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ผ่านโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ในงบประมาณที่เหลืออยู่ ทั้งการกระตุ้นเที่ยวเมืองรอง และเที่ยววันธรรมดามากขึ้น รวมถึงจะขยายให้ผู้ประกอบการโรงแรมเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นด้วย

ผู้ว่าการ ททท. กล่าวด้วยว่า ในส่วนของการจับคู่ประเทศเดินทางท่องเที่ยวระหว่างกัน (แทรเวล บับเบิล) ในประเทศที่มีความเสี่ยงโรคโควิด-19 น้อย ททท. พยายามช่วยเหลือผู้ประกอบการ ผ่านการดึงตลาดต่างชาติเข้ามาเพิ่มเติม แต่ต้องปรับเปลี่ยนมาตรการให้สอดคล้องกับการแพร่ระบาดมากขึ้น อาทิ การเข้ามาจะต้องกักตัว 14 วัน และการจำกัดพื้นที่ในการท่องเที่ยวและพักแรม ซึ่งจะต้องสอบถามความสมัครใจของคนในพื้นที่ด้วย คาดว่าในไตรมาส 4/2563 จะสามารถเปิดน่านฟ้าให้ต่างชาติเข้ามาได้ แต่หากยังไม่สามารถเปิดน่านฟ้าได้ จำนวนต่างชาติทั้งปี 2563 จะทำได้เพียง 7 ล้านคน ซึ่งมีสะสมในช่วง 6 เดือนแรกประมาณ 6.75 ล้านคน ขณะที่แนวโน้มในปี 2564 หากสถานการณ์ดีขึ้นได้ ประเมินว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะฟื้นตัวจากปี 2562 ประมาณร้อยละ 50 ทำให้ภาคท่องเที่ยวไทยจะต้องปรับตัว และให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น 

นอกจากนี้ ในวันที่ 5 สิงหาคมนี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะหารือร่วมกับ ททท. ในการอัพเดทผลของมาตรการซอฟท์โลนที่ดำเนินการไปแล้ว และยังรวมถึงข้อเสนอแนะของภาคเอกชนอย่างต่อเนื่องด้วย เพื่อช่วยให้ภาคเอกชนสามารถเดินอยู่ให้ได้


กองทุนการออมแห่งชาติ เชิญชวนผู้ปกครองออมเงินให้นักเรียน นักศึกษา หรือบุตรหลานตั้งแต่วัยเรียน เพื่อไว้ใช้ในอนาคต 

นางสาวจารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช. เปิดเผยว่า กอช. ขอเชิญชวนผู้ปกครอง ออมเงินให้ลูกหลาน นักเรียนและนักศึกษา เพื่อให้ได้รู้จักวางแผนการออมเงินตั้งแต่วัยเรียน โดยเป็นการวางแผนทางการเงินในระยะยาวเพื่อไว้ใช้ในอนาคต ซึ่งเริ่มออมขั้นต่ำได้ตั้งแต่ 50 บาท สูงสุด 13,200 บาทต่อปี ได้ประโยชน์คูณ 3 ได้แก่ ประโยชน์ที่ 1 รับเงินรัฐสมทบเพิ่มตามช่วงอายุของสมาชิก โดยช่วงอายุ 15 - 30 ปี รัฐสมทบให้ร้อยละ 50 ของเงินออมแต่ละครั้ง รวมกันทั้งปีไม่เกิน 600 บาท /ช่วงอายุมากกว่า 30 – 50 ปี รัฐสมทบให้ร้อยละ 80 ของเงินออมแต่ละครั้ง รวมกันทั้งปีไม่เกิน 960 บาท และช่วงอายุมากกว่า 50 – 60 ปี รัฐสมทบให้ 100% ของเงินออมแต่ละครั้งรวมกันทั้งปีไม่เกิน 1,200 บาท ประโยชน์ที่ 2 เงินออมสะสมและเงินสมทบจะได้รับการคุ้มครองผลตอบแทนจากการลงทุน และประโยชน์ที่ 3 สามารถลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวนเงินออมสะสม

นอกจากนี้ กอช. นังเชิญชวนเข้าร่วมงาน “Money EXPO 2020 สัญจรนครราชสีมา ครั้งที่ 20” บูธ กอช. ณ ห้อง MCC Hall ชั้น 3 ศูนย์การค้าเดอะมอลล์นครราชสีมา วันที่ 7 – 9 สิงหาคม 2563 ซึ่งได้จัดโปรโมชั่นพิเศษพร้อมมอบของสมนาคุณ สำหรับผู้สมัครสมาชิกใหม่ที่ส่งเงินสะสมงวดแรก รวมทั้งสมาชิกที่ส่งเงินออมสะสมที่บูธ กอช. ภายในงานเท่านั้น รวมทั้งกิจกรรมอีกมากมาย


4 สิงหาคม 2563

ธนาคารออมสิน เปิดให้กู้ฉุกเฉินรายละ 50,000 บาท รอบ 2 สำหรับผู้ได้รับผลกระทบโควิด-19 โดยยื่นผ่านเว็บไซต์ธนาคารออมสินเท่านั้น ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารฯ ได้เร่งให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หลายมาตรการ รวมถึงร่วมบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนผ่านการให้สินเชื่อฉุกเฉิน ด้วยโครงการสินเชื่อพิเศษ เพื่อเสริมสภาพคล่องชั่วคราวในการดำรงชีวิต โดยธนาคารฯสนับสนุนสินเชื่อวงเงินรวม 20,000 ล้านบาท ด้วยสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีรายได้ประจำ พบว่ามีผู้สนใจยื่นกู้จำนวนมากจนเต็มวงเงินอย่างรวดเร็ว เมื่อธนาคารฯ ได้รับเรื่องกู้และเร่งพิจารณาตามกระบวนการสินเชื่อแล้ว ปรากฏมีผู้ยื่นกู้ไม่ผ่านเกณฑ์หรือคุณสมบัติไม่ตรง และไม่มาติดต่อธนาคารตามที่ได้แจ้งข้อความผ่าน SMS จึงทำให้ยังมีวงเงินอยู่อีกจำนวนหนึ่ง ขณะเดียวกันยังมีผู้ได้รับผลกระทบที่สนใจยื่นกู้อีกเป็นจำนวนมาก ธนาคารฯจึงเปิดให้บริการสินเชื่อดังกล่าวรอบที่ 2 พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกด้วยการเปิดให้ยื่นเรื่องผ่านเว็บไซต์ธนาคารศ www.gsb.or.th โดยจะเริ่มตั้งแต่วันนี้ (4 ส.ค. 63) เป็นต้นไป

สำหรับการปล่อยกู้ ธนาคารฯ ยังคงให้วงเงินกู้สูงสุด 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.35 ต่อเดือน ผ่อนชำระไม่เกิน 3 ปี โดยคุณสมบัติผู้กู้ต้องเป็นผู้มีรายได้ประจำ ได้รับผลกระทบ เช่น ตกงาน ถูกลดเงินเดือน ขาดรายได้ เป็นต้น โดยสามารถใช้บุคคล หรือหลักทรัพย์ค้ำประกันก็ได้ แต่จะต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป สัญชาติไทย มีถิ่นที่อยู่อาศัยแน่นอนสามารถติดต่อได้ มีเอกสารทางการเงินเป็นรายงานการจ่ายเงินเดือน 1 เดือน ล่าสุดทั้งผู้กู้และผู้ค้ำประกัน หรือใช้เอกสารแสดงการเดินบัญชีย้อนหลัง 3 เดือนล่าสุด ทั้งนี้ธนาคารฯ หวังว่าการช่วยประชาชนด้วยสินเชื่อนี้จะเป็นการบรรเทาผลกระทบลงได้บ้าง เพื่อช่วยคลี่คลายสถานการณ์ที่เดือดร้อนของประชาชน โดยจะเปิดให้บริการไปจนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2563


5 สิงหาคม 2563

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ จัดแพคเกจสินเชื่อบ้านดอกเบี้ย 0% ต่อปี 6 เดือน ในงาน Money Expo Korat พิเศษช่วงนาทีทอง

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส. จัดทำแพคเกจผลิตภัณฑ์ทางการเงินสำหรับงาน "มหกรรมการเงินโคราช ครั้งที่ 14 Money Expo Korat 2020" ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-9 สิงหาคมนี้ ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะมอลล์ โคราช จังหวัดนครราชสีมา ประกอบด้วย แพคเกจสินเชื่อบ้าน ธอส. ดีต่อใจ ดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน โดยอัตราดอกเบี้ยเดือนที่ 1-12 คงที่ร้อยละ 2.34 ต่อปี เฉลี่ย 3 ปี 6 เดือน อัตราดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 2.58 ต่อปี ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ร้อยละ 0.1 ของวงเงินทำนิติกรรม ให้กู้เพื่อซื้อบ้านหรือห้องชุด ปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม และไถ่ถอนจำนองจากสถาบันการเงินอื่น เฉพาะที่อยู่อาศัยในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ สุรินทร์ และยโสธร 

โดยต้องจองสิทธิ์สินเชื่อภายในงาน ยื่นคำขอกู้ระหว่างวันที่ 7 สิงหาคม - 9 กันยายน 2563 อนุมัติและทำนิติกรรมภายในวันที่ 30 กันยายน 2563 นอกจากนี้ ยังเตรียมวงเงิน 900 ล้านบาท จัดช่วงนาทีทอง สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเฉลี่ยปีแรกไม่ถึงร้อยละ 1 ต่อปี โดยจองสิทธิ์นาทีทองผ่าน Application : GHB ALL ในวันที่ 9 สิงหาคม นี้ ตั้งแต่เวลา 12.09น. เป็นต้นไปจนกว่าจะเต็มกรอบวงเงิน

แพคเกจที่สองคือ สลากออมทรัพย์ เงินต้นครบ ดอกเบี้ยดี ลุ้นรางวัล 2 ต่อ กับผลิตภัณฑ์สลากออมทรัพย์ ธอส.ชุดพิมานมาศ หน่วยละ 50,000 บาท ฝากครบกำหนด 3 ปี รับผลตอบแทนร้อยละ 0.9 ต่อปี พร้อมลุ้นรางวัลต่อที่ 1 มูลค่า 50,000 บาท หมวดละ 10 รางวัล ทุกเดือนรวม 36 งวด และต่อที่ 2 ลุ้นรางวัล Jackpot มูลค่ารางวัลละ 500,000 บาททุกไตรมาส หมวดละ 2 รางวัล และแพจเกจที่สาม คือ บ้านมือสอง หรือ ทรัพย์ NPA ลดราคาสูงสุดร้อยละ 60 คัดทรัพย์รายการทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ อาคารพาณิชย์ และที่ดินเปล่า ที่ตั้งอยู่ใน จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดใกล้เคียงมาจำหน่าย ผู้ซื้อสามารถผ่อนดาวน์ดอกเบี้ย 0% ต่อปี นานสูงสุดถึง 48 เดือน ไม่เสียค่าประเมินราคาทรัพย์สิน ผ่อนชำระได้นานสูงสุดถึง 40 ปี และเข้าอยู่อาศัยในช่วง ผ่อนดาวน์ได้เพียงชำระเงินประกันไม่ต่ำกว่าร้อยละ 1.5 ของราคาซื้ออีกด้วย


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ชี้ช่องส่งออกเครื่องสำอางเด็ก เจาะตลาดจีน หลังมีแนวโน้มเติบโตสูง

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้รับรายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กวางโจว ถึงแนวโน้มตลาดเครื่องสำอางเด็กในจีนที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าปัจจุบันมีการเติบโตกว่า 300 เปอร์เซนต์ จากการที่พ่อแม่นิยมซื้อเครื่องสำอางให้ลูกของตัวเองใช้ เพื่อเข้าร่วมในกิจกรรมการแสดงต่างๆ ทำให้เครื่องสำอางกลายเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นสำหรับเด็กเพิ่มขึ้น จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ผลิตและผู้ส่งออกเครื่องสำอางของไทย ที่จะศึกษาแนวโน้มตลาดและวางแผนในการผลิตและส่งออกสินค้าเครื่องสำอางเด็กเข้าสู่ตลาดจีน 

ผลสำรวจคาดการณ์ว่า ตั้งแต่ปี 2562-2567 อัตราการเติบโตต่อปีของตลาดเครื่องสำอางสำหรับเด็กทั่วโลกจะอยู่ที่ร้อยละ 8.66 และมูลค่าตลาดจะสูงถึง 23.57 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในสิ้นปี 2567

ด้านนางสาวศุภรา เสกาจารย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวว่า กลุ่มผู้บริโภคหลักส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่มณฑลเหอเป่ย มณฑลซานตง และมณฑลเสฉวน โดยปัจจัยที่ส่งผลให้มีความต้องการเครื่องสำอางสำหรับเด็กเพิ่มขึ้น มาจากการพัฒนาอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมความงาม วิดีโอ และธุรกิจอีคอมเมิร์ซต่างๆ อย่างไรก็ตาม ในการขยายตลาดเครื่องสำอางสำหรับเด็กเข้าสู่ตลาดจีนผู้ประกอบการไทยควรศึกษาแนวโน้มตลาดและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเครื่องสำอางเด็กและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อตอบสนองกับพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคจีน  


สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เผยผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิในช่วง 8 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2563 ต่ำกว่าประมาณการ

นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิในช่วง 8 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2563 (ตุลาคม 2562 – พฤษภาคม 2563) ว่า รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ จำนวน 1,500,261 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 189,695 ล้านบาท หรือร้อยละ 11.2 โดยเป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และความจำเป็นของรัฐบาลในการดำเนินนโยบายการคลังผ่านมาตรการทางภาษี เพื่อบรรเทาภาระให้แก่ประชาชนและเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการ ด้วยการขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีต่างๆ ออกไปเป็นภายในเดือนกรกฎาคม – กันยายน 2563 และการลดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย โดยผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิในช่วง 8 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2563 ซึ่งเป็นปีที่ไม่ปกติ จึงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับผลการจัดเก็บรายได้ในช่วงสถานการณ์ปกติได้ ดังนั้น ขอให้ระมัดระวังในการนำข้อมูลไปใช้ในการวิเคราะห์ด้วย

หน่วยงานที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ ได้แก่

กรมสรรพากร จัดเก็บรายได้รวม 1,086,974 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 139,113 ล้านบาท โดยภาษีที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรมสรรพสามิต จัดเก็บรายได้รวม 362,122 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 70,960 ล้านบาท โดยภาษีที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ ได้แก่ ภาษีสรรพสามิตรถยนต์และภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน และกรมศุลกากร จัดเก็บรายได้รวม 64,384 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 8,516 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บรายได้ของหน่วยงานอื่นและการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจ สูงกว่าประมาณการ 11,929 และ 4,747 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.1 และ 3.3 ตามลำดับ


6 สิงหาคม 2563

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ยกทัพบล็อกเกอร์ทั่วประเทศกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยว  "คิดถึงและอยากเจอ Thailand I miss you"

นายนพดล ภาคพรต รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. จัดกิจกรรม "คิดถึงและอยากเจอ Thailand I miss you" ภายใต้ โครงการ "คิดถึง...อ้อมกอดธรรมชาติ" เพื่อฟื้นฟูบรรยากาศการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเน้นนำเสนอภาพความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบ รวมถึงให้ความรู้เกี่ยวกับการเดินทางท่องเที่ยววิถีใหม่ (New Normal) โดยการจัดกิจกรรม ในครั้งนี้ ททท. ร่วมกับ Online Influencer หลากหลายสาขา และบุคลากรทางการท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ กว่า 300 ราย ระดมความคิดสร้างสรรค์เนื้อหาเกี่ยวกับความคิดถึงแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ 5 ภูมิภาคของไทย โดยจะเผยแพร่ผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ ในช่วงเดือนกรกฎาคม - กันยายน 2563 เมื่อสิ้นสุดกิจกรรมฯ จะมีเนื้อหาที่สร้างสรรค์จาก Online Influencer เผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 450 ชิ้นงาน เพื่อช่วยส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวแต่ละจังหวัดทั่วประเทศไทยด้วย

นอกจากนี้ ททท. ยังได้จัดเตรียมโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย โดยร่วมกับ Traveloka มอบส่วนลดโรงแรม ที่พัก ทั่วประเทศ ให้แก่ผู้ใช้แอปพลิเคชันฯ และร่วมกับธนาคารกรุงเทพ มอบส่วนลดห้องพักโรงแรม รีสอร์ต ระดับ 4 ดาวขึ้นไป ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ พังงา ภูเก็ต เกาะสมุย และเกาะพะงัน เพื่อต่อยอดกิจกรรมฯ ให้นำไปสู่การเสนอขายสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวของไทย คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวในประเทศได้ไม่ต่ำกว่า 20,000 คน-ครั้ง หรือกระจายรายได้ทางการท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 70 ล้านบาท


บีโอไอ เผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนช่วง 6 เดือนแรกปี 2563 รวม 754 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 158,890 ล้านบาท

นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ภาวะการส่งเสริมการลงทุนช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้(63) มียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 754 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีจำนวน 703 โครงการ ขณะที่มีมูลค่าเงินลงทุนรวม 158,890 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 17 ซึ่งมีมูลค่ารวม 190,330 ล้านบาท เนื่องจากมีสถานการณ์โควิด-19 และในช่วงเดียวกันของปี 2562 มีโครงการขนาดใหญ่ด้านพลังงานไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวลยื่นขอรับการส่งเสริม แต่ยังมีแนวโน้มดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ 

สำหรับยอดขอรับการส่งเสริมส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 371 โครงการ มีมูลค่าเงินลงทุนรวม 83,140 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 52 ของมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมทั้งหมด โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการแพทย์ ที่มีการยื่นขอรับการส่งเสริมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดทั้งจำนวนโครงการและเงินลงทุน รวม 52 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 174 มูลค่าเงินลงทุนรวม 13,070 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 123 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับอุตสาหกรรมที่ยื่นขอรับการส่งเสริมในช่วง 6 เดือนของปีนี้(63) มูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 28,250 ล้านบาท ตามด้วยอุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูปอาหาร 15,300 ล้านบาท อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน 13,510 ล้านบาท อุตสาหกรรมการแพทย์ 13,070 ล้านบาท และอุตสาหกรรมปิโตรและเคมีภัณฑ์ 4,380 ล้านบาท ด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ในช่วง 6 เดือน มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริม 459 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 มีมูลค่าเงินลงทุนรวม 75,902 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 34 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยประเทศญี่ปุ่น มีจำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุนที่ยื่นขอรับการส่งเสริมมากที่สุดถึง 99 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนสูงสุดอยู่ที่ 22,636 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 30 ของมูลค่าเงินลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด ตามด้วยจีน 95 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 17,461 ล้านบาท และสิงคโปร์ 55 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 10,624 ล้านบาท 

จากสถิติภาวะการส่งเสริมการลงทุนช่วง 6 เดือนของปีนี้ เป็นที่น่าสนใจว่ามีนักลงทุนรายใหม่ ให้ความสนใจขอรับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ภายใต้สถานการณ์ไม่ปกติ โดยพบว่าเป็นการยื่นขอรับการส่งเสริมในโครงการใหม่ถึง 366 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 49 ของจำนวนคำขอรับการส่งเสริมทั้งหมด มีเงินลงทุนรวม 42,520 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 27 ของเงินลงทุนทั้งหมด ขณะที่คำขอรับการส่งเสริมในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ เป็นการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี 225 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 85,480 ล้านบาทการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ยกทัพบล็อกเกอร์ทั่วประเทศกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยว  "คิดถึงและอยากเจอ Thailand I miss you"

นายนพดล ภาคพรต รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. จัดกิจกรรม "คิดถึงและอยากเจอ Thailand I miss you" ภายใต้ โครงการ "คิดถึง...อ้อมกอดธรรมชาติ" เพื่อฟื้นฟูบรรยากาศการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเน้นนำเสนอภาพความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบ รวมถึงให้ความรู้เกี่ยวกับการเดินทางท่องเที่ยววิถีใหม่ (New Normal) โดยการจัดกิจกรรม ในครั้งนี้ ททท. ร่วมกับ Online Influencer หลากหลายสาขา และบุคลากรทางการท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ กว่า 300 ราย ระดมความคิดสร้างสรรค์เนื้อหาเกี่ยวกับความคิดถึงแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ 5 ภูมิภาคของไทย โดยจะเผยแพร่ผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ ในช่วงเดือนกรกฎาคม - กันยายน 2563 เมื่อสิ้นสุดกิจกรรมฯ จะมีเนื้อหาที่สร้างสรรค์จาก Online Influencer เผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 450 ชิ้นงาน เพื่อช่วยส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวแต่ละจังหวัดทั่วประเทศไทยด้วย

นอกจากนี้ ททท. ยังได้จัดเตรียมโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย โดยร่วมกับ Traveloka มอบส่วนลดโรงแรม ที่พัก ทั่วประเทศ ให้แก่ผู้ใช้แอปพลิเคชันฯ และร่วมกับธนาคารกรุงเทพ มอบส่วนลดห้องพักโรงแรม รีสอร์ต ระดับ 4 ดาวขึ้นไป ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ พังงา ภูเก็ต เกาะสมุย และเกาะพะงัน เพื่อต่อยอดกิจกรรมฯ ให้นำไปสู่การเสนอขายสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวของไทย คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวในประเทศได้ไม่ต่ำกว่า 20,000 คน-ครั้ง หรือกระจายรายได้ทางการท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 70 ล้านบาท


บีโอไอ เผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนช่วง 6 เดือนแรกปี 2563 รวม 754 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 158,890 ล้านบาท

นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ภาวะการส่งเสริมการลงทุนช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้(63) มียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 754 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีจำนวน 703 โครงการ ขณะที่มีมูลค่าเงินลงทุนรวม 158,890 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 17 ซึ่งมีมูลค่ารวม 190,330 ล้านบาท เนื่องจากมีสถานการณ์โควิด-19 และในช่วงเดียวกันของปี 2562 มีโครงการขนาดใหญ่ด้านพลังงานไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวลยื่นขอรับการส่งเสริม แต่ยังมีแนวโน้มดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ 

สำหรับยอดขอรับการส่งเสริมส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 371 โครงการ มีมูลค่าเงินลงทุนรวม 83,140 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 52 ของมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมทั้งหมด โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการแพทย์ ที่มีการยื่นขอรับการส่งเสริมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดทั้งจำนวนโครงการและเงินลงทุน รวม 52 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 174 มูลค่าเงินลงทุนรวม 13,070 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 123 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับอุตสาหกรรมที่ยื่นขอรับการส่งเสริมในช่วง 6 เดือนของปีนี้(63) มูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 28,250 ล้านบาท ตามด้วยอุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูปอาหาร 15,300 ล้านบาท อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน 13,510 ล้านบาท อุตสาหกรรมการแพทย์ 13,070 ล้านบาท และอุตสาหกรรมปิโตรและเคมีภัณฑ์ 4,380 ล้านบาท ด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ในช่วง 6 เดือน มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริม 459 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 มีมูลค่าเงินลงทุนรวม 75,902 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 34 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยประเทศญี่ปุ่น มีจำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุนที่ยื่นขอรับการส่งเสริมมากที่สุดถึง 99 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนสูงสุดอยู่ที่ 22,636 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 30 ของมูลค่าเงินลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด ตามด้วยจีน 95 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 17,461 ล้านบาท และสิงคโปร์ 55 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 10,624 ล้านบาท 

จากสถิติภาวะการส่งเสริมการลงทุนช่วง 6 เดือนของปีนี้ เป็นที่น่าสนใจว่ามีนักลงทุนรายใหม่ ให้ความสนใจขอรับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ภายใต้สถานการณ์ไม่ปกติ โดยพบว่าเป็นการยื่นขอรับการส่งเสริมในโครงการใหม่ถึง 366 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 49 ของจำนวนคำขอรับการส่งเสริมทั้งหมด มีเงินลงทุนรวม 42,520 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 27 ของเงินลงทุนทั้งหมด ขณะที่คำขอรับการส่งเสริมในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ เป็นการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี 225 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 85,480 ล้านบาท


สังคม

3 สิงหาคม 2563

กระทรวงวัฒนธรรม เปิดงานนิทรรศการผ้าไทย แสดงพระอัจฉริยภาพและพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวเปิดงานนิทรรศการ" สายธารพระเมตตา จากภูมิปัญญา สู่สากล” ว่า  เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  12 สิงหาคม 2563 สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย จัดนิทรรศการและการแสดงผลงานการออกแบบเครื่องแต่งกายผ้าไหมไทย แสดงถึงพระอัจฉริยภาพและพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อผ้าไทย ทั้งยังทรงส่งเสริมอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแก่พสกนิกรและอาชีพทางด้านหัตถกรรมการถักทอผืนผ้าไหมที่มีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์และมรดกของประเทศไทย

สำหรับนิทรรศการครั้งนี้ จัดขึ้นตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงวันที่ 23 สิงหาคม ที่หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน ภายใต้แนวคิด“ล้ำค่าผ้าไหมไทยสู่สากล” ผ่านเทคนิคการแสดงที่ล้ำสมัย แบ่งเป็น ส่วนการผลิตผ้าไหมไทยนำเสนอเรื่องราวการผลิตผ้าไหมไทย แสดงถึงชีพจักรไหม แสดงการย้อมสี การทอผ้าไหม และส่วนการแสดงหุ่นโชว์ชุดราตรีผ้าไหมไทยที่เคยแสดงในงาน “Thai Night” งานเลี้ยงต้อนรับสาวงามผู้เข้าประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ โดยชุดทั้งหมดตัดเย็บจากผ้าไหมมัดหมี่ของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงตามสีมงคลประจำวันของไทย ที่สำคัญยังมีการนำชุดฝีพระหัตถ์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่แสดงถึงพระอัจฉริยภาพด้านการออกแบบและทรงใช้เทคนิคการตัดเย็บชั้นสูง  และทรงได้แรงบันดาลพระทัยมาจาก ฉลองพระองค์ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง  พร้อมกันนี้ยังเชิญชวนประชาชนร่วมสวมใส่ผ้าไทยและเสื้อสีฟ้าตลอดเดือนสิงหาคมนี้


นายกรัฐมนตรี วางศิลาฤกษ์โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 ยกระดับคุณภาพชีวิตการอยู่อาศัยของคนดินแดงในทุกมิติ

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์ “โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2” ซึ่งเป็นอาคารพักอาศัยแปลง A1 และ D1 เพื่อความเป็นสิริมงคลในการดำเนินการก่อสร้างอาคารดังกล่าวและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้อยู่อาศัยในโครงการ โดย นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายปรเมธี วิมลศิริ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คณะผู้บริหารการเคหะแห่งชาติ และผู้อยู่อาศัยในโครงการเคหะชุมชนดินแดง ร่วมกิจกรรม 

โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง เป็นอีกหนึ่งโครงการที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวชุมชนดินแดงและให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง มุ่งหวังให้ผู้อยู่อาศัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกมิติทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม และหวังว่าผู้อยู่อาศัยในโครงการจะร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาชุมชนให้เป็นชุมชนคุณภาพอย่างยั่งยืน

โครงการดังกล่าวเริ่มมาตั้งแต่ปี 2543 ดำเนินการโดยคำนึงถึงกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้อยู่อาศัยเป็นสำคัญ การเคหะแห่งชาติได้ดำเนินโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 1 (อาคารแปลง G) จำนวน 334 หน่วย เสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานส่งมอบกุญแจให้กับผู้อยู่อาศัยไปเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2561

การวางศิลาฤกษ์โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 ในวันนี้ เป็นโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 จัดสร้างขึ้นเพื่อรองรับการรื้อย้ายผู้อยู่อาศัยเดิมในโครงการเคหะชุมชนดินแดง อาคารแฟลตที่ 9 - 17, 23 - 32 และ 63 - 64 มีจำนวน 2 อาคาร รวม 1,247 หน่วย ได้แก่ อาคาร A1 ตั้งอยู่บริเวณถนนฝั่งจตุรทิศ จัดสร้างเป็นอาคารชุดสูง 32 ชั้น จำนวน 635 หน่วย และอาคาร D1 ตั้งอยู่บริเวณถนนวิภาวดีรังสิต จัดสร้างเป็นอาคารชุดสูง 35 ชั้น จำนวน 612 หน่วย ห้องพักอาศัยมีขนาดประมาณ 33 ตารางเมตร การออกแบบอาคารได้คำนึงถึงวิถีชีวิตของผู้อยู่อาศัยทุกเพศ ทุกวัย รวมถึงผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ป่วยติดเตียง


กรมการแพทย์ แนะประชาชนอย่ากลัวผักไฮโดรโปนิกส์ ย้ำกินได้ปอลดภัยเพราะปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลชี้ชัดว่าเป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงเกิดมะเร็ง

นายแพทย์สมศักดิ์  อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยถึงกรณีที่มีข่าวปรากฏตามสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ เกี่ยวกับประเด็น กินผักไฮโดรโปนิกส์แล้วเป็นมะเร็ง ว่า กรมการแพทย์ โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้ตรวจสอบข้อมูลวิชาการพบข้อเท็จจริงปัจจุบันยังไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ หรืองานวิจัยที่ยืนยันแน่ชัดว่า การบริโภคผักไฮโดรโปนิกส์ทำให้เป็นโรคมะเร็ง สำหรับความกังวลผักไฮโดรโปนิกส์ ที่ปลูกโดยการให้รากพืชสัมผัสกับสารละลายธาตุอาหารโดยตรง จะมีการสะสมสารไนเตรทเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งต่อผู้บริโภคนั้น ในความเป็นจริงทั้งผักไฮโดรโปนิกส์และผักที่ปลูกในดินล้วนมีสารไนเตรทตกค้างอยู่ อีกทั้งความเข้มข้นของสารไนเตรทในผักยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ชนิดของพืช ความเข้มข้นของสารละลายธาตุอาหาร สภาพแวดล้อมและฤดูกาลในการปลูกซึ่งพื้นที่เขตร้อนแสงแดดมากจะทำให้สารไนเตรทสลายตัวได้เร็วจึงยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดเกี่ยวกับปริมาณไนเตรทที่ตรวจพบในผักไฮโดรโปนิกส์ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนสารไนเตรทเป็นสารก่อมะเร็งในพืชผักนั้นเป็นไปได้น้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับสารไนเตรทจากอาหารประเภทเนื้อสัตว์แปรรูป ดังนั้นประชาชนยังสามารถกินผักไฮโดรโปนิกส์ได้ แต่ควรล้างทำความสะอาดอย่างถูกวิธีก่อนกินเสมอ

ด้านนายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า การลดไนเตรทในพืชผักก่อนนำมากินทำได้ด้วยการนำผักไปต้มในน้ำเดือด หรือนึ่งนาน 10 นาที หรือการแช่ผักในน้ำเปล่า น้ำเกลือและด่างทับทิม ก็มีแนวโน้มที่จะช่วยให้ค่าไนเตรทลดลงได้เช่นกัน 


กระทรวงสาธารณสุข เตรียมเสนอ ครม. พรุ่งนี้ แก้ พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษให้ประชาชนปลูกกัญชา เพื่อใช้รักษาอาการป่วยและขายได้

นายแพทย์ไพศาล  ดั่นคุ้ม  เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า แม้รัฐบาลจะมีนโยบายเร่งด่วนข้อ 4 ให้ความสำคัญกับการต่อยอดภูมิปัญญา ปราชญ์ชาวบ้านเพื่อสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป รวมถึงศึกษาวิจัยการใช้กัญชาทางการแพทย์ ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน แต่ผู้ป่วยที่ต้องการรักษาโรคด้วยกัญชายังไม่สามารถเข้าถึงการรักษาอย่างทั่วถึง อีกทั้งแพทย์แผนไทย หมอพื้นบ้านยังไม่สามารถปลูกกัญชาเพื่อใช้รักษาผู้ป่วยของตนเองได้ จึงส่งผลให้การรักษาด้วยภูมิปัญญาไทยไม่ได้รับการต่อยอดและพัฒนาเท่าที่ควร 

กระทรวงสาธารณสุข โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะนำร่างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่...) พ.ศ. ...ที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนและได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษแล้ว เสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ (4 สิงหาคม 2563) เพื่อผลักดันการใช้พืชกัญชาทางการแพทย์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว มุ่งเน้น 3 หลักการสำคัญ คือ เพิ่มการเข้าถึงการรักษาให้ผู้ป่วยที่ได้รับการรับรองจากผู้ประกอบวิชาชีพสามารถขออนุญาตปลูกและใช้กัญชาเพื่อรักษาโรคของตนเองได้  ต่อยอดภูมิปัญญาการแพทย์ในท้องถิ่นให้แพทย์แผนไทย หมอพื้นบ้านสามารถขออนุญาตปลูกกัญชาเพื่อใช้ในการปรุงยาให้ผู้ป่วยของตนเองได้ และส่งเสริมอุตสาหกรรมยาของประเทศให้เกษตรกรสามารถขออนุญาตปลูกกัญชาภายใต้ความร่วมมือกับผู้ผลิตยาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร อีกทั้งผู้ผลิตยาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรสามารถผลิตยากัญชาและส่งออกได้ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงทางยาของประเทศ ไม่ต้องนำเข้ายากัญชาจากต่างประเทศ และประหยัดงบประมาณในการนำเข้ายาโดยใช้ยากัญชาทดแทนหรือใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบันได้ 


4 สิงหาคม 2563

นายกรัฐมนตรี เปิดเผย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยประชาชนประสบอุทกภัย พระราชทานโรงครัว 

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า ในการประชุมทางไกลระหว่างศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน กับราชเลขานุการในพระองค์ฯ ซึ่งมีการแจ้งมาว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี มีพระราชกระแสทรงห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในสถานการณ์ที่ผ่านมา โดยขอให้ทุกฝ่ายรวมมือร่วมกันช่วยเหลือประชาชนให้ดีที่สุด ราชเลขานุการในพระองค์ยังแจ้งด้วยว่า ขอให้จิตอาสาพระราชทานและทางจังหวัดได้เปิดโรงครัวพระราชทานในพื้นที่เหมาะสมเพื่อช่วยเหลือประชาชน ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ทางรัฐบาลก็สนองพระราโชบายดังกล่าว โดยทางกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการไปแล้วตั้งแต่วันแรก

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์อุทกภัยนั้น ได้แจ้งเตือนไปแล้วว่า ทุกคนเฝ้าระวัง เตรียมตัวให้พร้อมและสังเกตหากมีฝนตกต่อเนื่องเกิน 2 วัน ขอให้ทุกคนเตรียมตัวเก็บข้าวของ โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ในบ้านชั้นเดียว เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมหลายครั้ง เน้นทุกคนต้องเอาชีวิตรอด รองลงมาคือ ทรัพย์สินมีค่า เนื่องจากปัจจุบันไม่สามารถประมาณการณ์น้ำป่าที่ไหลหลากลงมาได้ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ ที่วันนี้ป่าไม้ลดลงมาก ต่างกับในอดีตที่ปริมาณน้ำไม่ไหลลงมามาก เพราะยังมีต้นไม้ขนาดใหญ่อยู่


กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เร่งอนุรักษ์จระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทยในพื้นที่อนุรักษ์ของประเทศ หลังเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์

นายจงคล้าย วรพงศธร รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยังคงเดินหน้าทำโครงการอนุรักษ์จระเข้พันธุ์ไทยในประเทศไทยบริเวณพื้นที่อนุรักษ์ต่อเนื่อง ด้วยการส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์จระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทยมีความรู้ มีความเข้าใจ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์การวิจัยเกี่ยวกับการอนุรักษ์มากขึ้น เพื่อกำหนดทิศทางและแนวทางการอนุรักษ์จระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทยสามารถนำข้อมูลไปใช้วางแผนการอนุรักษ์จระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากจระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทยเป็นสัตว์ป่าที่มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ หลังพบประชากรในธรรมชาติของจระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทยมีจำนวนน้อยลง จึงจำเป็นต้องศึกษาและเพิ่มระบบการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพปล่อยจระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทยคืนสู่ธรรมชาติที่อุทยานแห่งชาติปางสีดา โดยนำจระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทยที่ปล่อยสามารถอาศัยอยู่รอดและแพร่ขยายพันธุ์ในแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติจนประสบความสำเร็จ ทำให้ทราบข้อมูลพื้นฐานทางนิเวศที่เหมาะสมของจระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทยจนนำไปสู่การดำเนินโครงการอนุรักษ์จระเข้พันธุ์ไทยในประเทศไทย 

ปัจจุบันพบจระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทยอาศัยอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์เพียง 6 แห่งคือ อุทยานแห่งชาติปางสีดา อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดม และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด


กรุงเทพมหานคร ปรับปรุงภูมิทัศน์ พัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียและระบบความปลอดภัยทางน้ำนำร่องในคลองแสนแสบ

นางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร ประชุมคณะทำงานจิตอาสาพระราชทาน โครงการพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียและระบบความปลอดภัยทางน้ำในคลองต้นแบบ (คลองผดุงกรุงเกษมและคลองแสนแสบ) โดยที่ประชุมได้นำเสนอแผนการดำเนินงานพัฒนาบำบัดน้ำเสียของสำนักงานเขตในพื้นที่ริมคลองแสนแสบและคลองสาขา โดยเฉพาะถนนที่มีท่อระบายน้ำเชื่อมต่อกับคลองโดยตรง และชุมชนอาคารริมคลอง ซึ่งสำนักงานเขตจะปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ให้คำแนะนำแก่เข้าของอาคารและสถานประกอบการที่เป็นแหล่งกำเนิดน้ำเสีย พร้อมทั้งจัดทำบัญชีสถานประกอบการ ร้านค้า อาคารทั้งหมด และตรวจติดตามประเมินผลการดำเนินงาน รวมถึงดำเนินคดีกับสถานประกอบการ ร้านค้า อาคาร ที่ไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำและจัดทำแผนจัดการน้ำเสียในคู คลอง

นอกจากนี้ ยังมีงานพัฒนาสิ่งแวดล้อมริมฝั่งคลอง ที่สำนักงานเขตต้องจัดระเบียบทางเดินริมสองฝั่งคลอง ไม่ให้สิ่งของขวางตามทางเท้า รื้อย้ายสิ่งก่อสร้างที่รุกล้ำ จัดเก็บขยะไม่ให้ตกค้าง รวมถึงซ่อมแซมราวกันตก พื้นทางเดินริมเขื่อน สะพานทางเดินข้ามคลอง ไฟฟ้าส่องสว่าง และฟื้นฟูวิถีชีวิตริมฝั่งคลองในชุมชนที่มีประวัติศาสตร์ เช่น ชุมชนบ้านครัว ชุมชนริมคลองแสนแสบ ตลาดเก่ามีนบุรี ชุมชนเมืองหนองจอก ชุมชนเมืองย่านบางกะปิ คลองแสนแสบ กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน


การประปาส่วนภูมิภาค คุมคุณภาพน้ำดิบหลังพายุซินลากูส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตและคุณภาพความปลอดภัยของน้ำประปา

นายกฤษฎา ศังขมณี รองผู้ว่าการกสนประปาส่วนภูมิภาค รักษาการแทนผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) เปิดเผยว่า จากอิทธิพลของพายุซินลากูส่งผลให้หลายพื้นที่ของประเทศประสบอุทกภัยและเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและบ้านเรือนของประชาชน นอกจากนี้ ในบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ ยังคงมีฝนเพิ่มขึ้นและฝนตกหนักถึงหนักมากติดต่อกัน ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงด้านคุณภาพน้ำดิบอย่างกะทันหัน อย่างไรก็ตาม เพื่อลดความกังวลและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนได้กำชับให้ กปภ. 234 สาขาทั่วประเทศ ประเมินสถานการณ์อุทกภัยและเฝ้าระวังคุณภาพน้ำประปาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาคุณภาพน้ำประปาให้ได้มาตรฐานตามองค์การอนามัยโลก (WHO) ควบคู่กับการปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยอาชีวอนามัยอย่างเข้มงวด พร้อมยืนยันว่าแม้พื้นที่การให้บริการของ กปภ. อาจได้รับผลกระทบและเกิดความเสียหายในบางแห่ง แต่ยังคงปฏิบัติงานภายใต้ระบบความปลอดภัยในทุกกระบวนการ เพื่อให้น้ำประปาที่ผลิตและส่งจ่ายให้ประชาชนมีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัยต่อสุขภาพ และสามารถอุปโภคบริโภคได้อย่างมั่นใจแม้ในสถานการณ์วิกฤต

รักษาการแทนผู้ว่าการ กปภ. กล่าวอีกว่า กปภ. ยังได้เตรียมสนับสนุนความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยด้วยการมอบน้ำดื่มบรรจุขวดของ กปภ. และส่งรถบรรทุกน้ำเพื่อแจกจ่ายน้ำประปาสะอาดในช่วงที่อุปกรณ์และระบบประปาภายในบ้านได้รับความเสียหาย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและส่งเสริมสุขอนามัยที่ดีแก่ประชาชน ทั้งนี้ หากพื้นที่ใดต้องการขอรับความช่วยเหลือด้านน้ำสะอาดหรือพบปัญหาการใช้น้ำประปาสามารถติดต่อ กปภ.สาขาใกล้เคียง หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ PWA Contact Center 1662


5 สิงหาคม 2563

กระทรวงวัฒนธรรม จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตลอดทั้งปี

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระราชกุศลและพิธีถวายเครื่องราชสักการะถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2563 ที่อาคารวัฒนธรรมวิศิษฐ์ กระทรวงวัฒนธรรม 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมได้จัดกิจกรรมพร้อมเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติแสดงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของชาติ โดยเฉพาะฟื้นฟูศิลปการแสดงโขนและการจัดทำเครื่องแต่งกายโขนใหม่อย่างวิจิตรตระการตา รวมถึงโครงการศูนย์ศิลปาชีพและการอนุรักษ์ผ้าไทยและผ้าท้องถิ่นจนเป็นที่ประจักษ์ เปิดให้สถาบันการศึกษาที่สนใจเข้าชมตลอดเดือนสิงหาคมนี้ พร้อมกันนี้หน่วยงานในสังกัดยังจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ อาทิ การแสดงเฉลิมพระเกียรติรำถวายพระพร ละครชาตรี การแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ 

นอกจากนี้ ยังร่วมกับองค์กรเครือข่าย 5 ศาสนา จัดงานรวมพลังทางศาสนาเสริมสร้างความสมานฉันท์เฉลิมพระเกียรติในวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย และในวันที่ 8 สิงหาคม 2563 ยังมีการจัดพิธีเจริญนวัคคหายุสมธัมม์เฉลิมพระเกียรติ ณ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม โดยมีนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธานในพิธี พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมสวมใส่ผ้าไทยและชุดสีฟ้า ตลอดจนร่วมกิจกรรมจิตอาสา บำเพ็ญสาธารณประโยชน์เพื่อถวายพระราชกุศลในโอกาสสำคัญ


กรมอนามัย แนะนำประชาชนในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม ไม่สามารถใช้ห้องส้วมได้ ให้ขับถ่ายในถุงดำ โรยปูนขาว มัดปากถุงให้แน่น เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรค 

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวถึงกรณีหลายจังหวัดประสบภัยน้ำท่วม ว่า ขณะนี้สิ่งที่ประชาชนในพื้นที่ต้องเฝ้าระวังคือ โรคระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคอุจจาระร่วง ดังนั้นเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคจากอุจจาระ กรณีไม่สามารถใช้ห้องส้วมได้ ขอให้ขับถ่ายใส่ถุงดำ แล้วโรยปูนด้วยขาว ขี้เถ้า หรือน้ำยาฆ่าเชื้อลงในถุงก่อนปิดปากถุงให้แน่น กรณีไม่มีปูนขาว ขี้เถ้า หรือน้ำยาฆ่าเชื้อ หลังถ่ายอุจจาระเสร็จให้รัดปากถุงให้แน่นแล้วรวบรวมส่งหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบในพื้นที่นำไปกำจัด

ส่วนขยะภายในบ้านให้เก็บใส่ถุงแล้วผูกปากถุงให้แน่น รวบรวมส่งหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบในพื้นที่นำไปกำจัดต่อไป ประชาชนทุกคนจึงต้องให้ความร่วมมือไม่ขับถ่ายอุจจาระ ไม่ทิ้งขยะลงน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดของโรคอุจจาระร่วง หากจำเป็นต้องนำน้ำมาใช้อุปโภคบริโภค ก่อนใช้ควรตักใส่ภาชนะ ใช้สารส้มชนิดก้อน กวนในน้ำ สังเกตตะกอนในน้ำเริ่มจับตัว นำสารส้มออกแล้วกวนน้ำต่อ 1-2 นาที ทิ้งไว้จนตกตะกอน นำน้ำส่วนใสมาเติมคลอรีนน้ำ(หยดทิพย์) หยดลงในน้ำดื่ม โดยใช้หลอดหยดดูดสารละลายหยดทิพย์แล้วหยดใส่น้ำที่ต้องการฆ่าเชื้อโรค   ในอัตราส่วนหยดทิพย์ 1 หยด ต่อน้ำ 1 ลิตร ในกรณีที่สามารถใช้ครัวปรุงประกอบอาหารได้ ก่อนนำน้ำมาใช้หรือดื่มต้องต้มให้เดือดก่อน แต่ในพื้นที่วิกฤติ ให้ดื่มน้ำบรรจุขวดที่มีฝาปิดสนิท หรือหากต้องการฆ่าเชื้อโรคภาชนะอุปกรณ์ประกอบอาหาร ให้ใช้คลอรีนผง 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำ 1 แก้ว รินเฉพาะส่วนที่ใสผสมน้ำ 1 ลิตร แช่ภาชนะนาน 2 นาที ก่อนนำภาชนะเหล่านั้นมาใช้อย่างปลอดภัย


6 สิงหาคม 2563

โฆษกกระทรวงแรงงาน เผย มีแรงงานไทย 2 ราย ในเลบานอนได้รับบาดเจ็บถูกกระจกบาดตามตัวจากเหตุแรงระเบิด

นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ได้รับรายงานเพิ่มเติมจากนาวาตรี วิทวัส กู้ประเสริฐ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) สำนักงานแรงงานในประเทศซาอุดีอาระเบีย (กรุงริยาด) ซึ่งเป็นพื้นที่ในอาณาเขตที่ดูแลแรงงานไทยในประเทศเลบานอน ถึงความคืบหน้ากรณีเกิดเหตุระเบิดอย่างรุนแรงในกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน ว่า มีแรงงานไทยได้รับบาดเจ็บ 2 ราย ได้แก่ นายวีรยุทธ์ บุญรักษ์ ทำงานเป็นกุ๊กอาหารญี่ปุ่น ร้าน Ginger & Co กรุงเบรุต ถูกกระจกบาดตามตัวและศีรษะได้รับการกระแทกกับฝ้าเพดาน และนายชนธัช ทันยศศักดิ์ พนักงานช่างจิวเวอรี่ ได้รับบาดเจ็บที่มือเพราะโดนเศษกระจกบาดและมีอาการหูอื้อ ซึ่งทั้งสองรายได้รับการทำแผลและพักรักษาตัวยังที่พักแล้ว 

ทั้งนี้ ยังได้รับรายงานของนางสาวสิริอร ศรีวิรุฒ อาสาสมัครแรงงานในต่างประเทศ (อสรต.) ซึ่งเป็นชาวต่างประเทศที่ทำหน้าที่เป็นเครือข่ายอาสาสมัครแจ้งข้อมูลข่าวสารด้านแรงงานของประเทศเลบานอน ว่า สถานการณ์โดยทั่วไป ขณะนี้ทางการเลบานอนได้ประกาศให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัย สวมถุงมือเนื่องจากมีสารเคมีแอมโมเนียฟุ้งกระจาย และอากาศในกรุงเบรุตมีมลพิษฟุ้งกระจาย หากสูดดมเข้าไปในร่างกายจะทำให้มีอาการแสบจมูกและคันตามตัวอีกทั้งต้องหาน้ำสะอาดดื่มและมีราคาสูง

โฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันมีคนไทยและแรงงานไทยเข้าไปพำนักและทำงานในประเทศเลบานอนจำนวน 170 คน ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเป็นพนักงานเจียระไนเพชร พลอย พนักงานนวดไทย สปา และเชฟ กุ๊ก เป็นแรงงานที่เป็นสมาชิกกองทุนช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ ได้รับความคุ้มครอง จำนวน 17 คน ได้รับค่าจ้างและสวัสดิการที่เหมาะสม โดยในเลบานอนจะมีสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ของไทยตั้งอยู่ ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงแรงงาน ได้กำชับให้ทูตแรงงาน สำนักงานแรงงานในประเทศซาอุดีอาระเบีย (กรุงริยาด) ติดตามสถานการณ์ในประเทศเลบานอนอย่างใกล้ชิด


กระทรวงวัฒนธรรม ปลุกกระแสเที่ยวไทยชมวิถีชีวิตประเพณึท้องถิ่นยังพื้นที่ชุมชนคุณธรรมทั่วประเทศ หวังช่วยฟื้นเศรษฐกิจจากสถานการณ์โควิด-19

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมตามรอยศาสตร์พระราชาฯ “บวร On Tour” ของชุมชนคุณธรรมวัดนาหนองจังหวัดราชบุรี  ว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายทุกภาคส่วนระดมสร้างแผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากผลกระทบของโควิด-19 กระทรวงวัฒนธรรมจึงได้ใช้โครงการ บวร On Tour  พัฒนาต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมตามรอยศาสตร์พระราชาเพื่อชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืนทั่วประเทศ โดยเริ่มต้นที่ชุมชนต้นแบบนำร่องจังหวัดละ 1 ชุมชน รวม 76 ชุมชน และพร้อมขยายเป้าหมายเป็น 1,000 ชุมชน ภายในปลายปีนี้  พร้อมเร่งรัดให้ทุกชุมชนเปิดเส้นทางท่องเที่ยว ชูเอกลักษณ์ชุมชนผสมผสานวิถีชุมชน  นำไปสู่การท่องเที่ยวชุมชน ให้เกิดการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ผ่านการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน อาหารพื้นบ้าน  โฮมสเตย์ สร้างจุดขายผ่านทางโซเชียลมีเดียกระตุ้นให้คนท่องเที่ยวภายในประเทศ 

สำหรับชุมชนคุณธรรมวัดนาหนอง เป็น 1 ในชุมชนต้นแบบนำร่องที่มีความโดดเด่น ประชาชนส่วนใหญ่สืบเชื้อสายไท-ยวนสืบสาน และอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น ชาวบ้านใช้พลังบวรพัฒนาศักยภาพของพื้นที่ นำวัฒนธรรมมาต่อยอดพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน มีการสร้างผู้นำต้นแบบในการใช้ชีวิต ให้คนรุ่นหลังเลียนแบบเรื่องดีๆ รวมถึงมีการประชุมประชาคมทุกสิ้นเดือน ทำให้ทุกเรื่องราว ได้รับการแก้ปัญหา แบบเบ็ดเสร็จตลอดจนมีการพัฒนาชุมชนได้อย่างดี 


กรมอนามัย จับมือองค์การอนามัยโลก ยูนิเซฟ มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย เดินหน้ารณรงค์ ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

นายแพทย์อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า สัปดาห์นมแม่โลกในปีนี้ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNICEF) และมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย จัดการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ สัปดาห์นมแม่โลกในเดือนวันแม่แห่งชาติ ภายใต้แนวคิด "รักลูก รักเรา รักษ์โลก สนับสนุนให้ลูกกินนมแม่” เพื่อเน้นย้ำให้ทุกคนในสังคม ช่วยกันสนับสนุนให้เด็กทุกคนได้กินนมแม่ ให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน ช่วยกันปกป้องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของประเทศไทย เนื่องจากไทยมีอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน เพียงร้อยละ 23.1 และมีเด็ก ที่ได้กินนมแม่ต่อเนื่องจนถึง 2 ปี เพียงร้อยละ 13 ทั้งที่ นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโต พัฒนาการทั้งกาย ใจ สติปัญญา และเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน อีกทั้งยังมีประโยชน์ต่อแม่ ช่วยลดการตกเลือดหลังคลอด มดลูกเข้าอู่เร็ว น้ำหนักตัวกลับสู่สภาพเดิมได้เร็วขึ้น ลดโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ แถมนมแม่ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นอาหารจากธรรมชาติ 

ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมกลุ่มเด็กที่พ่อแม่จำเป็นต้องไปทำงาน ปล่อยให้เด็กอยู่กับ ปู่ ย่า ตา ยาย กรมอนามัย ได้ร่วมกับบริษัทขนส่งจำกัด บริษัทนครชัยแอร์ และสายการบินไทยแอร์เอเชีย ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกัน เพื่อขนส่งนมแม่แช่แข็งจากทั่วประเทศจัดส่งให้กับลูกที่อยู่กับปู่ ย่า ตา ยายในต่างจังหวัดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อส่งเสริมให้ลูกมีโอกาสได้กินนมแม่จนครบ 6 เดือน และสำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมาอาจเกิดความกังวลและสับสนในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ กรมอนามัยจึงขอเน้นย้ำให้คุณแม่หลังคลอดทุกคน สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ตามปกติ แต่ควรระวังการสัมผัสเชื้อ โดยต้องล้างมือก่อนสัมผัสทารกและสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดเวลา หลีกเลี่ยงการไอหรือจามขณะให้นมลูก และในส่วนของ ผู้ที่ต้องการบริจาคสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค หรือนมผง ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมอนามัย เพื่อให้ไม่เกิดการละเมิดพระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ.2560


ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : ธนพิชฌน์ แก้วกา

ผู้เรียบเรียง : ธนพิชฌน์ แก้วกา

แหล่งที่มา : สำนักข่าว