สรุปข่าวประจำสัปดาห์ ( 27- 30 กรกฎาคม 2563)

31 ก.ค. 2563 | เข้าชม : 246

สรุปข่าวประจำสัปดาห์ ( 27- 30 กรกฎาคม 2563)


27 กรกฎาคม 2563

ถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 

สมเด็จพระสังฆราช มีพระดำรัสถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระดำรัส ถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2563 ความว่า ขอถวายพระพร เจริญพระราชสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล พระชนมสุขทุกประการ จงมีแด่ สมเด็จพระบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ

อภิลักขิตสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา ของสมเด็จพระบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่งแล้ว อาตมาภาพในนามคณะสงฆ์ ขอตั้งกัลยาณจิตร่วมกับปวงชนชาวไทย สำแดงความโสมนัสและถวายพระพรชัยมงคล 

อันว่า “ชัยมงคล” สำหรับพระมหากษัตริย์ ตามที่โบราณบัณฑิตฝ่ายอาณาจักร ยกย่องสรรเสริญไว้ ย่อมได้แก่การที่พระมหากษัตริย์สามารถเสด็จสถิตในที่พระเจ้าราชาธิราช มีชัยเหนือกว่าผู้ปกครองอาณาจักรน้อยใหญ่ทั่วปฐพีดล ชนะหมู่ชนผู้เป็นราชปัจจามิตร ด้วยฤทธิอำนาจแห่งพระราชศัสตราบ้าง ด้วยกำลังแห่งพยุหเสนาทวยหาญบ้าง ด้วยการเบียดเบียนตอบโต้ผู้รุกรานบ้าง ตามประเพณีขัตติยราชชาตินักรบ อย่างไรก็ดี อันว่าวิธีประสบ “ชัยมงคล” สำหรับบุคคลผู้เป็นสัตบุรุษพุทธาทิบัณฑิต ตามอนุศาลนีฝ่ายพุทธจักร ย่อมพึงอนุวัตตามพระบรมพุทโธวาท ซึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมหากรุณาประทานไว้ว่า “พึงชนะคนตระหนี่ด้วยการให้ พึงชนะคนไม่ดีด้วยความดี พึงชนะคนโกรธ ด้วยความไม่โกรธ และพึงชนะคนพูดปด ด้วยความจริง” 

สมเด็จพระบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ทรงตั้งพระบรมราชปณิธานที่จะทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า สืบมามิขาดสาย จึงทรงมุ่งมั่นดำเนินพระบรมราโชบายด้วยโกศลวิธี ทั้งฝ่ายอาณาจักรและฝ่ายพุทธจักร เพื่อพิทักษ์รักษาพสกนิกร ให้ประสบความสุขสโมสรร่มเย็น เช่น ทรงพระมหากรุณาพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ และพระบรมราชูปถัมภ์ เผื่อแผ่เอื้ออารีแก่มหาชนทั่วหน้า ทรงแกล้วกล้าด้วยพระราชวิริยอุตสาหะ ยังให้ทรงสำเร็จพระราชกรณียกิจด้วยดี ทรงพระขันติคุณหนักแน่นต่อโลกธรรมฝ่ายอนิฎฐารมณ์ที่อาจจรเข้ามาพ้องพาน โดยมิได้ทรงโต้แย้งเบียดเบียนสนองตอบ และทรงตั้งพระราชสัตยาธิษฐานโดยชอบ ที่จะทรงครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป 

ณ อุดมสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา จึงขออัญเชิญนิพนธคาถา แห่งสุขาภิยาจนคาถา มากล่าวอ้างเป็นสัจจวาจา ว่า 

มาตา ปิตา จ อตฺรชํ   นิจฺจํ รกฺขนติ ปุตฺตกํ  เอวํ ธมฺเมน ราชาโน ปชํ รกฺขนตุ สพฺพทาฯ 

ความว่า มารดาและบิดาย่อมถนอมบุตรน้อย อันบังเกิดในตนเป็นนิตย์ฉันใด พระราชาจงทรงรักษาประชาราษฎร์โดยชอบในกาลทั้งปวงฉันนั้น 

ด้วยเดชะแห่งสัจจวาจานี้ ขอประชาราษฎร์ทั้งปวง จงสมัครสมานสามัคคี ประพฤติปฏิบัติตนเป็นเสมือนลูกที่ดี พร้อมเพรียงกันทำนุบำรุงชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ให้วัฒนาสถาพร เพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ผู้ทรงตั้งพระราชหฤทัยมั่น ในอันที่จะทรงรักษาประชาราษฎร์โดยชอบดุจดั่งบิดรมารดา จักได้ทรงเบิกบานพระราชหฤทัย ทรงบริบูรณ์ด้วยพระกำลังที่จะทรงยังราชอาณาจักรไทย ให้ร่มเย็นเป็นสุข ด้วยเดชะพระบารมี

ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยและพระราชกุศลธรรมจริยา จงอภิบาลรักษา สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ให้ทรงพระเจริญด้วยจตุรพิธพรชัย เสด็จสถิตเป็นมิ่งขวัญหลักชัยแห่งราชอาณาจักรไทยสืบไป ตลอดกาลนาญ เทอญ


28 กรกฎาคม 2563

เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 

นายกรัฐมนตรี เป็นประธานทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยนางนราพร จันทร์โอชา เป็นประธานทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 69 รูป  เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 68 พรรษา  28 กรกฎาคม 2563 บริเวณท้องสนามหลวง มีสมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดยานนาวา เป็นประธานฝ่ายสงฆ์  ประธานศาลฎีกา ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรีและคู่สมรส ส่วนราชการในพระองค์ ประธานองค์กรอิสระ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้บัญชาการเหล่าทัพและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ภาคเอกชน ประชาชน ร่วมพิธี

โดยนิมนต์พระสงฆ์ จากวัดในกรุงเทพมหานคร รับบิณฑบาต สำหรับสิ่งของและอาหารแห้งที่ได้รับบิณฑบาตนี้ จะนำไปบริจาคให้สถานสงเคราะห์และส่วนหนึ่งจะถูกนำไปถวายให้วัดที่ขาดแคลนต่อไป

นอกจากนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ประจำปีพุทธศักราช 2563 โดยมีคณะรัฐมนตรีข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ พนักงานรัฐวิสาหกิจและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียงกัน


นายกรัฐมนตรีและภริยา ลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2563

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนางนราพร จันทร์โอชา ภริยา พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีและคู่สมรส ลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2563 ณ ห้องแดง อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อแสดงความจงรักภักดี นอกจากนี้ยังมีหัวหน้าส่วนราชการระดับสูงจากหน่วยงานต่างๆ เอกอัครราชทูตและผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ ตลอดจนคณะบุคคลจากหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ทยอยเดินทางมาลงนามถวายพระพร ภายในศาลาสหทัยสมาคม ส่วนประชาชนพร้อมใจกันสวมเสื้อสีเหลือง ร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล ภายในเต็นท์บริเวณสนามหญ้า ด้านข้างศาลาลูกขุน ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีเช่นกัน 

นางประนอม หัดที หนึ่งในประชาชนที่มีโอกาสร่วมลงนามถวายพระพร แล้ว กล่าวว่า ตั้งใจเดินทางมาจากอำเภอมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อร่วมลงนามครั้งนี้ รู้สึกปลาบปลื้มใจ ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและแสดงออกถึงความจงรักภักดีที่มีโอกาสเดินทางมา

ทั้งนี้ สำนักพระราชวัง จะเปิดให้ประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร ในพระบรมมหาราชวังได้จนถึงเวลา 17.00 น.วันนี้ ขณะที่ในเวลา 19.00 น.วันนี้ นายกรัฐมนตรีและภริยาจะเดินทางไปเป็นประธานในพิธีถวายเครื่องราชสักการะและพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล ณ เวทีท้องสนามหลวง


นายกรัฐมนตรี เปิดงานจิตอาสา“ชีวิตวิถีใหม่ใต้ร่มพระบารมี…เราสร้างไปด้วยกัน” ในรูปแบบวิถีชีวิตใหม่ เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมภริยา เป็นประธานเปิดงานจิตอาสา“ชีวิตวิถีใหม่ใต้ร่มพระบารมี…เราสร้างไปด้วยกัน” ในรูปแบบวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) เพื่อจัดกิจกรรมบําเพ็ญสาธารณประโยชน์และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2563 บริเวณท้องสนามหลวง ระหว่างวันที่ 28 – 31 กรกฎาคม2563 ตั้งแต่เวลา 09.00 น.– 18.00 น. 

ภายในงานได้จัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติต่างๆ มาจัดแสดงให้กับประชาชนและเยาวชนได้ชื่นชมในพระบารมี โดยเฉพาะพระราชกรณียกิจต่างๆ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนไทย ทั้งด้านการเกษตร ด้านสาธารณสุข ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมอาชีพให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 รวมถึงยังมีหน่วยงานราชการกว่า 20 กระทรวงและภาคเอกชนกว่า 10 บริษัทเข้าร่วมจัดงานภายในท้องสนามหลวงด้วย

จากนั้น นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยประธานรัฐสภาและประธานศาลฎีกา ร่วมกันประกอบอาหารและแจกจ่ายให้ประชาชนที่ไปร่วมกิจกรรมจิตอาสาฯ เช่น กะเพราไก่ กะเพรารวมมิตรไส้กรอก ผัดไท บริเวณเต็นท์ “ครัว ครม.” ก่อนเดินเยี่ยมชมการจัดกิจกรรมจิตอาสาของหน่วยงานต่างๆ 


นายกรัฐมนตรี นำประชาชนไทยจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำปี 2563

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยภริยา ถวายความเคารพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมวางพานพุ่มและรับมอบโคมเทียนเพื่อจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2563 ณ เวทีใหญ่ ท้องสนามหลวง 

จากนั้น นายกรัฐมนตรี นำร้องเพลงสดุดีจอมราชา 2 จบ และกล่าวนำทรงพระเจริญ 3 ครั้ง เพื่อแสดงความจงรักภักดี ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เช่น ประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา ประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ผู้บัญชาการเหล่าทัพและตำรวจ ภาคีเครือข่ายภาคเอกชน ได้ถวายเครื่องราชสักการะและวางพานพุ่ม เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมทั้งยังมีการจัดแสดงบินโดรนแปรอักษรและขบวนแสงสีบนท้องฟ้าเทิดพระเกียรติ จำนวน 500 ลำ แปรอักษรประกอบบทเพลงเทิดพระเกียรติ 2 ชุด รวม 11 แบบ ประกอบด้วย ชุดที่หนึ่ง "เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" มี 6 ชุด ส่วนชุดที่สอง "ในหลวงทรงห่วงใย"  มี 5 ชุด บริเวณสนามฟุตบอลของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ 


สามเหล่าทัพ พร้อมใจยิงสลุตหลวง 21 นัด เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 

ทหาร 3 เหล่าทัพ ประกอบด้วย กองทัพบก กองทัพเรือและกองทัพอากาศ ทำการยิงสลุตหลวง 21 นัด เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 68 พรรษา 28 กรกฎาคม 2563

กองทัพบก โดย กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 1 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ ยิงสลุตหลวง 21 นัด ณ ท้องสนามหลวง ขณะที่กองทัพเรือ โดยฐานทัพเรือกรุงเทพ ทำการยิงสลุตหลวง 21 นัด ณ ป้อมวิไชยประสิทธิ์ พระราชวังเดิม กองทัพเรือ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ และกองทัพอากาศ โดยกรมทหารต่อสู้อากาศยานรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน ทำการยิงสลุตหลวง 21 นัด ณ ลานอเนกประสงค์ โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช

สำหรับการยิงสลุต ถือเป็นธรรมเนียมที่ทุกประเทศทั่วโลก ได้ยึดถือสืบทอดกันมาแต่ครั้งโบราณ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพให้แก่ชาติ หรือธง หรือบุคคล โดยยิงปืนใหญ่ด้วยดินดำ หรือดินไม่มีควัน หลักเกณฑ์การยิงสลุตในปัจจุบัน หากเป็นงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา งานพระราชพิธีฉัตรมงคล หรือวันพระราชสมภพสมเด็จพระบรมราชินี หรือสมเด็จพระยุพราช รวมถึงงานต้อนรับพระมหากษัตริย์ หรือประมุขแห่งรัฐยิงสลุตจำนวน 21 นัด


กระทรวงมหาดไทย เผยประชาชนจิตอาสาทั่วประเทศ พร้อมใจกันสวมเสื้อสีเหลืองทำกิจกรรมจิตอาสา “ชีวิตวิถีใหม่ใต้ร่มพระบารมี...เราสร้างไปด้วยกัน” 

นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงมหาดไทยได้แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาดำเนินการจัดกิจกรรมจิตอาสา “ชีวิตวิถีใหม่ใต้ร่มพระบารมี...เราสร้างไปด้วยกัน” ทุกจังหวัดทั่วประเทศเพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2563 โดยบูรณาการร่วมกับส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาชน และจิตอาสาพระราชทานในพื้นที่ในการจัดกิจกรรมจิตอาสาเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ซึ่งได้รับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคมจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รวมทั้งเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ในแบบชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) 

สำหรับผลการดำเนินกิจกรรมจิตอาสา “ชีวิตวิถีใหม่ใต้ร่มพระบารมี...เราสร้างไปด้วยกัน” ในส่วนภูมิภาค พบว่า ประชาชนรวมถึงจิตอาสาพระราชทานทั่วประเทศต่างพร้อมใจกันสวมเสื้อสีเหลืองและร่วมแรงแข็งขันในการจัดกิจกรรมจิตอาสาฯ ด้วยความพร้อมเพรียง ทั้งกิจกรรมจิตอาสาเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ด้วยความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณทำให้ประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรมได้รับประโยชน์ ทั้งด้านความรู้เพื่อนำไปประกอบอาชีพและสร้างรายได้เพื่อตนเอง ครอบครัวและชุมชน รวมถึงได้รับความสุขจากการเข้ารับบริการหน่วยงานต่างๆ ของทุกจังหวัดอีกด้วย ทั้งนี้ ทุกจังหวัดได้ดำเนินการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด- 19 อย่างเคร่งครัด

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวอีกว่า ในแต่ละจังหวัดได้มีการพิจารณาจัดกิจกรรมจิตอาสา “ชีวิตวิถีใหม่ใต้ร่มพระบารมี...เราสร้างไปด้วยกัน” อย่างต่อเนื่องในพื้นที่ตามความเหมาะสมไปจนถึงวันที่ 12 สิงหาคม 2563 


พสกนิกรทั่วสารทิศพร้อมใจสวมใส่เสื้อสีเหลือง ร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 

ตลอดทั้งวันนี้ (28 ก.ค.63) ประชาชนจากทั่วสารทิศ ซึ่งส่วนใหญ่พร้อมใจส่วมใส่เสื้อสีเหลือง ทยอยเดินทางมาที่พระบรมมหาราชวังอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2563 หลังจากทางสำนักพระราชวัง ได้จัดเตรียมพื้นที่บริเวณสนามหญ้า ด้านข้างศาลาลูกขุน ในพระบรมมหาราชวัง ให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้าร่วมแสดงความจงรักภักดีได้จนถึงเวลา 17.00 น.ที่ผ่านมา

นางสาวกาญจนา มาลัยทอง หนึ่งในประชาชนที่ลงนามถวายพระพรแล้ว กล่าวด้วยความปลาบปลื้มปิติว่า ตนเองตั้งใจเดินทางมาจากจังหวัดลำปาง เพราะตั้งใจจะมาร่วมในพิธีสำคัญของประชาชนคนไทยทุกครั้งที่มีโอกาส ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและความจงรักภักดีในสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยและถือโอกาสนี้ไหว้พระตามวัดต่างๆ รอบเกาะรัตนโกสินทร์ เพื่อรอเวลาร่วมในพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล

นอกจากนี้ บริเวณโดยรอบท้องสนามหลวง หน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้ร่วมกันจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติในด้านต่างๆ ภายใต้ชื่องาน ชีวิตวิถีใหม่ใต้ร่มพระบารมี…เราสร้างไปด้วยกัน ซึ่งน้อมนำพระราชกรณียกิจที่สำคัญมาจัดแสดงให้ความรู้และสร้างประโยชน์แก่ประชาชน อาทิ ด้านการเกษตร  ด้านสาธารณสุข  ด้านสิ่งแวดล้อม  รวมถึงการส่งเสริมอาชีพ ฯลฯ โดยได้รับความสนใจจากประชาชนเข้าชมงานและร่วมกิจกรรมอย่างมาก ซึ่งนิทรรศการดังกล่าวจะจัดไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2563  ระหว่างเวลา 09.00 น.-18.00 น. ที่บริเวณท้องสนามหลวง


การเมือง/มั่นคง

27 กรกฎาคม 2563

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ อัยการสูงสุด สั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการสั่งไม่ฟ้องทายาทเครื่องดื่มชูกำลัง

พันตำรวจเอก กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการดำเนินคดีอาญากับนายวรยุทธ อยู่วิทยา ทายาทเครื่องดื่มชูกำลัง คดีขับรถชนดาบตำรวจวิเชียร กลั่นประเสริฐ ตำรวจนครบาลทองหล่อ เสียชีวิตเมื่อปี 2555 เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินการของข้าราชการตำรวจว่าเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และคำสั่งที่เกี่ยวข้องหรือไม่ ให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยมอบหมายให้พลตำรวจเอก ศตวรรษ หิรัญบูรณะ ที่ปรึกษาพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นประธาน พร้อมคณะกรรมการ รวม 10 ราย โดยให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันที่รับทราบคำสั่ง พร้อมรายงานผลให้ทราบเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ขณะเดียวกัน นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบการพิจารณาสั่งคดีนายวรยุทธ ว่าการพิจารณาสั่งไม่ฟ้องสำนวนคดีดังกล่าว เป็นไปตามหลักกฎหมายระเบียบที่เกี่ยวข้อง และมีเหตุผลในการพิจารณาสั่งคดีอย่างไร โดยมีนายสมศักดิ์ ติยะวานิช รองอัยการสูงสุด เป็นหัวหน้าคณะทำงาน พร้อมคณะทำงานรวม 7 คน โดยให้อำนาจเรียกสำนวนมาตรวจสอบ รวมถึงสอบถามบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยให้ดำเนินการโดยด่วนที่สุดและให้รายงานผลภายในสัปดาห์นี้


29 กรกฎาคม 2563

นายกรัฐมนตรี ยืนยันไม่ห้ามการชุมนุมขอให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่ยอมรับมีความเป็นห่วงเพราะทุกคนเป็นบุคลากรของชาติ

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า มีความเป็นห่วงเรื่องการชุมนุมของกลุ่มนักศึกษา เพราะเป็นบุคลากรของชาติที่มีแรงขับเคลื่อนสูง โดยไม่ได้ห้ามการชุมนุม แต่ต้องเป็นไปตามกฎหมาย อยากให้เข้าใจวิธีการและกระบวนการต่างๆ ทุกอย่างมีทางออกตามกระบวนการสภาฯ และขออย่าก้าวล่วงผู้อื่นและไม่ใส่ร้ายสิ่งที่ไม่บังควร

ส่วนที่กลุ่มอาชีวะ นัดชุมนุมปกป้องสถาบันวันที่ 30 กรกฎาคมนี้ ได้พูดคุยกับตัวแทนของกลุ่มอาชีวะศึกษาแล้ว ว่าขออย่าเคลื่อนไหว เกรงจะลุกลามบานปลาย ซึ่งกลุ่มอาชีวะก็รับปากว่าจะไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ


30 กรกฎาคม 2563

ประธานสภาผู้แทนราษฎร ยืนยันมีอำนาจยุบคณะกรรมาธิการสอบคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา เหลือคณะเดียวได้หากซ้ำซ้อนหลังพบมี 4 คณะกรรมาธิการตรวจสอบ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฏร กล่าวถึงกรณีที่หลายกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ทั้งคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน , คณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปราบการทุจริตประพฤติมิชอบ , คณะกรรมาธิการการตำรวจ และคณะกรรมาธิการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน ได้พิจารณาตรวจสอบกรณีอัยการสั่งไม่ฟ้องคดี นายวรยุทธ อยู่วิทยา ทายาทเครื่องดื่มชูกำลังชื่อดัง ว่า เรื่องนี้ต้องดูปัญหาการทำหน้าที่ของแต่ละคณะกรรมาธิการว่ามีความซ้ำซ้อนหรือไม่ หากมีการเชิญซ้ำซ้อนเรื่องเดียวกันหลายคณะกรรมาธิการนั้นเป็นเรื่องที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะวินิจฉัยว่าจะให้คณะกรรมาธิการชุดใดเป็นผู้พิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งที่ผ่านมามีการดำเนินการในลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง แต่ในกรณีนี้ยังไม่มีปัญหา ซึ่งหากมีปัญหาสามารถแจ้งมาที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณารายละเอียดได้

ส่วนคณะกรรมาธิการชุดใดที่ควรพิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะนั้น ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ต้องดูรายละเอียดว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับใครและอยู่ในความรับผิดของกรรมาธิการชุดใด แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถตอบได้เพราะต้องมีการหารือกันก่อน


นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำบังคับใช้กฎหมายด้านเทคโนโลยี สอดรับกับสถานการณ์ในประเทศ พร้อมยอมรับเป็นห่วงการชุมนุมให้ตำรวจใช้กฎหมายอย่างเหมาะสม 

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. และ ก.ต.ช. ว่า ได้เน้นย้ำการบังคับใช้กฎหมายในด้านเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยให้ตั้งหน่วยงานดำเนินการกับคดีด้านนี้เพราะมีผู้ร้องเรียนจำนวนมาก ทั้งนี้เรื่องกำลังพลเป็นการเกลี่ยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและย้ำว่าในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำหน้าที่อย่างโปร่งใสมีประสิทธิภาพและตรวจสอบได้ รวมถึงจะต้องปฏิบัติงานอย่างระมัดระวังและมีความชอบธรรม ซึ่งหลายคนทราบดีว่ายังมีคนฝ่าฝืนกฎหมายจึงจำเป็นต้องดำเนินการในหลายกรณีที่เกิดขึ้นให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยเพื่อคนในประเทศและให้บ้านเมืองมีเสถียรภาพ

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า มีความเป็นห่วงการชุมนุมที่เกิดขึ้นในขณะนี้ โดยกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพิจารณาการใช้กฎหมายที่เหมาะสม พร้อมเห็นว่าไม่จำเป็นต้องสั่งการใดๆมากเป็นพิเศษ

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องการลงโทษผู้กระทำผิดต่างๆ โดยให้แนวทางว่าให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้แจงข้อมูลสถิติตัวเลขว่าได้ดำเนินการในคดีต่างๆ มีประเภทใด จำนวนเท่าใด และมีการลงโทษอย่างไรบ้าง โดยสรุปเป็นรายเดือน เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบและกระตุ้นให้ทุกคนให้ความสำคัญกับกฎหมาย และการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งไม่ว่าใครก็ตามที่กระทำผิดก็ต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย


ประธานวิปฝ่ายค้าน แนะนายกรัฐมนตรีดูแลความปลอดภัยการชุมนุมของนักศึกษา พร้อมปฏิเสธกระแสข่าวพรรคเพื่อไทยส่งคุณหญิงสุดารัตน์ ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน เปิดเผยว่า ในวันนี้ ฝ่ายค้านได้ตั้งกระทู้ถามสดไปยังรัฐบาลถึงปัญหาภัยแล้ง ปัญหาบ่อนการพนันและที่สำคัญคือ มาตรการของรัฐบาลในการดูแลการชุมนุมของกลุ่มนักศึกษาที่ขณะนี้มีกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลเกิดขึ้นเพื่อเผขิญหน้ากัน จึงขอให้นายกรัฐมนตรี กำชับดูแลเรื่องความปลอดภัยการชุมนุมของนักศึกษา พร้อมกันนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่าในอดีตเคยมีการใช้ม็อบจัดตั้งขึ้นมา เพื่อให้เกิดการเผชิญหน้า หรือม็อบชนม็อบหลายครั้ง จนทำให้เกิดความสูญเสียและนำมาสู่การยึดอำนาจอย่างปี 2549 และ 2557 ส่วนตัวเชื่อว่าประชาชนจะรู้ว่ารัฐบาลไม่จริงใจที่จะแก้ไขปัญหาตามข้อเรียกร้องของกลุ่มนักศึกษา แต่เป็นการขยายความขัดแย้งและสุดท้ายจะจบแบบนี้ทุกคนได้รับความเสียหาย แต่หากเป็นม็อบที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ส่วนตัวก็เคารพและให้ความเป็นธรรม

นายสุทิน กล่าวถึงกระแสข่าวที่พรรคเพื่อไทย จะส่งคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ว่า เรื่องนี้เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและได้รับคำยืนยันจากคุณหญิงสุดารัตน์แล้วว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง เพราะการคัดสรรผู้สมัครเป็นเรื่องของกรรมการบริหารพรรค แต่อาจเข้าใจผิดเพราะคุณหญิงสุดารัตน์เป็นผู้ดูแลเรื่องนี้ ยืนยันว่าทางพรรคฝ่ายค้านยังไม่มีการหารือเรื่องนี้เพราะเห็นว่ายังมีเวลาอีกนาน


เศรษฐกิจ/ท่องเที่ยว

27 กรกฎาคม 2563

กรมการพัฒนาชุมชน เลือก 28 ศิลปินโอทอป ประจำปี 2563 เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติอนุรักษ์และสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงไว้ในแผ่นดิน

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กรมการพัฒนาชุมชนได้พิจารณาคัดเลือกศิลปิน OTOP ประจำปีงบประมาณ 2563 เรียบร้อยแล้ว เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานศิลปิน OTOP โดยมีผู้ที่ได้รับการคัดเลือกทั้งสิ้น 28 คน จาก 18 จังหวัด แบ่งเป็นประเภทผ้าและเครื่องแต่กาย จำนวน 15 คน และประเภทของใช้ของตกแต่ง ของที่ระลึก จำนวน 13 คน จากการคัดเลือกและลงคะแนนโดยพิจารณาจากข้อมูลที่คณะกรรมการกลั่นกรองฯคัดเลือกไว้ทั้งหมดจำนวน 80 คน 

“โครงการ “ศิลปิน OTOP” ดำเนินการเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติและเผยแพร่ผลงานของบุคคลที่ได้อนุรักษ์ สืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ OTOP โดยดำเนินการคัดเลือก “ศิลปิน OTOP” จากทั่วประเทศที่มีผลงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์ และได้รับการยอมรับ ด้านคุณภาพและมาตรฐานอย่างกว้างขวาง

สำหรับหลักเกณฑ์การคัดเลือกศิลปิน OTOP ที่นำมาพิจารณา ประกอบด้วย 5 หลักการสำคัญ คือ 1.มีการศึกษา คันคว้า การอนุรักษ์ภูมิปัญญา 2.มีการสร้างสรรค์ผลงานที่มาจากภูมิปัญญาท้องถิ่น 3.มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ 4.ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ หรือรางวัลต่างๆ 5.เรื่องราวความเป็นมาของผลิตภัณฑ์ (Story) 

กรมการพัฒนาชุมชน ดำเนินการคัดเลือกผลงานศิลปิน OTOP ที่ผ่านมา โดย ปีงบประมาณ 2559 จำนวน 100 คน ปีงบประมาณ 2560 จำนวน 32 คน ปีงบประมาณ 2561 จำนวน 24 คน และปีงบประมาณ 2562 จำนวน 19 คน รวมทั้งสิ้น 175 คน ซึ่งได้มีการจัดแสดงประวัติ และผลงานของศิลปิน OTOP ในงานของกรมการพัฒนาชุมชนมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่งาน OTOP Midyear 2561 จนถึงปัจจุบัน


กระทรวงคมนาคม สรุปสถานการณ์การเดินทางสะสมของประชาชนระหว่างวันที่ 24 -26 กรกฎาคม มีผู้ใช้บริการขนส่งสาธารณะกว่า 5.7 ล้านคน

นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงภาพรวมการเดินทางและการอุบัติเหตุของประชาชนในช่วงวันหยุดระหว่างวันที่ 24 - 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา ว่า กระทรวงคมนาคม ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนเพื่ออำนวยความสะดวก รวดเร็ว และดูแลความปลอดภัยการเดินทางของประชาชน รวมถึงการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด-19 ในช่วงวันหยุดต่อเนื่องระหว่างวันที่ 24 - 28 กรกฎาคม 2563 โดยมีประชาชนเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะสะสมระหว่างวันที่ 24 -26 กรกฎาคม 2563 สูงกว่าประมาณการร้อยละ 2.11  รวมจำนวนกว่า 5,727,443 เที่ยวคน สามารถรองรับการเดินทางของประชาชนได้อย่างเพียงพอ ไม่มีผู้โดยสารตกค้าง อย่างไรก็ดีพบว่ามีจำนวนผู้ใช้บริการเดินทางด้วยรถ บขส. ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ มีปริมาณการจราจรเข้า – ออกกรุงเทพฯ จำนวน 8,163,831 คัน ต่ำกว่าประมาณการร้อยละ 9.97 ส่วนใหญ่เป็นรถยนต์ส่วนบุคคล 

ส่วนสถานการณ์การเกิดอุบัติเหตุบนโครงข่ายทางถนนที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม มีจำนวนอุบัติเหตุเกิดขึ้น 230 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 36 คน บาดเจ็บ 188 คน บริเวณที่เกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่เป็นทางตรงร้อยละ 76.96  สาเหตุสำคัญเกิดจากการขับรถเร็วเกินกำหนด โดยเกิดที่จังหวัดชลบุรี มากที่สุดจำนวน 16 ครั้ง สำหรับอุบัติเหตุที่มีรถจักรยานยนต์เกี่ยวข้องจำนวน 62 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 24 คน ทั้งนี้ ไม่มีการเกิดอุบัติเหตุในบริการขนส่งสาธารณะทั้งทางบก ทางน้ำ ทางรางและทางอากาศ

นอกจากนี้ ในการตรวจความพร้อมของรถโดยสารสาธารณะ ณ จุดตรวจความพร้อม 121 แห่ง จำนวน 36,297 คัน พบข้อบกพร่อง 31 คัน ได้สั่งให้แก้ไข 30 คัน และเปลี่ยนรถ  1 คัน ส่วนความพร้อมของท่าเรือ/แพ พบมีเรือโดยสารไม่พร้อมใช้งานโดยสั่งห้ามใช้ 1 ลำ ด้านการปฏิบัติงานของพนักงานขับรถ เจ้าหน้าที่รถไฟ รถไฟฟ้า และผู้ประจำเรือไม่พบว่ามีการดื่มแอลกอฮอล์ หรือใช้สารเสพติดแต่อย่างใด  


28 กรกฎาคม 2563

รมว.วัฒนธรรม เตรียมรายงานภาพรวมกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงวันหยุดยาว 4 วัน ให้คณะรัฐมนตรีรับทราบ พบท่องเที่ยวระยอง ชลบุรี คึกคัก

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า  ในวันพรุ่งนี้ ( 29 ก.ค.) เตรียมรายงานให้คณะรัฐมนตรีรับทราบถึง ภาพรวมการท่องเที่ยวและการกระตุ้นเศรษฐกิจตลอดวันหยุดยาว 4 วันที่ผ่านมา  โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดระยอง การท่องเที่ยวเป็นไปอย่างคึกคัก เช่นเดียวกับที่ชายหาดบางแสน ตำบลแสนสุข อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี และสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ในจังหวัดชลบุรี ที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ถือว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นกลับมาโดยเร็ว แต่ทั้งนี้ยังคงต้องเน้นย้ำเรื่องมาตรการด้านสาธารณสุข ซึ่งภาพรวมประชาชนให้ความร่วมมือ  สวมใส่หน้ากาก ดูแลสุขอนามัยดี แต่ยอมรับในส่วนของการเว้นระยะห่างยังไม่ค่อยดีนัก ซึ่งต้องเฝ้าระวัง 

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของข้อกังวลเรื่องมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวยังชายหาดบางแสนจำนวนมากแต่หนาแน่นั้น ขอยืนยันว่า ทางเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขและมีจุดคัดกรอง ซึ่งการดำเนินการที่ผ่านมาถือว่าผ่านไปได้ด้วยดี แม้จะมีปัญหาด้านการจราจรอยู่บ้าง แต่สามารถบริหารจัดการได้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวอีกว่า ส่วนการผ่อนปรนให้กองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ เข้ามาดำเนินการถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทย นั้น 

ล่าสุด กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่เป็นหน่วยงานดูแลโดยตรงได้รายงานไปยัง ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ชุดใหญ่ ว่าได้มีการขออนุญาตถ่ายทภาพยนตร์ประเทศไทยประมาณ 7 เรื่อง ระยะเวลายาวไปจนถึงเดือนธันวาคมนี้ 


29 กรกฎาคม 2563

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ นำร่องเปิดประมูลบ้านมือสองออนไลน์ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดสมุทรปราการ 

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส. นำร่องเปิดประมูลบ้านมือสองออนไลน์ครั้งแรกผ่าน Application : G H Bank Smart NPA ระหว่างเวลา 14.00 น.-16.00 น. ของวานนี้ (29 ก.ค. 63) โดยคัดทรัพย์ใหม่ 7 รายการ สภาพดี ทำเลเด่นและยังไม่เคยนำออกประมูลมาก่อน โดยเป็นทรัพย์ที่ตั้งอยู่บริเวณกลางเมืองและใกล้กับแนวรถไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดสมุทรปราการ มาเปิดประมูลพร้อมกันแบบ New Normal ด้วยราคาเริ่มต้นประมูลที่ลดราคาสูงสุดถึงร้อยละ 20 จากราคาปกติ ทั้งนี้พบว่ามีลูกค้าประชาชนให้ความสนใจลงทะเบียนเข้าร่วมประมูลทั้งสิ้นจำนวน 238 ราย สามารถจำหน่ายทรัพย์ได้ทั้งสิ้น 5 รายการ คิดเป็นมูลค่ารวม 17.64 ล้านบาท โดยทรัพย์ที่มีผู้เข้าร่วมประมูลมากที่สุดคือ บ้านเดี่ยว 2 ชั้น เนื้อที่ 60 ตารางวา ในโครงการดีไลท์ บางนา - ศรีนครินทร์ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ส่วนทรัพย์ที่มีผู้ประมูลได้ในราคาสูงสุดคือ ทาวน์เฮ้าส์ 3 ชั้น เนื้อที่ 40 ตารางวา ในโครงการแกรนด์ไอดีไซน์ เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ จำหน่ายได้ในราคาปิดประมูลที่ 4,500,000 บาท ขณะที่ทรัพย์รายการทาวน์เฮ้าส์ 3 ชั้น เนื้อที่ 27.7 ตารางวา ในโครงการพาทิโอ ศรีนครินทร์-พระราม 9 กรุงเทพฯ จำหน่ายได้ในราคาปิดประมูลที่ 4,260,000 บาท ถือเป็นรายการที่ราคาเพิ่มขึ้นจากราคาเริ่มต้นประมูลเพียง 20,000 บาท โดยผู้ชนะการประมูลจะได้รับ QR Code สำหรับติดต่อกับธนาคารเพื่อชำระเงินและทำสัญญาตามที่ธนาคารกำหนดภายใน 3 วันทำการนับถัดจากวันที่ประมูลพร้อมได้รับสิทธิ์ผ่อนดาวน์ 0% นานสูงสุด 60 เดือน หรือเทดาวน์แล้วยื่นกู้ทันทีผ่อนได้นานสูงสุด 40 ปี

นอกจากนี้ ธอส. ยังได้กำหนดจัดให้มีการประมูลบ้านมือสองออนไลน์ ผ่าน Application : G H Bank Smart NPA เดือนละ 1 ครั้ง ในวันที่ๆ ตรงกับเลขเดือน เช่น วันที่ 8 เดือน 8 วันที่ 9 เดือน 9 และวันที่ 10 เดือน 10 เป็นต้น โดยจะมีทรัพย์บางรายการที่เริ่มต้นประมูลด้วยราคาที่ลดลงสูงสุดถึงร้อยละ 30 จากราคาปกติ และลดเวลาประมูลเหลือ 30 นาที เพื่อความสะดวกรวดเร็วให้กับลูกค้าที่เข้าร่วมประมูลอีกด้วย


การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวภูเก็ต จัดมหกรรมการท่องเที่ยว ‘ภูเก็ต...เด็ดทั้งเกาะ’

นายนพดล ภาคพรต รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. ร่วมกับสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต จัดงานมหกรรมการท่องเที่ยว ‘ภูเก็ต...เด็ดทั้งเกาะ’ เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และฟื้นฟูการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต ตอบรับมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศของภาครัฐ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวภูเก็ตที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มีพื้นที่ประชาสัมพันธ์ จำหน่ายสินค้า และบริการให้กับผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายโดยตรงในราคาพิเศษ หวังกระตุ้นการใช้จ่ายในสถานที่ท่องเที่ยวภายในจังหวัดภูเก็ตภายในช่วงที่เหลือของปีนี้ รวมถึงเผยยุทธศาสตร์ฟื้นฟูการท่องเที่ยวเชิงรุกแบบเร่งด่วนภายใต้ ‘ภูเก็ตโมเดล..ทางรอดท่องเที่ยวไทย’ เพื่อเป็นโมเดลนำร่องให้กับการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคได้นำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ท่องเที่ยวต่อไป 

คาดว่าโครงการดังกล่าว จะช่วยกระตุ้นและจูงใจให้ผู้บริโภคไทยและชาวต่างชาติที่พำนักในประเทศไทยตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น โดยงานมหกรรมการท่องเที่ยว ‘ภูเก็ต...เด็ดทั้งเกาะ’ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม – 2 สิงหาคมนี้ ณ ลานพาร์ค พารากอน ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพฯ

ในส่วนของสถานการณ์การท่องเที่ยว ช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา มีสายการบินภายในประเทศ 5 สายการบิน 12 เที่ยวบินต่อวัน จากกรุงเทพมหานคร เกาะสมุย เชียงราย และอู่ตะเภา คาดว่าจะเริ่มบินจากพื้นที่อื่นๆ เช่น อุดรธานีและเชียงใหม่ ในเร็วๆ นี้ ซึ่งนับเป็นสัญญาณการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวภายในจังหวัด


ธนาคารแห่งประเทศไทย เผยผลกระทบโควิด-19 ต่อภาคธุรกิจไทย เดือนกรกฎาคม 2563 ผ่อนคลายลง 

ฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยผลสำรวจผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่ และ SMEs จำนวน 297 ราย กรณีผลกระทบจากโควิด-19 ต่อภาคธุรกิจไทยในเดือนกรกฎาคม 2563 ในภาพรวมพบว่า ผลกระทบจากโควิด-19 ที่มีต่อภาคธุรกิจได้ผ่อนคลายลง สะท้อนจากสัดส่วนผู้ประกอบการได้รับผลกระทบที่ลดลงต่อเนื่อง จากมาตรการผ่อนปรนการปิดเมืองที่เข้าสู่ระยะที่ 5 ซึ่งแบ่งผลการสำรวจเป็น 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ การขนส่งสินค้าและการส่งออกสินค้า พบว่า มีผู้ประกอบการที่ไม่ได้รับผลกระทบในเดือนกรกฎาคม ร้อยละ 21 ดีขึ้นกว่าเดือนมิถุนายน ที่อยู่ในระดับร้อยละ 17.2 การนำเข้าสินค้า พบว่า มีผู้ประกอบการที่ไม่ได้รับผลกระทบในเดือนกรกฎาคม ร้อยละ 33.4 ดีขึ้นกว่าเดือนมิถุนายน ที่อยู่ในระดับร้อยละ 25.9 และมาตรการ Social Distancing พบว่า มีผู้ประกอบการที่ไม่ได้รับผลกระทบในเดือนกรกฎาคม ร้อยละ 30.7 ดีขึ้นกว่าเดือนมิถุนายน ที่อยู่ในระดับร้อยละ 22.6

จากสัดส่วนผู้ได้รับผลกระทบที่ลดลง ส่งผลดีไปถึงการจ้างงาน สะท้อนจากการที่ภาคธุรกิจลดการใช้นโยบายปรับเปลี่ยนการจ้างงานลงในเกือบทุกรูปแบบ ยกเว้นบางธุรกิจในภาคที่ไม่ใช่การผลิตที่ยังคงใช้นโยบายลดชั่วโมงการทำงานมากขึ้น ได้แก่ ภาคการค้าและกลุ่มที่พักแรมและร้านอาหาร ตามกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวที่ยังกลับมาไม่มาก ในส่วนของผลกระทบด้านพฤติกรรมของผู้บริโภคและปัญหาด้านขนส่งกลับมากขึ้นในบางกลุ่ม เช่น กลุ่มผลิตเครื่องจักรและกลุ่มบริการทางการเงิน ที่ได้รับผลกระทบทางลบจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีการจับจ่ายลดลง ซึ่งส่งผลถึงความต้องการเครื่องจักร การขยายสินเชื่อ รวมถึงคุณภาพสินเชื่อ เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดโควิด-19


30 กรกฎาคม 2563

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ นำร่องเปิดประมูลบ้านมือสองออนไลน์ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดสมุทรปราการ 

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส. นำร่องเปิดประมูลบ้านมือสองออนไลน์ครั้งแรกผ่าน Application : G H Bank Smart NPA ระหว่างเวลา 14.00 น.-16.00 น. ของวานนี้ (29 ก.ค. 63) โดยคัดทรัพย์ใหม่ 7 รายการ สภาพดี ทำเลเด่นและยังไม่เคยนำออกประมูลมาก่อน โดยเป็นทรัพย์ที่ตั้งอยู่บริเวณกลางเมืองและใกล้กับแนวรถไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดสมุทรปราการ มาเปิดประมูลพร้อมกันแบบ New Normal ด้วยราคาเริ่มต้นประมูลที่ลดราคาสูงสุดถึงร้อยละ 20 จากราคาปกติ ทั้งนี้พบว่ามีลูกค้าประชาชนให้ความสนใจลงทะเบียนเข้าร่วมประมูลทั้งสิ้นจำนวน 238 ราย สามารถจำหน่ายทรัพย์ได้ทั้งสิ้น 5 รายการ คิดเป็นมูลค่ารวม 17.64 ล้านบาท โดยทรัพย์ที่มีผู้เข้าร่วมประมูลมากที่สุดคือ บ้านเดี่ยว 2 ชั้น เนื้อที่ 60 ตารางวา ในโครงการดีไลท์ บางนา - ศรีนครินทร์ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ส่วนทรัพย์ที่มีผู้ประมูลได้ในราคาสูงสุดคือ ทาวน์เฮ้าส์ 3 ชั้น เนื้อที่ 40 ตารางวา ในโครงการแกรนด์ไอดีไซน์ เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ จำหน่ายได้ในราคาปิดประมูลที่ 4,500,000 บาท ขณะที่ทรัพย์รายการทาวน์เฮ้าส์ 3 ชั้น เนื้อที่ 27.7 ตารางวา ในโครงการพาทิโอ ศรีนครินทร์-พระราม 9 กรุงเทพฯ จำหน่ายได้ในราคาปิดประมูลที่ 4,260,000 บาท ถือเป็นรายการที่ราคาเพิ่มขึ้นจากราคาเริ่มต้นประมูลเพียง 20,000 บาท โดยผู้ชนะการประมูลจะได้รับ QR Code สำหรับติดต่อกับธนาคารเพื่อชำระเงินและทำสัญญาตามที่ธนาคารกำหนดภายใน 3 วันทำการนับถัดจากวันที่ประมูลพร้อมได้รับสิทธิ์ผ่อนดาวน์ 0% นานสูงสุด 60 เดือน หรือเทดาวน์แล้วยื่นกู้ทันทีผ่อนได้นานสูงสุด 40 ปี

นอกจากนี้ ธอส. ยังได้กำหนดจัดให้มีการประมูลบ้านมือสองออนไลน์ ผ่าน Application : G H Bank Smart NPA เดือนละ 1 ครั้ง ในวันที่ๆ ตรงกับเลขเดือน เช่น วันที่ 8 เดือน 8 วันที่ 9 เดือน 9 และวันที่ 10 เดือน 10 เป็นต้น โดยจะมีทรัพย์บางรายการที่เริ่มต้นประมูลด้วยราคาที่ลดลงสูงสุดถึงร้อยละ 30 จากราคาปกติ และลดเวลาประมูลเหลือ 30 นาที เพื่อความสะดวกรวดเร็วให้กับลูกค้าที่เข้าร่วมประมูลอีกด้วย


การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวภูเก็ต จัดมหกรรมการท่องเที่ยว ‘ภูเก็ต...เด็ดทั้งเกาะ’

นายนพดล ภาคพรต รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. ร่วมกับสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต จัดงานมหกรรมการท่องเที่ยว ‘ภูเก็ต...เด็ดทั้งเกาะ’ เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และฟื้นฟูการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต ตอบรับมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศของภาครัฐ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวภูเก็ตที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มีพื้นที่ประชาสัมพันธ์ จำหน่ายสินค้า และบริการให้กับผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายโดยตรงในราคาพิเศษ หวังกระตุ้นการใช้จ่ายในสถานที่ท่องเที่ยวภายในจังหวัดภูเก็ตภายในช่วงที่เหลือของปีนี้ รวมถึงเผยยุทธศาสตร์ฟื้นฟูการท่องเที่ยวเชิงรุกแบบเร่งด่วนภายใต้ ‘ภูเก็ตโมเดล..ทางรอดท่องเที่ยวไทย’ เพื่อเป็นโมเดลนำร่องให้กับการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคได้นำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ท่องเที่ยวต่อไป 

คาดว่าโครงการดังกล่าว จะช่วยกระตุ้นและจูงใจให้ผู้บริโภคไทยและชาวต่างชาติที่พำนักในประเทศไทยตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น โดยงานมหกรรมการท่องเที่ยว ‘ภูเก็ต...เด็ดทั้งเกาะ’ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม – 2 สิงหาคมนี้ ณ ลานพาร์ค พารากอน ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพฯ

ในส่วนของสถานการณ์การท่องเที่ยว ช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา มีสายการบินภายในประเทศ 5 สายการบิน 12 เที่ยวบินต่อวัน จากกรุงเทพมหานคร เกาะสมุย เชียงราย และอู่ตะเภา คาดว่าจะเริ่มบินจากพื้นที่อื่นๆ เช่น อุดรธานีและเชียงใหม่ ในเร็วๆ นี้ ซึ่งนับเป็นสัญญาณการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวภายในจังหวัด


ธนาคารแห่งประเทศไทย เผยผลกระทบโควิด-19 ต่อภาคธุรกิจไทย เดือนกรกฎาคม 2563 ผ่อนคลายลง 

ฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยผลสำรวจผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่ และ SMEs จำนวน 297 ราย กรณีผลกระทบจากโควิด-19 ต่อภาคธุรกิจไทยในเดือนกรกฎาคม 2563 ในภาพรวมพบว่า ผลกระทบจากโควิด-19 ที่มีต่อภาคธุรกิจได้ผ่อนคลายลง สะท้อนจากสัดส่วนผู้ประกอบการได้รับผลกระทบที่ลดลงต่อเนื่อง จากมาตรการผ่อนปรนการปิดเมืองที่เข้าสู่ระยะที่ 5 ซึ่งแบ่งผลการสำรวจเป็น 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ การขนส่งสินค้าและการส่งออกสินค้า พบว่า มีผู้ประกอบการที่ไม่ได้รับผลกระทบในเดือนกรกฎาคม ร้อยละ 21 ดีขึ้นกว่าเดือนมิถุนายน ที่อยู่ในระดับร้อยละ 17.2 การนำเข้าสินค้า พบว่า มีผู้ประกอบการที่ไม่ได้รับผลกระทบในเดือนกรกฎาคม ร้อยละ 33.4 ดีขึ้นกว่าเดือนมิถุนายน ที่อยู่ในระดับร้อยละ 25.9 และมาตรการ Social Distancing พบว่า มีผู้ประกอบการที่ไม่ได้รับผลกระทบในเดือนกรกฎาคม ร้อยละ 30.7 ดีขึ้นกว่าเดือนมิถุนายน ที่อยู่ในระดับร้อยละ 22.6

จากสัดส่วนผู้ได้รับผลกระทบที่ลดลง ส่งผลดีไปถึงการจ้างงาน สะท้อนจากการที่ภาคธุรกิจลดการใช้นโยบายปรับเปลี่ยนการจ้างงานลงในเกือบทุกรูปแบบ ยกเว้นบางธุรกิจในภาคที่ไม่ใช่การผลิตที่ยังคงใช้นโยบายลดชั่วโมงการทำงานมากขึ้น ได้แก่ ภาคการค้าและกลุ่มที่พักแรมและร้านอาหาร ตามกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวที่ยังกลับมาไม่มาก ในส่วนของผลกระทบด้านพฤติกรรมของผู้บริโภคและปัญหาด้านขนส่งกลับมากขึ้นในบางกลุ่ม เช่น กลุ่มผลิตเครื่องจักรและกลุ่มบริการทางการเงิน ที่ได้รับผลกระทบทางลบจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีการจับจ่ายลดลง ซึ่งส่งผลถึงความต้องการเครื่องจักร การขยายสินเชื่อ รวมถึงคุณภาพสินเชื่อ เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดโควิด-19


สังคม

27 กรกฎาคม 2563

รัฐบาลเชิญหน่วยงาน ภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชน ร่วมเฉลิมพระเกียรติและแสดงความจงรักภักดี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลขอเชิญประชาชนร่วมกิจกรรมจิตอาสา เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2563 เพื่อเป็นการช่วยเหลือและแบ่งปันความสุขให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคมในช่วงสถานการณ์โควิด-19 และการสร้างความเข้มแข็งที่จะดำรงชีวิตในแบบชีวิตวิถีใหม่ ในลักษณะ 7 ด้าน ได้แก่ ด้านการจัดการภายในชุมชนให้เกิดความเข้มแข็ง ด้านการเกษตร ด้านสิ่งแวดล้อม  ด้านการฝึกอาชีพ  ด้านสุขภาพ/อนามัย ในรูปแบบการจัดนิทรรศการ การสาธิต การฝึกอาชีพ การแปรรูปอาหาร การแจกเมล็ดพันธุ์พืช การให้บริการด้านสาธาณสุข การให้คำปรึกษาและร้องเรียน มีรางวัล ของที่ระลึก อาหารและเครื่องดื่ม มอบผู้เข้ารวมกิจกกรรมฟรีตลอดงาน ภายใต้ชื่อ " ชีวิตวิถีใหม่ใต้ร่มพระบารมี...เราสร้างไปด้วยกัน " ระหว่างวันที่ 28-31 กรกฎาคม 2563 เวลา 10.00 น.ถึง 18.00 น. บริเวณท้องสนามหลวง โดยประชาชนสามารถสวมเสื้อสีเหลือง เข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียงกัน เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและแสดงความจงรักภักดีและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 เว้นระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า พกเจลแอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาดมือและลงทะเบียนผ่านแอป ไทยชนะ

สำหรับประชาชนที่จะดินทางเข้าร่วมกิจกรรม เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ระหว่างวันที่ 28-31 กรกฎาคม ขสมก.จัดรถบริการรับส่งฟรี ตั้งแต่เวลา 09.00 น.-18.00 น. เส้นทาง อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ถึงสนามหลวง /หัวลำโพง-สนามหลวง / วงเวียนใหญ่ —สนามหลวง โดยจะปล่อยรถโดยสารทุก 15 นาที และกรมเจ้าท่ายังจัดบริการโดยสารทางเรือฟรี ฝั่งธนบรีข้ามมายังฝั่งพระนคร เส้นทางท่าเรือวัดอรุณ ท่าช้าง วัดระฆัง เรือออกให้บริการทุก 15 นาที โดยวันที่ 28 กค. ตั้งแต่เวลา 09.00 น.-21.00 / วันที่ 29-31 กค. ตั้งแต่เวลา 09.00 น.-19.00 น.

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังขอเชิญหน่วยงาน ภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชน ร่วมเฉลิมพระเกียรติและแสดงความจงรักภักดี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร่วมทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล ถวายเครื่องราชสักการะและร่วมจุดเทียนชัยถวายพระชัยมงคล อย่างพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศและในต่างประเทศ โดยวันพรุ่งนี้ 28 ก.ค. 63 นายกรัฐมนตรี พร้อม ครม.ประธานศาลฎีกา ประธานองค์กรอิสระ ผู้บัชาการเหล่าทัพ จะร่วมกันตักบาตพระสงฆ์ 69 รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ที่บริเวณท้องสนามหลวง และจะเป็นประธานในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน ขณะเดียวกัน นายกฯ ยังจะร่วมกิจกรรมจิตอาสา ด้วยการปรุงอาหารไว้สำหรับแจกจ่ายประชาชน ที่มาร่วมกิจกรรมด้วย ซึ่งทางรัฐบาลเตรียมอาหารไว้แจกจ่ายประชาชน 4 รอบต่อวัน

ในวันเดียวกันนี้ 28 ก.ค.63 รัฐบาลยังขอเชิญชมการแสดงอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน หลังเสร็จพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภายในสนามฟุตบอล ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ร่วมกับภาคเอกชน จัดกิจกรรมนำอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) บินแปรอักษร จำนวน 500 ลำ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา


วัดไทยทั่วโลก ร่วมจัดพิธีทำบุญตักบาตรและเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระราชกุศลและถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 

นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2563 มหาเถรสมาคมได้ร่วมกับรัฐบาลกำหนดจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เชิญชวนประชาชนร่วมกันทำบุญตักบาตร เจริญพระพุทธมนต์ เจริญจิตตภาวนา เพื่อถวายพระราชกุศลและถวายพระพรชัยมงคล ตั้งโต๊ะหมู่ประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมเครื่องราชสักการะ ประดับธงชาติ ธงธรรมจักรและธงตราสัญลักษณ์ ตลอดเดือนมหามงคล 

สำหรับในวันพรุ่งนี้ (28 ก.ค.63) วัดทุกวัดทั้งในประเทศและต่างประเทศดำเนินการจัดพิธีทำบุญตักบาตรเวลา 07.00 น.  จากนั้นเวลา 17.00 น. จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดประสานงานเจ้าคณะจังหวัด หน่วยงานและองค์กรทางพระพุทธศาสนาประกอบพิธีตามความเหมาะสมและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด 


ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เชิญชวนพสกนิกรชาวไทยบริจาคโลหิต เทิดไท้องค์ราชัน เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 

รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จึงได้จัดโครงการ บริจาคโลหิต เทิดไท้องค์ราชัน เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 68 พรรษา 28 กรกฎาคม 2563 เพื่อเชิญชวนพสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศ ร่วมแสดงความจงรักภักดีด้วยการบริจาคโลหิต ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งในการร่วมกันทำความดี เป็นการเสียสละเพื่อส่วนรวม อีกทั้งเพื่อเป็นการส่งเสริมการบริจาคโลหิต  โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ทำให้การจัดหาโลหิตมีคุณภาพ เพียงพอและมีความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้ป่วยทั่วประเทศ โดยจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ ในวันอังคารที่ 28 กรกฎาคม 2563 ตั้งแต่เวลา 08.00 น.- 16.00 น.ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถนนอังรีดูนังต์


28 กรกฎาคม 2563

กระทรวงคมนาคม จัดนิทรรศการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “เถลิงฉัตรกษัตรา เฉลิมพระชนม์ 68 พรรษา ทศมราชัน” 

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า เพื่อแสดงความจงรักภักดี เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2563 กระทรวงคมนาคม ร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชนคนไทยและประเทศชาติ โดยในวันนี้ (28 ก.ค.) กระทรวงคมนาคม และหน่วยงานในสังกัดได้ใช้พื้นที่บริเวณด้านหน้ากระทรวงคมนาคม ถนนราชดำเนิน จัดนิทรรศการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “เถลิงฉัตรกษัตรา เฉลิมพระชนม์ 68 พรรษา ทศมราชัน” พร้อมจัดจุดลงนามถวายพระพรชัยมงคลอิเล็กทรอนิกส์ และการแสดง ชุด “ชีวิตวิถีใหม่ ใต้ร่มพระบารมี...เราสร้างไปด้วยกัน” ตั้งแต่เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป

ขณะเดียวกันองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. ยังได้จัดรถโดยสารธรรมดาให้บริการผู้โดยสารโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย จำนวน 3 เส้นทาง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่จะเดินทางไปร่วมกิจกรรมจิตอาสา  “ชีวิตวิถีใหม่ใต้ร่มพระบารมี...เราสร้างไปด้วยกัน” ระหว่างวันที่ 28 - 31 กรกฎาคมนี้ ที่ท้องสนามหลวง ตั้งแต่เวลา 09.00 น.- 18.00 น. 

โดย ขสมก. จัดรถโดยสารธรรมดาเฉพาะกิจ จอดให้บริการรับ – ส่งทุกป้าย วิ่งให้บริการเส้นทางอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ - สนามหลวง จอดรับ - ส่ง บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำนวน 5 คัน /เส้นทางที่หัวลำโพง - สนามหลวง จอดรับ - ส่ง บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จำนวน 5 คัน และเส้นทางวงเวียนใหญ่ - สนามหลวง จอดรับ - ส่ง บริเวณตรงข้ามศาลฎีกา จำนวน 5 คันรถโดยสารทั้ง 3 เส้นทาง จะให้บริการ ตั้งแต่เวลา 09.00 น.- 19.00 น. รถคันแรก ออกจากท่าต้นทาง เวลา 09.00 น. คันสุดท้าย ออกจากท่าต้นทาง เวลา 17.00 น. โดยจะปล่อยรถโดยสารทุก 15 นาที


กรมฝนหลวง จัดทำโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศเพิ่มความชื้่นสัมพันธ์ปฏิบัติการฝนหลวงเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2563 โดยร่วมกับศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทานร่วมสืบสานพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ใช้เมล็ดพันธุ์พืชที่ได้รับจากกรมป่าไม้ จำนวน 12 ชนิด อาทิ มะค่าโมง สนสามใบ ตะแบก รวม 400 กิโลกรัม ดำเนินการในพื้นที่ 7 ศูนย์ปฎิบัติการในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จำนวน 8 แห่ง ได้แก่ ภาคเหนือ ที่บริเวณอุทยานแห่งชาติศรีลานนา เชียงใหม่ และอุทยานดอยสอยมาลัย จังหวัดตาก ภาคเหนือตอนล่าง ที่อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ ภาคกลาง ดำเนินการในพื้นที่อุทยานแห่งชาติพุเตย จังหวัดสุพรรณบุรี และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ภาคตะวันออก อุทยานแห่งชาติปราจีนบุรี และภาคใต้ที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี มุ่งหวังว่าการดำเนินการจะสร้างความสมบูรณ์ให้กับป่าไม้สร้างความชื้นสัมพัทธ์ในการบินเพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัยแล้ง


29 กรกฎาคม 2563

กรมอนามัย ลงพื้นที่ตลาดบางใหญ่ แนะทำความสะอาด คัดแยกขยะทุกวัน ป้องกันมิให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์หนู สัตว์นำโรคมาสู่คน 

พญ.หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเสริมพลัง “ตลาดสด การ์ดไม่ตก คุมเข้มความสะอาด กำจัดขยะ ลดความเสี่ยงสัตว์นำโรค ผู้บริโภคสุขภาพดี” ณ ตลาดบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ว่า ในช่วงสถานการณ์โรคโควิด-19 กรมอนามัยได้จัดทำแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการ หรือเจ้าของตลาด ผู้ค้า ผู้ขายของ ผู้บริโภคปฏิบัติ อาทิ การจัดจุดคัดกรอง ตรวจวัดอุณหภูมิ จัดจุดล้างมือ การต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาทั้งผู้ให้ผู้ขายและผู้ซื้อ การเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล (Social Distancing) ฯลฯ 

จากการประเมินของผู้ประกอบการตลาด ผ่าน Thaistopcovid ของกรมอนามัย พบว่ามีการปฏิบัติตามมาตรการภาพรวม มากกว่าร้อยละ 80 แต่ยังเป็นระดับที่ต้องขอความร่วมมือให้ประชาชนทุกคนช่วยกันเคร่งครัดมากขึ้นและควรดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงนี้ เป็นช่วงฤดูฝน สภาพทั่วไปของตลาดสดมักจะเปียกแฉะและมีน้ำขัง ทำให้เกิดความสกปรกส่งผลต่อความสะอาดของอาหารที่จำหน่าย ดังนั้นเพื่อป้องกันความสกปรกปนเปื้อนลงสู่อาหารและเพื่อป้องกันโรคที่เกิดจากอาหารและน้ำเป็นสื่อ เจ้าของและผู้ประกอบการควรมีการล้างตลาดตามหลักสุขาภิบาล โดยขั้นแรก ให้ล้างด้วยน้ำและผงซักฟอก แล้วฆ่าเชื้อด้วยคลอรีนบริเวณบนแผงหรือพื้นทางเดิน แต่หากมีคราบไขมันจับให้ใช้น้ำผสมโซดาไฟราดทิ้งไว้นาน 15-30 นาที ก่อนขัดด้วยแปรงลวด ขั้นที่ 2 ฆ่าเชื้อโรคโดยใช้น้ำผสมผงปูนคลอรีนใส่ลงในฝักบัวรดน้ำและลดบริเวณแผง เขียง ทางเดิน ทางระบายน้ำเสียให้ทั่ว แล้วปล่อยทิ้งไว้ ส่วนบริเวณที่มีกลิ่นคาวให้ใช้หัวน้ำส้มสายชูผสมน้ำให้เจือจางราด ขณะที่การทำความสะอาดห้องน้ำ และก๊อกน้ำสาธารณะที่ใช้ในตลาด ต้องใช้น้ำยาทำความสะอาดหรือผงซักฟอก ขัดแล้วล้างด้วยน้ำสะอาด นอกจากนี้ ต้องกำจัดเศษอาหาร เศษผักเก็บไว้ในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด นำขยะไปกำจัดอย่างถูกต้องทุกวัน หมั่นทำความสะอาดถังขยะ ไม่ให้มีเศษอาหารหรือกลิ่นอาหารอยู่ในท่อน้ำทิ้ง และควรปิดช่องทางหนูวิ่งเข้า-ออก เพื่อลดความเสี่ยงกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์หนู พาหะแพร่กระจายโรค


ไทย-อินเดีย เดินหน้าสร้างความร่วมมือด้านวัฒนธรรมระหว่างประเทศ พร้อมแลกเปลี่ยนความรู้ด้านประวัติศาสตร์

นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร  กล่าวว่า  จากประชุมหารือความร่วมมือทางวัฒนธรรมกับเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินเดียประจำประเทศไทย  สืบเนื่องจากการที่นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนสาธารณรัฐอินเดียและมีแนวทางให้ทั้ง 2 ประเทศสร้างความร่วมมือด้านวัฒนธรรม โดยเฉพาะด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี  โดยสนใจจะดำเนินการร่วมกัน 3  ด้านคือ การจัดทำข้อมูล เอกสารแหล่งโบราณคดี โบราณสถาน เพื่อนำเสนอขึ้นบัญชีมรดกโลก ได้แก่ เมืองโบราณศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ และกลุ่มเทวสถานปราสาทพนมรุ้ง  ปราสาทเมืองต่ำ และปราสาทปลายบัด จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งคณะกรรมการมรดกโลก ได้มีมติรับรองเข้าสู่ขึ้นทะเบียนในบัญชีรายการเบื้องต้นไว้แล้ว  ซึ่งทั้ง 2 แห่งพบหลักฐานประวัติศาสตร์ที่มีความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมอินเดีย จึงเห็นชอบที่จะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ร่วมกัน  ตลอดจนให้ข้อเสนอแนะในการดำเนินงานด้านการขึ้นทะเบียนมรดกโลก   

อีกทั้งจะร่วมแปลความหมายของภาษาจากการขุดค้น โครงการอนุรักษ์และพัฒนาโบราณสถานวัดพระงาม พบจารึกโบราณ ประติมากรรมและอิฐ ยุคทวาราวดี  และโบราณสถานโคกแจง จังหวัดนครปฐม  ซึ่งพบแผ่นฤกษ์จารึกอักษรหลังปัลลวะอายุกว่า 1,000 ปี  และความร่วมมือทางด้านการศึกษาเส้นทางการค้าทางทะเล  หรือเส้นทางสายไหม ในอดีต ตั้งแต่สมัยทวาราวดี  ซึ่งประเทศไทยได้ขุดค้นหลักฐานเชื่อมโยงการค้ากับอินเดียทั้งโบราณวัตถุ ที่เป็นลูกปัด เครื่องถ้วย เรือพนมสุรินทร์ โดยพบว่า อินเดียเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญรองจากจีน  


30 กรกฎาคม 2563

กระทรวงวัฒนธรรม จับมือประเทศสมาชิกอาเซียนคัดสรร 130 หนังสือประวัติศาสตร์และวรรณคดีจัดแปลร่วมกันเป็นครั้งแรก

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า ได้ร่วมกับศิลปินแห่งชาติ สถานเอกอัครราชทูตของประเทศสมาชิกอาเซียนและผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาอาเซียนจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ จัดทำโครงการแปลหนังสือ วรรณคดี และวรรณกรรมแห่งชาติอาเซียน เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศผ่านหนังสือ เพื่อสร้างความรับรู้และความเข้าใจ โดยใช้หนังสือ วรรณคดี และวรรณกรรม ที่บ่งบอกถึงพัฒนาการแห่งวัฒนธรรมของแต่ละชาติในภูมิภาค เป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้วยหนังสือ ซึ่งเป็นเครื่องมือพื้นฐานทางวัฒนธรรม นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายด้านการแปลหนังสือทุกประเภท ระหว่างนักประพันธ์ ผู้ถือลิขสิทธิ์ ตัวแทนลิขสิทธิ์ ผู้แปล บรรณาธิการ สำนักพิมพ์ วงการพิมพ์ ผู้อ่านและประชาชนทั่วไป ตลอดรวมถึงการเผยแพร่ผลงานศิลปินแห่งชาติของแต่ละประเทศ 

นายมกุฏ อรฤดี ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ปี 2555 กล่าวว่า ได้ประสานงานไปยังประเทศต่างๆ ผ่านทางสถานเอกอัครราชทูตในประเทศไทย เพื่อขอให้เสนอรายชื่อหนังสือ วรรณคดีและวรรณกรรมแห่งชาติ และเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาอาเซียนจากมหาวิทยาลัยและบุคคลทั่วไปเสนอรายชื่อหนังสือหรือต้นฉบับแปลโดยมีหนังสือที่คัดเลือกจำนวน 130 เรื่อง เมื่อแปลเสร็จผ่านการตรวจต้นฉบับจะประกาศรายชื่อให้สำนักพิมพ์เสนอตัวเพื่อตีพิมพ์จำหน่าย โดยไม่เสียค่าลิขสิทธิ์ แต่มีเงื่อนไขให้วางจำหน่ายในร้านหนังสือทั่วประเทศโดยไม่ลดราคาแข่งขันกัน พร้อมจัดเสวนาเปิดตัวหนังสือแปลในโครงการ คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการภายใน 2-5 ปี 


แพทย์ชี้ปัจจุบันยังไม่มีรายงานวิจัยทางคลินิก ยืนยันว่าสาระสำคัญในขมิ้นชันช่วยป้องกันหรือรักษามะเร็งได้ เตือนประชาชนอย่างหลงเชื่อ

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงกรณีมีการนำเสนอผ่านสื่อต่างๆ เกี่ยวกับประเด็นจิบน้ำขมิ้นชันป้องกันมะเร็ง ว่า กรมการแพทย์ โดย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้ตรวจสอบข้อมูลวิชาการแล้ว ว่า แม้ขมิ้นชัน เป็นพืชสมุนไพร ที่มีสารเคอร์คูมิน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและอาจมีส่วนช่วยในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ มะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งผิวหนัง แต่ผลการศึกษานี้เป็นเพียงผลวิจัยในระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง ยังไม่มีรายงานวิจัยที่ทางคลินิกที่ยืนยันแน่ชัดว่าสารนี้ช่วยป้องกันหรือรักษามะเร็ง นอกจากนี้การดื่มน้ำขมิ้นชันอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการป้องกันมะเร็ง โดยเฉพาะเมื่อยังคงมีพฤติกรรมเสี่ยงก่อโรคมะเร็ง อาทิ การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา หรือกินอาหารที่อาจปนเปื้อนสารก่อมะเร็ง

ด้านนายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ขมิ้นชันมีหลายรูปแบบ เช่น เหง้าสด เหง้าแห้ง ผง แคปซูล ยาเม็ด ยาทาผิวหนัง และเครื่องดื่มชาขมิ้นชัน แม้ขมิ้นชันจะเป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์ แต่ไม่ควรกินมากเกินไป เพราะอาจส่งผลข้างเคียงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็ง ควรปรึกษาและขอคำแนะนำจากแพทย์ก่อน


กระทรวงสาธารณสุข ร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เสวนาหาแนวทางแก้ไขปัญหาความรุนแรงในห้องฉุกเฉินสถานพยาบาล 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประกาศนโยบายและทิศทางการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสถานพยาบาล ในการเสวนาหาแนวทางแก้ไขปัญหาความรุนแรงในห้องฉุกเฉินสถานพยาบาล ที่แพทยสภาจัดขึ้น มีสภาการพยาบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุดและภาคีเครือข่าย เข้าร่วม ว่า จากเหตุรุนแรงในห้องฉุกเฉินที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล 2 แห่ง พื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา ทำให้การบริการประชาชนได้รับผลกระทบ ส่วนตัวจะไม่ยอมให้เรื่องนี้ผ่านไปได้ ต้องดำเนินการอย่างเฉียบขาด จะดำเนินคดีจนถึงที่สุดให้เป็นตัวอย่างเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำ หรือหากเกิดขึ้นต้องอยู่ในวิถีที่ควบคุมได้และหาวิธีป้องกันความปลอดภัยแก่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอย่างเต็มที่

ด้านนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า ตนเองไม่ขัดข้องกรณีมีการเสนอให้เพิ่มโทษผู้ก่อความรุนแรงในห้องฉุกเฉิน โดยขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอขึ้นมา แต่ปัจจุบันคดีบุกรุกโรงพยาบาล ตีกันในโรงพยาบาล ทำทรัพย์สินเสียหาย ทำร้ายบุคลากรทางการแพทย์ ทางอัยการจะบรรยายในสำนวนคดีส่งต่อศาลว่าเป็นพฤติกรรมท้าทาย ไม่เคารพ ไม่เกรงกลัวกฎหมายขอให้ศาลลงโทษสถานหนัก จำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 10 ปี หากผู้ทำผิดเป็นเยาวชนผู้ปกครองก็ต้องรับผิดด้วย ทั้งละเมิดและอาญาฐานปล่อยปละละเลยบุตร และหากเป็นการทำผิดซ้ำ พ่อ แม่จะถูกจำคุก 3 เดือนโดยไม่รอลงอาญา 


กระทรวงแรงงาน ขยายระยะเวลาปล่อยกู้ปลอดดอกเบี้ยยาวต่อเนื่องถึงปี 2564 หวังช่วยสถานประกอบกิจการมีเงินหมุนเวียนใช้ฝึกทักษะลูกจ้าง 

นายธวัช เบญจาทิกุล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้กิจการหลายประเภทต้องหยุดกิจการชั่วคราว ส่วนหนึ่งเป็นสถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ซึ่งอยู่ในข่ายที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 ที่กำหนดให้ต้องดำเนินการพัฒนาทักษะฝีมือให้แก่ลูกจ้างของตนเองไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของลูกจ้างทั้งหมด โดยในปี 2563 กพร. มีมาตรการช่วยเหลือปรับลดการพัฒนาทักษะฝีมือให้แก่ลูกจ้างเหลือเพียงร้อยละ 10 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน 

นอกจากนี้ ได้นำประเด็นการรับรองหลักสูตรฝึกอบรมแบบออนไลน์ เสนอต่อคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานพิจารณาเพื่อกำหนดรายละเอียด ขั้นตอนและวิธีการยื่นรับรองหลักสูตรอีกด้วย ทั้งนี้ ยังได้จัดสรรงบประมาณจากเงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานให้แก่สถานประกอบกิจการกู้ยืมแบบไม่มีดอกเบี้ยต่อเนื่องจนถึง 15 กรกฎาคม 2564 ในวงเงินกู้ยืมสูงสุดไม่เกิน 1,000,000 บาท โดยปี 2563 กองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน มีเงินสนับสนุนจำนวน 30 ล้านบาท สำหรับให้สถานประกอบกิจการกู้ยืมไปใช้ในการพัฒนาทักษะ หรือนำไปใช้ในการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติให้แก่พนักงานแบบไม่มีดอกเบี้ย ตั้งแต่ตุลาคม 2562 – กรกฎาคม 2563 ปล่อยกู้ไปแล้วเป็นเงินจำนวน 27,066,194 บาท จำนวน 41 บริษัท โดยมีหน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศทั้ง 76 จังหวัดและในกรุงเทพมหานครให้บริการรับคำขอกู้ยืมเงิน ซึ่งการให้กู้ยืมดังกล่าวเป็นมาตรการจูงใจเพื่อให้สถานประกอบกิจการมีส่วนร่วมในการพัฒนาทักษะให้แก่แรงงานที่เป็นลูกจ้างของตนเองเพื่อให้มีทักษะฝีมือเพิ่มสูงขึ้น สามารถปรับตัวให้ทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง  

สถานประกอบกิจการที่สนใจ สามารถยื่นคำขอกู้ยืมได้ที่สำนักงานและสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานทุกแห่งทั่วประเทศ ได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึง 15 กรกฎาคม 2564 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 13 กรุงเทพมหานคร 0 2390 0261 – 5 หรือกองส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน 0 2643 6039 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 4 


กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ผนึกกำลังยกระดับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายให้หมดสิ้นในปี 2025


นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ถือเป็นหน่วยงานหลักในการรวบรวมข้อมูลการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการใช้ในแรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย เพื่อตอบข้อคำถามในรายงานสถานการณ์เด็กเลวร้ายของกระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริกา ที่ใช้สำหรับการประเมินผลการแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายของประเทศไทยเป็นประจำทุกปี และเพื่อรวบรวมผลการดำเนินการตามนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ภายใต้คณะกรรมการระดับชาติเพื่อขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ที่ผ่านมาการดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง 

ขณะที่ การรวบรวมข้อมูลจากผลการดำเนินการ พบว่า ข้อมูลกระจายอยู่ในแต่ละหน่วยงาน ซึ่งบางหน่วยงานอาจไม่ทราบถึงความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน จึงได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อชี้แจงการดำเนินการด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายขึ้นเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยได้เชิญผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง และผู้แทนองค์การแรงงานระหว่างประเทศ รวม 50 คน มาร่วมกันระดมความคิดเห็นถึงแนวทางการดำเนินการ การจัดเก็บข้อมูล การคัดกรอง ควบคุมดูแลและส่งเสริมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย รวมไปถึงการดำเนินคดีและกระบวนการยุติธรรม เพื่อจะได้สรุปจัดทำเป็นกรอบการดำเนินการที่ชัดเจนและเป็นไปในแนวทางเดียวกันต่อไป

อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวต่อว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสที่ดีให้หน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องได้มีโอกาสรับทราบข้อมูลปัญหาและคำนิยามที่ถูกต้องชัดเจน รวมทั้งได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ นำเสนอข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาและยกระดับการดำเนินการป้องกันและแก้ไขการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายให้ดียิ่งขึ้นไป รวมถึงการร่วมมือในการดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในการขจัดการใช้แรงงานเด็กทุกรูปแบบให้หมดสิ้นไปในปี ค.ศ. 2025




ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : ธนพิชฌน์ แก้วกา

ผู้เรียบเรียง : ธนพิชฌน์ แก้วกา

แหล่งที่มา : สำนักข่าว