สรุปข่าวประจำสัปดาห์ ( 6- 9 กรกฎาคม 2563)

10 ก.ค. 2563 | เข้าชม : 238

สรุปข่าวประจำสัปดาห์ ( 6- 9 กรกฎาคม 2563)


การเมือง/มั่นคง

6 กรกฎาคม 2563

นายกรัฐมนตรี ห่วงใยประชาชน เดินทางทำบุญช่วงวันหยุด ขอระมัดระวังและป้องกันตนเองจากโควิด -19        

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แสดงความห่วงใยประชาชน ช่วงวันหยุดยาวเนื่องในวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ซึ่งเป็นวันหยุดต่อเนื่องและตรงกับช่วงเวลาผ่อนปรนมาตรการระยะที่ 5 ที่ประชาชนตั้งใจใช้ช่วงเวลานี้ เดินทางไปต่างจังหวัดเพื่อทำบุญและพักผ่อน จึงขอให้ทุกคนใช้ถนน ยานพาหนะขับขี่อย่างปลอดภัย ไม่ประมาท รวมทั้งการดูแล ป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด -19 ที่ถึงแม้ว่าไทยจะไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศมานานกว่า 40 วันติดต่อกัน แต่อย่างไรก็ดีขอให้ทุกคนไม่ประมาท การ์ดอย่าตกดูแลป้องกันตนเอง สวมหน้ากาก ไม่อยู่ในที่แออัด เว้นระยะห่างและหมั่นล้างมือทำความสะอาด รวมทั้งขอให้ทุกคนได้ร่วมทำบุญในวันสำคัญทางศาสนา ได้บุญตามที่ตั้งใจและร่วมทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนสืบไปด้วย


กรมการกงสุล พร้อมเปิดให้การบริการหนังสือเดินทางรุ่นใหม่ 8 กรกฎาคมนี้ 

กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ พร้อมเปิดบริการทำหนังสือเดินทางรุ่นใหม่ วันที่ 8 กรกฎาคมนี้ ณ สำนักงานหนังสือเดินทางทั่วประเทศ ยกเว้น สำนักงาน MRT คลองเตย กับกรมการกงสุล แจ้งวัฒนะ ที่อยู่ระหว่างปิดปรับปรุง ขณะเดียวกัน ยังมีการเปิดสำนักงานใหม่ 2 แห่ง ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และปทุมวัน ภายในศูนย์การค้า MBK Center ซึ่งวันเดียวกันนี้ ยังสามารถจองคิวผ่านระบบออนไลน์ ได้ทาง www.QPassport.in.th

อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนดตรวจสอบวันหยุดทำการช่วงสถานการณ์โควิด-19 กับสำนักงานแต่ละแห่งอีกครั้ง เนื่องจากบางสำนักงานไม่ได้เปิดบริการทุกวัน และสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง Call center กรมการกงสุล หมายเลขโทรศัพท์ 02-572-8442


7 กรกฎาคม 2563

ป.ป.ส. ย้ำพืชกระท่อมยังผิดกฎหมาย การเสพ ครอบครอง ผลิต จำหน่าย ไม่สามารถทำได้

นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. เปิดเผยว่า ขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ตรวจพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ... ) พ.ศ. ... หรือ “ร่างกฎหมายปรับสถานะพืชกระท่อมออกจากยาเสพติด” เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยอยู่ระหว่างการส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามที่มีการแก้ไข ก่อนส่งให้รัฐสภาพิจารณาต่อไป ซึ่งระหว่างที่ร่างกฎหมายนี้ ยังไม่มีผลบังคับใช้ สำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงสาธารณสุข ได้สำรวจพื้นที่ที่มีความพร้อมในการบริหารจัดการพืชกระท่อมที่มีอยู่เดิมในพื้นที่ให้สามารถครอบครองและเสพได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งขณะนี้เตรียมประกาศและกำหนดแล้วจำนวน 135 หมู่บ้าน/ชุมชน ใน 10 อำเภอ 10 จังหวัด เป็นพื้นที่นำร่องในการศึกษารูปแบบการควบคุมพืชกระท่อม ผ่านกลไกการควบคุมในชุมชน เพื่อป้องกันการใช้ผิดวัตถุประสงค์และเป็นการศึกษาถึงการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ รวมถึงแนวทางการควบคุม ที่จะสามารถนำมาใช้ภายหลังการปรับสถานะพืชกระท่อมในอนาคตอีกด้วย 

โดยขณะนี้ อยู่ระหว่างการออกกฎกระทรวงเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขของการเสพและการครอบครองพืชกระท่อมในพื้นที่ดังกล่าวโดยไม่เป็นความผิด ซึ่งคาดว่า ช่วง 1-2 สัปดาห์นี้ กระทรวงสาธารณสุข จะเปิดให้มีการรับฟังความคิดเห็นร่างกฎกระทรวงดังกล่าว ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบและประกาศใช้ต่อไป โดยคาดว่า ทุกขั้นตอนจะแล้วเสร็จประมาณเดือนสิงหาคม 2563 นี้

เลขาธิการ ป.ป.ส. ย้ำว่า ระหว่างร่างกฎหมายนี้ ยังไม่มีผลบังคับใช้ พืชกระท่อมยังคงเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 การเสพ ครอบครอง จำหน่าย หรือผลิต โดยการนำไปต้มในรูปแบบน้ำ หรือแปรรูปในรูปแบบอื่นๆ ยังเป็นการกระทำความผิดกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522

 

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันการใช้งบประมาณ 64 จัดซื้ออาวุธ ยุทโธปกรณ์คุ้มค่า คำนึงถึงประโยชน์ต่อประเทศชาติสูงสุด

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีสมาชิกพรรคเพื่อไทย ออกมาระบุว่า ให้นายกรัฐมนตรี นำงบประมาณปี 64 ของกระทรวงกลาโหมสำหรับซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ไปกู้วิกฤติเศรษฐกิจ ว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ชี้แจงชัดเจนถึงเหตุผลความจำเป็นไปแล้ว และมีการตรวจสอบกับสำนักงบประมาณทุกอย่างยังคงเป็นไปตามระเบียบ หลักเกณฑ์ทุกประการ โดยเป็นงบฯ ผูกพันข้ามปีสำหรับการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาในการผลิต และการแบ่งชำระ ขณะที่ประเทศมีความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนอาวุธยุทธโธปกรณ์ให้มีความเพียงพอ เหมาะสม เพราะที่ผ่านมาไม่ได้มีการสนับสนุนงบให้มีการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่ๆ ทำให้ปัจจุบันมีอาวุธยุทโธปกรณ์เก่าประมาณร้อยละ 80 และเพื่อทดแทนไม่ให้ต้องเสียงบประมาณในการซ่อมบำรุง ขณะเดียวกันที่ผ่านมา ภารกิจป้องกันตามชายแดนต้องใช้กำลังพลจำนวนหลายหมื่นคนในการดูแลพื้นที่ ทำให้การแก้ปัญหาชายแดนสามารถยุติได้ระดับหนึ่งจากภัยคุกคามในรูปแบบต่างๆ

ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณฝ่ายค้าน ที่แสดงความเป็นห่วงถึงการใช้งบประมาณของปี 64 ในครั้งนี้ แต่ขอให้มีความเข้าใจและห่วงใยถึงลูกหลานที่เป็นทหาร จำเป็นจะต้องมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียด้วย แต่ขอให้มั่นใจได้ว่า นายกรัฐมนตรี จะดูแลการดำเนินการทุกอย่างอย่างดีที่สุดและใช้งบประมาณให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชนมากที่สุด สำหรับในส่วนของงบประมาณที่นำมาให้ความช่วยเหลือประชาชนและฟื้นฟูประเทศ นั้นอยู่ในงบประมาณ พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาทที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว


8 กรกฎาคม 2563

รองนายกรัฐมนตรี กำชับฝ่ายความมั่นคง คงเข้มการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสถาบันการศึกษา 

พลโท คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พอใจและขอขอบคุณการปฏิบัติงานของฝ่ายความมั่นคง ทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. ที่ยังคงร่วมมือกันสกัดกั้นป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามนโยบายของรัฐบาล ที่ผ่านมาผลการปฏิบัติงานเดือนมิถุนายน 2563 สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ถึง 28,678 คน ยึดยาบ้าได้เกือบ 18 ล้านเม็ด ยาไอซ์กว่า 1,500 กิโลกรัม รวมทั้งเฮโรอีนและพืชกระท่อมจำนวนมาก ขณะที่ ภาพรวมสถานการณ์ยาเสพติดในพื้นที่พักคอยชายแดน มีการทยอยลำเลียงเข้าไทยมากขึ้นต่อเนื่อง โดยอาศัยช่องว่างหลังยกเลิกด่านตรวจและการจำกัดการเดินทางตามมาตรการ COVID-19 โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ สามารถสกัดจับตามพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ชั้นในได้ครั้งละจำนวนมาก สามารถขยายผลจับกุมเครือข่ายและติดตามยึดทรัพย์ถึงรายใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังได้มากขึ้น จากการมีส่วนร่วมของประชาชนให้เบาะแสอย่างต่อเนื่อง

พลเอก ประวิตร กำชับฝ่ายความมั่นคง คงเข้มงานข่าวความเคลื่อนไหวเครือข่ายยาเสพติดในทุกพื้นที่อย่างใกล้ชิด ขยายผลทางกฎหมายจับกุมและยึดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้องให้ถึงที่สุดในทุกราย พร้อมขอให้กองทัพเฝ้าระวังและสกัดกั้นทั้งช่องทางหลักและช่องทางธรรมชาติ ขณะเดียวกันขอให้ฝ่ายปกครองและตำรวจทุกพื้นที่ เฝ้าระวังเส้นทางลำเลียงหลักในพื้นที่ชั้นในและเปิดปฏิบัติการทำลายล้างเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสถาบันการศึกษา ต้องร่วมกันเฝ้าระวังไม่ให้มียาเสพติดโดยเด็ดขาด ทั้งนี้ความพึงพอใจของชุมชนและการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการแก้ปัญหายาเสพติดในแต่ละพื้นที่ จะสะท้อนถึงประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและความจริงจังของเจ้าหน้าที่ระดับพื้นที่


ประธานวิปฝ่ายค้าน ชี้แจงเหตุสภาล่มเพราะรัฐบาลไม่ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปประเทศ พร้อมขอให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับการร่วมประชุมเพื่อเสนอแนะข้อคิดเห็น

นายสุทิน คลังแสง ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือวิปฝ่ายค้าน กล่าวถึงกรณีเหตุการณ์การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่องค์ประชุมไม่ครบที่เกิดขึ้นในวันนี้ (8 ก.ค.63) ว่า การปฎิรูปประเทศถือเป็นคำมั่นสัญญาของรัฐบาลและการปฎิรูปประเทศเป็นเรื่องที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ รวมทั้งกำหนดให้ต้องรายงานการปฎิรูปประเทศทุก 3 เดือน ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งทางพรรคฝ่ายค้านให้ความร่วมมือ ทั้งนี้ ฝ่ายค้านมองว่า กระบวนการปฏิรูปที่ผ่านมายังไม่มีความชัดเจน รวมทั้งคณะรัฐมนตรีและพรรคร่วมรัฐบาล ยังไม่ให้ความสำคัญในการเข้าร่วมประชุมรับทราบรายงานดังกล่าว พรรคร่วมฝ่ายค้านจึงเสนอให้มีการนับองค์ประชุมเพื่อส่งสัญญาณไปยังคณะรัฐมนตรี พรรคร่วมรัฐบาลโดยใช้เวทีสภาว่า พรรคร่วมรัฐบาลจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรทุกครั้งด้วย

ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวอีกว่า หลังจากนี้จะมีมาตรการที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นประเด็นที่ประชาชนและสังคมให้ความสนใจ


9 กรกฎาคม 2563

รองนายกรัฐมนตรี ยืนยัน ร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต สามารถปรับแก้ไขได้ ในชั้นของสภาฯ หลังมีการท้วงติงถึงความไม่เท่าเทียม

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต ที่มีการท้วงติงถึงความไม่เท่าเทียมว่า ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เป็นข้อเสนอของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ที่ผ่านการรวบรวมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนแล้ว และจะนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฏรต่อไป ซึ่งสามารถปรับแก้ไขได้ในชั้นของสภาฯ เนื่องจากในประเทศไทยไม่เคยมีประสบการณ์ในเรื่องนี้ และมาตรฐานของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน 

อย่างไรก็ตาม ตนเองได้ท้วงติงในที่ประชุม ครม.เมื่อวานนี้แล้ว โดยฝากให้กระทรวงการคลังพิจารณา เรื่องบำเหน็จบำนาญ ซึ่งตามกฏหมายเดิม บำเหน็จ/บำนาญจะตกไปยังคู่สมรส แต่ในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะไม่ครอบคลุมในส่วนนี้  รวมถึงอาจจะต้องมีการแก้ไขกฏหมายลูกของ พ.ร.บ.อื่นๆ และแก้ไขกฏกระทรวงในเรื่องการรับบุตรบุญธรรมประกอบกับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ โดยทุกอย่างจะแก้ไขภายในปีเดียว หรือครั้งเดียวจบไม่ได้


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ส่งมหาวิทยาลัยบูรพา สุ่มตรวจอาหารในเรือนจำ พบผักและเนื้อสัตว์บางส่วนไม่ได้มาตรฐาน

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า ได้ให้ มหาวิทยาลัยบูรพา และกรรมการกลางจากกระทรวงยุติธรรม ลงพื้นที่เรือนจำเพื่อสุ่มตรวจคุณภาพอาหารโดยพบปัญหาหลายจุดคือ ตู้แช่ของไม่สะอาดมีน้ำไหลจากอาหารเปรอะเปื้อน มีน้ำด้านล่างตู้แช่ค่อนข้างมาก พื้นที่เก็บอาหารดิบมีไม่เพียงพอ อุณหภูมิยังไม่ได้มาตรฐานที่จะแช่วัตถุดิบ ห้องจัดเตรียมมีพื้นที่ชื้นแฉะ ช่องระบายน้ำมีจำกัด อาจเกิดการปนเปื้อนที่อาหารได้ง่าย ดังนั้นควรจะแยกโซนเปียกแห้ง น้ำที่ใช้บางแห่งเป็นน้ำบาดาล การกรองน้ำไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้น้ำดื่มไม่สะอาด มีกลิ่น พร้อมกันนี้ยังเก็บข้อมูลจากผู้ต้องขังก็ยังพบอีกว่า น้ำดื่มมีตะกอนเกาะเป็นคราบที่แก้ว ทั้งนี้ในช่วงต้นปีกรมอนามัยได้มีการสุ่มตรวจพบเรือนจำบางแห่งมีเชื้ออหิวาตกโรคปนเปื้อนในน้ำ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานการแก้ไข ตนจึงได้สั่งการให้แก้ไขโดยด่วน

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า การตรวจสอบข้าวสารบางแห่งยังพบว่า น้ำหนักแต่ละกระสอบไม่ได้มาตรฐาน ส่วนวัตถุดิบที่นำมาทำอาหาร เช่น เนื้อสัตว์และผักต่างๆ บางส่วนยังไม่ได้มาตรฐานเช่นกัน เนื้อหมูมีไขมันและหนัง เปลว พังผืด ผสมมาเยอะเกินไป และบางส่วนยังพบถุงมือติดมาในถุงหมูด้วย ผักบางอย่างมีการแห้ง เหี่ยว คล้ำ ใกล้เน่าไม่สด ปลาบางส่วนเหงือกดำคล้ำไม่สด กุ้งแห้งมีสีจัดเกินไปและมีรสเค็มจัด ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ให้เรือนจำทำบันทึกและส่งคืนให้ผู้ประกอบการนำมาเปลี่ยน นอกจากนี้ จากการสอบถามผู้ต้องขังถึงความพึงพอใจ ผู้ต้องขังยังมีความพอใจในคุณภาพและปริมาณ แต่รสชาติยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเพราะรสชาติจืด รวมถึงเรื่องเมนูต่างๆ ควรปรับปรุง

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า แม้ว่างบประมาณด้านอาหารของผู้ต้องขังในเรือนจำจะมีไม่มาก แต่เราสามารถใส่ใจและทำให้ดีตามหลักสุขลักษณะได้ ก็จะเป็นเรื่องดีทั้งด้านสิทธิมนุษยชนและความเป็นอยู่ การรักษาความสะอาดก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะป้องกันเรื่องโรคระบาดต่างๆ ในเรือนจำได้ โดยในวันที่ 10 ก.ค. จะหารือกับคณะกรรมการราชทัณฑ์ เพื่อให้ดำเนินการแก้ไขในปัญหานี้ต่อไป


ส.ส.ฝ่ายค้าน ตั้งกระทู้ถามเรื่องอำนาจหน้าที่ของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ 

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจา ซึ่งนายสมชาย ฝั่งชลจิตร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ตั้งกระทู้ถามเรื่องอำนาจหน้าที่ของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. เกี่ยวกับการพัฒนาบริหารจัดการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ศอ.บต. เป็นหน่วยงานหลักที่จะบูรณาการในการพัฒนาและแก้ปัญหาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีเอกภาพ ไม่ได้เป็นหน่วยงานด้านความมั่นคง ซึ่งมีอำนาจในการจัดทำยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจในจังหวัดชายภาคใต้อย่างต่อเนื่อง โดยผ่านโครงการเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ทั้งการค้าชายแดน การท่องเที่ยว การลงทุนภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งได้มีการขยายเมืองต้นแบบไปยังอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา และมีการกระจายอำนาจไปยังพื้นที่อย่างทั่วถึง ที่สำคัญ ศอ.บต.ยังเดินหน้าพัฒนาพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้เศรษฐกิจที่ดีขึ้นประชาชนในพื้นที่มีรายได้มากขึ้น 

นอกจากนี้ นายปรีดา บุญเพลิง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน ได้ตั้งกระทู้ถามด้วยวาจา เรื่องวิกฤตองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ สกสค. กรณีปลดบุคลากรออกโดยเฉียบพลัน ซึ่งนายณัฎฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ชี้แจงว่า ในปี 2534-2562 องค์การค้าของ สกสค.เกิดวิกฤตขาดทุนอย่างหนัก ขาดการบริหารจัดการที่ดี ส่วนกรณีการเลิกจ้างเจ้าหน้าที่ขององค์การค้าของ สกสค. เป็นเรื่องที่ลำบากใจอย่างมากเพราะมีผู้ถูกเลิกจ้างทั้งสิ้น 961 คน ซึ่งกลุ่มบุคคลที่ถูกเลิกจ้างจะได้รับเงินชดเชยตามที่กฎหมายกำหนด แต่สาเหตุที่ยังไม่สามารถจ่ายได้ทันทีเพราะเป็นการเลิกจ้างแบบกระทันหัน จากนี้จะนำเสนอแผนที่เหมาะสมเพื่อให้องค์การค้าของ สกสค. มีการทำงานที่ดีขึ้น มีความมั่นคง


ฝ่ายค้าน ยืนยันไม่ร่วมประชุมหากรัฐบาลจะพิจารณารายงานความคืบหน้าปฏิรูปประเทศ เพราะเห็นว่าการปฏิรูปไม่ดำเนินการให้เห็นเป็นรูปธรรม ถือเป็นรายงานเท็จ

นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า วันนี้ฝ่ายค้านจะไม่ร่วมพิจารณารายงานความคืบหน้าปฏิรูปประเทศรอบเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม 2562 ย้ำว่ารายงานดังกล่าวอาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 270 ที่ให้รายงานความคืบหน้าทุก 3 เดือน แต่กลับล่าช้าไปหลายเดือน อีกทั้งการปฏิรูปก็ไม่มีการดำเนินการให้เห็นเป็นรูปธรรมถือว่าเป็นรายงานเท็จ ประกอบกับ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลไม่ประชุม จนทำให้สภาล่มวานนี้ หากยังจะมีการพิจารณาต่ออีกในวันนี้ ถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการพิจารณาเพียงฝ่ายเดียว พร้อมยอมรับว่าการรักษาองค์ประชุมเป็นความรับผิดชอบของสมาชิกทั้งสภา แต่ในทางปฏิบัติรัฐบาลถือเป็นเสียงข้างมากจะต้องเป็นผู้ควบคุมเสียง


นายกรัฐมนตรี เคารพการตัดสินใจ 4 กุมารลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ 

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เคารพการตัดสินใจลาออกของนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรม และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยถือเป็นเรื่องภายในพรรคพลังประชารัฐ ในส่วนของตนเองก็ต้องเตรียมการสำหรับการเดินหน้าของรัฐบาลต่อไป ซึ่งวันนี้ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นในระบบบริหารราชการแผ่นดินและเชื่อมั่นในตนเอง ที่จะพาประเทศชาติผ่านพ้นเวลานี้ไปให้ได้ โดยในส่วนของการปรับ ครม.ส่วนหนึ่งที่เป็นวิถีทางการเมือง ทั้งนี้การปรับ ครม.ต้องพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาล จึงขอให้ทุกคนใจเย็นเพราะขณะนี้อยู่ในช่วงวิกฤติที่ทุกคนต้องทำงานไปก่อนและเมื่อถึงเวลาปรับ ครม. ก็ต้องปรับ ใครจะเข้ามาก็ต้องรักษาระเบียบที่ตนเองได้วางไว้ รวมถึงกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

ส่วนช่วงเวลาไหนที่เหมาะสมในการปรับ ครม. นั้น ก็คงจะเริ่มพิจารณาตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แต่จะปรับเมื่อไรนั้นอยู่ที่ตนเอง พร้อมเห็นว่าสัดส่วนของการปรับ ครม. ก็จะประกอบด้วย บุคคลจากพรรคการเมืองและมีคนนอกส่วนหนึ่ง ซึ่งที่ผ่านมามีสัดส่วนรัฐมนตรีของตนเอง ตั้งแต่เริ่มตั้ง ครม. ดังนั้นเมื่อปรับ ครม. ก็ต้องไปดูว่าโค้วต้าเหล่านี้ยังเหมาะสมหรือไม่ ทั้งนี้ก็มองว่า ครม.ทุกคนทำงานดีทั้งหมด แต่เรื่องของวิถีทางการเมืองก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อย่างไรก็ตามมองว่าสิ่งสำคัญที่สุดนั่นคือความสงบเรียบร้อยและหากต้องปรับ ครม.ก็ต้องมองในภาพรวม ครม.เศรษฐกิจด้วย เพราะเกี่ยวข้องในหลายกระทรวง

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ได้พูดคุยกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ดูแลการทำงานทั้ง 4 คน มาโดยตลอด พร้อมยืนยันว่า การปรับ ครม. ไม่ต้องวิ่งเต้น เพราะตนเองตัดสินใจเองและมองคนนอกไว้เช่นกัน ทั้งเรื่องสังคม สาธารณสุข เศรษฐกิจ ความมั่นคง จะยอมรับใน ครม.ใหม่หรือไม่ ก็อยู่ที่ความน่าเชื่อถือ แต่จะเลือกคนที่ดีมาทำหน้าที่ พร้อมยืนยันว่า ไม่มีใครสามารถทำให้ 3 ป.แตกแยกกันได้ ดังนั้นไม่ว่าข่าวจะออกมาเป็นอย่างไรให้ฟังตนเองเท่านั้น

นายกรัฐมนตรี ยังเปิดเผยว่า ได้เลื่อนการประชุม ครม.เศรษฐกิจออกไป แต่มีการประชุมที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจแทน เพื่อรับฟังแนวความคิด เพื่อนำเข้า ครม.เศรษฐกิจต่อไป เป็นการทำงานแบบ New Normal


เศรษฐกิจ/ท่องเที่ยว

6 กรกฎาคม 2563

กรมท่าอากาศยาน ชี้แจงการขอรับการจัดสรรงบประมาณปี 2564 เพื่อพัฒนาท่าอากาศยานบุรีรัมย์ ที่ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด

กลุ่มสื่อสารองค์กร สำนักงานเลขานุการกรมกรมท่าอากาศยาน ชี้แจงกรณีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา ได้มีการตั้งข้อสังเกตในการขอรับการจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาท่าอากาศยานบุรีรัมย์ ว่า แผนพัฒนาท่าอากาศยานบุรีรัมย์ บรรจุอยู่ในปลายแผนการลงทุนระยะที่ 1 ช่วงปี งบประมาณ 2563-2566 มีระยะเวลาทั้งสิ้น ประมาณ 4 ปี วงเงินรวมในการลงทุน 1,725 ล้านบาท การก่อสร้างขนาดใหญ่ในแผนพัฒนาท่าอากาศยานระยะที่ 1 ได้รับการจัดสรรโดยประมาณ มูลค่า 14,600 ล้านบาท (ช่วงปีงบประมาณ 2558-2564) โดยท่าอากาศยานบุรีรัมย์ ได้รับการจัดสรรงบประมาณคิดเป็น ร้อยละ 11.8 จากการลงทุนทั้งหมด โดยได้รับการจัดสรรงบประมาณครั้งแรกในปี 2563

จากสถิติปริมาณผู้โดยสารของท่าอากาศยานบุรีรัมย์ ตั้งแต่ปี 2553 มีจำนวน 6,113 คน ต่อปี ถึงปี 2562 มีปริมาณผู้โดยสาร 349,440 คนต่อปี โดยเวลา 10 ปีที่ผ่านมาปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 144 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราเฉลี่ยสูงสุดของท่าอากาศยานในความรับผิดชอบของกรมท่าอากาศยาน โดยเฉพาะช่วงก้าวกระโดดในปี 2560-2562 และในช่วงเวลาที่จังหวัดบุรีรัมย์ มีการแข่งขันกีฬาจะมีปริมาณเที่ยวบินและผู้โดยสาร ต่อชั่วโมง เกินขีดความสามารถที่ท่าอากาศยานจะรองรับได้ ดังตัวอย่างการจัดการแข่งขัน Moto GP ในชั่วโมงคับคั่งจะมีปริมาณผู้โดยสาร 720 คน (4 เที่ยวบิน) ต่อชั่วโมง ซึ่งอาคารที่พักผู้โดยสารของท่าอากาศยานบุรีรัมย์ในปัจจุบันห้องผู้โดยสารขาออกรองรับได้ 300 คน (2 เที่ยวบิน ) ต่อชั่วโมง และห้องผู้โดยสารขาเข้ารองรับได้ 150 คน (1 เที่ยวบิน) ต่อชั่วโมงจากข้อเท็จจริงดังกล่าว กรมท่าอากาศยานจึงได้เสนอแผนพัฒนาท่าอากาศยานบุรีรัมย์ ซึ่งประกอบด้วย 2 โครงการ คือโครงการก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารหลังใหม่ (ได้รับการจัดสรรงบประมาณแล้วใน ปี 2563-2565) สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 1,000 คนต่อชั่วโมง หรือ 2.80 ล้านคนต่อปี ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 619 ล้านบาท เปิดให้บริการในปี 2566 และโครงการก่อสร้างขยายความยาวทางวิ่งจาก 2,100 เมตร เป็น 2,990 เมตร อาคารคลังสินค้าและลานจอดอากาศยานขนส่งสินค้า กรมท่าอากาศยานขอรับการจัดสรร งบประมาณในปี 2564 จำนวน 950 ล้านบาท เพื่อให้สามารถรองรับอากาศยานขนาดใหญ่ชนิด B787 หรือ A330 ในการบินพิสัยไกล เพื่อให้สามารถเปิดเส้นทางบินตรงจากออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออก เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านที่ 2 ในการวางตำแหน่งยุทธศาสตร์ ให้ท่าอากาศยานบุรีรัมย์ เป็นศูนย์กลางทางการบินของอีสานใต้ในการเชื่อมการขนส่งทางอากาศกับกลุ่มประเทศ CLMV และกลุ่มอนุลุ่มแม่น้ำโขง รวมทั้งสนับสนุนนโยบายการส่งเสริมท่าอากาศยานภูมิภาค ให้เป็นศูนย์กลางรวบรวมผลผลิต สินค้าในแถบอีสานใต้ ออกสู่ตลาดต่างประเทศส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้น พร้อมเสริมศักยภาพของการเป็นเมืองกีฬาครบวงจร (Sport city) และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สั่งกรมสรรพสามิตออกมาตรการทางภาษี ช่วยเหลือกลุ่มแรงงานและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้สั่งการให้กรมสรรพสามิตเร่งเยียวยาฟื้นฟูและอำนวยความสะดวกผู้ประกอบอุตสาหกรรมตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 และภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ 

กรมสรรพสามิต ได้ดำเนินมาตรการที่เป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจในบางสินค้าเรียบร้อยแล้ว ประกอบด้วย รถยนต์ (ประเภทรถยนต์นั่งสามล้อแบบพลังงานไฟฟ้า) ได้เพิ่มพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตเพื่อส่งเสริมการลงทุนพัฒนาเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและการจ้างงาน และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด โดยกำหนดให้เสียภาษีตามมูลค่าร้อยละ 2 (จากเดิมร้อยละ 4) /ในส่วนของเครื่องดื่มน้ำผลไม้และน้ำพืชผักที่มีการเติมสารอาหารและสารอื่นแก้ไขอัตราส่วนผสมจากร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 10 เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องดื่ม โดยคำนึงถึงนวัตกรรมในปัจจุบัน และให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการบริโภคสินค้าเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ต่อมาคือสนับสนุนให้สถานบริการคงปริมาณการจ้างงาน เพื่อช่วยเหลือลูกจ้างไม่ให้ตกงาน โดยสถานบริการที่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีปริมาณการจ้างงานเท่ากับก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จะได้รับสิทธิ์เสียภาษีอัตราตามมูลค่าร้อยละ 0 ของรายรับของบริการจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2563 เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคท่องเที่ยวและบริการ รวมทั้งเพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนจากสถานการณ์ดังกล่าว การขยายเวลาการบังคับใช้อัตราภาษีปัจจุบันของบุหรี่ซิกาแรตและยาเส้นออกไปถึงวันที่ 30 กันยายน 2564 และเลื่อนการบังคับใช้อัตราภาษีใหม่ของบุหรี่ซิกาแรตและยาเส้นออกไป โดยเริ่มใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรมยาสูบและยาเส้นและเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบและยาเส้นได้รับการเยียวยาจากปัญหาการขาดสภาพคล่อง และสุดท้ายคือการขยายเวลาในการส่งสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีออกนอกราชอาณาจักรหรือนำเข้าไปในเขตปลอดอากรจากเดิมภายใน 15 วัน และขยายได้อีก 15 วันรวมทั้งหมดไม่เกิน 30 วัน เปลี่ยนเป็นภายใน 30 วันและขยายได้อีก 30 วัน รวมถึงขยายได้หากมีความจำเป็นอีก 60 วัน รวมทั้งหมดไม่เกิน 120 วัน และขยายเวลาในการส่งเอกสารหลักฐานจากเดิมภายใน 60 วันและขยายได้อีก 60 วันรวมทั้งหมดไม่เกิน 120 วันเปลี่ยนเป็นภายใน 90 วันและขยายได้หากมีความจำเป็นอีก 60 วันรวมทั้งหมดไม่เกิน 150 วัน


7 กรกฎาคม 2563

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวปฏิบัติตามมาตรการท่องเที่ยววิถีใหม่ภายใต้การควบคุมโรคติดต่อ 

นายสมโภชน์ มณีรัตน์ โฆษกกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมเป็นต้นมา กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้เปิดให้บริการนักท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบแล้วจำนวน 64 แห่ง จากอุทยานแห่งชาติทั้งหมดทั่วประเทศ 155 แห่ง ส่วนที่เหลืออีก 63 แห่งเปิดให้บริการเป็นบางจุดท่องเที่ยวภายในอุทยานนั้นๆ และยังมีอีก 28 อุทยานที่ยังไม่เปิดให้บริการนักท่องเที่ยว เนื่องจากพิจารณาสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แล้วพื้นที่ยังไม่เหมาะสมที่จะรองรับนักท่องเที่ยว 

อย่างไรก็ตาม แม้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวแล้วแต่ยังมีความจำเป็นต้องจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวเพื่อให้สอดคล้องตามมาตรการด้านสาธารณสุขโดยเฉพาะการเว้นระยะห่างทางสังคม สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีความประสงค์จะเดินทางมาท่องเที่ยวในกรมอุทยานฯ จะเปิดให้มีจองล่วงหน้าเป็นเวลา 15 วัน ผ่านแอปพลิเคชัน QueQ ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันระบบเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปจองที่พักได้ทุกอุทยานทั่วประเทศ สามารถทราบผลได้ทันทีว่ามีที่พักว่างในช่วงเวลาที่ต้องการเดินทางหรือไม่ โดยจะเปิดให้จองล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชันร้อยละ 70 ส่วนที่เหลือร้อยละ 30 จะรองรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางที่อุทยาน จึงจำเป็นต้องมีการวางแผนล่วงหน้า

โฆษกกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยังเปิดเผยถึงรูปแบบการท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติ ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ว่า จากนี้ไปนักท่องเที่ยวต้องใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และยังคงปฏิบัติข้อบังคับของกรมอุทยาน เช่น ห้ามให้อาหารสัตว์ ห้ามขับรถเร็วไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับสัตว์ป่า ห้ามทิ้งขยะและไม่นำขยะพลาสติก กล่องโฟม มาใช้ในอุทยาน และที่สำคัญนักท่องเที่ยวต้องปฏิบัติตามาตรการด้านสาธารณสุขต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าทุกครั้งที่ท่องเที่ยวภายในอุทยาน แยกจุดทิ้งหน้ากากอนามัย และต้องแสกน QR Code  ไทยชนะทุกครั้งที่เข้า-ออกอุทยาน แม้จะสร้างความไม่สะดวกให้กับนักท่องเที่ยวแต่เพื่อป้องกันไม่ให้พื้นที่อุทยานเป็นแหล่งแพร่กระจายเชื้อไวรัสโควิด-19 


ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย  ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยเพิ่มเติม ระยะที่ 2 

ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย  หรือไอแบงก์ แจ้งว่า เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตามมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ล่าสุดได้ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยเพิ่มเติมระยะที่ 2 ทั้งลดภาระค่างวด พักชำระเงินต้นและกำไร และขยายระยะเวลาสินเชื่อไป เป็นการช่วยเหลือลูกหนี้รายเดิมประเภทกลุ่มสินเชื่ออเนกประสงค์แบบไม่มีหลักประกันภายใต้กำกับ สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สินเชื่อที่อยู่อาศัยและอเนกประสงค์แบบมีหลักประกัน โดยลูกหนี้ต้องไม่มีสถานะเป็นหนี้ค้างชำระเกินกว่า 90 วัน หรือ NPF ณ วันที่ 1 มีนาคม 2563 โดยลูกหนี้สามารถยื่นเรื่องผ่านเว็บไซต์ www.ibank.co.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ibank Call Center 1302 เลือกได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 


ททท.ประเมิน หยุดยาว 4 วัน คนเดินทางท่องเที่ยว 1.42 ล้านคน-ครั้ง เงินสะพัดรวม 4,600 ล้านบาท 

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. จัดทำคาดการณ์การเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศของชาวไทยช่วงวันหยุดยาวเนื่องใน “วันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ปี 2563” ระหว่างวันที่ 4-7 กรกฎาคม 2563 โดยคาดว่าจะมีการเดินทางท่องเที่ยวประมาณ 1.42 ล้านคน-ครั้ง ซึ่งค่อนข้างต่ำกว่าในสถานการณ์ปกติที่มีผู้เยี่ยมเยือนเดินทางท่องเที่ยวประมาณ 2 ล้านคน-ครั้งขึ้นไป และมีการใช้จ่ายสร้างรายได้หมุนเวียนมากกว่า 4,660 ล้านบาท 

การเดินทางท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นกลุ่มครอบครัว ในระยะทางใกล้ๆ โดยภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม และยังคงกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เมืองหลัก ขณะที่แหล่งท่องเที่ยวในภาคใต้และภาคเหนือได้รับความนิยมค่อนข้างน้อย เนื่องจากเป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวของพื้นที่ ทั้งนี้แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ได้แก่ กาญจนบุรี กรุงเทพมหานคร นครราชสีมา นครศรีธรรมราช ชลบุรี ระยอง และลพบุรี เป็นต้น

สำหรับปัจจัยให้การเดินทางท่องเที่ยวปีนี้ไม่คึกคัดเท่าที่ควรเนื่องจาก เงื่อนไขการรักษาระยะห่างทางสังคม ทำให้แหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่ออกมาตรการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวบางกลุ่มอาจยังไม่มั่นใจในมาตรการความปลอดภัยและภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น


ไปรษณีย์ไทย ร่วมกับ กสท โทรคมนาคม ยกระดับการติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับสิ่งของฝากส่งในตู้ไปรษณีย์

นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทย ร่วมกับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT พัฒนาตู้ไปรษณีย์ชาญฉลาด (Smart Thailand Post Box) หรือตู้ไปรษณีย์ที่มีเซนเซอร์สำหรับตรวจหาสิ่งของที่ฝากส่งผ่านตู้ไปรษณีย์ด้วยเทคโนโลยี Internet Of Things (IoT) ผ่านการติดตั้งระบบเซนเซอร์ รับ – ส่งข้อมูล ทำให้สามารถแสดงผลข้อมูลต่างๆ ของตู้ไปรษณีย์บนคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ อาทิ สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต ซึ่งจะแสดงผลเมื่อจดหมายถูกหย่อนผ่านช่องรับจดหมายไปยังไปรษณีย์ในพื้นที่ให้รับทราบทันทีและสามารถตรวจสอบจำนวนครั้งของการหย่อนจดหมายในตู้ไปรษณีย์ได้พร้อมบันทึกวันและเวลาในการเปิดหรือปิดประตูตู้ดังกล่าว ให้สามารถกำหนดเวลาการไขตู้ไปรษณีย์ได้สะดวกยิ่งขึ้นเป็นการยกระดับมาตรฐานความเร็วในการรับฝากจดหมายผ่านตู้ไปรษณีย์ และเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการ ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณการฝากส่งจดหมาย โดยเฉลี่ยต่อปีมากกว่า 1,600 ล้านชิ้น ทั้งนี้ ไปรษณีย์ไทย ได้วางแผนทดลองติดตั้งเซนเซอร์ในตู้ไปรษณีย์ชาญฉลาด จำนวน 1,000 ตู้ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภายในปี 2563 และภายในปี พ.ศ.2564 จะขยายการติดตั้งเซนเซอร์ครบทุกตู้ กว่า 22,000 ตู้ทั่วประเทศ


8 กรกฎาคม 2563

กระทรวงพาณิชย์ จับมือพันธมิตรด้านค้าส่ง-ค้าปลีกรายใหญ่ เตรียมจัดมหกรรมค้าส่งรวมใจ โชวห่วยไทยคู่สังคม ลดสูงสุดกว่าร้อยละ 50 

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ไปดำเนินการจัดประชุมระดมความร่วมมือร่วมกับสมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย ชมรมทายาทห้างค้าปลีก-ค้าส่งแห่งประเทศไทย (YTS) กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ บริษัทผู้ผลิตสินค้า และห้างค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นรายใหญ่ของประเทศ เพื่อร่วมวางแนวทางการจัดงานมหกรรมลดราคาสินค้าทั่วประเทศ ภายใต้ชื่อ  “ค้าส่งรวมใจ โชวห่วยไทยคู่สังคม” ครั้งที่ 15 ระหว่างวันที่ 12-31 สิงหาคม 2563 และในโอกาสครบรอบ 100 ปีกระทรวงพาณิชย์ปีนี้ ได้จัดให้มีโปรโมชันพิเศษลดราคาสูงสุดกว่าร้อยละ 50 ในร้านค้าส่งค้าปลีกที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ 

นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ มีร้านในเครือข่ายกว่า 20,000 แห่ง พร้อมที่จะเข้าร่วมมหกรรมลดราคาสินค้าในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้สินค้าคุณภาพดี ราคาถูก กระจายไปถึงมือประชาชนในพื้นที่ระดับตำบลและหมู่บ้าน และช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวย้ำว่า การกิจกรรมครั้งนี้จะสามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนและผู้ที่มีรายได้น้อยอีกทั้งยังช่วยเหลือร้านค้าโชวห่วยขนาดเล็กทั่วประเทศให้สามารถทำธุรกิจได้ต่อไป ซึ่งจะส่งผลดีต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ


9 กรกฎาคม 2563

สถิติการค้าชายแดน 5 เดือนแรกของปี 2563 มีมูลค่ารวม 524,357 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 9.71 

นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า สถิติการค้าชายแดนและผ่านแดนของไทย 5 เดือนแรกของปี 2563 มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 524,357 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 9.71 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นการส่งออก 305,725 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 9.03 และการนำเข้ามีมูลค่า 218,632 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 10.65 ทำให้ไทยเกินดุลการค้า 87,093 ล้านบาท 

ส่วนการค้าชายแดน 4 ประเทศ พบว่า มาเลเซียยังเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่ง มีมูลค่าการค้ารวม 87,854 ล้านบาท รองลงมาคือ สปป.ลาว เมียนมา และกัมพูชา 

สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปมาเลเซีย ได้แก่ ยางพารา เครื่องคอมพิวเตอร์และแผงวงจรไฟฟ้า  ด้านการค้าผ่านแดน พบว่า จีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งมีมูลค่าการค้ารวม 90,740 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.74 โดยสินค้าที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ผลไม้สดฯ ยางพารา และเครื่องคอมพิวเตอร์ฯ รองลงมาคือ สิงคโปร์และเวียดนาม

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การค้าชายแดนและผ่านแดนทั่วประเทศ ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปี ส่งผลให้มีการปิดจุดผ่านแดนของไทยทั่วประเทศทั้งหมด จากจำนวน 97 จุด เหลือเพียง 28 จุด ซึ่งกรมฯได้ผลักดันให้มีการเปิดจุดผ่านแดนเพิ่มเติม 9 จุด  ขณะเดียวกันได้เร่งประสานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดที่อยู่คืดกับประเทศเพื่อนบ้านให้พิจารณาเปิดช่องทางเข้าออกด่านจุดผ่านแดน หรือจุดผ่อนปรนในพื้นที่รับผิดชอบ เฉพาะเพื่อการนำเข้าส่งออกสินค้าผ่านแดนได้ตามความจำเป็น ทั้งนี้เพื่อบรรเทาผลกระทบและขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าชายแดน โดยต้องมีมาตรการป้องกันโรคและกำกับการปฏิบัติเพื่อให้เป็นไปตามกฎ ระเบียบและเงื่อนไขที่ทางราชการกำหนดอย่างเคร่งครัด ซึ่งปัจจุบันมีการเปิดจุดผ่านแดน แล้วจำนวน 12 จุด ส่วนตัวเลขเป้าการค้ากชายแดนและผ่านแดนปีนี้คาดว่าจะลดลงเหลือ  1.1 ล้านล้านบาท จากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 1.5 ล้านล้านบาท


การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกับกองทัพเรือ และจังหวัดชลบุรี จัดโครงการ "สัตหีบเมืองต้นแบบท่องเที่ยววิถีใหม่ New Normal" 

นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. ร่วมกับกองทัพเรือและจังหวัดชลบุรี จัดโครงการ "สัตหีบเมืองต้นแบบ ท่องเที่ยววิถีใหม่ New Normal" โดย ททท. ได้มอบตรามาตรฐานด้านความปลอดภัยและสุขอนามัย (Amazing Thailand Safety and Health Administration หรือ SHA) ในประเภทนันทนาการและสถานที่ท่องเที่ยว จำนวน 4 แหล่ง ให้แก่ ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ ภายใต้การดูแลของหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา เกาะและทะเลไทย (เกาะแสมสาร) ภายใต้การดูแลของกองเรือยุทธการ ศูนย์บริการหาดทรายแก้ว ภายใต้การดูแลของโรงเรียนชุมพล และหาดนางรำ - หาดนางรอง ภายใต้การดูแลของฐานทัพเรือสัตหีบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเชิญชวนให้ประชาชนกลับมาเดินทางท่องเที่ยวอีกครั้ง หลังจากสถานการณ์โควิด-19 อยู่ในระดับที่ปลอดภัยแล้ว


สังคม

6 กรกฎาคม 2563

ตลอดทั้งวันนี้ประชาชนบางส่วนต่างทยอยกลับจากภูมิลำเนาเข้าสู่กรุงเทพมหานคร 

บรรยากาศการเดินทางกลับเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ภายหลังที่ประชาชนต่างใช้ช่วงวันหยุดยาว วันที่ 4 - 7 กรกฎาคม 2563 ซึ่งเป็นวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา กลับภูมิลำเนาเพื่อไปทำบุญ หรือท่องเที่ยวในต่างจังหวัด ณ สถานีขนส่งกรุงเทพ (จตุจักร) ตลอดทั้งวันนี้พบว่ามีประชาชนบางส่วนกลับเข้าสู่กรุงเทพมหานครบ้างแล้ว แต่ก็ยังคงบางตา เนื่องจากยังเหลือวันหยุดในวันพรุ่งนี้ (7 ก.ค. 63) อีกหนึ่งวัน ซึ่งคาดว่าประชาชนจะทยอยกลับจากภูมิลำเนาในวันพรุ่งนี้กันเป็นจำนวนมากกว่า 75,000 คน รวม 6,300 เที่ยว ทั้งรถเที่ยวปกติและเที่ยวเสริม เพื่อเตรียมตัวกลับมาทำงานตามปกติ ขณะเดียวกันยังมีบางส่วนที่ออกเดินทางไปต่างจังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเข้ามาท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ หรือทำธุระในช่วงวันหยุดยาวตามสถานที่ต่างๆ ในส่วนของภายในสถานีขนส่งฯ ประชาชนทุกคนมีการสวมใส่หน้ากากอนามัยเดินทางมาพร้อมกับกระเป๋าสัมภาระ ผ่านจุดคัดกรอง ทั้งการลงทะเบียน QR CODE ไทยชนะ และวัดอุณภูมิด้วยเครื่องเทอร์โมสแกน ท่ามกลางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ดูแลและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนอย่างเข้มงวด


7 กรกฎาคม 2563

กรมศิลปากร เตรียมเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระพุทธชินราช จัดแสดงโบราณวัตถุล้ำค่าแสดงถึงความศรัทธา ในเดือนสิงหาคมนี้

นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า โครงการปรับปรุงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของเมืองพิษณุโลก และความศรัทธาของสถาบันพระมหากษัตริย์ และประชาชนที่มีต่อพระพุทธชินราช แต่เดิมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้อยู่ในความดูแลของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร ใช้พื้นที่ของพระวิหารพระพุทธชินสีห์และพระวิหารพระศรีศาสดาเป็นที่จัดแสดงโบราณวัตถุศิลปวัตถุ ต่อมากรมศิลปากรได้จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระพุทธชินราช เปิดให้ประชาชนเข้าชมมานานถึง 53 ปี จนถึงปี 2557 จึงก่อสร้างอาคารหลังใหม่เพื่อเก็บรวบรวมโบราณวัตถุที่เกี่ยวข้องกับวัดพระศรีรัตนมหาธาตุพิษณุโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คาดว่าจะเปิดให้ประชาชนเข้าชมช่วงเดือนสิงหาคมนี้

สำหรับการจัดแสดงนิทรรศการที่น่าสนใจ ประกอบด้วย วัตถุแห่งศรัทธาที่พระมหากษัตริย์ พระราชทานแด่พระพุทธชินราช เช่น ต้นไม้ทองตันไม้เงิน พัดรัตนาภรณ์ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนการิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อปี 2501 ต้นไม้ทองต้นไม้เงินของที่พระมหากษัตริย์เครื่องแก้ว เจียระไน เครื่องตามประทีป ประวัติศาสตร์โบราณคดีพิษณุโลก จัดแสดงเรื่องราวพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของพิษณุโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ประวัติความเป็นมาของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร เมืองพิษณุโลกและพระพุทธชินราช การเสด็จพระราชดำเนินมานมัสการพระพุทธชินราชของพระมหากษัตริย์ พุทธบูชาราชรัตนาภรณ์จัดแสดงสังวาลประดับองค์พระพุทธชินราช และสายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ล้ำค่า ซึ่งพระมหากษัตริย์ถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระพุทธชินราช และความศรัทธาที่มีต่อพระพุทธชินราชของพระมหากษัตริย์ไทยรวมถึงโบราณวัตถุอื่นๆ ที่ขุดค้นได้ในเขตจังหวัดพิษณุโลกด้วย


8 กรกฎาคม 2563

กรมการจัดหางาน เร่งพัฒนาฝีมือทักษะแรงงานในช่วงโควิด-19 ก่อนเดินทางไปทำงานต่างประเทศหลังสถานการณ์คลี่คลาย

นายสุชาติ พรชัยวิเศษกุล อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า มีแรงงานไทยเดินทางไปต่างประเทศสะสมกว่า 130,000 คน ส่วนใหญ่ไปทำงานประเทศแถบเอเชีย เอเชียใต้ เช่น ไต้หวัน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ รองลงมาเป็นตะวันออกกลาง อย่างอิสราเอล นอกจากนี้มียุโรป อเมริกาและภูมิภาคอื่นๆ เล็กน้อยราว 5,600 คน คนกลุ่มนี้ส่งรายได้เข้าประเทศกว่า 90,000 ล้านบาท นับตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายนที่ผ่านมา ทั้งนี้กรมการจัดหางานมีแนวทางการส่งเสริมแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศโดยการลงนามความร่วมมือกับประเทศต่างๆ เพื่อให้แรงงานมีความรู้ความเชี่ยวชาญทักษะอาชีพและภาษา 

กรมการจัดหางาน ยังเร่งพัฒนาฝีมือแรงงานไทยในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมในช่วงโควิด-19 เตรียมพร้อมหากสถานการณ์คลี่คลายแรงงานไทยจะมีความเชี่ยวชาญกลับไปทำงานต่างประเทศได้ทันที สำหรับประชาชนที่สนใจเดินทางไปทำงานต่างประเทศ หรือไม่มั่นใจว่าผู้ที่พาไปทำงานเป็นมิจฉาชีพหรือไม่สอบถามกรมการจัดหางานได้ที่สายด่วน 1506 กด 2 หรือที่สำนักงานในพื้นที่ใกล้เคียง


9 กรกฎาคม 2563

กระทรวงวัฒนธรรม ผนึกกำลังกับมูลนิธิต่อต้านการทุจริต ส่งเสริมค่านิยมวัฒนธรรม ผ่านโครงการประกวด การต่อต้านการทุจริต ผ่านศิลปะการแสดงพื้นบ้าน 

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการต่อต้านทุจริต ระหว่างกระทรวงวัฒนธรรม กับ มูลนิธิต่อต้านการทุจริต

และเป็นประธานแถลงเปิดโครงการประกวด การต่อต้านการทุจริตผ่านศิลปะการแสดงพื้นบ้าน ประจำปี 2563 ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า การต่อต้านทุจริตในครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานเเบบบูรณาการระหว่างองค์กร เพื่อเป็นต้นแบบการขยายผลไปหน่วยงานอื่นๆ นอกจากนี้ กระทรวงวัฒนธรรมและมูลนิธิต่อต้านการทุจริต ร่วมกับภาคเอกชน จัดโครงการประกวด การต่อต้านการทุจริต ผ่านศิลปะการแสดงพื้นบ้าน ประจำปี 2563 ขึ้น เปิดโอกาสให้เยาวชน นักเรียนตั้งแต่ประถมศึกษา ไปจนถีงระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและนักศึกษาอาชีวศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ทั่วประเทศ ส่งผลงานคลิปวิดีโอรณรงค์ต่อต้านการทุจริตผ่านศิลปะการแสดงพื้นบ้านที่หลากหลายเข้าประกวด ซึ่งเป็นมิติทางวัฒนธรรมมาปลูกฝัง สร้างจิตสำนึกให้เยาวชนไทยต่อต้านการทุจริต รวมถึงถ่ายทอดให้ประชาชนเข้าใจได้ง่ายและสนุกผ่านการเเสดงพื้นบ้าน

ด้านศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ ประธานกรรมการมูลนิธิต่อต้านการทุจริต กล่าวด้วยว่า ปีนี้ทางมูลนิธิต่อต้านการทุจริตได้ผนึกกำลังกับกระทรวงวัฒนธรรมและภาคเอกชน จัดประกวดครั้งนี้ขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนร่วมกันต่อต้านทุจริต ควบคู่กับการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ซึ่งผู้ที่ชนะเลิศการประกวดจะได้รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเกียรติบัตรและทุนการศึกษา 100,000 บาท ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดเอกสาร ที่เว็บไซค์ มูลนิธิต่อต้านการทุจริต ได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2563


กรมอนามัย แนะตลาดสดคุมเข้มความสะอาด กำจัดขยะ ตัดตอนแหล่งเพาะพันธุ์หนู ลดเสี่ยงนำโรค

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า กรณีที่มีการนำเสนอข่าวประเทศจีนพบผู้ต้องสงสัยติดเชื้อกาฬโรคในเมืองบายันนูร์ เขตมองโกเลียนั้น สำหรับประเทศไทยแม้จะยังไม่พบโรคดังกล่าว แต่สถานประกอบการที่ต้องเฝ้าระวังและมีความเสี่ยงของแหล่งเพาะพันธุ์หนูที่เป็นสัตว์นำโรคนี้มาสู่คน ก็คือตลาดสด ซึ่งต้องคุมเข้มความสะอาด ไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ โดยต้องกำจัดแหล่งอาหาร เศษอาหาร เศษผักผลไม้ต้องจัดเก็บไว้ในภาชนะที่ไม่รั่วซึม มีฝาปิดมิดชิดและนำไปกำจัดอย่างถูกต้อง รวมทั้งหมั่นล้างทำความสะอาดถังขยะ ไม่ให้มีเศษอาหารหรือกลิ่นอาหารอยู่ในท่อน้ำทิ้ง ทำความสะอาดพื้นที่ห้องครัวสม่ำเสมอ รางระบายน้ำ ไม่ให้อุดตันและมีเศษอาหารตกค้าง และควรปิดช่องทางหนูวิ่งเข้าออกตลาดด้วยลวดตาข่าย แผ่นโลหะ คอนกรีต อิฐ หิน เหล็ก กระเบื้องหนาๆ หรือวัสดุอื่นๆ 

นอกจากนี้ ควรมีการล้างตลาดเดือนละครั้ง หรือหากอยู่ในช่วงที่มีการระบาดของโรคควรล้างตลาดตามหลักการสุขาภิบาลอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยเน้นที่ 3 จุดสำคัญ ได้แก่ พื้น เขียง แผง เพราะเป็นจุดที่อยู่ใกล้ชิดและสัมผัสอาหารมากที่สุด หากไม่สะอาด หนูอาจจะมาแทะกินเศษอาหารได้

สำหรัยการล้างตลาดที่ถูกหลักสุขาภิบาลมี 2 ขั้นตอนสำคัญคือ การล้างด้วยน้ำและผงซักฟอก แล้วฆ่าเชื้อด้วยคลอรีนบริเวณบนแผงหรือพื้นทางเดิน แต่หากมีคราบไขมันจับให้ใช้น้ำผสมโซดาไฟ ราดแล้วทิ้งไว้ 15-30 นาที แล้วใช้แปรงลวดถูเพื่อช่วยขจัดคราบไขมัน และขั้นที่ 2 การฆ่าเชื้อโรคโดยใช้น้ำผสมผงปูนคลอรีนใส่ในฝักบัวรดน้ำแล้วรดบริเวณแผง เขียง ทางเดิน ทางระบายน้ำเสียให้ทั่ว ปล่อยทิ้งไว้เพื่อให้คลอรีนฆ่าเชื้อโรคและกำจัดกลิ่น ส่วนบริเวณที่มีกลิ่นคาวให้ใช้หัวน้ำส้มสายชูผสมน้ำราด สำหรับบริเวณห้องน้ำ และก๊อกน้ำสาธารณะที่ใช้ในตลาดต้องใช้น้ำยาทำความสะอาดหรือผงซักฟอกช่วย และล้างด้วยน้ำสะอาด ซึ่งจะเป็นการลดความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของโรคได้


กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับโรงพยาบาลรามาธิบดี และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้ยาเคมีบำบัดมะเร็งลำไส้ที่บ้าน 

นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้การดูแลสุขภาพประชาชนไม่เฉพาะโรคโควิด-19 แต่ยังให้ความสำคัญกับโรคอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะกลุ่มโรคมะเร็งที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เสี่ยงติดโรคติดต่อได้ง่ายกว่าคนทั่วไป และพบคนป่วยกันมากแต่ละปีมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ปีละ 142,769 คน ผู้เสียชีวิต 73,000 คน โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ที่พบป่วยมากถึง 13,000 ราย เสียชีวิต 5,000 ราย เพื่อดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมการแพทย์ จึงได้บูรณาการความร่วมมือกับโรงพยาบาลรามาธิบดี และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พัฒนาบริการรูปแบบใหม่ด้วยการให้ยาเคมีบำบัดที่บ้าน สามารถรับยาได้ตรงตามนัดทุกครั้ง ผลการรักษาดีขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล

ด้าน นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ในปี 2563 จะนำร่องให้เคมีบำบัดที่บ้าน แก่ผู้ป่วย ใน รพ. 7 แห่ง นำร่อง ได้แก่ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ รพ.รามาธิบดี รพ.ราชวิถี รพ.จุฬาภรณ์ รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า รพ.มะเร็งลพบุรี รพ.มะเร็งชลบุรี ซึ่งเริ่มแล้วตั้งแต่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา และในปี 2564 จะขยายไปทั้ง 13 เขตสุขภาพ ส่วนค่ารักษานั้นบัตรทองครอบคลุมบริการนี้แล้ว ส่วนสิทธิอื่นๆ จะมีการเจรจาต่อไป 



ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : ธนพิชฌน์ แก้วกา

ผู้เรียบเรียง : ธนพิชฌน์ แก้วกา

แหล่งที่มา : สำนักข่าว