สรุปข่าวประจำสัปดาห์ ( 23-26 มีนาคม 2563)

27 มี.ค. 2563 | เข้าชม : 1255

สรุปข่าวประจำสัปดาห์ ( 23-26 มีนาคม 2563)

การเมือง/มั่นคง

23 มีนาคม 2563

รัฐบาล จัดทำแผนปฏิบัติการค้นหาเฝ้าระวังป้องกันโรคระดับอำเภอและหมู่บ้าน ดูแลประชาชนและแรงงานต่างด้าวที่เดินทางกลับภูมิลำเนา 

นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาจากโรคติดเชื้อโควิด-19 แถลงข่าวถึงสถานการณ์ล่าสุดของโรคโควิด -19 ผ่านศูนย์แถลงข่าว ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รัฐบาลได้ขอความร่วมมือประชาชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ให้พำนักอยู่บ้าน งดเดินทางไปต่างจังหวัด ยอมรับว่าหลังจากมีการประกาศปิดสถานที่ต่างๆ เป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคมจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2563 ส่งผลให้ประชาชนและแรงงานต่างด้าวที่ได้รับผลกระทบเดินทางกลับภูมิลำเนา ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถห้ามได้ แต่ได้มีมาตรการรองรับ โดยคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ได้จัดทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด จัดทำแผนปฏิบัติการค้นหาเฝ้าระวังป้องกันโรคระดับอำเภอและหมู่บ้านคัดกรองผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงให้แยกตัวสังเกตการณ์ 14 วันตามหลักของกระทรวงสาธารณสุข ทั้งนี้ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 ไม่ได้มีเฉพาะในประเทศไทย แต่ที่กรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รับรายงานว่ามีคนไทยเสียชีวิตจำนวน 1 คน กระทรวงการต่างประเทศ จะดำเนินการช่วยเหลือ พร้อมขอบคุณรัฐบาลจีนที่ได้บริจาคเวชภัณฑ์ให้ทางการไทย ส่วนมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ คณะรัฐมนตรีจะออกมาตรการต่างๆ เพิ่มเพื่อเป็นการช่วยเหลือในวันพรุ่งนี้

นายแพทย์ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ที่ปรึกษากรมการแพทย์และกรมควบคุมโรค เห็นว่าโรคดังกล่าวเป็นโรคระบาดรุนแรง ซึ่งสิ่งสำคัญคือความร่วมมือร่วมใจ และดำเนินการตามมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อช่วยป้องกันการแพร่เชื้อ พร้อมยอมรับว่า การแพร่เชื้อทางอากาศเกิดขึ้นได้ แต่ไม่มาก ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ดังนั้นมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคมช่วยได้ พร้อมแนะนำประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนา ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ


นายกรัฐมนตรี ประชุมศูนย์โควิด -19 ทำเนียบรัฐบาล ไม่มีการหารือใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คุมสถานการณ์เพิ่ม

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมีคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง 

ภายหลังการประชุม นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 

นางสาวรื่นฤดี สุวรรณมงคล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ และนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ร่วมกันแถลงข่าว

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลประชุมว่า ที่ประชุม เน้นย้ำ 6 มาตรการของรัฐบาลที่ออกไป โดยเฉพาะมาตรการ การคัดกรองบุคคลที่เดินทางเข้าประเทศไทย รวมถึงเรื่องการกระจายหน้ากากอนามัย โดยที่ประชุมยังไม่ได้มีการพูดคุยถึงการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อมาดูแล สถานการณ์ในขณะนี้ ทั้งนี้การประชุมคณะรัฐมนตรีพรุ่งนี้จะมีการพิจารณามาตรการช่วยเหลือเยียวยา ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการปิดกิจการในช่วงเวลานี้ โดยมีมติให้บริษัทจำกัด บริษัทมหาชน ที่จดทะเบียนทางการค้ากับพัฒนาธุรกิจการค้า ในกระทรวงพาณิชย์สามารถแจ้งเพื่อขอเลื่อนการประชุมกรรมการ ผู้ถือหุ้น ประจำปี จากเดิมที่กฎหมายกำหนดไว้ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 เมษายนนี้ของทุกปี โดยทางกระทรวงพาณิชย์ จะยกเว้นค่าปรับ แต่หากบริษัทใดมีความจำเป็นก็สามารถใช้วิธีการประชุมผ่านระบบอีเล็กทรอนิกส์ได้ หรือผู้ถือหุ้นใช้วิธีมอบอำนาจกรรมการอิสระได้ แต่หากจำเป็นต้องจัดประชุม ก็ต้องปฎิบัติตามมาตรการการแพร่ระบาดของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ย้ำว่า บริษัทสามารถใช้การประชุมอิเล็กทรอนิกส์ได้เพราะคำสั่ง คสช.ที่ออกมาก่อนหน้านี้ เป็นการประชุมที่กฎหมายให้การรองรับ โดยมีเพียงสองเงื่อนไขเท่านั้น ที่ประชุมได้ถูกต้องตามกฎหมายคือ จะต้องมีผู้ร่วมการประชุมอย่างน้อย 1 ใน 3 ขององค์ประชุม จะต้องมาเข้าร่วมประชุม เช่น หากมีคณะกรรมการ 14 คน องค์ประชุม จะต้องมี 7 คน ดังนั้น 1 ใน 3 ของคณะกรรมการ 7 คนนี้ ก็เท่ากับ 3 คนต้องอยู่ในที่ประชุมร่วมกัน ก็ถือว่าประชุมร่วมกันได้ ส่วนอีกเงื่อนไข คือผู้ร่วมประชุมต้องอยู่ในประเทศ พร้อมทั้งยืนยันว่าการประชุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์นี้ชอบด้วยกฎหมาย และมีผลในทางคดีต่างๆ ทั้งนี้เพื่อลดการแพร่เชื้อและความเสี่ยงการแพร่ระบาดของโรค และถูกต้องตามกฎหมาย ใช้เทคโนโลยีถูกต้องตามสถานการณ์


รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขอบคุณประชาชน ผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า และผู้ค้าขายที่ยอมเสียสละดำเนินตามมาตรการที่กำหนด เชื่อหากร่วมมือกันจริงจังจะสามารถหยุดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ภายในเร็ววัน

นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณประชาชนและผู้ประกอบการที่ปิดห้างสรรพสินค้า รวมถึงผู้ค้า-ขาย ในห้างสรรพสินค้าหยุดการค้าขายในช่วงนี้ ซึ่งถือเป็นการเสียสละร่วมดำเนินการตามมาตรการหยุดการแพร่ระบาดของโรคโควิด - 19 อย่างดี ทั้งนี้เชื่อว่าหากทุกคนร่วมมือกันดำเนินการตามมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดอย่างเคร่งครัด โดยพยายามอยู่บ้านไม่เคลื่อนย้าย หรือกลับภูมิลำเนา เพื่อไม่ให้นำเชื้อกลับไปแพร่ระบาดต่างจังหวัด หรือนำไปติดคนใกล้ชิด การใส่หน้ากากอนามัยในแหล่งที่มีประชาชนแออัด ลดการสัมผัสและล้างมือบ่อยๆ รวมถึงยังได้เชิญผู้ประกอบการส่งอาหารที่มีกว่า 17 บริษัท มาประชุมร่วมกันเพื่อชี้แจงมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระหว่างการส่งอาหารของพนักงานให้กับประชาชนด้วย เพื่อร่วมกับยับยังการแพร่ระบาดของโรค ทั้งนี้เชื่อว่าหากทุกภาคส่วนร่วมมือกันดำเนินตามมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดอย่างจริงจังและเคร่งครัดก็จะทำให้การแพร่ราะบาดของโรคนี้หมดไปในเร็ววันนี้ได้


สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน แนะคนไทยที่จะเดินทางกลับจากสหราชอาณาจักร ปรับการเดินทางให้เร็วขึ้น โดยสายการบินยังคงให้บริการตามปกติวันละ 2 เที่ยวบิน

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน ออกข้อแนะนำเพิ่มเติมเรื่องการเดินทาง เนื่องจาก สายการบินพาณิชย์ต่างๆ ในสหราชอาณาจักร ประกาศยกเลิกเที่ยวบิน หรือเปลี่ยนแปลงแผนการบินในช่วงนี้ ส่งผลกระทบต่อแผนการเดินทางของชาวไทยที่ประสงค์จะเดินทางกลับประเทศไทยและยังไม่มีความแน่นอนเกี่ยวกับพัฒนาการของสถานการณ์ระบาดของโรค จึงขอให้ชาวไทยที่ประสงค์จะเดินทางกลับประเทศไทย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยว ผู้เยาว์ คนชรา หรือผู้มีโรคประจำตัว พิจารณาปรับกำหนดการเดินทางให้เร็วขึ้น โดยขณะนี้ สายการบินไทย ยังให้บริการตามปกติ วันละ 2 เที่ยวบิน ได้แก่ TG911 เวลา 12.30 น. 

และ TG917 เวลา 21.35 น.

ขณะเดียวกัน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน ยังคงให้บริการออกหนังสือรับรองการเดินทางให้แก่ชาวไทยที่จะเดินทางกลับประเทศไทยต่อไป โดยขอให้ติดต่อทางระบบออนไลน์ ทางอีเมล์ เพื่อความสะดวกและประหยัดเวลา สำหรับผู้ที่ไม่สะดวก สามารถติดต่อได้ด้วยตนเองที่สถานเอกอัครราชทูตฯ ในวันทำการ หรือที่หน่วยบริการพิเศษ Hilton Heathrow Inn T2 สำหรับใบ Fit to Fly หลังวันที่ 22 มีนาคม 2563 ขอให้ใช้บริการแพทย์เอกชนในพื้นที่ที่พักอาศัย หรือบริการ GP ทางระบบออนไลน์ต่างๆ ส่วนบริการอื่นของฝ่ายกงสุล ยังคงเปิดบริการตามปกติ แต่เพื่อประโยชน์ในการควบคุมการแพร่กระจายของโรคและเพื่อความสะดวก ลดการเดินทางที่ไม่จำเป็น ขอให้เลือกรับบริการงานรับรองเอกสารและวีซ่าทางไปรษณีย์แทน ส่วนการทำหนังสือเดินทางและบัตรประชาชน หากไม่จำเป็นขอให้ชะลอไว้ก่อน แต่หากจำเป็น สถานเอกอัครราชทูตฯ ขอให้มารับบริการที่สถานเอกอัครราชทูตฯ ด้วยตนเอง

24 มีนาคม 2563

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขอความร่วมมือประชาชนปฎิบัติตามหลักกระทรวงสาธารณสุข เพื่อลดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ชี้แจงถึงการเตรียมการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ว่า ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีจะพิจารณา แต่ทราบว่าขณะนี้ได้เตรียมการใช้พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อเป็นเครื่องมือในการปฎิบัติหน้าที่ป้องกันการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าว แต่สิ่งสำคัญในการลดการแพร่ระบาดนั้นทุกคนจะต้องร่วมมือกันปฏิบัติตามหลักการที่กระทรวงสาธารณสุขขอความร่วมมือ ส่วนความคืบหน้าการดำเนินการของรัฐบาลนั้น ขณะนี้ได้ดำเนินการปิดด่านแนวชายแดนแล้วยกเว้นเพียงจุดที่มีคนไทยต้องเดินทางกลับเข้ามา ส่วนการดูแลผู้ป่วยมีทีมแพทย์ดูแล เช่นเดียวกับบุคคลต้องสงสัยมีจำนวนประมาณ 600 คน ทีมแพทย์ก็จะดูแลดำเนินการตามขั้นตอนในการคัดกรองและกักตัว ทั้งนี้ยังแนะนำประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาว่า จะต้องปฏิบัติตัวตามที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำเพื่อไม่ทำให้เกิดเชื้อแพร่กระจาย เพราะหากร่วมมือและดูแลตัวเองก็จะควบคุมสถานการณ์ได้ แต่ส่วนตัวเชื่อว่าความร่วมมือถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะลดการแพร่ระบาดของโรคได้ แม้หากจะมีกฎหมายออกมาแต่ความร่วมมือของประชาชนถือว่าสำคัญที่สุด ทั้งนี้ยังฝากให้สื่อให้ความสำคัญว่าการจะใช้กฎหมายใดก็แก้ปัญหาได้ยากหากคนไม่ร่วมมือกัน ซึ่งสื่อมวลชนควรช่วยกันเผยแพร่ข้อมูลทำให้เกิดความร่วมมือ สร้างการรับรู้ให้ประชาชนปฎิบัติตามมาตรการที่กำหนด ซึ่งหากประชาชนทุกภาคส่วนร่วมมือกันก็จะเกิดประโยชน์และแก้ปัญหาลดการแพร่ระบาดของโรคได้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่มีประชาชนและแรงงานต่างด้าวบางส่วนเดินทางหลังสถานประกอบการบางแห่งทยอยยุติการดำเนินการว่า ในวันนี้ (24 มี.ค.) คาดว่าจะได้รับข้อมูลรายละเอียดการเดินทางจากจังหวัดและมั่นใจว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่จะสามารถตามควบคุมดูแลให้ผู้ที่เดินทางกลับในพื้นที่ปฏิบัติตามหลักการสาธารณสุข ทั้งการกักตนเองและการป้องกันดูแล ไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อต่อไป


นายกรัฐมนตรี แสดงความห่วงใยประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ หลังพบปริมาณผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในประเทศไทยเพิ่มขึ้น 

นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตนรีว่าการกระทรวงกลาโหม แสดงความห่วงใยประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องดูแลรักษาผู้ป่วย หลังจากจำนวนผู้ติดโรคโควิด-19 ในประเทศไทยเพิ่มขึ้น แม้จะเป็นไปตามการประเมินของทีมแพทย์ที่ปรึกษาก็ตาม นายกรัฐมนตรี จึงได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลบุคลากรทางการแพทย์ให้เป็นอย่างดี รวมถึงการดูแลเวชภัณฑ์ ยา ที่จะนำมารักษาผู้ป่วย ต้องเพียงพอและมีความพร้อม ชุดหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ ต้องเพียงพอซึ่งปัจจุบันสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้กว่า 2.2 ล้านชิ้นต่อวันแล้ว โดยแจกจ่ายไปยังบุคลากรทางการแพทย์ประมาณ 1 ล้านชิ้นต่อวัน ส่วนที่เหลือจะนำไปแจกจ่ายให้ประชาชน ทั้งนี้หลังจากรัฐบาลออกคำสั่งของคณะกรรมการอำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่สั่งให้ปิดห้างสรรพสินค้า สถานบันเทิง สถานศึกษา สนามกีฬา เวทีมวย รวมถึงกิจการที่เกี่ยวข้องกับการติดโรคโควิด -19 เช่น อาบอบนวดและนวดแผนไทย เป็นการชั่วคราว ไปจนถึงวันที่ 12 เมษายนนี้ รวม 22 วัน ประชาชนจำนวนมาก ใช้เวลาดังกล่าวเดินทางกลับภูมิลำเนา จึงขอแนะนำให้ดูแลสุขภาพ พร้อมป้องกันตนเองและเฝ้าระวังตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงมหาดไทย เพื่อป้องกันการนำเชื้อไปแพร่ให้กับบุคคลในครอบครัว หรือคนในพื้นที่

รัฐมนนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยด้วยว่า ในส่วนของภาคธุรกิจที่จดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ ตามกฎหมายทั้งบริษัทมหาชน และบริษัทจดทะเบียน นิติบุคคล จำกัด จะมีการประชุมผู้ถือหุ้นภายในวันที่ 30 เมษายนของทุกปี จากเหตุการดังกล่าว รัฐบาล จึงได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ กลต. กระทรวงพาณิชย์และกฤษฏีกา มีมติอนุมัติให้ผู้ถือหุ้นสามารถประชุมผ่านวีดีโอคอนเฟอร์เรนได้ ตามระเบียบ หรือหากจะเดินทางมาประชุมตามระบบปกติ ควรจำกัดผู้ร่วมประชุมไม่เกิน 50 คนต่อ 1 ห้องประชุม มีระยะนั่งห่างไม่น้อยกว่า 1 เมตร ผู้ร่วมประชุมต้องสวมหน้ากากอนามัย หรือในกรณีเลื่อนการประชุมผู้ถือหุ้นสามารถแจ้งไปยังกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเพื่อขอยกเว้นค่าปรับ


อัยการและตำรวจ เห็นพ้อง สั่งไม่ฟ้อง นายธนาธร อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จัดรายการผ่านทางเฟซบุ๊กไลฟ์

นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เดินทางมารับฟังผลการสั่งคดีที่มีการกล่าวหาว่า นายธนาธร  จึงรุ่งเรืองกิจนายไกลก้อง ไวทยการและนางสาวจารุวรรณ ศรัณย์เกตุ ร่วมกันนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ กรณีร่วมกันจัดรายการ คืนวันศุกร์ให้ประชาชน ผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ ในเพจอนาคตใหม่ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2561 ในทำนองวิจารณ์กระแสข่าวว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีการดึงนักการเมือง เพื่อร่วมก่อตั้งเป็นพรรคพลังประชารัฐ 

นายกฤษฎางค์ เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่งความเห็นกลับมาทางพนักงานอัยการแล้ว โดยเห็นพ้องว่า สมควรมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องในคดีนี้ เนื่องจากเห็นว่า ไม่ใช่การกระทำความผิดทางอาญา ไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงทางการเมือง ทางเศรษฐกิจของชาติ ไม่ได้ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนกทำให้คดีนี้ถือเป็นอันสิ้นสุดไป ไม่สามารถรื้อฟื้นมาฟ้องร้องได้อีก ส่วนจะมีการพิจารณาฟ้องกลับหรือไม่ เรื่องนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจ ต้องนำความเห็นดังกล่าวกลับไปให้นายธนาธรพิจารณาก่อน

ส่วนคดีที่พนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ปอท. ส่งสำนวนการสอบสวนกล่าวหา นายปิยบุตร แสงกนกกุล อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ว่าเข้าข่ายเป็นการหมิ่นศาลรัฐธรรมนูญกรณีวิจารณ์การวินิจฉัยคดียุบพรรคไทยรักษาชาติ กรณีดังกล่าวสอบถามอัยการแล้ว ทราบว่าพนักงานสอบสวนยังไม่ได้ส่งผลการสอบสวนเพิ่มเติม ตามความเห็นพนักงานอัยการกลับมา จึงให้เลื่อนการสั่งคดีไปก่อนและให้นัดฟังคำสั่งอีกครั้งในวันที่ 26 พฤษภาคมนี้

25 มีนาคม 2563

นายกรัฐมนตรี ออกแถลงการณ์ ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน บังคับใช้พรุ่งนี้ แก้วิฤติไวรัสโควิด -19 ระบาด 

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกแถลงการณ์ ผ่านทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ เตรียมประกาศใช้ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อแก้ปัญหาการแพร่ระบาดจากไวรัสโควิด -19 รวมถึงการดูแลประชาชนจากผลกระทบดังกล่าวในทุกมิติ โดยมีใจความสำคัญว่า แนวโน้มของสถานการณ์ อาจทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อประชาชนในด้านต่างๆ ในฐานะนายกรัฐมนตรี จึงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการต่างๆ ให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้นเพื่อหยุดการแพร่ระบาด พร้อมกับลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยตนเองจะเข้ามาบัญชาการการจัดการกับไวรัสโควิด-19 ในทุกมิติ โดยจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักร อาศัยอำนาจ ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ เพื่อควบคุมสถานการณ์การระบาดของโรคติดต่ออันตรายร้ายแรง ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป เพื่อยกระดับศูนย์บริหารสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ให้เป็นหน่วยงานพิเศษ เพื่อบูรณาการทุกส่วนราชการและสั่งการทุกส่วนราชการได้อย่างมีเอกภาพ รวดเร็ว โดยมีตนเองเป็นประธานและมีปลัดกระทรวงต่างๆ รับผิดชอบภารกิจด้านต่างๆ เช่น การแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ด้านการควบคุมสินค้าและเวชภัณฑ์ ด้านการต่างประเทศและการคุ้มครองช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศ การแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ด้านความมั่นคงการปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภทฝ โดยจะประชุมร่วมกันทุกวัน ให้สามารถทำงานสอดประสานไปในทิศทางเดียวกันได้ โดยตนเองหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจะเป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดให้กับประชาชน

นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ภาครัฐอย่างเดียว ไม่สามารถฝ่าวิกฤตไปได้ จึงต้องดึงภาคเอกชนและภาคประชาสังคม เข้ามามีส่วนรวม ภายในหนึ่งสัปดาห์จะกระจายทีมงาน 

ไปทำความเข้าใจปัญหา รับทราบศักยภาพของแต่ละกลุ่ม ยืนยันว่า หากทุกคนร่วมมือกัน จะทำไห้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ ด้วยความดีงามในใจและความสามัคคีของคนไทย ในฐานะนายกรัฐมนตรี ขอให้คำมั่นสัญญากับทุกคนว่า จะเดินหน้าสุดความสามารถเพื่อนำประเทศไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปให้ได้ ขอให้ทุกคนสู้ไปด้วยกันและจะชนะไปด้วยกัน

นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ภายใต้พระราชกำหนดฉบับนี้ จะไม่มีการปิดร้านค้าที่จำหน่ายสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต แต่ข้อกำหนดเหล่านี้  อาจจะสร้างความไม่สะดวกกับประชาชนบ้าง แต่ขอให้ทุกท่านร่วมมือและเสียสละเพื่อส่วนรวม  นอกจากนี้ ขอความร่วมมือสื่อมวลชน นำเสนอข่าวอย่างรับผิดชอบ โดยได้สั่งการให้มีการแถลงข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์และมาตรการต่างๆ รวมถึงคำแนะนำต่อประชาชน เพียงวันละหนึ่งครั้ง เพื่อลดความซ้ำซ้อน นายกรัฐมนตรี ยังเตือนกลุ่มคนที่จะฉวยโอกาส หาผลประโยชน์จากสถานการณ์ในขณะนี้โดยตนเองจะบังคับใช้กฎหมาย เพื่อจัดการอย่างเด็ดขาด

รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงแนวทางและข้อกำหนดในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรไม่ใช่การประกาศเคอร์ฟิวส์

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงแนวทางและข้อกำหนดในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคมเป็นต้นไป ว่า อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ระบาดร้ายแรงเพิ่มมากขึ้นและระบาดเกือบทั่วทั้งประเทศ ซึ่งการประกาศคณะรัฐมนตรีเห็นควรกำหนดระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม ถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 ก่อนประเมินสถานการณ์อีกครั้ง ทั้งนี้กฎหมายกำหนดให้โอนอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงตามพระราชบัญญัติ 40 ฉบับ มาเป็นอำนาจสั่งการของนายกรัฐมนตรีเพื่อความรวดเร็วในการบูรณาการแก้ปัญหาให้มีความเป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพ และแต่งตั้งปลัดกระทรวงมาเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบงานคณะต่างๆ เพื่อประสานงานบูรณาการข้ามกระทรวงได้ ขณะที่รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงยังคงมีอำนาจดูแลระดับนโยบายต่อไป 

โดยยกระดับศูนย์บริหารสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 เป็นศูนย์บริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. สำหรับข้อกำหนดต่างๆ จะเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา เช่น ข้อกำหนดห้ามเข้าพื้นที่เขตกำหนดในประกาศของผู้ว่าราชกรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการจังหวัดได้ประกาศปิดสถานบริการและสถานบันเทิงต่างๆ สถานที่ท่องเที่ยว และศาสนสถานที่มีการรวมตัวกัน ข้อห้ามเดินทางเข้าสู่ราชอาณาจักรยกเว้นผู้มีสัญชาติไทย แต่จะต้องมีใบรับรองแพทย์ด้วย ข้อห้ามการชุมนุมด้วยเหตุใดก็ตาม ห้ามเผยแพร่ข่าวปลอมเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกและความเสียหาย นอกจากนี้ ยังให้หน่วยงานราชการต่างๆ เตรียมความพร้อมเรื่องบุคลากรทางการแพทย์ ยาและเวชภัณฑ์ โรงพยาบาลสถานที่ให้พร้อม เพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งมีคำแนะนำประชาชนให้ควรอยู่บ้าน และไม่ออกนอกบ้าน โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไป ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว และเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และไม่ควรเดินทางข้ามจังหวัด โดยยืนยันว่ายังมีการขอความร่วมมือ แต่หากเดินทางจะมีฝ่ายความมั่นคงตั้งด่านตรวจรอยต่อระหว่างจังหวัดเพื่อดูว่าปฏิบัติตามมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดหรือไม่ อีกทั้งชณะนี้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม และตำรวจที่จะใช้แอปพลิเคชันติดตามตัว เพื่อช่วยในการติดตามตัวหากพบการแพร่ระบาดของโรค

รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่ปิดประเทศ ยังเปิดให้คนไทยกลับเข้ามาได้ และยังไม่ปิดเมือง โดยประชาชนยังสามารถเดินทางข้ามจังหวัดได้ เพียงแต่จะมีมาตรการที่เข้มงวดและอาจไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทางโดยเฉพาะกรณีไม่ได้เดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรค ทั้งนี้โรงงาน ธนาคาร ร้านอาหารยังเปิดได้ตามปกติแต่ใช้วิธีซื้อไปบริโภคที่บ้าน ห้างสรรพสินค้าแผนกร้านอาหาร ซูปเปอร์มาเก็ต และยา ตลอดจน โรงพยาบาล ธุรกิจหลักทรัพย์ สถานบันการเงิน สถานที่ราชการต่างๆ ยังเปิดทำการปกติ ธุรกิจออนไลน์และสื่อมวลชนยังสนับสนุนให้ทำตามปกติ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไม่ใช่การประกาศเคอร์ฟิวและไม่ห้ามออกจากบ้านพัก

26 มีนาคม 2563

นายกรัฐมนตรี ให้แนวทางศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 บูรณาการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน  หยุดการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงผลการประชุม ที่มี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ว่า นายกรัฐมนตรี ได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบถึงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่แพร่ระบาดจำนวนมากจนรัฐบาลจะต้องใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ระดมกำลังทุกหน่วยงาน ออกกฎเกณฑ์บังคับ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดให้ได้มากที่สุด โดยนายกรัฐมนตรีได้ให้แนวทางการทำงานของศูนย์ ศบค. 6 ข้อ คือ ให้แต่ละหน่วยงาน เสนอแผนแนวทางปฏิบัติ การจัดสรรงบประมาณ ความร่วมมือให้ทุกภาคส่วนในสังคม เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา เชื่อมั่นในระบบทางการแพทย์กำลังทรัพยากรและบุคลากรที่มี เน้นเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ เน้นการสื่อสารโดยความร่วมมือสื่อมวลชนให้ความรู้ประชาชน โดยเฉพาะการเว้นระยะห่างทางสังคม หรือ Social distancing


ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง ชี้แจงหลังประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน 

พลเอก พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง ชี้แจงถึงการประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ของรัฐบาล เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อ จำนวนกลุ่มเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รัฐบาลจึงจำเป็นยกระดับเพื่อให้เกิดการควบคุม โดยการออกข้อกำหนดจะออกแบบจากเบาไปหาหนัก หลังจากการออกพระราชกำหนดดังกล่าวแล้ว ในส่วนที่รับผิดชอบได้มีการตั้งจุดตรวจ หรือจุดควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 จำนวน 357 แห่งทั่วประเทศ โดยในกรุงเทพมหานครมีจำนวน 7 แห่ง  แต่ละจุดมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง 

อาสาสมัครหน่วยงานราชการต่างๆ ยกเว้นบางจุดอาจจะมีสารวัตรทหารเข้ามาช่วยดูแล เพื่ออำนวยความสะดวกและคัดกรองผู้สัญจรไปมาที่อาจไม่ปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนด ยืนยันการดำเนินการ ไม่ได้ใช้กลไกทหารเข้ามาดูแลสถานการณ์ แต่ได้บูรณาการหน่วยงาน ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฝ่ายปกครองและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้มาตรการ ข้อกำหนด เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง พร้อมขอความร่วมมือประชาชนทุกคน ปฏิบัติตามข้อกำหนดของพระราชกำหนดฯ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยเฉพาะการเว้นระยะห่างทางสังคม การทำงานที่บ้าน ไม่ชุมนุมและไม่จัดกิจกรรมที่จะก่อให้เกิดการแพร่ระบาด แต่หากรณรงค์แล้วไม่ปฏิบัติตาม รวมทั้งหากพบตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น จะออกข้อกำหนดที่เข้มงวดขึ้น ย้ำว่าขณะนี้ยังไม่ปิดประเทศ ยังไม่ปิดเมือง ยังไม่ปิดบ้าน ทุกคนยังสามารถสัญจรได้ตามปกติ

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยังกล่าวถึงกรณีที่มีผู้ติดเชื้อมาจากสนามมวยลุมพินีเป็นจำนวนมาก แม้จะมีการทำหนังสือให้ยกเลิกการจัดกิจกรรมไปแล้วนั้น โดยยอมรับว่า อาจเกิดจากความบกพร่อง ความไม่รัดกุม แต่ผู้เกี่ยวข้องได้มีการตรวจสอบและดำเนินการแล้ว จึงอยากให้ทุกคนร่วมกันดำเนินการตามาตรการ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในอนาคต


โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยัน ยังไม่ห้ามเดินทาง แต่ตั้งด่านตรวจคัดกรองโควิด-19 ทั่วประเทศ เตรียมเพิ่มเส้นทางเข้า-ออก กทม.อีก 5 จุด 

พลตำรวจโท ปิยะ อุทาโย โฆษกประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวถึงมาตรการการตั้งจุดตรวจ หรือด่านตรวจ คัดกรองโรคโควิด-19 ด้วยความร่วมมือของตำรวจ ฝ่ายปกครองและสาธารณสุข ทั่วประเทศ 357 จุด ซึ่งวันพรุ่งนี้จะมีการปรับเพิ่มจุดตรวจอีกหลายพื้นที่ โดยเส้นทางเข้า-ออก จากเดิม 7 จุด จะเพิ่มจุดตรวจอีก 5 จุด ประกอบด้วย ถนนเพชรเกษม ถนนบางนา-ตราด ด่านบูรพาวิถี ถนนวิภาวดีรังสิตบริเวณอนุสรณ์สถาน และดอนเมืองโทลเวย์

สำหรับแนวทางปฏิบัติเมื่อผ่านจุดตรวจ

ขั้นแรกเจ้าหน้าที่จะเรียกตรวจยานพาหนะ ตรวจสอบข้อมูลสอบถามเหตุจำเป็นในการเดินทาง บันทึกข้อมูลลงแอปพลิเคชันติดตามตัว ตรวจวัดไข้ หากพบความเสี่ยงจะนำตัวเข้าสู่กระบวนการตรวจคัดกรองเข้มต่อไป ดังนั้นขอให้ประชาชนทุกคนพกบัตรประจำตัวประชาชน สวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง และไม่รวมตัวเกินกว่าที่กฏหมายกำหนด พร้อมขอความร่วมมือผู้ที่ไม่มีความจำเป็นให้งดการเดินทางระยะนี้ รวมถึงผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เพื่อความปลอดภัย แต่ทั้งนี้ย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่ใช่การห้ามเดินทางแบบเด็ดขาด 100%

โฆษกประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปฏิเสธด้วยว่า ตำรวจไม่มีการเรียกค่าปรับ 200 บาท หากไม่สวมหน้ากากอนามัย ตามที่มีกระแสข่าวในโซเชียล โดยยืนยันเป็นข่าวปลอม พร้อมกันนี้ตำรวจยังคงดำเนินการจับกุมผู้ฝ่าฝืน พ.ร.บ.ควบคุมสินค้า เช่น จำหน่ายหน้ากากอนามัยเกินราคา กักตุนสินค้า ปล่อยข่าวปลอม หรือการจงใจป้ายสารคัดหลั่งตามที่สาธารณะ ซึ่งหากพบจะดำเนินการตามกฏหมายอย่างเข้มงวด


เศรษฐกิจ/ท่องเที่ยว

23 มีนาคม 2563

กรมการค้าภายใน ยืนยันไข่ไก่มีเพียงพอกับความต้องการของประชาชน ระบุ หากพบฉวยโอกาสปรับราคาจะดำเนินตามกฎหมายทันที

นายประโยชน์ เพ็ญสุต รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยกรณีมีกระแสข่าวว่าขณะนี้ ไข่ไก่เริ่มแพงขึ้นและมีสัญญาณที่จะขึ้นราคาอีก แผงละ 6 บาทในสัปดาห์หน้า เนื่องจากไข่ไก่ในประเทศเริ่มขาดตลาด เพราะมีการกักตุนส่งออกไปสิงคโปร์ 

หลังจากมีการปิดประเทศมาเลเซียนั้น กรมฯได้ติดตามสถานการณ์ด้านการผลิต พบว่า ประเทศไทยผลิตไข่ไก่ได้ปีละกว่า 15,000 ล้านฟอง หรือประมาณวันละ 41 ล้านฟอง ใช้บริโภคภายในประเทศประมาณร้อยละ 95 หรือวันละประมาณ 39 ล้านฟอง และในภาวะปกติไทยส่งออกไข่ไก่ไปประเทศฮ่องกงเป็นหลัก ร้อยละ 90 ของการส่งออกทั้งหมด ส่งออกไปสิงคโปร์ ร้อยละ 5 ที่เหลือส่งออกไปพม่าและลาว ซึ่งการส่งออกไข่ไก่ที่ผ่านมาเพื่อบริหารจัดการสมดุลของอุปทานในประเทศ เพื่อไม่ให้มีไข่ไก่ส่วนเกินล้นอยู่ภายในประเทศ  ส่วนการส่งออกปัจจุบันพบว่าตลาดฮ่องกงมีการสั่งซื้อลดลง เนื่องจากราคาไข่ไก่จีนถูกกว่าไข่ไทย ส่วนตลาดสิงคโปร์ที่หันมาซื้อไข่ไก่จากไทยเพิ่มขึ้นแทนการสั่งซื้อจากมาเลเซีย พบว่า เพิ่มขึ้นเพียงประมาณวันละ 6 แสนฟอง 

ส่วนความกังวลเรื่องปริมาณไข่ไก่  ที่ไม่เพียงพอ กรมการค้าภายในจะประสานกรมปศุสัตว์เพื่อขอให้พิจารณาชะลอมาตรการปลดแม่ไก่ ซึ่งสามารถยืดอายุการยืนกรงเพื่อให้ไข่ไปได้มากกว่า 80 สัปดาห์ เพื่อให้มีไข่ไก่ออกสู่ตลาดเพียงพอกับความต้องการของประชาชน ด้านการส่งออก ซึ่งมีผู้ส่งออกหลักประมาณ 8 ราย จะร่วมกับกรมปศุสัตว์ตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่ามีพฤติกรรมการกักตุนไข่ไก่เพื่อรอส่งออกจริง ก็จะพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

สำหรับ ราคาขายปลีกไข่ไก่เบอร์ 3 ที่ขายในตลาดสดเขต กทม. และปริมณฑล อยู่ที่ฟองละ 3.00  - 3.10 บาท หรือถาดละ 90 – 93 บาท ส่วนไข่ไก่ที่ขายในห้างโมเดิร์นเทรด จะใส่บรรจุภัณฑ์ของแต่ละบริษัท ราคาจะสูงว่าราคาตามตลาดสด ซึ่งเป็นทางเลือกของประชาชนผู้บริโภค ซึ่งกรมฯได้มีการติดตามความเคลื่อนไหวของราคาไข่ไก่อย่างใกล้ชิด พบว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มเคลื่อนไหวอยู่ที่ฟองละ 2.60 - 2.70 บาท และในช่วงเดือนมีนาคม 

ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มปรับลดลงอยู่ที่ฟองละ 2.50 บาท ก่อนปรับตัวสูงขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่ที่ฟองละ 2.60 บาท  ตามความต้องการของประชาชนที่เพิ่มขึ้นมาก หลังจากเหตุการณ์พบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มขึ้นและมีมาตรการขอความร่วมมือให้หยุดอยู่บ้าน โดยพบว่า ยอดการขายไข่ไก่ของห้างค้าปลีกขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่า จากการที่ประชาชนหาซื้อไข่ไก่ไปสำรองเพิ่มขึ้นทุกครัวเรือน ซึ่งกลุ่มผู้เลี้ยงและผู้ค้าได้จัดระบบส่งไข่ไก่ป้อนเข้าสู่ตลาดต่อเนื่อง และยืนยันว่าสามารถผลิตไข่ได้เพียงพอกับความต้องการของประชาชน 

จากการตรวจสอบพฤติกรรมผู้ค้ายังไม่พบพฤติกรรมการฉวยโอกาส ปรับราคาไข่ไก่สูงขึ้นเกินสมควรแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม กรมการค้าภายใน รวมถึงสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศจะส่งสายตรวจลงพื้นที่ตลาดสด หากพบว่ามีการปรับราคาขายปลีกขึ้นไม่สอดคล้องกับราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มที่เกษตรกรขายได้จะดำเนินการตามกฎหมายราคาต่อไป


กรมการขนส่งทางบก ประกาศงดการอบรมและทดสอบกรณีขอรับใบอนุญาตขับรถรายใหม่ทุกชนิด ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า เพื่อลดการระบาดของโรค COVID-19 กรมการขนส่งทางบก ได้ปรับการให้บริการในพื้นที่กรุงเทพมหานครและ 5 จังหวัดปริมณฑลใหม่ ประกอบด้วย สมุทรปราการ 

สมุทรสาคร นครปฐม นนทบุรี และปทุมธานี ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม – 12 เมษายน 

2563 กรมการขนส่งทางบก จะงดการอบรมและทดสอบสำหรับการขอรับใบอนุญาตขับรถ บัตรประจำตัวคนขับรถและใบอนุญาตเป็นผู้ประจำรถ รายใหม่ทุกชนิด ทั้งที่สำนักงานขนส่งและที่โรงเรียนสอนขับรถที่ได้รับการรับรองจากกรมการขนส่งทางบก ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑล 5 จังหวัด 

สำหรับการอบรมเพื่อขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถทุกชนิด ให้อบรมผ่านระบบ e-Learning ได้ทาง www.dlt-elearning.com รองรับทั้งสมาร์ทโฟน แท็บเลต และคอมพิวเตอร์ หลังการอบรมแล้วเสร็จ สามารถนำผลการอบรมติดต่อสำนักงานขนส่งทุกแห่งทั่วประเทศ เพื่อเข้ารับการทดสอบสมรรถภาพของร่างกายและออกใบอนุญาตขับรถได้ภายในระยะเวลา 90 วัน นับแต่วันที่ผ่านการอบรม 

การอบรมผ่านระบบ e-Learning เฉพาะผู้ที่ใบอนุญาตขับรถสิ้นอายุไม่เกิน 1 ปี หรือผู้ที่ประสงค์จะต่ออายุล่วงหน้าไม่เกิน 90 วัน ประกอบด้วย การอบรมต่ออายุใบอนุญาตขับรถรถส่วนบุคคล รถยนต์, รถยนต์สามล้อ, รถจักรยานยนต์ 

จำนวน 1 ชั่วโมง การอบรมต่ออายุใบอนุญาตขับรถขนส่ง จำนวน 2 ชั่วโมง การอบรมต่ออายุใบอนุญาตขับรถสาธารณะ รถยนต์สาธารณะ หรือแท็กซี่, รถยนต์สามล้อสาธารณะ, รถจักรยานยนต์สาธารณะ จำนวน 3 ชั่วโมง สำหรับการเข้ารับชมวิดีโออบรม หากรับชมวิดีโอไม่จบ ปิดหน้าเว็บไซต์ก่อน หรือไม่ได้กรอกข้อมูลยืนยัน จะต้องเริ่มรับชมวิดีโอใหม่ตั้งแต่แรก

นอกจากนี้ กรมการขนส่งทางบก ยังได้งดออกหน่วยเคลื่อนที่ด้านทะเบียนและภาษีรถและด้านใบอนุญาตขับรถ ณ หน่วยบริการเคลื่อนที่รับชำระภาษีรถประจำปีที่ห้างสรรพสินค้าหรือแหล่งชุมชนและศูนย์บริการร่วม ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑล 5 จังหวัด แต่ประชาชนยังคงให้บริการรับชำระภาษีรถประจำปีช่องทางอื่นๆ ตามปกติ เช่น บริการรับชำระภาษีรถประจำปีออนไลน์ แอปพลิเคชัน 

Truemoney Wallet, mPAY เคาน์เตอร์เซอร์วิส ร้านสะดวกซื้อ ที่ทำการไปรษณีย์ 

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) บริการเลื่อนล้อต่อภาษี 

(Drive Thru for Tax) รวมถึงการให้บริการ ณ สำนักงานขนส่งทุกแห่ง ส่วนการให้บริการประชาชนด้านอื่นๆ ยังคงให้บริการตามปกติ ภายใต้มาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดโรค COVID-19 อย่างเข้มงวด


ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าลดดอกเบี้ยร้อยละ 1 เป็นเวลา 4 เดือน 

นางภานิณี มโนสันติ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานกิจการนโยบายสินเชื่อและภาครัฐ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กล่าวว่า ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ได้ประเมินสถานการณ์ของการแพร่ระบาด จึงเริ่มออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบให้สามารถผ่อนชำระกับทางธนาคารต่อไปได้ เริ่มจากลูกหนี้รายย่อยที่ได้รับผลกระทบกลุ่มแรก ที่ได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยว คือ ลดอัตราดอกเบี้ยบ้านร้อยละ 1 เป็นเวลา 4 เดือน ส่วนลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการปิดห้างสรรพสินค้า สามารถผ่อนชำระเฉพาะดอกเบี้ยได้เป็นเวลา 6 เดือน หากเป็นช่วงอัตราดอกเบี้ยลอยตัวจะให้ใช้ดอกเบี้ยพิเศษ โดยลูกค้าของธนาคารอาคารสงเคราะห์กว่า 1 ล้านราย คาดว่า จะมีผู้ได้รับผลกระทบ ร้อยละ 20 และบางส่วนมีการกู้ร่วม ซึ่งอาจไม่ได้เข้าร่วมโครงการทั้งหมด

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ข้อมูลทั้งหมดจะปรากฏบนเว็บไซต์ของทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างถูกต้อง และขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลผ่านการแถลงข่าวของ ศูนย์ข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ของทำเนียบรัฐบาลและศูนย์แถลงข่าวกระทรวงสาธารณสุข เป็นหลัก

สำหรับมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ดูแลแผนฟื้นฟูประชาชนให้ครบทุกกลุ่ม ส่วนลูกจ้างที่ไม่ใช่ผู้ประกันตน รัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือ ซึ่งจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้

นายสมคิด จันทมฤก รองปลัดกระทรวงมหาดไทย และโฆษกกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า การดูแลประชาชนที่เคลื่อนย้ายออกนอกพื้นที่ กระทรวงมหาดไทย ได้มีมาตรการดูแลติดตามอยู่แล้ว หากขอร้องแล้วไม่ให้ความร่วมมือก็จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย มั่นใจว่าสามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง เพราะมีตัวแทนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ อสม. เข้าถึงในทุกชุมชนอยู่แล้ว


ออมสิน แจ้งปิด ให้บริการชั่วคราวสาขาในห้างฯ พื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล จำนวน 15 สาขา

ธนาคารออมสิน แจ้งว่า ตามที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดในเขตปริมณฑล มีประกาศสั่งปิดสถานที่ในพื้นที่เป็นการชั่วคราว ระหว่างวันที่ 22 มีนาคม 2563 ถึงวันที่ 12 เมษายน 2563 เพื่อลดการระบาดของโรค COVID-19 ธนาคารออมสิน จึงขอแจ้งปิดการให้บริการสาขาในศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า ช้อปปิ้งมอลล์ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 15 แห่ง ได้แก่ สาขาสุพรีมคอมเพล็กซ์, สาขาเซ็นทรัลพลาซาฯพระราม 9, สาขาเซ็นทรัลฯอิสต์วิลล์, สาขาเดอะมอลล์บางกะปิ, สาขาอิมพีเรียลฯลาดพร้าว, สาขาสยามพารากอน, สาขาเซ็นทรัลเวิลด์, สาขาไอคอนสยาม, สาขาเซ็นทรัลพลาซาปิ่นเกล้า, สาขาเดอะมอลล์ท่าพระ, สาขาเซ็นทรัลพลาซาแจ้งวัฒนะ, สาขาเซ็นทรัลพลาซารัตนาธิเบศร์, สาขาเดอะมอลล์งามวงศ์วาน, สาขาเซ็นทรัลเวสต์เกต และ สาขาอินเด็กซ์บางใหญ่ 

ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถใช้บริการของธนาคารออมสินในสาขาใกล้เคียง หรือใช้บริการผ่าน Digital Banking ของธนาคารออมสิน แทนได้

24 มีนาคม 2563

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เตรียมจัดงานแสดงสินค้าออนไลน์ เปิดตัวเว็บไซต์ Stay in STYLE Bangkok เพิ่มช่องทางให้ผู้ซื้อ

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ  เปิดเผยว่า 

กรมฯ เดินหน้าจัดทำเวทีแสดงสินค้าระดับนานาชาติในรูปแบบ Online Platform เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานแสดงสินค้ามีเวทีในการเจรจาการค้าที่สอดคล้องกับเทรนด์การค้าโลก ที่หันมาให้ความสำคัญกับการค้าออนไลน์มากขึ้น โดยกรมฯได้เปิดตัวเว็บไซต์ Stay in STYLE Bangkok 

( www.stayinstylebangkok.com) ซึ่งจะใช้เป็นเวทีแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ระดับนานาชาติของไทยและเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อ ผู้นำเข้าจากทั่วโลกสามารถเข้าชมสินค้าไลฟ์สไตล์ที่จัดแสดง และคาดว่า STYLE Bangkok Fair Online Platform จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดงานแสดงสินค้าให้มีความทันสมัย สามารถสร้างโอกาสในการเจรจาการค้า เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายระหว่างผู้ซื้อ ผู้นำเข้าจากทั่วกับผู้ผลิต ซึ่งจะส่งผลดีในการเพิ่มปริมาณและมูลค่าการส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทย ตลอดจนเสริมสร้างภาพลักษณ์เพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต การส่งออก และการจัดงานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ที่ทันสมัยในภูมิภาคอาเซียน

สำหรับงานแสดงสินค้า STYLE Bangkok 2020 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-25 ตุลาคม 2563 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดรับสมัครผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมงานแล้ว โดยกำหนดปิดรับสมัครรอบแรกในวันที่ 31 พฤษภาคม 2563 เพื่อรับส่วนลดพิเศษ และปิดรับสมัครรอบสุดท้ายในวันที่ 30 มิถุนายน2563

25 มีนาคม 2563

ที่ประชุม กรอ.พาณิชย์มีมติเห็นชอบตั้งวอร์รูม 7 กลุ่ม เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขและรับมือช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดโรคโควิด-19

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน กระทรวงพาณิชย์ (กรอ.พาณิชย์) ครั้งที่ 1/2563 ร่วมกับหน่วยงานราชการและผู้แทนภาคเอกชน อาทิ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย  สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย  สมาพันธ์โลจิสติกไทย เป็นต้น 

เพื่อติดตามสถานการณ์ของผลกระทบจากโรคโควิด-19 ต่อการค้าภายในประเทศและการส่งออกในภาพรวม รวมทั้งการประเมินปริมาณสินค้าที่สำคัญต่อการอุปโภคบริโภคของประชาชนให้มีเพียงพอในประเทศ เช่น ข้าว ไก่ ไข่ หมู น้ำมันพืช อาหารสำเร็จรูป/กระป๋อง น้ำตาลทราย ผัก ผลไม้ และวัตถุดิบที่เกี่ยวข้อง เช่น มัน ขัาวโพด เหล็กทำกระป๋อง ตลอดจนการกำหนดมาตรการกำกับดูแลเพื่อไม่ให้มีการกักตุน หรือขาดตลาด และการติดตามปัญหาอุปสรรคของภาคเอกชนที่ต้องการให้เร่งปลดล็อก ทั้งมาตรการด้านการค้าปลีก ภาคโลจิสติกส์ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าที่จำเป็นได้ 

ซึ่งที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันที่จะให้ตั้งวอร์รูมขึ้นมา ติดตามเป็นรายกลุ่มสินค้าและบริการสำคัญ 7 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มอาหารสำเร็จรูป  กลุ่มข้าว  กลุ่มปศุสัตว์  กลุ่มผลไม้  กลุ่มวัตถุดิบที่ใช้ทำอาหารสัตว์  กลุ่มเวชภัณฑ์ รวมทั้งเจล แอลกอฮอล์ และหน้ากากอนามัย และกลุ่มบริการที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง 

ทั้งนี้เพื่อให้กระทรวงฯและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ได้ทำงานหาข้อสรุปร่วมกันในการประเมินสถานการณ์ในภาคส่วนของการผลิต การแปรรูปการตลาด รวมทั้งการกระจายสินค้าและบริการในรูปแบบใหม่ เช่น Delivery หรือ ออนไลน์ที่มีความจำเป็น และเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในประเทศขณะนี้ โดยให้คณะทำงานประชุมหารือและสรุปข้อมูลให้ได้ภายใน 2-3 วันหลังจากนี้  เพื่อร่วมกำหนดแนวทางแก้ไขและการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและนโยบายของรัฐบาลด้วย 


รมว.พาณิชย์ ปล่อยคาราวานรถธงฟ้าฝ่าภัยโควิด-19 จำนวน 200 คัน นำสินค้าจำเป็นต่อการครองชีพ 7 รายการ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังปล่อยคาราวานรถธงฟ้าฝ่าภัยโควิด-19 หรือรถตุ้มพวง จำนวน 200 คัน ที่เข้าร่วมโครงการกับกรมการค้าภายใน ออกไปให้บริการกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในบ้านพักในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ว่า จะนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพราคาประหยัด ออกไปจำหน่ายให้กับประชาชนในช่วงที่ประกาศปิดสถานที่เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคระบาดโควิด-19 ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 5 จังหวัด 

เบื้องต้น 7 รายการ ประกอบด้วย ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันพืช ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และเจลล้างมือ เป็นต้น เพื่อให้บริการในชุมชนและหมู่บ้านต่างๆ ทั้งนี้ โครงการนี้ดังกล่าว จะเป็นตัวช่วยส่งเสริมระบบตลาดปกติ หากพบว่ายังไม่เพียงพอ กรมการค้าภายในจะพิจารณาเพิ่มจำนวนและจะมีการติดตามความต้องการสินค้าเป็นรายวัน

โดยในวันพรุ่งนี้ 26 มีนาคม 2563 จะเชิญผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งในส่วนที่ขายหน้าร้าน การขายออนไลน์และผู้ให้บริการเดลิเวอรี่ เช่น ไลน์แมน ลาลามูฟ ฟูดแพนด้า แกร๊บ รวมทั้งผู้ประกอบการซุปเปอร์มาร์เก็ต สมาร์ทโชว์ห่วย ที่มีบริการส่งสินค้าถึงบ้าน มาหารือถึงปัญหา หรืออุปสรรคที่ต้องการให้กระทรวงเข้าไปช่วยส่งเสริมสนับสนุนหรือแก้ไข เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับการบริการได้อย่างทั่วถึง


ชาวต่างชาติและนักท่องเที่ยวตกค้าง เนื่องจากสายการบินงดเที่ยวบิน ต่างมายื่นขอต่อวีซ่าแน่นศูนย์ราชการฯ หลังรัฐบาลเตรียมบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน วันพรุ่งนี้

บรรยากาศที่บริเวณกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 มีชาวต่างชาติซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวแล้ว เดินทางมายื่นเอกสาร เพื่อรายงานตัวกันเป็นจำนวนมากหลังจากทราบข่าวว่า รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีผลวันที่ 26 มีนาคมนี้ จึงทำให้วันนี้มีชาวต่างชาติต่างมามาขอต่อวีซ่า และรายงานตัวเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเริ่มใช้มาตรการรักษาระยะห่างระหว่างบุคคลไปเมื่อวานนี้ ทำให้การบริการล่าช้า บางส่วนจึงมาดำเนินการในวันนี้ ประกอบกับหลายประเทศ ประกาศระงับการเดินทางเข้า-ออก ทำให้สายการบินจำนวนมากยกเลิกเที่ยวบิน ทำให้มีนักท่องเที่ยวตกค้างอยู่ในราชอาณาจักร ไม่สามารถเดินทางกลับได้ ต้องมายื่นขออนุญาตเพื่ออยู่ต่อ ซึ่งทุกกรณี จะต้องมีหนังสือรับรองจากสถานทูตในประเทศไทยมายื่นประกอบการขออยู่ต่อทุกราย

อย่างไรก็ตาม จากการที่มีคนมาติดต่อกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 จำนวนมาก ทำให้ต้องต่อแถวยาวออกมาถึงบริเวณด้านนอกสำนักงาน ล้นไปถึงลานอเนกประสงค์ ที่ปกติจะใช้เป็นที่จัดกิจกรรมและจำหน่ายสินค้า แต่ยกเลิกการจัด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 ทำให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง สามารถใช้พื้นที่จัดโต๊ะให้บริการประชาชนได้มากขึ้น


สหกรณ์การเกษตรฯจับมือสหกรณ์แท็กซี่ กระจายสินค้าอุปโภคบริโภคให้คนกรุงเทพฯ และปริมณฑล

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ประสานไปยังสหกรณ์การเกษตรในทุกจังหวัด ซึ่งมีสหกรณ์การเกษตรกว่า 1,300 แห่ง เป็นผู้ผลิตสินค้า ทั้งข้าวสาร นม ไข่ไก่ ผักผลไม้และอาหารแปรรูป เปิดจุดจำหน่ายสินค้าราคายุติธรรมให้กับประชาชนในทุกพื้นที่ หลังรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่มีความต้องการซื้อข้าวสาร อาหารแห้งไปเก็บไว้บริโภคระหว่างอาศัยอยู่ในบ้านพัก ซึ่งนอกจากการจำหน่ายสินค้าของสหกรณ์การเกษตรแล้ว ยังมีศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์อีก 120 แห่งทั่วประเทศ สหกรณ์ร้านค้า 100 แห่ง และซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ซึ่งขณะนี้มีอยู่ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลอีก 10 แห่ง ที่จะประสานกับสหกรณ์ผู้ผลิตสินค้าต้นทางส่งข้าวสาร นม ไข่ไก่ ผักผลไม้ รวมถึงจัดหาสินค้าอุปโภค ทั้งปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กาแฟ น้ำปลา น้ำมันพืช น้ำตาล น้ำดื่ม และหน้ากากอนามัย มาบริการเพื่อจำหน่ายให้กับผู้บริโภคด้วย

สำหรับผู้บริโภคในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากสหกรณ์ผ่านช่องทางออนไลน์ ขณะนี้ทางชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด ร่วมกับสหกรณ์รถแท็กซี่ Smart Taxi 50 แห่ง ได้เปิดบริการ รับสั่งซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชัน Co-op Click หรือ www.co-opclick.com และจัดส่งโดยรถแท็กซี่ถึงหน้าบ้านในทันที เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ต้องการหลีกเลี่ยงการเดินทางไปหาซื้อสินค้านอกบ้าน เพียงกดคลิ๊ก Co-op Click ก็สามารถสั่งซื้อสินค้าที่มีให้เลือกหลากหลายชนิด ซึ่งรถแท็กซี่ที่จัดส่งสินค้าจะติดสติ๊กเกอร์สัญลักษณ์รถกระจายสินค้าสหกรณ์สู่ชุมชนไว้ให้เห็นอย่างชัดเจน และมีแผ่นพับแจ้งรายการและราคาสินค้าเพื่อประชาสัมพันธ์โครงการดังกล่าว ซึ่งโครงการนี้ก็จะช่วยบรรเทาปัญหาของผู้ขับรถแท็กซี่ที่ขาดรายได้ในช่วงสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาดขณะนี้ด้วย

สำหรับผู้ประกอบการเอกชนหรือร้านค้าต่างๆ ที่ต้องการสั่งสินค้าของสหกรณ์ทั้งข้าวสาร กาแฟ นม น้ำตาล และน้ำดื่ม ไปบริการเพื่อจำหน่ายให้ประชาชนในแต่ละพื้นที่ สามารถติดต่อกับสหกรณ์การเกษตรผู้ผลิตสินค้าได้โดยตรง ซึ่งมีสหกรณ์หลายแห่งแปรรูปข้าวสารและเก็บสต๊อกไว้พร้อมส่งจำหน่ายได้ทันที โดยตรวจสอบรายชื่อและเบอร์โทรติดต่อสหกรณ์ที่ผลิตข้าวสารได้ที่เว็บไซด์กรมส่งเสริมสหกรณ์ www.cpd.go.th หรือจะสั่งซื้อผ่านทางชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด ซึ่งอยู่ตรงข้ามมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ที่จะเป็นตัวกลางในการประสานกับสหกรณ์ผู้ผลิตสินค้าในจังหวัดต่างๆ โดยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด โทร.081-8233639

26 มีนาคม 2563

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกประกาศห้ามส่งไข่ไก่จำหน่ายนอกราชอาณาจักรเป็นเวลา 7 วัน 

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และมีมาตรการต่างๆ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคทำให้ประชาชนมีความกังวลอาจไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทาง จึงมีการซื้อไข่ไก่เก็บไว้ปริมาณมาก ทำให้สินค้าขาดตลาดบางช่วงเวลาและเกิดปัญหาการฉวยโอกาสการจำหน่ายไข่ในราคาสูงเกินจริง ดังนั้นกระทรวงพาณิชย์จึงเข้าไปดูแลเรื่องราคา ซึ่งหากพบจำหน่ายเกินราคาเฉลี่ยที่จะเป็นก็จะต้องถูกดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด เช่นเดียวกับกรณีหน้ากากอนามัยที่ค้ากำไรเกินควรโดยมีโทษทั้งจำและปรับ พร้อมกันนี้ยังประสานไปกระทรวงมหาดไทย สั่งการไปยังผู้ว่าราขการจังหวัดให้ดำเนินการปราบปราม จับกุมดำเนินคดีกับผู้กักตุนสินค้าและผู้ค้ากำไรเกินควรในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด โดยล่าสุดได้จับกุมผู้ค้าไข่ไก่ที่จังหวัดพิษณุโลก ที่จำหน่ายเกินราคา พร้อมขอความร่วมมือผู้ค้าร่วมกันไม่ซ้ำเติมสถานการณ์ 

หากประชาชนพบเห็นจำหน่ายเกินราคาสามารถแจ้งสายด่วน 1569 ได้ ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการแก้สถานการณ์เร่งด่วนก็จะออกประกาศห้ามส่งไข่ไก่จำหน่ายนอกราชอาณาจักรเป็นเวลา 7 วัน ก่อนจะประเมินสถานการณ์อีกครั้งว่าจำเป็นต้องขยายเวลาการประกาศห้ามหรือไม่

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังกล่าวถึงมาตรการดูแลสินค้าประเภทอื่นๆ ว่า ได้ให้หน่วยปราบปราบระดับจังหวัดลงพื้นที่ติดตามจับกุมดำเนินคดีกับผู้ค้า หากพบว่าค้ากำไรเกินควรอย่างต่อเนื่องแล้ว ส่วนเวชภัณฑ์ทางการแพทย์นั้น กระทรวงสาธารณสุขจะเป็นผู้ดูแลร่วมกับกระทรวงมหาดไทย เนื่องจากทราบการบริหารจัดการกระจายเวชภัณฑ์เหล่านี้ให้กับโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อให้มีความทั่วถึงได้


ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 0.100 - 0.350 ต่อปี ลดภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยของสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้กับประชาชน 

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ธอส. เปิดเผยว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจไทยมากขึ้น ธอส. ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” จึงประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงร้อยละ 0.100 - 0.350 ต่อปี เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้กับลูกค้าของ ธอส. และสนับสนุนให้เกิดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ประกอบด้วย อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ลดลงร้อยละ 0.100 ต่อปี เหลือร้อยละ 6.275 ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินกู้เบิกเกินบัญชี (MOR) เหลือร้อยละ 6.150 ต่อปี 

ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) คงไว้ที่ร้อยละ 5.875 ต่อปี กำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป ทั้งนี้ยืนยันว่าอัตราดอกเบี้ยของ ธอส. ยังคงเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัยที่ต่ำที่สุดในระบบสถาบันการเงินในปัจจุบัน 


ธนาคารออมสิน ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 0.10 - 0.25 และปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากบางประเภทถึงร้อยละ 0.25 มีผลวันที่ 26 มีนาคม 2563

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระลูกค้าและประชาชน ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 ตั้งแต่วันนี้ 26 มีนาคมเป็นต้นไป ธนาคารออมสิน ได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ปรับลดร้อยละ 0.10-0.25 ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินกู้ที่มีระยะเวลา หรือ MLR (Minimum Lending Rate) ปรับลดลงอยู่ที่ร้อยละ 6.275  อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินเบิกเกินบัญชี หรือ MOR (Minimum Overdraft Rate) ปรับลดลงเหลือร้อยละ 6.245 และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี หรือ MRR (Minimum Retail Rate) ปรับลดลงเหลือร้อยละ 6.370 

สำหรับดอกเบี้ยเงินฝาก ธนาคารออมสิน ได้ปรับลดในอัตราร้อยละ 0.00-0.25 ทุกประเภท ได้แก่ ประเภทบุคคลธรรมดา ปรับลด เป็นร้อยละ 0.375-1.625% (อัตราดอกเบี้ยตามวงเงินฝาก) ประเภทนิติบุคคลทั่วไป ปรับลด เป็นร้อยละ 0.25-0.675 ประเภทส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรของรัฐ ปรับลด เป็นร้อยละ 0.25-0.725 และผู้ฝากประเภทสถาบันการเงิน สหกรณ์ออมทรัพย์ และสหกรณ์การเกษตร ปรับลด เป็นร้อยละ 0.25-0.675 แต่ธนาคารจไม่ปรับลดดอกเบี้ยผู้ฝากประเภทนิติบุคคลไม่แสวงหากำไร ซี่งเป็นผู้ฝากองค์กรปฏิบัติงานเชิงสังคม-เพื่อสาธารณกุศล ยังคงอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.50 -1.475


บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดบริการรับขนส่งหน้ากากอนามัยให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ให้กับหน่วยงานภาครัฐ เอกชนและประชาชน 

นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด(ปณท) กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ร่วม“ส่งความห่วงใยส่งให้สู้ภัย COVID-19” รับขนส่งหน้ากากอนามัยสำหรับบุคลากรทางการแพทย์จากภาครัฐเอกชนและประชาชนที่ต้องการส่งให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศ ซึ่งสามารถส่งได้ตั้งแต่ 26 มีนาคม– 30 เมษายน 2563  ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ เอกชนและประชาชนที่ต้องการส่ง

หน้ากากอนามัยให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศสามารถบรรจุสิ่งของลงกล่องโดยไม่จำกัดจำนวนพร้อมจ่าหน้าถึงโรงพยาบาลที่ต้องการฝากส่ง  ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทุกแห่งทั่วประเทศ ด้วยบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษในประเทศ(EMS) และหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ประชาชนที่ต้องการฝากส่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้โรงพยาบาลทั่วประเทศสามารถแจ้งความประสงค์กับไปรษณีย์ไทยเพื่อประสานงานในการขนส่งที่หมายเลข  0-2831-3598

ทั้งนี้ ไปรษณีย์ไทย จะจัดส่งให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและสิ่งของที่ฝากส่งจะต้องไม่ใช่สิ่งของต้องห้ามในการขนส่งและไม่มีเป้าหมายในเชิงพาณิชย์ หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถติดตามได้ที่ เว็บไซต์ www.thailandpost.co.th


สถานการณ์โรค COVID-19

23 มีนาคม 2563

สถานการณ์โรค COVID-19 วันนี้หายเพิ่ม 7 ราย ส่วนผู้ป่วยใหม่เพิ่ม 122 ราย แนวโน้มเพิ่มในต่างจังหวัดเป็นเท่าตัวจากคนพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑลกลับภูมิลำเนา 

นพ.ทวีสิน วิษณุโยธิน โฆษกกระทรวงสาธารณสุข  กล่าวในการแถลงสถานการณ์โรค COVID-19 ประจำวัน ว่า วันนี้ไทยพบผู้ป่วยยืนยันเพิ่ม 122 ราย 

แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก 20 ราย มีประวัติเกี่ยวข้องกับสถานที่พบผู้ป่วยกลุ่มก้อนเดิม โดยพบเพิ่มจากสนามมวย 4 ราย ที่เหลือ 16 ราย เป็นผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยกลุ่มก้อนเดิม  ส่วนกลุ่มที่ 2 จำนวน 10 ราย เป็นผู้ป่วยรายใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มก้อนเดิม แต่มีทั้งผู้ที่มีประวัติเดินทางจากต่างประเทศและคนไทยในประเทศที่ทำงานใกล้ชิดคนต่างชาติ กลุ่มสุดท้าย 92 ราย ยืนยันป่วย แต่อยู่ระหว่างสอบสวนโรคเพิ่มเติม ซึ่งแนวโน้มผู้ป่วยต่างจังหวัดพบมากขึ้นเป็นเท่าตัวจากคนเดินทางกลับทั้งก่อนและหลังประกาศปิดพื้นที่ กทม.และปริมณฑล จึงขอความร่วมมือคนจากพื้นที่ที่มีสถานการณ์และประกาศปิดพื้นที่จุดเสี่ยงแพร่โรคเป็นการชั่วคราว ขอให้อยู่กับที่ งดเดินทางกลับภูมิลำเนาเด็ดขาด เพื่อลดโอกาสขนเชื้อจากพื้นที่เสี่ยงไปกระจายในต่างจังหวัดที่ส่วนใหญ่มีแต่คนสูงวัยซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงป่วยง่าย และหากป่วยเสี่ยงมีอาการแทรกซ้อนรุนแรง สำหรับผู้ที่ยังกลับไปแล้วหรือยังไม่กลับ ขอให้ปฏิบัติตัวเหมือนกันคือ กักตัวเองอยู่แต่บ้าน 14 วัน พร้อมปฏิบัติตัวตามหลักสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด แต่เพิ่มเติมสำหรับคนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาไปแล้วขอให้แสดงตัวกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดในพื้นที่เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถให้คำแนะนำติดตามอาการได้

สรุปสถานการณ์โรค COVID-19 ในไทย พบผู้ป่วยยืนยันสะสม 721 ราย พึ่งหายเพิ่มกลับบ้านได้อีกวันนี้ 7 ราย รวมเป็นผู้หายป่วยไร้เชื้อแล้ว 52 ราย ยังเหลือรักษาตัว 668 ราย เสียชีวิตยังคงที่ 1 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ไทยพบมาจากการป่วยเป็นกลุ่มก้อนจากสนามมวยและผับเป็นหลัก

24 มีนาคม 2563

โรค COVID-19 ไทยวันนี้พบผู้ป่วยเพิ่ม 106 ราย เสียชีวิต 3 ราย ขอประชาชนช่วยกันอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ หากไม่ช่วยกันห่วงจำนวนผู้เสียชีวิตพุ่ง 

นพ.ทวีสิน วิษณุโยธิน โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวในการแถลงข่าวสถานการณ์โรค COVID-19 ประจำวันว่า วันนี้ไทยพบผู้ป่วยเพิ่ม 106 ราย แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก 25 ราย เป็นผู้มีที่เกี่ยวกับผู้ป่วยกลุ่มก้อนเดิม โดย 5 ราย ติดจากสนามมวย 6 ราย ติดจากสถานบันเทิง 12 ราย เป็นผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยกลุ่มก้อนเดิม และอีก 2 ราย ติดจากกลุ่มก้อนผู้ที่ไปร่วมพิธีทางศาสนาที่ประเทศมาเลเซีย 

กลุ่มที่ 2 จำนวน 34 ราย เป็นผู้ป่วยรายใหม่ที่ไม่เกี่ยวกับกลุ่มก้อนเดิม โดยเป็นผู้มีประวัติเดินทางหรือเกี่ยวข้องกันชาวต่างประเทศ และจำนวนนี้ 4 ราย เป็นบุคลากรทางการแพทย์ 

กลุ่มที่ 3 จำนวน 47 ราย เป็นผู้ป่วยที่ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนโรค และวันนี้จากผู้ป่วยอาการหนักเดิมมีผู้เสียชีวิต 3 ราย เป็นชายไทยทั้งหมด รายแรก อายุ 70 ปี ที่มีโรควัณโรคร่วม ที่รักษาจนปลอดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไปแล้ว รายที่ 2 อายุ 79 ปี เป็นเซียนมวย ที่อาการหนักเพราะมีโรคประจำตัวหลายโรค และรายที่ 3 อายุ 45 ปี เป็นผู้มีโรคประจำตัวทั้งภาวะอ้วนและเบาหวาน อย่างไรก็ตามย้ำในรายผู้เสียชีวิต ไม่ว่าจะหมดเชื้อแล้วหรือยังมีเชื้ออยู่ เชื้อก็ไม่สามารถแพร่ได้แล้ว ดังนั้นสามารถประกอบพิธีทางศาสนาได้ตามปกติ

จากคาดการณ์หากประชาชนไม่ร่วมมือกันอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ไทยมีแนวโน้มพบผู้ป่วยเพิ่มสูง โดยเฉพาพื้นที่ กทม. ขณะนี้มีอัตราแพร่โรคคือ ผู้ป่วย 1 คน สามารถแพร่โรคให้ผู้อื่นได้เฉลี่ย 3 คน หรือ 1 ต่อ 3 ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกถึงความสามารถแพร่โรคอยู่ที่ 1 ต่อ 2 อย่างไรก็ตามสิ่งที่ห่วงคือการที่คนในพื้นที่ กทม. เดินทางไปยังต่างจังหวัด เพิ่มโอกาสที่พื้นที่ต่างจังหวัดจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น คาดการณ์ล่าสุดอาจพบผู้ป่วยในต่างจังหวัด 1,600-1,700 ราย หากประชาชนไม่ช่วยกันอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ย้ำตามที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ การเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลไม่ต่ำกว่า 1 เมตร เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการรับมือโรค COVID-19 ดียิ่งกว่ายาหรือวัคซีน 

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำข้อมูลสถานที่ชุมนุมชนที่มีประกาศให้ผู้เกี่ยวข้องเฝ้าระวังตนเองใน 25 แห่ง ใน 7 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี, 

ขอนแก่น, กทม., สงขลา, นครราชสีมา, นนทบุรี และสุรินทร์ โดยผู้ที่อยู่ในสถานที่และช่วงเวลาตามประกาศ ขอให้รายงานตัวต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ได้แก่ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด, ผู้ว่าราชการจังหวัด, ผู้อำนวยการโรงพยาบาล, นายอำเภอ, สาธารณสุขอำเภอ, กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน, อสม., ผู้นำชุมชน ได้ทันทีและให้กักกันตนเองและสังเกตอาการเป็นเวลา 14 วันอย่างเคร่งครัด หากมีไข้ มีอาการระบบทางเดินหายใจให้รีบพบแพทย์ทันที 

สรุปขณะนี้ไทยมีผู้ป่วยโรค COVID-19 สะสมรวมทั้งสิ้น 827 ราย หายไร้เชื้อกลับบ้านไปแล้ว 57 ราย ขณะนี้ยังเหลือรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีก 766 ราย อาการหนัก 4 

25 มีนาคม 2563

ศูนย์โควิค-19 เปิดข้อมูลพบผู้ป่วยเพิ่มวันนี้ 107 ราย จำนวนนี้ 2 รายเป็นแพทย์ติดจากผู้ป่วยไม่ยอมแจ้งข้อมูลเสี่ยง วอนประชาชนให้ข้อมูลละเอียดไม่ปิดบัง

นพ.ทวีสิน วิษณุโยธิน โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวในการแถลงข่าวสถานการณ์โรค COVID-19 ประจำวันว่า วันนี้ไทยพบผู้ป่วยเพิ่ม 107 ราย ยังคงแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก 27 ราย เป็นผู้มีประวัติไปยังสถานที่แพร่โรคที่เกิดผู้ป่วยกลุ่มก้อนเดิม โดยติดจากสนามมวย 4 ราย ติดจากสถานบันเทิง 5 ราย และเป็นผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยกลุ่มก้อนเดิม 14 ราย ส่วนอีก 4 ราย เป็นผู้ติดจากผู้ป่วยกลุ่มก้อนที่ไปร่วมพิธีทางศาสนาที่ประเทศมาเลเซีย 

กลุ่มที่ 2 เป็นผู้ป่วยรายใหม่ที่ไม่เกี่ยวกับกลุ่มก้อนเดิม 13 ราย เป็นทั้งคนไทยและคนต่างชาติที่มีประวัติเดินทาง 

กลุ่มที่ 3 จำนวน 67 ราย ยืนยันผลตรวจเป็นผู้ป่วยแต่ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนโรค ทั้งนี้ผู้ป่วยใหม่วันนี้ 2 ราย เป็นแพทย์ ที่รักษาผู้ป่วยซึ่งผู้ป่วยไม่ยอมแจ้งประวัติเสี่ยง จึงขอความร่วมมือประชาชนหากป่วยมีเกณฑ์เสี่ยงรับเชื้อขอให้รีบพบแพทย์ โดยขอให้คำนึงความปลอดภัยกับแพทย์พยาบาล ด้วยการให้ข้อมูลอย่างละเอียด ไม่ปิดบังข้อมูล เพราะการที่แพทย์และบุคลากรต้องติดเชื้อจากการรักษาท่านที่ป่วยแต่ไม่ยอมบอก จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการรักษาผู้ป่วยคนอื่น และจะส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อระบบสาธารณสุขทั้งหมด

สรุปขณะนี้ไทยมีผู้ป่วยโรค COVID-19 สะสมรวมทั้งสิ้น 934 ราย หายไร้เชื้อกลับบ้านได้เพิ่ม 11 ราย รวมเป็นผู้รักษาหายสะสม 70 ราย ขณะนี้ยังเหลือรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีก 859 ราย อาการหนักคงที่ 4 ราย ทุกรายยังใส่เครื่องช่วยหายใจและเฝ้าระวังอาการใกล้ชิด เสียชีวิตรวม 4 ราย

26 มีนาคม 2563

กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันวันนี้พบผู้ป่วยโรค COVID-19 เพิ่ม 111 ราย จำนวนนี้ 3 ราย เป็นบุคลากรทางการแพทย์ 

นพ.อนุพงศ์ สุจริตกุล นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค กล่าวในการแถลงข่าวสถานการณ์โรค COVID-19 ประจำวันว่า วันนี้ไทยพบผู้ป่วยเพิ่ม 111 ราย 

ยังคงแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก เป็นผู้เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยกลุ่มก้อนเดิม โดยติดจากสนามมวยเพิ่ม 6 ราย ติดจากสถานบันเทิงเพิ่ม 3 ราย เป็นผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยกลุ่มก้อนเดิมจากทั้งสนามมวยและสถานบันเทิง 19 ราย มี 1 ราย ติดจากผู้ป่วยกลุ่มก้อนที่ไปร่วมพิธีทางศาสนาที่ประเทศมาเลเซีย 

กลุ่มที่ 2 เป็นผู้ป่วยรายใหม่ที่ไม่เกี่ยวกับกลุ่มก้อนเดิม เพิ่ม 19 ราย จำนวนนี้ 6 ราย เดินทางมาจากต่างประเทศเป็นคนไทย 5 ราย และคนอเมริกัน 1 ราย 

มี 9 ราย เป็นคนไทยทำงานเกี่ยวข้องกับคนต่างชาติ สำคัญวันนี้ 3 ราย เป็นบุคลากรทางการแพทย์ติดจากการดูแลผู้ป่วย ที่เหลือ 1 ราย เป็นผู้ป่วยมีอาการปอดอักเสบไม่ทราบสาเหตุ 

กลุ่มที่ 3 จำนวน 63 ราย ยืนยันผลตรวจเป็นผู้ป่วยแต่ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนโรค ทั้งนี้จากการประเมินข้อมูลช่วง 3 วันที่ผ่านมายอดผู้ป่วยเพิ่มคงที่หลักร้อย อัตราแพร่เชื้อใน กทม.เพิ่มเป็น 1 : 3.4 แล้ว จากค่าเฉลี่ยทั่วโลก 1 : 2 คาดหากยังคงที่ต่อไปเช่นนี้สิ้นเดือนเมษายน 2563  ไทยจะมีผู้ป่วยยืนยันทะลุ 3,500 ราย แม้วันนี้ 

พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะเริ่มที่บังคับใช้ จะช่วยได้บ้างแต่หากประชาชนไม่ให้ความร่วมมืออย่างเคร่งครัด ก็คาดตัวเลขจะเป็นไปตามคาดการณ์

สรุปขณะนี้ไทยมีผู้ป่วยโรค COVID-19 สะสมรวมทั้งสิ้น 1,045 ราย ในจำนวนนี้เป็นบุคลากรทางการแพทย์รวม 9 ราย สำหรับผู้ป่วยรักษาหายไร้เชื้อกลับบ้านได้เพิ่มวันนี้ 18 ราย รวมเป็นผู้รักษาหายสะสม 88 ราย ขณะนี้ผู้ป่วยที่ยังเหลือรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีก 953 ราย อาการหนัก 4 ราย ยังใช้เครื่องช่วยหายใจ ต้องเฝ้าระวังอาการต่อเนื่อง เสียชีวิตรวม 4 ราย


สังคม

23 มีนาคม 2563

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ชี้แจง กรณีผู้ประกันตน 39 และมาตรา 40 ป่วยจากไวรัสโควิด-19 ประกันสังคมดูแล

นายทศพล กฤตวงศ์วิมาน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ให้ความชัดเจนกรณีผู้ประกันตน ภาคสมัครใจ มาตรา 39 และมาตรา 40 หากเจ็บป่วยจากไวรัสโควิด-19  เปิดเผยว่า การได้รับสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนมาตรา 39 และมาตรา 40 

ผู้ประกันตนมาตรา 39 หากมีอาการเจ็บป่วยสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้ที่โรงพยาบาลตามสิทธิ์ที่เลือกไว้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เว้นแต่เป็นกรณีฉุกเฉินให้เข้าโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด โดยสำนักงานประกันสังคมจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน เมื่อแพทย์ตรวจแล้วพบการติดเชื้อโควิด-19 ผู้ประกันตนมาตรา 39 จะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้อันเนื่องมาจากการเจ็บป่วยและต้องหยุดงานตามคำสั่งของแพทย์ ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้าง (วันละ 80 บาท) 

ส่วนผู้ประกันตนมาตรา 40 หากมีอาการเจ็บป่วยขอให้เข้ารักษาโดยใช้สิทธิ์ สปสช. และหากพบว่าป่วยต้องหยุดพัก จะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้สูงสุดวันละ 300 บาท ไม่เกิน 90 วัน

ทั้งนี้ ทั้งผู้ประกันตนมาตรา 39 และมาตรา 40 นั้น มีสิทธิ์ได้รับเงินค่าทดแทนการขาดรายได้ หากเจ็บป่วย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงภาวะวิกฤติเช่นนี้ สำนักงานประกันสังคมจะเร่งพัฒนาปรับปรุง สิทธิประโยชน์รวมทั้งปรับปรุงการให้บริการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น หากมีข้อสงสัยสอบถามที่ ศูนย์ฮอตไลน์เพื่อประสานการใช้สิทธิ์ระหว่างผู้ประกันตนและสถานพยาบาล โทร. 02-956-2513 -4 ในวันเวลาราชการ และโทรสายด่วน 1506 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง


กระทรวงแรงงาน เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา มาตรการขยายเวลาผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวที่วีซ่าหมดอายุและอยู่ระหว่างการดำเนินการ ให้สามารถทำงานต่อได้    

นายเชิดศักดิ์ วิสุทธิกุล ผู้ตรวจราชการกรม กรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กระทรวงแรงงาน ได้มีการปรับปรุงรูปแบบการต่อใบอนุญาตทำงานแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ คือ กัมพูชา ลาว และเมียนมา เพื่องดการรวมกลุ่มคนจำนวนมาก ป้องกันการแพร่ระบาดของโรค  กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน ได้ออกประกาศ ให้แรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุมัติบัญชีรายชื่อและได้มีการนัดหมายไว้แล้ว ให้นายจ้างนำลูกจ้างไปลงตราวีซ่าได้ ณ ที่ตั้งแต่ละหน่วยงานได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม–30 มิถุนายน 2563 ส่วนนายจ้างที่ยังไม่ดำเนินการ สามารถยื่นบัญชีรายชื่อได้ที่ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ ได้จนถึงวันที่ 31 มีนาคมนี้ ทั้งนี้มาตรการดังกล่าว กระทรวงแรงงาน จะเสนอคณะรัฐมนตรี พิจารณาต่อไป

24 มีนาคม 2563

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระคติธรรมเป็นกำลังใจในสถานการณ์แพร่ระบาดโรคโควิด-19 ขอประชาชนอดทน เสียสละ พร้อมแบ่งปันสิ่งดีให้สังคมและมีความสามัคคี

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม เป็นกำลังใจในสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ความว่า ไม่มีชีวิตใดประสบแต่ความเกษมสุข ปราศจากทุกข์ภัยไปได้ตลอด เมื่อเกิดมาแล้ว จึงจำเป็นต้องขวนขวายสั่งสม สติและปัญญา สำหรับเป็นอุปกรณ์บำบัดความทุกข์อยู่ทุกเมื่อ เพื่อให้สมกับที่ดำรงอัตภาพแห่งมนุษย์ผู้มีศักยภาพต่อการพัฒนา ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาด ซึ่งก่อให้เกิดความหวาดหวั่นครั่นคร้ามกันทั่วหน้า ทุกคนมีหน้าที่แสวงหาหนทางเพิ่มพูน สติและปัญญา พร้อมทั้งแบ่งปันหยิบยื่นให้แก่เพื่อนร่วมสังคม อย่าปล่อยให้ความกลัวภัยและความหดหู่ท้อถอย คุกคามเข้าบั่นทอนความเข้มแข็งของจิตใจ ในอันที่จะอดทน พากเพียร เสียสละและสามัคคี มีธรรมภาษิตบทหนึ่งในพระพุทธศาสนา พึงน้อมนำมาเตือนใจในยามนี้ ว่า เมื่อถึงยามคับขันประชาชนต้องการผู้กล้าหาญ เมื่อถึงคราวปรึกษางาน ต้องการผู้ที่ไม่พูดพล่าม ยามมีข้าวน้ำ ต้องการผู้เป็นที่รัก ยามเกิดปัญหา ต้องการบัณฑิต

ขอทุกท่านจงเป็น ผู้กล้าหาญ ที่จะละความดื้อด้านเห็นแก่ตัว ความเคยตัวและความไม่ระมัดระวังตัว ขอจงเป็น ผู้ที่ไม่พูดพล่าม โดยปราศจากสาระ ก่อความร้าวฉานชิงชัง ในยามที่สังคมต้องการสาระ คำปรึกษาหารือและกำลังใจ แต่จงประพฤติตนเป็น บัณฑิต ผู้รู้รักษากายใจของตัวให้ปลอดจากโรคกายโรคใจ เป็นผู้ฉลา ศึกษา ค้นคว้า วางแผน ชี้แนะและลงมือทำ ทั้งนี้ ถ้าแต่ละคนแม้เพียงตั้งจิตไว้ในธรรมฝ่ายสุจริต ไม่ถลำลงสู่ความคิดชั่ว อันนำไปสู่การพูดชั่วและทำชั่วซ้ำเติม ก็นับว่าได้ช่วยบรรเทาปัญหาของโลกแล้ว และยิ่งหากท่านมีดวงจิตผ่องแผ้วด้วยเมตตาการุณยธรรม นำความปรารถนาดีเผื่อแผ่ไปสู่ทุกชีวิตอย่างเสมอหน้า ความทุกข์ยากที่เราทั้งหลายต่างเผชิญ ย่อมจะคลี่คลายได้ในไม่ช้า

วโร วรญฺญู วรโท วราหโร อนุตฺตโร ธมฺมวรํ อเทสย อิทมฺปิ พุทเธ รตนํ ปณีตํ เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ

พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ทรงรู้ธรรมอันประเสริฐ ประทานธรรมอันประเสริฐทรงนำมาซึ่งธรรมอันประเสริฐ เป็นผู้ยอดเยี่ยม ได้ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐ แม้อันนี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมีแด่ท่านเทอญ

25 มีนาคม 2563

กระทรวงแรงงาน แถลงมาตรการช่วยเหลือนายจ้าง ลูกจ้างผู้ประกันตน จากผลกระทบของโรคโควิด-19

หม่อมราชวงศ์ จัตุมงคล โสณกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แถลงข่าวมาตรการแก้ไขปัญหาโรคโควิด -19 ณ ศูนย์แถลงข่าว ทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า การแก้ไขปัญหาลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 วานนี้ (24 มี.ค.63) คณะรัฐมนตรีได้มีมติแก้กฎกระทรวงในกรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัยให้ครอบคลุมถึงกรณีโรคระบาดเป็นโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ ลูกจ้างผู้ประกันตนจะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ ทั้งกลุ่มลูกจ้างผู้ประกันตนที่ไม่ได้ทำงาน เนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยที่มีความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัสโควิด – 19 และกลุ่มลูกจ้างที่หน่วยงานภาครัฐมีคำสั่งให้นายจ้างหยุดประกอบกิจการชั่วคราว ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนไม่ได้รับค่าจ้าง ทั้งนี้ มีผลบังคับใช้วันที่ 1 มีนาคม – 31 สิงหาคม 2563 โดยขยายนำส่งเงินสมทบทั้งในส่วนของนายจ้าง ผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 โดยในส่วนของนายจ้างปรับลดการนำส่งเหลือร้อยละ 4 ส่วนของลูกจ้างมาตรา 33 ปรับลดเหลือร้อยละ 1 โดยเริ่มตั้งแต่งวดเดือนมีนาคม - พฤษภาคม 2563 รวม 3 เดือน ในส่วนของแรงงานต่างด้าวที่ต้องต่อใบอนุญาตทำงาน ขณะนี้เหลือยอดที่ต้องดำเนินการประมาณ 5 แสนคน ขอให้รีบลงทะเบียนยื่นบัญชีรายชื่อลูกจ้างต่างด้าวผ่านระบบออนไลน์และไปดำเนินการตรวจสุขภาพให้แล้วเสร็จ เพื่อไปดำเนินการตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2563 

นายทศพล กฤตวงศ์วิมาน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า ผู้ประกันตนที่ไม่ได้ทำงาน เนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยที่มีความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัสโควิด – 19 ซึ่งต้องกักตัวเป็นเวลา 14 วัน นายจ้างรับรอง หรือนายจ้างไม่ให้ทำงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยดังกล่าว ให้ได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ร้อยละ 50 ของค่าจ้าง ตลอดระยะเวลาที่ผู้ประกันตนไม่ได้ทำงาน แต่ไม่เกิน 180 วัน ส่วนลูกจ้างกรณีหน่วยงานภาครัฐมีคำสั่งให้นายจ้างหยุดประกอบกิจการชั่วคราว และลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนไม่ได้รับค่าจ้าง ได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ร้อยละ 50 ของค่าจ้าง แต่ไม่เกิน 60 วัน ส่วนกรณีลาออกได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ ร้อยละ 45 เป็นระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน (จากเดิมร้อยละ 30) ส่วนกรณีที่ถูกเลิกจ้าง ได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ ร้อยละ 70 ของค่าจ้าง ระยะเวลาไม่เกิน 200 วัน (เดิมร้อยละ 50 ของค่าจ้าง ระยะเวลาไม่เกิน 180 วัน) ในส่วนของผู้ประกันตนมาตรา 39 จ่ายอัตราร้อยละ 1.8 หรือเดือนละ 86 บาท เป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนมีนาคม ถึงเดือนพฤษภาคม 2563 โดยค่าจ้างงวดเดือนมีนาคม 2563 ให้นำส่งเงินสมทบภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2563 ค่าจ้างงวดเดือนเมษายน 2563 ให้นำส่งเงินสมทบภายในวันที่ 15 สิงหาคม 2563 และงวดเดือนพฤษภาคม 2563 ให้นำส่งเงินสมทบภายในวันที่ 15 กันยายน 2563 สำหรับในส่วนของผูประกันตนมาตรา 40 ซึ่งเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระสามารถขอรับเงินทดแทนการขาดรายได้จำนวน 5,000 บาทตามสิทธิ์ที่กระทรวงการคลังกำหนด ขอให้ผู้ประกันตนมาตรา 39 และ 40 ลงทะเบียนทางเว็บไซต์ www.เราไม่ทิ้งกัน.com  เริ่มลงทะเบียนวันแรก ในวันที่ 28 มีนาคม 2563 นี้ เป็นต้นไป ตั้งแต่เวลา 08.00 น.– 18.00 น. 

26 มีนาคม 2563

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขอความร่วมมือประชาชนติดตามข่าวสารจากภาครัฐอย่างใกล้ชิด หยุดแชร์ข่าวเท็จในช่วงประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่พลเอก ประยุทธิ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ขอความเห็นชอบจากมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เรื่องการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันนี้ 26 มีนาคม 2563  เป็นต้นไป โดยยืนยันว่า รัฐบาลมีความจำเป็นต้องออกประกาศดังกล่าวออกมาเพื่อให้โรคโควิด-19 หมดไปจากประเทศไทยโดยเร็วที่สุด จึงขอให้ประชาชนเสียสละและอย่าตื่นตระหนก ให้ติดตามรับฟังข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐอย่างใกล้ชิด ซึ่งยอมรับช่วงเวลานี้อาจมีบางมาตรการที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเสียอิสรภาพถูกควบคุมในพื้นที่ เช่น การเคร่งครัดการเดินทางออกต่างจังหวัด 

สำหรับประชาชนที่เดินทางออกต่างจังหวัด ขอความร่วมมืออยู่บ้าน รับฟังมาตรการชี้แจงถึงแนวทางปฏิบัติจากภาครัฐ ทั้งนี้หากประชาชนไม่มั่นใจข้อมูลข่าวสารที่ได้รับมาจากหลายแหล่ง ขอให้โทรติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่สายด่วนทำเนียบรัฐบาล 1111 หรือศูนย์ Face News ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือดีอีเอส อย่าหลงเชื่อแชร์ข่าวเท็จอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงเศรษฐกิจของประเทศชาติ รวมถึงประชาชนในกลุ่มว่างงาน หรือหยุดงานในช่วงนี้ขอให้มั่นใจมาตรการดูแลประชาชนทั้งจากกระทรวงแรงงานและกระทรวงมหาดไทย 


วันแรกของการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตำรวจนครบาล ร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งจุดคัดกรองโรคโควิด-19 รวม 7 จุด เส้นทางรอยต่อเข้ากรุงเทพมหานคร 

ตำรวจ ร่วมกับทหาร กรุงเทพมหานคร และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ร่วมปฏิบัติการในจุดตรวจคัดกรองโรคโควิด-19 รวม 7 จุด หลัง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีผลบังคับใช้วันแรก โดยจุดตรวจทั้ง 7 จุดประกอบด้วย บริเวณสะพานข้ามคลองประปา ถนนแจ้งวัฒนะ ฝั่งขาเข้า ใต้ด่วนมหานคร ถนนสุวินทวงศ์ ฝั่งขาเข้า  ถนนคู่ขนานกาญจนาภิเษก ซอย 39 ฝั่งขาเข้า  หน้าปั๊มเอสโซ่ ใกล้สถานีรถไฟฟ้าแบริ่ง ถนนสุขุมวิท ฝั่งขาเข้า  หน้าศูนย์โตโยต้า ถนนราชพฤกษ์ ฝั่งขาเข้า  ใต้สะพานภูมิพล ถนนสุขสวัสดิ์ ฝั่งขาเข้า และหน้าปั๊ม ปตท. ซอยพระราม 2 ซอย 92 ถนนพระราม 2 ฝั่งขาเข้า

โดยที่บริเวณด้านหน้าห้างบิ๊กซี ถนนแจ้งวัฒนะ หนึ่งในจุดคัดกรองเส้นทางรอยต่อระหว่างจังหวัดนนทบุรี เข้ากรุงเทพมหานคร ได้มีการตั้งจุดตรวจ ซึ่งประกอบกำลังจากหลายหน่วยงานเพื่อให้คำแนะนำประชาชนในการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคโควิด-19 ตลอดจนแนวทางป้องกันโรค รวมทั้งตรวจสอบคัดกรองบุคคลในการเดินทางข้ามเขตจังหวัด โดยจะมีการตรวจวัดไข้ซักประวัติการเดินทาง แต่อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติ เพื่อไม่ให้กระทบกับการจราจรด้วย เช่นเดียวกับบริเวณหน้าศูนย์โตโยต้า ถนนราชพฤกษ์ ได้มีจิตอาสา เข้าร่วมการปฏิบัติหน้าที่ประจำจุดคัดกรองด้วย


กรมการจัดหางาน ปล่อยกู้ยืมเงินกองทุนเพื่อผู้รับงานไปทำที่บ้านวงเงินสูงสุด 3 แสนบาท ส่งเสริมแรงงานนอกระบบรับงานไปทำที่บ้าน

นายสุชาติ พรชัยวิเศษกุล อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า เพื่อเร่งส่งเสริมอาชีพให้กับแรงงานนอกระบบที่ว่างงานในรูปแบบของการรับงานไปทำที่บ้าน โดยส่งเสริมให้ผู้ที่สนใจเป็นผู้รับงานได้รวมกลุ่มและรับงานไปทำที่บ้าน โดยทำการผลิต ประกอบ บรรจุ ซ่อมหรือแปรรูปสิ่งของ ตามที่ได้ตกลงกับผู้จ้างงานเมื่อทำเสร็จแล้วจะส่งคืนสิ่งของหรือผลิตภัณฑ์ให้กับผู้จ้างงาน และได้รับค่าตอบแทน 

กรมได้สนับสนุนแหล่งเงินทุน เพื่อให้ผู้รับงานไปทำที่บ้านได้กู้ยืมไปซื้อวัตถุดิบและอุปกรณ์การผลิต หรือขยายการผลิต โดยประเภทบุคคลต้องมีทรัพย์สิน หรือเงินทุนไม่น้อยกว่า 5,000 บาท วงเงินกู้สำหรับบุคคลไม่เกิน 50,000 บาท ระยะเวลาชำระคืนภายใน 2 ปี ส่วนประเภทกลุ่มบุคคลจะต้องมีผู้นำกลุ่มและสมาชิกกลุ่มกู้ร่วมกันไม่น้อยกว่า 5 คน มีทรัพย์สิน หรือเงินทุนในการดำเนินกิจกรรมของกลุ่มรวมกันไม่น้อยกว่า 10,000 บาท วงเงินกู้ไม่เกิน 300,000 บาท ระยะเวลาชำระคืนภายใน 5 ปี อัตราดอกเบี้ยต่ำร้อยละ 3 ต่อปี และมีระยะเวลาพักชำระหนี้เงินต้นไม่เกิน 4 เดือน สำหรับคุณสมบัติของผู้กู้จะต้องเป็นผู้รับงานไปทำที่บ้านที่จดทะเบียนไว้กับกรมการจัดหางานและมีผลการดำเนินการและมีรายได้จากการรับงานไปทำที่บ้าน หรือมีหลักฐานการรับงานไปทำที่บ้านจากผู้จ้างงาน ซึ่งมีทั้งประเภทบุคคลและกลุ่มบุคคล

สำหรับปี 2563 นี้ ได้รับอนุมัติให้ปล่อยกู้ จำนวน 7,000,000 บาท ปล่อยกู้ไปแล้ว 14 ราย/กลุ่ม (5 ราย 9 กลุ่ม) จำนวนเงิน 1,740,000 บาท ยังมีเงินคงเหลือที่สามารถปล่อยกู้ได้อีกจำนวน 5,260,000 บาท ขณะที่ ตั้งแต่ปี 2548 ที่เริ่มดำเนินการ จนถึงขณะนี้  มีผู้รับงานไปทำที่บ้านที่จดทะเบียนกับกรมการจัดหางานแล้วจำนวน  947 สมาชิก สมาชิกรวมจำนวน 5,904 คน แบ่งเป็นประเภทบุคคล 92 ราย ประเภทกลุ่ม 655 กลุ่ม ปล่อยกู้ไปแล้ว 451 ราย/กลุ่ม (17 ราย 434 กลุ่ม) จำนวนเงิน 44,686,000 บาท 

ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัด สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร.1506 กด 2 กรมการจัดหางาน


เรือแสนแสบ ยืนยันยังให้บริการเดินเรือตามปกติ แต่ขอความร่วมมือผู้โดยสารปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่

นายเชาวลิต เมธยะประภาส กรรมการผู้จัดการ และเจ้าของบริษัทครอบครัวขนส่ง (2002) ผู้ให้บริการเรือโดยสารในคลองแสนแสบ ชี้แจงกรณีเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ออกประกาศหยุดให้บริการเดินเรือคลองแสนแสบตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2563 เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารจากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ว่า ล่าสุดบริษัทฯ ได้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว หากหยุดการให้บริการจะส่งผลให้ผู้โดยสารได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก แต่เพื่อเป็นการรักษามาตรฐานความปลอดภัยในการใช้บริการ ทางบริษัทฯ จึงขอความร่วมมือผู้โดยสารที่ใช้บริการเรือคลองแสนแสบ ต้องสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ใช้บริการ ผู้โดยสารจะต้องปฎิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เช่น ห้ามยืน หรือนั่งชิดกัน หรือหากผู้โดยสารมีทางเลือกอื่นก็พิจารณาตามความเหมาะสม

ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : ธนพิชฌน์ แก้วกา

ผู้เรียบเรียง : สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

แหล่งที่มา : สำนักข่าว