รายงานพิเศษ : “หน้ากากอนามัยขยะติดเชื้อที่ต้องกำจัดอย่างถูกวิธี”

26 มี.ค. 2563 | เข้าชม : 847

รายงานพิเศษ : “หน้ากากอนามัยขยะติดเชื้อที่ต้องกำจัดอย่างถูกวิธี”

       การระบาดของเชื้อโรคโควิด-19 ทำให้การใช้หน้ากากอนามัยเพิ่มสูงขึ้นกว่าช่วงเวลาปกติ ส่งผลให้ขยะติดเชื้อเพิ่มปริมาณมากขึ้นในประเทศไทย จึงจำเป็นต้องวางระบบการจัดวางถังขยะแยกเฉพาะหน้ากากอนามัยใช้แล้ววางในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ 

                    “หน้ากากอนามัย” กลับเป็นสิ่งจำเป็นมากขึ้นตั้งแต่ช่วงเกิดวิกฤติหมอกควันไฟป่า ฝุ่นละออง PM 2.5 มาจนถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด-19 หรือ เชื้อไวรัสโคโรน่าในขณะนี้ ส่งผลให้ประชาชนในประเทศใช้หน้ากากอนามัยเพิ่มสูงขึ้นในทุกวัน ทั้งหน้ากากอนามัยแบบทั่วไปและหน้ากากอนามัยแบบ N95 จนกลายเป็นปัญหาขยะติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นในกระบวนการจัดการขยะและในถังขยะทั่วประเทศ ซึ่งหน้ากากเหล่านี้มีองค์ประกอบที่ทำจากวัสดุย่อยสลายยาก เช่น ผ้าคาร์บอน พอลิโพรไพลีนที่เป็นพลาสติกชนิดหนึ่ง จึงควรทิ้งขยะในที่เฉพาะที่จัดเตรียมไว้ให้ เพื่อป้องกันขยะตกค้างในสิ่งแวดล้อมและการแพร่กระจายของเชื้อโรคด้วย

                  สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 มีการแพร่ระบาดขยายวงกว้างขึ้น ทำให้มีปริมาณการใช้หน้ากากอนามัยเพิ่มสูงขึ้นมาก ดูจากตัวเลขผลการสำรวจข้อมูลในกรุงเทพมหานคร พบจำนวนหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วถูกส่งไปกำจัดประมาณ 2 ตันต่อวัน และในพื้นที่ต่างจังหวัดมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกวัน โดยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง จนอาจก่อให้เกิดปัญหาขยะจากหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้ว ทำให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้องหามาตรการป้องกันและแก้ปัญหาขยะจากหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้ว โดยเฉพาะการขอความร่วมมือให้ประชาชนทิ้งหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข สิ่งสำคัญช่วยให้กระทรวงมหาดไทยและกรุงเทพมหานครเก็บขนและกำจัดหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วอย่างถูกต้อง ตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข

                    กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ทำข้อเสนอแนะไปยังกรุงเทพมหานครและกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวกับการควบคุมการทิ้งและกำจัดขยะติดเชื้ออย่างหน้ากากอนามัย ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อป้องการแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด-19 ด้วยการให้ทิ้งลงถังขยะเฉพาะ ให้ทิ้งหน้ากากอนามัยที่ถือเป็นขยะติดเชื้อทุกชิ้น แล้วเข้านำสู่กระบวนการเผากำจัดตามหลักวิชาการที่ถูกต้อง นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เล่าให้ฟังว่า กรุงเทพมหานครและท้องถิ่นควรจัดให้มีถังขยะสำหรับทิ้งหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วโดยเฉพาะ แล้วติดสัญลักษณ์ รูปภาพ ข้อความที่สื่อถึงหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้ว ควรวางไว้ในจุดรวบรวมที่สามารถเห็นได้ชัดเจน และไม่ควรมีจุดรวบรวมเกิน 2 จุด ป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ควบคู่กับประชาสัมพันธ์ให้ความรู้การทิ้งหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วและแสดงวิธีการทิ้งที่ถูกต้องบริเวณที่ตั้งถังขยะ // รวบรวมโดยแยกทิ้งจากขยะอื่นๆ // จัดให้มีถังขยะสำหรับทิ้งหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วในสถานที่ชุมชนทั่วไปให้เพียงพอ โดยรวบรวมใส่ถุงขยะที่ปิดสนิท ทั้งนี้ เมื่อเทียบจากอัตรากำลังการผลิตหน้ากากอนามัยของประเทศต่อวันอยู่ที่ 1.2 - 1.3 ล้านชิ้น และจากการนำเข้าจากต่างประเทศ จะทำให้เกิดขยะติดเชื้อจากหน้ากากอนามัยใช้แล้วประมาณ 1 - 2 ล้านชิ้นต่อวัน หรือประมาณ 240 กิโลกรัม หรือเฉลี่ย 1 ชิ้น น้ำหนักประมาณ 0.012 กิโลกรัม

                    ในเบื้องต้นจะมีบริษัทเอกชนรับเก็บขนหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วหรือขยะมูลฝอยติดเชื้อ แบ่งเป็น บริษัทที่รับเก็บขน (เอกชน) 25 บริษัท และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รับเก็บขน 12 แห่ง จากนั้นจะมีบริษัทเอกชน 5 บริษัท และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 9 แห่ง รวมศักยภาพระบบกำจัดขยะมูลฝอยติดเชื้อได้ 354.5 ตันต่อวัน เพื่อรับไปกำจัดขยะมูลฝอยติดเชื้อที่มีเตาเผาขยะ โดยใช้อุณหภูมิการเผากำจัดขยะติดเชื้ออยู่ที่ 800 - 1,000 องศาเซลเซียส ถึงจะกำจัดเชื้อไวรัสได้ ในส่วนของสถานพยาบาลมีระบบจัดการและกำจัดขยะติดเชื้ออยู่แล้วด้วยการวิธีการเผาตามหลักวิชาการที่ถูกต้อง 

ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : ปิยาพรรณ ยังเทียน / สวท.

ผู้เรียบเรียง : กัลยา คงยั่งยืน

แหล่งที่มา : Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย