รายงานพิเศษ : “สถานการณ์ช้างไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น”

19 มี.ค. 2563 | เข้าชม : 704

รายงานพิเศษ : “สถานการณ์ช้างไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น”

    ประเทศไทย พบแนวโน้มประชากรช้างป่าในหลายกลุ่มป่าเพิ่มขึ้นจากการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างช้างป่ากับชุมชนอย่างจริงจังของภาครัฐ โดยเฉพาะมีช้างป่าในธรรมชาติเพิ่มขึ้น ในพื้นที่ 69 ผืนป่า 

                ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาครัฐ ได้เร่งกระตุ้นให้ประชาชนเห็นความสำคัญของสัตว์ป่ามากขึ้น โดยเฉพาะสัตว์ป่าที่มีผลกระทบต่อชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อหาแนวทางสู่การลดความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าให้อยู่ร่วมกันได้ เช่น ช้างป่าที่ออกมาหาอาหารนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ลิงและตัวเงินตัวทอง (ตัวเหี้ย) ที่ออกมาตามชุมชนเมือง สาเหตุเกิดจากพื้นที่ป่าอนุรักษ์ลดลงแต่ประชากรเพิ่มขึ้น จึงเกิดการขยายพื้นที่การเกษตร บุกรุกแผ้วถางพื้นที่ป่าไม้ และการล่าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย จากการแก้ปัญหาอย่างจริงจังของภาครัฐช่วยลดความขัดแย้งที่รุนแรงระหว่างคนกับสัตว์ป่าลงได้ระดับหนึ่ง ส่งผลให้ประชากรสัตว์ป่าหลายชนิดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะช้างป่า

               ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรช้างป่าอาศัยอยู่ตามธรรมชาติประมาณ 3,168 - 3,440 ตัว อาศัยอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ 69 แห่ง ที่มีผืนป่าที่เป็นแหล่งอาศัยของช้างป่าประมาณ 52,000 ตารางกิโลเมตร โดยพบช้างป่าได้ตั้งแต่น้อยกว่า 10 ตัวไปจนถึง 200 – 300 ตัว โดยเฉพาะกลุ่มป่าที่มีประชากรช้างป่ามาก คือ กลุ่มป่าตะวันตก กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ กลุ่มป่าภูเขียว-น้ำหนาว กลุ่มป่าตะวันออก และกลุ่มป่าแก่งกระจาน ส่วนประชากรช้างป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์หลายแห่งในไทย พบส่วนใหญ่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง อุทยานแห่งชาติกุยบุรี อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

               ขณะนี้พื้นที่ป่าอนุรักษ์หลายแห่งที่เป็นถิ่นอาศัยของช้างป่า เริ่มขาดแคลนพืชอาหาร แหล่งน้ำ พื้นที่เป็นภูเขามีความลาดชันสูง ทำให้สภาพถิ่นอาศัยที่เหมาะสมของช้างป่ามีขนาดลดลงจากเดิม ที่สำคัญผืนป่าถิ่นที่อาศัยของช้างป่าไม่เชื่อมโยงกันถูกแบ่งแยกตัดขาดออกจากกัน เนื่องจากการขยายตัวของชุมชน การขยายพื้นที่เกษตร การก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน จึงเป็นปัจจัยให้เกิดปัญหาช้างป่าออกมาทำลายพืชผลทางการเกษตรของราษฎรที่อาศัยใกล้ชิดตามแนวขอบพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่กำลังกลายเป็นปัญหาที่สำคัญและเพิ่มความรุนแรงขึ้นทุกปีประมาณ 40 แห่งทั่วประเทศ

               นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน หัวหน้ากลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เล่าให้ฟังว่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้ลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า ด้วยการป้องกันไม่ให้ถิ่นที่อยู่อาศัยของช้างถูกทำลาย ทั้งการป้องกันปราบปรามการบุกรุกทำลายป่าและการตัดไม้ โดยเฉพาะมาตรการป้องกันไม่ให้มีการล่าช้าง โดยให้เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติลาดตระเวนเชิงคุณภาพไปตามจุดเสี่ยงต่างๆ และตามแหล่งหากินของช้างป่าต่อเนื่อง โดยจะปรับปรุงป่าเสื่อมโทรมให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยตามหลักวิชาการ รวมทั้ง กลุ่มป่าบางแห่งที่เป็นเส้นทางช้างในอดีตที่ถูกตัดขาดไม่ต่อเนื่องจะสร้างแนวเชื่อมต่อพื้นที่ให้เป็นป่าผืนใหญ่เชื่อมต่อหากันได้ ที่สำคัญให้ศึกษาวิจัยด้านการติดตามพฤติกรรมของช้างป่า แหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งหากิน พื้นที่เสี่ยง และจำนวนประชากร ของช้างป่า ควบคู่กับให้เจ้าหน้าที่ออกให้ความรู้เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนเรื่องพฤติกรรมของช้างป่าและการปฏิบัติตนเมื่อพบช้างป่า 

               ปัจจุบัน กรมอุทยานฯ ได้จัดทำคู่มือเบื้องต้นสำหรับประชาชนเป็นแนวทางเสริมสร้างความเข้ารู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวช้าง สถานการณ์ของช้าง พฤติกรรมของช้าง และสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนมีส่วนร่วมอนุรักษ์ช้างป่าไม่ให้สูญพันธุ์ พร้อมทั้ง แนวทางการจัดการและแก้ปัญหาช้างป่าทั้งในและนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ แบ่งเป็น การจัดการช้างป่าในพื้นที่อนุรักษ์เพื่อป้องกันไม่ให้ช้างออกนอกพื้นที่ และควบคุมไม่ให้มีประชากรช้างมากเกินกว่าศักยภาพการรองรับได้ของพื้นที่ และการจัดการช้างป่านอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์เพื่อลดความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า ด้วยการให้ความรู้ สร้างความร่วมมือการแก้ปัญหาช้างป่า และการให้ความช่วยเหลือเยียวยาความเสียหายกับประชาชนที่เกิดจากช้างป่าด้วย

ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : ปิยาพรรณ ยังเทียน / สวท.

ผู้เรียบเรียง : กัลยา คงยั่งยืน

แหล่งที่มา : Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย