ชาวอำเภอปัว จังหวัดน่าน และชาวต่างจังหวัด ทำพิธีบวงสรวงเจ้าหลวงพญาภูคา เพื่อน้อมรำลึก และแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อเจ้าเมืองวรนคร ในอดีต

07 มี.ค. 2563 | เข้าชม : 78

ชาวอำเภอปัว จังหวัดน่าน และชาวต่างจังหวัด ทำพิธีบวงสรวงเจ้าหลวงพญาภูคา เพื่อน้อมรำลึก และแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อเจ้าเมืองวรนคร ในอดีต

          ที่ศาลเจ้าหลวงภูคา อุทยานแห่งชาติดอยภูคา อำเภอปัว จังหวัดน่าน นายชนาธิป เสมแย้ม นายอำเภอปัว เป็นประธานในพิธีบวงสรวงเจ้าพ่อหลวงภูคา และทำพิธีทางศาสนา เพื่อทำบุญอุทิศพระราชกุศลถวายเจ้าพญาภูคา เพื่อเป็นการแสดงออก ซึ่งความกตัญญูกตเวี ต่อเจ้าเมืองวรนครในอดีต ให้เป็นแบบอย่างแก่อนุชนรุ่นหลัง โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ พ่อค้าประชาชนชาวจังหวัดน่าน จากจังหวัดระยอง และจากจังหวัดต่าง ๆ ที่มีจิตเลื่อมใสศรัทธาเจ้าพ่อหลวงภูคา มาร่วมในพิธี เป็นจำนวนมากกว่า 500 คน พร้อมได้ยลโฉมดอกชมพูพูคา ที่เบ่งบานสะพรั่งมาตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

          ประวัติศาสตร์เมืองน่าน เริ่มปรากฏขึ้นราว พ.ศ.1825 ภายใต้การนำของพญาภูคา และนางพญาจำปาผู้เป็นชายา ซึ่งทั้งสองเป็นชาวเมืองเงินยาง ได้เป็นแกนนำพาผู้คนอพยพมาตั้งศูนย์การปกครองอยู่ที่เมืองล่าง ต่อมาเอ่ยชื่อเพี้ยนเป็น (เมืองย่าง) (เชื่อกันว่า คือ บริเวณริมฝั่งด้านใต้ของแม่น้ำย่าง บริเวณตำบลศิลาเพชร อำเภอปัว เลยไปถึงลำน้ำปัว ใกล้ทิวเขาดอยภูคาในเขตบ้านเสี้ยว บ้านทุ่งฆ้อง บ้านลอมกลาง ตำบลยม อำเภอท่าวังผา) เพราะปรากฏร่องรอยชุมชนในสภาพที่เป็นคูน้ำ คันดิน และกำแพงเมืองซ้อนกันอยู่ เห็นชัดเจนที่สุด คือ บริเวณข้างพระธาตุจอมพริกบ้านเสี้ยว มีกำแพงเมืองปรากฏอยู่ซึ่งเป็นปราการทิศใต้ และป้อมปราการทิศเหนือลักษณะที่ปรากฏเป็นสันกำแพงดินบนยอดดอยม่อนหลวง บ้านลอมกลาง เป็นกำแพงเมืองสูงถึง 3 ชั้น ในแต่ละชั้นกว้าง 3 เมตร สูง 5 เมตร ขนานไปกับยอดดอยม่อนหลวง

          ต่อมาพระยาภูคา ได้ขยายอาณาเขตปกครองของตนออกไปให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยส่งราชบุตรบุญธรรม 2 คนไปสร้างเมืองใหม่ โดยขุนนุ่นผู้พี่ไปสร้างเมืองจันทบุรี (เมืองพระบาง) และขุนฟองผู้น้องสร้างเมืองวรนครหรือเมืองปัว ภายหลังขุนฟองถึงแก่พิราลัย เจ้าเก้าเถื่อนราชบุตรจึงได้ขึ้นครองเมืองปัวแทน ด้านพญาภูคาครองเมืองย่างมานาน และมีอายุมากขึ้น มีความประสงค์จะให้เจ้าเก้าเถื่อนผู้หลานมาครองเมืองย่างแทน จึงให้เสนาอำมาตย์ไปเชิญ เจ้าเก้าเถื่อนเกรงใจปู่จึงยอมไปอยู่เมืองย่าง และมอบให้ชายา คือ นางพญาแม่ท้าวคำปินดูแลรักษาเมืองปัวแทน เมื่อพญาภูคาถึงแก่พิราลัย เจ้าเก้าเถื่อนจึงครองเมืองย่างแทน ในช่วงที่เมืองปัวว่าง จากผู้นำ เนื่องจากเจ้าเก้าเถื่อนไปครองเมืองย่างแทนปู่นั้น พญางำเมืองเจ้าผู้ครองเมืองพะเยา จึงได้ขยายอิทธิพลเข้าครอบครองบ้านเมืองในเขตเมืองน่านทั้งหมด

          นางพญาแม่เท้าคำปิน พร้อมด้วยบุตรในครรภ์ได้หลบหนีไปอยู่บ้านห้วยแร้ง จนคลอดได้บุตรชายชื่อว่า เจ้าขุนใส เติบใหญ่ได้เป็นขุนนางรับใช้พญางำเมืองจนเป็นที่โปรดปราน พญางำเมืองจึงสถาปนาให้เป็นเจ้าขุนใสยศ ครองเมืองปราด ภายหลังมีกำลังพลมากขึ้นจึงยกทัพมาต่อสู้จนหลุดพ้นจากอำนาจเมืองพะเยา และได้รับการสถาปนาเป็นพญาผานอง ขึ้นครองเมืองปัวอย่างอิสระ ระหว่างปี 1865-1894 รวม 30 ปี จึงพิราลัย ซึ่งการทำพิธีบวงสรวง เจ้าหลวงภูคา ในครั้งนี้ ได้มีประชาชนทั้งในจังหวัดน่าน และต่างจังหวัด ต่างได้พร้อมใจกัน นำสิ่งของมาบวงสรวง เพื่อเป็นการทดแทนพระคุณหลังจากได้ขอพร และประสบผลสำเร็จ โดยเฉพาะทางครอบครัวของ นายเมธา (ยอดแสงเงิน และคุณแม่วรรณา จำปาทอง เจ้าของกิจการเรือประมงในจังหวัดระยอง และชาวประมงในพื้นที่จังหวัดระยอง เกือบ 30 คน ต่างได้นำอาหารทะเล สด มาประกอบเลี้ยงให้กับผู้มาร่วมงานด้วย ซึ่งต่างได้บนบานสานกล่าว ขอให้กิจการเจริญรุ่งเรือง และได้สมคำปรารถนา ต่างพร้อมใจกันมาร่วมพิธีโดยในครั้งนี้ นับเป็นปีที่ 7 ที่ครอบครัวของ นายเมธา (ยอดแสงเงิน และคุณแม่วรรณา จำปาทอง เจ้าของกิจการเรือประมงในจังหวัดระยอง ร่วมกันนำอาหารสดจากทะเล มาปรุงอาหารให้ผู้ร่วมงานได้ทานกันด้วย














#ชาวอำเภอปัว #จังหวัดน่าน #พิธีบวงสรวงเจ้าหลวงพญาภูคา #สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ #NNT #ILOVETHAILAND

ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : สมาน สุทำแปง

ผู้เรียบเรียง : วสันต์พรรษ จำเริญนุสิต

แหล่งที่มา : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดน่าน