สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการส่วนพระองค์

05 ส.ค. 2562 | เข้าชม : 456

        วันนี้ 4 สิงหาคม 2562 เวลา 9.35 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จไปทรงติดตามดำเนินงานของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริบ้านปากซวด ตำบลพะแสง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งจัดตั้งขึ้น เพื่อเป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้จากความสำเร็จของชุมชนที่ได้น้อมนำแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ กรอบคิด กรอบงาน โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น แผนที่ภาพถ่ายจากดาวเทียม และเครื่องระบุพิกัด GPS มาวางแผนการดำเนินงานในพื้นที่ ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ และพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำ เป็นแบบอย่างให้ชุมชนอื่นได้มาศึกษาเรียนรู้ โดยใช้พื้นที่จริงของชุมชน อธิบายผ่านแผนที่และภาพความเปลี่ยนแปลงให้เข้าใจง่าย และสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างเหมาะสมแต่ละพื้นที่

        ทั้งนี้ ชุมชนบ้านปากซวดและอุทยานแห่งชาติเขาสก ได้ร่วมกันพัฒนาแนวคิดการอนุรักษ์พื้นที่ป่าต้นน้ำ ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 5,000 ไร่ และขยายเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ป่าต้นน้ำ 1,600 ไร่ ให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน โดยกำหนดขอบเขตป่าอนุรักษ์และขอบเขตที่ดินทำกินร่วมกัน ปรับเปลี่ยนการผลิตจากเกษตรเชิงเดี่ยว ได้แก่ ยางพาราและปาล์มน้ำมัน เป็นการดำรงชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ทำการเกษตรผสมผสานในรูปแบบไม้ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง สร้างรายได้เพิ่มขึ้น 28,500 บาทต่อครัวเรือนต่อปี รวมทั้งสร้างฝายในคลองบางครก ห้วยสาขาและขุดลอกสระหนองกก เพื่อกักเก็บสำรองน้ำได้ 268,403 ลูกบากศ์เมตร ลดปัญหาน้ำท่วม บรรเทาปัญหาน้ำแล้ง ทำให้มีน้ำเพียงพอต่อการทำเกษตรในพื้นที่ 250 ไร่ เกษตรกรได้รับประโยชน์ 350 ครัวเรือน เป็นน้ำต้นทุนผลิตน้ำประปา 4 หมู่บ้าน ผู้ได้รับประโยชน์ 400 ครัวเรือน และเป็นแหล่งน้ำดื่มในพื้นที่ 3 หมู่บ้าน รวม 325 ครัวเรือน นอกจากนี้ ได้จัดตั้งกองทุนชุมชน 4 กองทุน คือ กองทุนปาล์มน้ำมัน กองทุนน้ำดื่ม กองทุนปุ๋ย และกองทุนหมูและไก่ มีสมาชิก 585 คน พัฒนาเป็นสวัสดิการในระดับหมู่บ้าน ลดการพึ่งพาหน่วยงานท้องถิ่น ยกระดับคุณภาพชีวิตเพื่อความสุขที่ยั่งยืน

        จากนั้น เสด็จไปทอดพระเนตรฝายเก็บกักน้ำและเฝ้าระวังน้ำหลาก บริเวณบ้านนายชัยรัตน์ พรหมแก้ว ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ตำบลพะแสง โดยชุมชนได้สร้างขึ้นเนื่องจากบริเวณนี้เป็นเป็นจุดรวมแหล่งน้ำลำห้วย 3 สาขา ตัวฝายมีความจุ 18,000 ลูกบากศ์เมตร มีแถบสีสัญลักษณ์แสดงการเฝ้าระวัง 3 ระดับ คือ สีเขียวหมายถึงระดับน้ำปกติ , สีส้มหมายถึงระดับเฝ้าระวังใกล้ชิด และสีแดงหมายถึงระดับอพยพ เพื่อการแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงภัยจากการเกิดน้ำหลาก ในพื้นที่ตำบลพะแสงและตำบลพังกาญจน์ จำนวน 3 หมู่บ้าน 400 ครัวเรือน อันจะช่วยบรรเทาความเสียหายหากเกิดน้ำท่วม อีกทั้งฝายแห่งนี้ยังเป็นแหล่งน้ำสำหรับใช้ทำการเกษตรในพื้นที่ใกล้เคียง 200 ไร่


        เวลา 10.42 น. เสด็จไปยังโรงเรียนบ้านท่านหญิงวิภา ตำบลตะกุกเหนือ อำเภอวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี

        ในการนี้ พระราชทานอุปกรณ์กีฬาพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เชิญไปพระราชทานแก่โรงเรียนบ้านท่านหญิงวิภา ด้วยทรงห่วงใยถึงคุณภาพชีวิตของนักเรียน ยังความปลาบปลื้มและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

        จากนั้น ได้พระราชทานข้าวสารและยารักษาโรค เพื่อเป็นคลังอาหารและคลังยาเพื่อนพึ่งภาฯ รองรับผู้ประสบอุทกภัย แก่ผู้แทนตำบลตะกุกเหนือ

        สำหรับ โรงเรียนบ้านท่านหญิงวิภา ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2511 ปัจจุบันเปิดทำการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีนักเรียน 510 คน มีครูและบุคลากร 31 คน จากผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาประจำปี 2561 ผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-Net)ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 วิชาภาษาไทยสูงกว่าระดับชาติ และผลการสอบประเมินคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน (NT) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ความสามารถด้านเหตุผลสูงกว่าระดับประเทศ

        นอกจากนี้ โปรดให้นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เชิญอุปกรณ์กีฬาพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ประกอบด้วย ลูกบอล บาสเก็ตบอล และตะกร้อไปมอบแก่โรงเรียนวัดไม้เสียบ ตำบลเกาะขันธ์ อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ทั้งนี้ โรงเรียนวัดไม้เสียบ อยู่ห่างจากตัวอำเภอชะอวด 13 กิโลเมตร เปิดสอนระดับอนุบาล ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียน 401 คน ครูและบุคลากรทางการศึกษา รวม 23 คน


        เวลา 11.13 น. เสด็จไปยังเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ วังหัวสะพาน บริเวณคลองยัน บ้านหัวสะพาน อำเภอวิภาวดี ทอดพระเนตรนิทรรศการ จัดแสดงการดำเนินงานของเครือข่ายอนุรักษ์ฟื้นฟูภูมินิเวศ (พูม-นิ-เวด) ลุ่มน้ำคลองยัน อำเภอวิภาวดี-คีรีรัฐนิคม ซึ่งเป็น 1 ใน 18 เครือข่ายชุมชนเตือนภัยพิบัติของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่งภาฯ ยามยาก สภากาชาดไทย จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2552 เพื่อเฝ้าระวังเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น การตัดไม้ทำลายป่า และการจับปลา ต่อมาในปี 2553 เกิดดินโคลนถล่ม น้ำป่าไหลหลาก จึงได้ขยายการดำเนินงาน เพื่อการเตือนภัยพิบัติด้วย

        ที่ผ่านมา มีการจัดทำระบบเตือนภัย ครอบคลุม 46 หมู่บ้าน ใน 4 ตำบลของทั้ง 2 อำเภอ มีอาสาสมัครกว่า 300 คน , จัดทำป่าชุมชน รวม 11 เขต ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2 หมื่นไร่ โดยชุมชนไม่ตัดไม้ทำลายป่า และไม่ขยายพื้นที่ทำกินเข้าไปในเขตป่า , ปลูกไม้ท้องถิ่นรักษาแนวตลิ่งทั้ง 2 ฝั่งลุ่มน้ำคลองยัน รวม 140 กิโลเมตร , จัดทำเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ รวม 27 เขต เป็นเขตอภัยทาน ไม่จับปลา , ใช้วิทยุสื่อสารช่วยในการเฝ้าระวัง โดยแบ่งระดับความเสี่ยงไว้ 5 ระดับ เช่น ระดับที่ 4 เกิดฝนตกหนักมาก มองอะไรไม่เห็น เสียงฟ้าร้องเป็นระยะๆ อาสาสมัครต้องแจ้งเตือนตลอดเครือข่ายลุ่มน้ำ เพื่อเตรียมพร้อมอพยพ ก่อนถึงระดับที่ 5 ที่ต้องไปยังจุดอพยพ

        ในการนี้ ทอดพระเนตรการสาธิตการช่วยเหลือ และอพยพผู้ประสบอุทกภัยของเครือข่ายอนุรักษ์ฟื้นฟูภูมินิเวศลุ่มน้ำคลองยัน ซึ่งร่วมกับศูนย์การจัดการภัยพิบัติตำบลเกาะขันธ์ อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นการอพยพด้วยวิธีการต่างๆ อาทิ การใช้เชือก , เรือ จากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่ง แล้วจึงคัดกรองผู้ประสบภัย เพื่อให้การช่วยเหลือต่อไป เช่น การรักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บ โดยบริเวณนี้ ยังมีโทรมาตรติดตั้งที่สะพาน เพื่อเป็นข้อมูลในการติดตามสถานการณ์น้ำ

        จากนั้น พระราชทานอาหารปลาและทรงปล่อยปลาพวง ปลาตะเพียนขาว และปลาตะเพียนทอง ลงในคลองยัน โดยบริเวณนี้เป็น 1 ในเขตอภัยทาน ซึ่งชุมชนร่วมกันไม่จับปลา ทำให้ปัจจุบันลุ่มน้ำคลองยันมีปลาชนิดต่างๆ เพิ่มขึ้น รวมกว่า 60 ชนิด และมีปริมาณมากขึ้นด้วย และชุมชนยังทำการเกษตรด้วยการใช้สารอินทรีย์ แทนสารเคมี ปลูกไม้ผลผสมผสาน เช่น ทุเรียน, ลองกอง, จำปาดะ โดยตระหนักถึงความสำคัญและร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม


        ข่าวในพระราชสำนัก สทท.



ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : ชัยรัตน์ อินทเชตุ

ผู้เรียบเรียง : ธนพิชฌน์ แก้วกา

แหล่งที่มา : หน่วยงานสำนักข่าว