IUU กับ ผลกระทบต่อผู้ทำประมงไทย

11 มิ.ย. 2562 | เข้าชม : 556

IUU กับ ผลกระทบต่อผู้ทำประมงไทย

          เมื่อปี 2558 สหภาพยุโรปได้ให้ใบเหลืองกับประเทศไทย เพื่อเป็นการเตือนอย่างเป็นทางการให้ประเทศไทยแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย หรือ Illegal , Unreported and Unregulated Fishing (IUU Fishing) อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่จะส่งผลกระทบในวงกว้างกับผู้ทำการประมงทั่วประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หากถูกยกระดับให้ได้ใบแดง ซึ่งหมายถึงประเทศไทยจะถูกระงับการส่งออกสินค้าประมงในทุกรูปแบบ และในทุกกรณีกับสหภาพยุโรปที่เป็นผู้นำเข้าและบริโภครายใหญ่ที่สุดของโลก 

          เพื่อไม่ให้กระทบ และสร้างความเดือดร้อนให้ผู้ประกอบอาชีพประมงของไทย ประเทศไทยจึงจริงจังกับการปฏิรูปการประมงไทย ด้วยการมีพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และฉบับแก้ไขที่มีบทลงโทษปรับสูงสุดมากถึง 30 ล้านบาท การจัดทำแผนบริหารจัดการประมงระดับชาติเพื่อแก้ปัญหาการขาดการรายงานและไร้การควบคุม การจัดทำระบบติดตามเรือประมง การจัดตั้งศูนย์ PIPO (Port-in-Port-out Center) ใน 22 จังหวัดชายทะเล มีการตรวจสอบเรือประมงที่ท่าเทียบเรือก่อนออกเรือและกลับจากทำประมง การจัดทำระบบการออกใบอนุญาตทำประมงแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งทุกมาตรการที่กล่าวมานี้ ส่งผลให้ผู้ประกอบอาชีพประมงในประเทศต่อต้านในระยะแรก เพราะรู้สึกว่ายุ่งยาก และตนเองไม่ได้รับความสะดวกในการถือปฏิบัติ แต่ภายหลังเข้าใจถึงปัญหาที่ประเทศไทยต้องเผชิญจากการทำประมงผิดกฎหมายที่เป็นปัญหาระดับโลก และจะส่งผลกระทบโดยตรงกับผู้ทำประมงจึงเกิดการยอมรับและถือปฏิบัติตามมาตรการของรัฐบาล อีกทั้งยังส่งผลดีต่อระบบนิเวศน์ของการประมงไทย ตลอดจนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประมงชายฝั่งและประมงพื้นบ้านให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากการดำเนินมาตรการตามมาตรฐานสากล ซึ่งจะเกิดประโยชน์กับการประมงทั้งในระยะสั้นและและระยะยาวที่ยั่งยืนมากขึ้น

          และความสำเร็จที่เห็นผลในเชิงประจักษ์อย่างชัดเจนหลังจากนั้นคือ เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 สหภาพยุโรปได้ปลดสถานะใบเหลืองให้กับภาคประมงไทย เพื่อแสดงการยอมรับต่อความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาการทำประมงไทยที่ผิดกฎหมาย ซึ่งจากความสำเร็จที่เกิดขึ้นรัฐบาลจึงเตรียมยกระดับความร่วมมือกับสหภาพยุโรปไปสู่การส่งเสริมความยั่งยืนทางทะเลในทุกมิติในอนาคต

          นายสมาแอ บินเจะอาลี ประธานประมงพื้นบ้านคลองน้ำแบ่ง อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า ปัจจุบันนี้มีเรือประมงพื้นบ้านที่ออกเรือจากน้ำแบ่ง ประมาณ 120 ลำ ออกหาสัตว์ทะเลจำพวกปลา ปลาหมึกและกุ้งทุกเช้า และจะกลับเข้าฝั่งในช่วงประมาณ 10.00-14.00 น. ซึ่งเป็นวิถีชีวิตประจำวันของชาวประมงที่นี่ พร้อมยอมรับเห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาลที่ออกกฎหมายทุกเรื่องเกี่ยวกับประมง เพราะจะทำให้ชาวประมงเข้ามาอยู่ในกรอบง่ายต่อการควบคุม และบริหารจัดการเพื่อไม่ให้กระทบกับการส่งออกไปไปยังสหภาพยุโรปที่จริงจังกับการคัดค้านการประมงที่ผิดกฎหมาย ซึ่งมาตรการการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด เกี่ยวกับเรือประมงตามนโยบายรัฐบาล สิ่งมุ่งเน้นสำคัญ คือ การควบคุมจำนวนเรือ เนื่องจากในห้วงที่ผ่านมาพบว่ามีจำนวนเรือพาณิชย์ และเรือประมงพื้นบ้านเพิ่มมากขึ้น

          อีกทั้งเมื่อไม่มีการตรวจสอบทำให้มีการลักลอบทำผิดกฎหมายในน่านน้ำไทย ทั้งจากเรือประมงภายในประเทศ และที่ลักลอบเข้ามาจากต่างประเทศ รวมทั้งเรือไร้สัญชาติ ซึ่งทำให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างยากลำบาก โดยเฉพาะเมื่อพบปัญหาการทำกฎหมายในด้านต่าง ๆ ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่นี้ ก็เพื่อให้เรือประมงทุกลำที่จดทะเบียนได้รับการดูแลและคุ้มครองตามสิทธิอันพึงได้ และการออกเรือเป็นไปอย่างถูกกฎหมายตามมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ที่จะเป็นผลดีต่อการส่งออกด้านประมงของไทยมากยิ่งขึ้น ซึ่งในส่วนของประมงพื้นบ้านที่คลองน้ำแบ่ง อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ได้ให้ความร่วมมือทุกด้าน



#ประมง #IUU Fishing #สหภาพยุโรป #ศูนย์ PIPO #สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ #NNT #ILOVETHAILAND


ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : กุศลิน สุวรรณโณ

ผู้เรียบเรียง : วสันต์พรรษ จำเริญนุสิต

แหล่งที่มา : สวท.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส