แพทย์ย้ำมี 4  กลุ่มโรคที่จำเป็นต้องใช้กัญชา ส่วนโรคอื่นๆ ควรใช้ในลักษณะการวิจัย เก็บข้อมูลเพื่อพัฒนาต่อยอดการใช้ประโยชน์ต่อไปในอนาคต

24 พ.ค. 2562 | เข้าชม : 398

        นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ขณะนี้กรมการแพทย์กำลังจัดทำแผนที่ประเทศไทยบ่งชี้พิกัดที่มีผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้กัญชาทางการแพทย์ เพื่อเป็นข้อมูลจับคู่บุคลากรทางการแพทย์ที่ผ่านมาอบรมหลักสูตรการใช้กัญชาอย่างถูกต้อง เข้ากับผู้ป่วยแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ผู้ป่วยในทุกพื้นที่มีสิทธิเข้าถึงกัญชามาตรทางการแพทย์ได้อย่างถูกต้อง ทั่วถึง และปลอดภัย โดยจะใช้ฐานข้อมูลจากการแจ้งครอบครองที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงานสาธารณสุขทั่วประเทศ รวมถึงข้อมูลที่ได้จากการลงออนไลน์โดยสภากาชาดไทยด้วย ซึ่งนายอภิวัฒน์ เฟื่องฟู หัวหน้าศูนย์สารนิเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สภากาชาดไทย หัวหน้าโปรแกรมเมอร์สร้างเว็บไซต์ www.cbd-oss.org ที่เปิดเป็นช่องทางให้ผู้ป่วยที่ใช้กัญชารักษาโรคลงทะเบียนออนไลน์ แจ้งครอบครองกัญชาเบื้องต้นทางเว็บไซต์ ได้แจ้งดำเนินการ ตั้งแต่วันที่ 13 - 21 พ.ค.ที่ผ่านมา พบมีผู้สนใจเข้าชมเว็ปไซต์ทั้งสิ้น 139,977 คน ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยที่ยืนยันตัวตนโดยมีเอกสารหลักฐานครบถ้วน 31,177 คน ซึ่งยอดทั้งหมดได้จัดส่งให้ อย. ตรวจสอบตามระบบต่อไป 

        ทั้งนี้จากผู้มาลงทะเบียนออนไลน์ทั้งหมด พบข้อมูลที่น่าสนใจคือ 5 จังหวัดแรก ที่มีผู้มาแจ้งครอบครองกัญชามากที่สุด ได้แก่ กทม. นนทบุรี นครราชสีมา เชียงใหม่ และปทุมธานี ส่วนโรคที่ผู้ป่วยมาลงทะเบียนมากที่สุดคือ มะเร็ง รองลงมาคือ ไบโพลาร์ ซึมเศร้า และ อัลไซเมอร์ ซึ่งทางการแพทย์แล้วโรคที่จำเป็นต้องใช้กัญชา และกฎหมายเอื้อให้ผู้ป่วยเข้าถึงได้ เพราะมีข้อมูลชัดว่าการใช้กัญชาจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วย ขณะนี้มีเพียง 4 กลุ่มโรค ได้แก่ ภาวะคลื่นไส้อาเจียนในผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด ,โรคลมชักที่รักษายากในเด็กและโรคลมชักที่ดื้อยา ,ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งในผู้ป่วยปลอกประสาทเสื่อมแข็ง และภาวะปวดประสาทที่ใช้วิธีการรักษาอื่นแล้วไม่ได้ผล  ส่วนโรคอื่นๆ ที่นอกเหนือจาก 4 กลุ่มโรคนี้ไม่แนะนำให้ใช้ แต่หากจะใช้ควรใช้ในลักษณะการวิจัย เก็บข้อมูลเพื่อพัฒนาต่อยอดการใช้ประโยชน์ต่อไปในอนาคต

        สำหรับการจ่ายกัญชา ในผู้ป่วย 4 กลุ่มโรคที่จำเป็นต้องใช้กัญชา ซึ่ง อย.รายงานมีไม่ถึง 100 คนจากผู้ป่วยที่มาลงทะเบียนทั้งหมด นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ กล่าวว่า ได้มอบหน่วยงานในสังกัดที่มีความเชี่ยวชาญไปพัฒนารูปแบบบริการเพื่อเป็นตัวอย่างให้โรงพยาบาลอื่นๆ ทั่วประเทศนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับสภาพปัญหาแต่ละพื้นที่ โดย 3 โรคที่เกี่ยวกับระบบประสาท ทั้งลมชักรักษายากในเด็ก ปลอกประสาทเสื่อมแข็ง และภาวะปวดประสาท ได้มอบสถาบันประสาทวิทยา จัดคลินิกบริการ ส่วนกลุ่มภาวะคลื่นไส้อาเจียนในผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด มอบสถาบันมะเร็งแห่งชาติดำเนินการ


ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : นฤมล อุดมพร / สวท.

ผู้เรียบเรียง : วีระเดช คชเสนีย์ / สนข.

แหล่งที่มา : Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย