กระทรวงสาธารณสุข ย้ำมาตรการห้ามรถพยาบาลขับเกิน 80 กม./ชม. ห้ามฝ่าไฟแดงใช้เฉพาะรถในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข หวังรักษาความปลอดภัยผู้ป่วย ญาติและบุคลากร

19 เม.ย. 2562 | เข้าชม : 156

กระทรวงสาธารณสุข ย้ำมาตรการห้ามรถพยาบาลขับเกิน 80 กม./ชม. ห้ามฝ่าไฟแดง ใช้เฉพาะรถในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข หวังรักษาความปลอดภัยผู้ป่วย ญาติและบุคลากร หลังพบอุบัติเหตุกับรถพยาบาลมาก เกือบ 4 ปี เจ็บตายกว่า 300 ราย พร้อมย้ำจำกัดความเร็วไม่กระทบการส่งต่อผู้ป่วย


นายแพทย์ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีกระทรวงสาธารณสุข ออกมาตรการจำกัดความเร็วของรถพยาบาล ให้ไม่เกิน 80 กม./ชม. หรือความเร็วไม่เกินที่กฎหมายกำหนด มีผู้โดยสารรวมพนักงานขับไม่เกิน 7 คน ทุกคนต้องคาดเข็มขัดนิรภัย และห้ามทำหัตถการขณะรถเคลื่อนที่ ทุกคันต้องติดอุปกรณ์ GPS และกล้องวงจรปิด พร้อมห้ามขับรถฝ่าสัญญาณไฟแดงในทุกกรณี ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก โดยเฉพาะข้อกังวลเรื่องส่งผู้ป่วยล่าช้า ทำให้ไม่ทันเวลาทองในการรักษาบางโรค ว่า การรับส่งผู้ป่วยแบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุฉุกเฉินต่างๆ และโทร.แจ้งผ่านระบบ 1669 จะมีรถฉุกเฉิน ซึ่งรถฉุกเฉินมีทั้งของมูลนิธิ ท้องถิ่น อบต. เทศบาล และรถในเครือข่ายของกระทรวงสาธารณสุขที่ออกไปรับ ซึ่งยึดหลักใครใกล้ให้ไปก่อน ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นท้องถิ่นและมูลนิธิ และรถพยาบาลที่ใช้ส่งต่อผู้ป่วยข้ามโรงพยาบาล เช่น จาก รพ.ขนาดเล็กไป รพ.ขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพสูงกว่า ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นการส่งข้ามอำเภอหรือข้ามจังหวัด ใช้เวลาในการเดินทางไกลหลายชั่วโมง 

ทั้งนี้ย้ำว่ามาตรการที่ออกมาดังกล่าวใช้เฉพาะรถพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมถึงมูลนิธิหรือท้องถิ่น ซึ่งเรื่องมาตรฐานการดูแลรถฉุกเฉินเหล่านี้จะอยู่ที่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2559-2562 พบว่า เกิดอุบัติเหตุกับรถพยาบาล 110 ครั้ง มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตรวม 318 ราย แบ่งเป็น พยาบาลและบุคลากรในระบบ 129 ราย เสียชีวิต 4 ราย พิการ 2 ราย เป็นผู้ป่วยบนรถ บาดเจ็บ 58 ราย เสียชีวิต 3 ราย และเป็นคู่กรณี เสียชีวิต 14 ราย ส่วนใหญ่ร้อยละ 80 เกิดขณะส่งต่อผู้ป่วยระหว่าง รพ.ถือเป็นความสูญเสียอย่างมาก 

จากการวิเคราะห์ พบสาเหตุ เกิดจากการขับรถเร็ว อย่างกรณีส่งต่อผู้ป่วยจากปราจีนบุรีไปอุบลราชธานี และเกิดอุบัติเหตุที่ศรีสะเกษ จากการตรวจ GPS ดูความเร็วล่าสุดก่อนเกิดเหตุสูงถึง 130 กม./ชม. และหลายครั้งที่เกิดเหตุมาจากการผ่าไฟแดง ในรถเข็มขัดนิรภัย ซึ่งมีแค่จุดที่คนขับนั่งเพียงจุดเดียว ด้วยเหตุนี้กระทรวงสาธารณสุขจึงออกมาตรการขับรถไม่เกิน 80 กม./ชม. และให้มีเข็มขัดนิรภัยในทุกที่นั่งครอบคลุมบุคลากรประจำรถและญาติผู้ป่วยรวม 7 ที่นั่ง ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยลดการบาดเจ็บ และไม่ให้หลุดออกจากที่นั่งเมื่อเกิดเหตุ และเมื่อช่วยเหลือผู้ป่วยภายในรถ เช่น ต่อสายน้ำเกลือ ควรจะต้องจอดรถในที่ปลอดภัยแล้วจึงดำเนินการ เพราะหากลุกมาดำเนินการขณะรถยังวิ่งอยู่ อาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ ซึ่งมองว่าป้องกันไว้จะดีกว่า 

นอกจากนี้่ กระทรวงสาธารณสุข ยังได้ออกมาตรการเยียวยา คือ ประสานงานบริษัทประกัน ในการทำประกันภัยชั้น 1 ซึ่งช่วยลดเบี้ยประกันจาก 37,000 - 38,000 บาท ลงมาเหลือประมาณ 27,000 - 28,000 บาท แต่ความคุ้มครองเพิ่มขึ้นจาก 5 คน เป็น 7 คน และจากที่จ่ายคนละ 1 ล้านบาทก็เพิ่มเป็น 2 ล้านบาท จึงขอความร่วมมือให้รถพยาบาลขึ้นได้ไม่เกิน 7 คน 

สำหรับข้อกังวลว่าจำกัดความเร็วแล้วจะส่งผู้ป่วยได้ไม่ทันการนั้น นพ.ประพนธ์ กล่าวว่า หากเป็นกรณีการส่งต่อข้าม รพ.นั้น รพ.ต้นทางจะมีการประเมินสภาพของผู้ป่วย ว่าตลอดการดินทาง 4-5 ชั่วโมง ผู้ป่วยต้องมีเสถียรภาพระดับหนึ่งที่จะไม่เกิดวิกฤตฉุกเฉินถึงชีวิตระหว่างทาง แต่หากจำเป็นต้องช่วยเหลือหรือทำหัตถการก็ควรจอดรถทำในที่ปลอดภัยก่อน ส่วนการไปรับผู้ป่วยในที่เกิดเหตุ จะมีการแบ่งระดับรถที่ไปรับตามระดับความรุนแรงของผู้ป่วย

ด้านนายแพทย์วิทูรย์ อนันกุล ผู้อำนวยการสำนักสาธารณสุขฉุกเฉิน (สธฉ.) กล่าวว่า การไปช่วยเหลือผู้ป่วยในที่เกิดเหตุ จะมีศูนย์สั่งการโดยพิจารณาว่า เหตุที่เกิดขึ้นต้องใช้รถฉุกเฉินระดับใด ซึ่งมี 3 ระดับ คือ รถฉุกเฉินขั้นสูง (ALS) ที่มีแพทย์ พยาบาล ประจำและอุปกรณ์พร้อม ,รถฉุกเฉินขั้นพื้นฐาน (BLS) มีเจ้าหน้าที่ที่รู้เรื่องการกู้ชีพ และรถกระบะ ที่มูลนิธิต่างๆ ใช้ซึ่งจะมีการควบคุมเวลาว่าจะต้องไปให้ถึงที่เกิดเหตุใน 8 นาที 

ทั้งนี้ กรณีที่เป็นรถขั้นสูงและขั้นพื้นฐาน ขอยืนยันกับประชาชนว่า ไม่จำเป็นต้องใช้ความเร็ในการขับรถเพื่อรีบกลับมายังโรงพยาบาล เพราะมีการทำห้องฉุกเฉินไปกับรถ และมีการช่วยเหลือตั้งแต่ไปถึงที่เกิดเหตุ ดังนั้น เมื่อมีการดูแลตั้งแต่ที่เกิดเหตุแล้ว การขับรถเร็วนั้นไม่จำเป็น ซึ่งการขับเกิน 80 กม./ชม.และฝ่าไฟแดง ล้วนเสี่ยงให้เกิดอุบัติเหตุทั้งสิ้น การรีบเพื่อไปให้ถึงเร็วขึ้น 5-10 นาที ไม่มีผลต่อชีวิตของคนไข้ ถ้ามีการดูแลเหมาะสมตั้งแต่แรกแล้ว


ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : นฤมล อุดมพร / สวท.

ผู้เรียบเรียง : ธนพิชฌน์ แก้วกา

แหล่งที่มา : Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย