ป.ป.ส. ชี้แจง กรณีจับกุมมูลนิธิฯในจังหวัดสุพรรบุรีหลังพบต้นกัญชา 200 ต้น พร้อมของกลางอุปกรณ์ 

08 เม.ย. 2562 | เข้าชม : 283

ป.ป.ส. ชี้แจง กรณีจับกุมมูลนิธิฯในจังหวัดสุพรรบุรีหลังพบต้นกัญชา 200 ต้น พร้อมของกลางอุปกรณ์ จำนวนมากนำไปสกัดเป็นน้ำมันแจกให้กับประชาชน ระบุ ผู้ป่วยที่มีสารสกัดกัญชาสามารถยื่นขอครอบครองใช้เพื่อบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยได้


นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กล่าวชี้แจงกรณีข้อกังวลการนำกัญชามาสกัดรักษาผู้ป่วยว่า กัญชาสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ได้ แต่ในประเทศไทยกัญชายังเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ผู้ที่ดำเนินการใดๆ ทั้งการผลิต จำหน่าย นำเข้า ครอบครอง ยังมีความผิดหากไม่ได้รับอนุญาต ส่วนกรณีที่เป็นข้อกังวลต่อการดำเนินการต่อมูลนิธิแห่งหนึ่งที่มีการวิจัยกัญชาเพื่อใช้ประโยชน์และแจกจ่ายให้กับประชาชน จากการตรวจสอบ สามารถยึดของกลางเป็นต้นกัญชาจำนวน 200 ต้น น้ำมันสกัดจากกัญชาประมาณ 20 ลิตร กัญชาบดผง 500 กรัม เมล็ดกัญชา 1.8 กิโลกรัมพร้อมทั้งอุปกรณ์และผู้ต้องหาจำนวน 1 ราย ในข้อหาผลิตและครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา) ซึ่งการจับกุมครั้งนี้เนื่องจากมีการเผยแพร่ภาพและข้อความผ่านสังคมออนไลน์ว่ามีการแจกน้ำมันสกัดจากกัญชาให้กับประชาชนเพื่อนำไปใช้ในการรักษาอาการเจ็บป่วย ภายในวัดที่จังหวัดพิจิตรและจังหวัดลพบุรี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่ามีการนำสารสกัดจากกัญชามาแจกให้กับประชาชนจริงโดยผู้นำมาแจกมาจากมูลนิธิแห่งหนึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรี

กัญชายังเป็นยาเสพติดให้โทษ ผู้ที่ได้รับการอนุญาตดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับกัญชาจะต้องแจ้ง/ยื่นขออนุญาตตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ โดยกฎหมายดังกล่าวจะยกเว้นโทษกรณีผู้ที่มีความประสงค์ไม่ว่าบุคคล/องค์กร ยื่นขออนุญาตหรือแจ้งขอครอบครองกฎหมายจะยกเว้นโทษภายใน 90 วัน นับตั้งแต่กฎหมายมีผลบังคับใช้ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 19 พฤษภาคม 2562 และขณะนี้มีเพียง 2 องค์กรองรัฐที่ได้รับอนุญาตในการผลิต คือองค์การเภสัชกรรมและกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และในระยะ 5 ปีแรก การผลิต นำเข้า ส่งออก กัญชาให้อนุญาตได้เฉพาะหน่วยงานรัฐ หรือโดยความร่วมมือของหน่วยงานรัฐเท่านั้น ยืนยันการดำเนินการไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุน 

ส่วนกรณีผู้ป่วยที่มีสารสกัดกัญชาสามารถยื่นขอครอบครองใช้ เพื่อบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยได้โดยมีเงื่อนไข คือผู้ป่วยจะต้องได้รับการวินิฉัยจากแพทย์เจ้าของไข้ว่ามีการเจ็บป่วยจริง ทั้งนี้ยืนยันการดำเนินการดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมือง กลั่นแกล้ง หรือเอื้อประโยชน์ให้กับใครแต่เป็นข้อมูลที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการกระบวนการของกฎหมาย


ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : สุภาภรณ์ สุขันทอง

ผู้เรียบเรียง : ธนพิชฌน์ แก้วกา

แหล่งที่มา : Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย