สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเปิดการประชุมวิชาการของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2562

26 มี.ค. 2562 | เข้าชม : 167

        วันที่25 มี.ค.2562 เวลา 9.08 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยัง อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ทรงเปิดการประชุมวิชาการของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. ประจำปี 2562 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 ถึง 28 มีนาคม 2562 ภายใต้แนวคิด "เศรษฐกิจแห่งอนาคตไทย ก้าวไกลด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (Moving Towards Thailand’s Future Economy with Science Technology and in Innovation)" เพื่อเชิดชูบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ นำทรัพยากรต่าง ๆไปประยุกต์ใช้ให้เกิดนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ และเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ สนองตอบยุทธศาสตร์ของประเทศที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านงานวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจแนวใหม่ นำไปพัฒนาขีดความสามารถ ยกระดับศักยภาพและสร้างความมั่นคงให้กับประเทศต่อไป ในงานฯ ยังมีการเปิดให้เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการวิจัยและทดสอบ และกิจกรรมวิทยาศาสตร์สำหรับครูและเยาวชนในโครงการความร่วมมือด้านต่าง ๆ

      โอกาสนี้ทรงเปิด "นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี" และ "นิทรรศการความก้าวหน้าทางงานวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ" แบ่งเป็น 6 โซน ประกอบด้วย โซนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี , โซนพัฒนาเด็กและเยาวชน , โซนสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร , โซนงานวิจัยและพัฒนา , โซนความร่วมมือภาคเอกชนและต่างประเทศ , และโซนผลิตภัณฑ์จากชุมชนเครือข่าย สวทช.

        ทั้งนี้ในปีที่ผ่านมา สวทช. ได้ร่วมกับพันธมิตรภาครัฐ สถาบันการศึกษาและเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งมอบผลงานวิจัยที่เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมใน 5 ประเด็น ได้แก่ สารให้ประโยชน์เชิงหน้าที่และนวัตกรรมอาหาร , ระบบขนส่งสมัยใหม่ , การสร้างเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนไทย , เคมีชีวภาพและเชื้อเพลิงชีวภาพ และนวัตกรรมเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน โดยผลงานวิจัยเหล่านี้ได้นำไปใช้ประโยชน์สร้างมูลค่าต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ คิดเป็นมูลค่ากว่า 4 หมื่น 5 พันล้านบาท ถูกตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ 546 เรื่อง สามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคการผลิตและบริการ 261 รายการ และสร้างเสริมขีดความสามารถของเกษตรชุมชนได้ 264 ชุมชน ใน 35 จังหวัด เช่น การแปรรูปมันสำปะหลัง และข้าว เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง และการใช้สารชีวภัณฑ์เพื่อลดการใช้สารเคมี

      จากนั้น ทอดพระเนตรการดำเนินงานของโรงงานผลิตพืช (Plant Factory) ณ อาคารกลุ่มนวัตกรรม 2 ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาพิเศษขนาดใหญ่ หรือ Big Rock ของรัฐบาล มีพื้นที่ 1 พัน 200 ตารางเมตร ใช้เทคโนโลยีการปลูกพืชในระบบปิดหรือกึ่งปิด ที่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมและปัจจัยต่าง ๆ ให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชได้อย่างสมบูรณ์ เช่น ช่วงคลื่นแสง ความเข้มแสง อุณหภูมิ ความชื้น แร่ธาตุ  และปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยใช้แสงจากหลอดไฟ LED สีต่าง ๆ เช่น สีแดงใช้เร่งดอก สีน้ำเงินบำรุงใบพืช ทดแทนแสงอาทิตย์จากธรรมชาติ มีระบบกรองอากาศทำให้ปราศจากเชื้อโรคและแมลง มีนักปรับปรุงพันธุ์พืชคำนวณและออกแบบการให้ความเข้มข้นของสารอาหารที่เหมาะสมตามช่วงวัยของพืช ทำให้พืชเจริญเติบโตเร็ว ร่นระยะเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิต ซึ่งผลผลิตที่ได้สะอาดปลอดภัย และไม่มีสารตกค้าง ส่งจำหน่ายได้ราคาสูง 

        ปัจจุบันโรงงานผลิตพืชแห่งนี้ เริ่มทดลองปลูกพืชสมุนไพร เช่น ใบบัวบก ฟ้าทะลายโจร และพืชชนิดอื่น ๆ เพื่อนำไปสกัดเป็นสารสำคัญมูลค่าสูง และนำไปพัฒนาเป็นสารออกฤทธิ์สำคัญในอาหารเสริม เวชสำอาง เพื่อเพิ่มมูลค่าแก่พืชสมุนไพรไทยต่อไป

        ข่าวในพระราชสำนัก สทท 

ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : ชัยรัตน์ อินทเชตุ

ผู้เรียบเรียง : เกศวรรณ ธนวัฒน์

แหล่งที่มา : หน่วยงานสำนักข่าว