สรุปข่าวรอบปี 2561 : “ปัญหาสิ่งแวดล้อม”

29 ธ.ค. 2561 | เข้าชม : 55

สรุปข่าวรอบปี 2561 : “ปัญหาสิ่งแวดล้อม”


ตลอดกว่า 4 ปีที่ผ่าน หลังจากรัฐบาลชุด พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้จริงจังกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่ากับเจ้าหน้าที่ของรัฐเห็นภาพชัดเจนขึ้นแล้ว ถือเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลได้ปรับกลยุทธ์ปราบปรามการลักลอบบุกรุกป่าและปกป้องผืนป่าไปพร้อมกัน ด้วยการให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน โดยเฉพาะเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตป่าอนุรักษ์ใน 5 กลุ่มป่า เพื่อบริหารจัดการให้ประชาชนเข้าไปใช้พื้นที่ป่าอย่างเหมาะสมและไม่บุกรุกพื้นที่ป่ามากกว่าเดิม ที่ผ่านมาประชาชนเข้าไปอยู่อาศัยในป่าอย่างผิดกฎหมายจำนวนมาก จนรัฐบาลเอาจริงกับเรื่องนี้จนสามารถแก้ปัญหาได้มาก แต่กลับไม่ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มที่อยู่ในพื้นที่ป่า เช่น พื้นที่สูงชัน พื้นที่ชายเลน พื้นที่เขตป่าอนุรักษ์ อุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าผ่านแนวทางการแก้ปัญหาให้ครอบคลุม ซึ่งแต่ละกลุ่มจะได้รับการแก้ปัญหาตามแนวทางที่เหมาะสมสอดคล้องกับเป้าหมาย "รัฐได้ป่า ประชาได้ที่ทำกิน”


ตั้งแต่ปี 2558 – ปัจจุบัน คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) จัดสรรที่ดินและออกหนังสืออนุญาตแก้ปัญหาการถือครองที่ดินและการดำเนินการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนไปแล้วกว่า 473,050 ไร่ ใน 140 พื้นที่ 57 จังหวัด จัดสรรคนลง 165 พื้นที่ จำนวน 52,362 ราย รวม 66,733 แปลง ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ 118 พื้นที่ ใน 56 จังหวัด คือ ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าชายเลน ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ที่ดินสาธารณประโยชน์ และที่ราชพัสดุ จากกรอบพื้นที่วางไว้ได้ 884 พื้นที่ ครอบคลุม 70 จังหวัด รวมเนื้อที่กว่า 1.3 ล้านไร่ ใน 6 ประเภทที่ดิน โดยจะเน้นให้ประชาชนในพื้นที่ปลูกไม้มีค่าและไม้ยืนต้นสร้างรายได้ในระยะยาวแทนการปลูกพืชเชิงเดียว 


พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เล่าให้ฟังว่า ที่ผ่านมาได้เร่งปรับปรุงแก้ไขข้อกฎหมายที่จำกัดการปกป้องดูแลทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าของประเทศไทยให้ทันสมัย ทั้งทำ (ร่าง) พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. … (ฉบับใหม่) เกี่ยวกับการเพิ่มโทษผู้กระทำผิด ผู้ลักลอบค้าสัตว์ออนไลน์บนโซเชียลมีเดีย และอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับสัตว์ป่าอย่างสมดุล และ(ร่าง) พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. … เพื่อให้คนเข้าทำประโยชน์และดูแลรักษาป่าได้อย่างถูกกฎหมาย ถือเป็นการเสริมเขี้ยวเล็บให้กับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าดูแลปกป้องผืนป่าและสัตว์ป่าได้อย่างเต็มศักยภาพและปกป้องชีวิตของตนเองด้วย พร้อมเปลี่ยนจากการพยายามเอาคนออกจากป่าเป็นให้คนที่อาศัยอยู่ในป่าเป็นกลไลสำคัญอนุรักษ์ ปกป้อง และเพิ่มพื้นที่ป่าแทนแต่อยู่ภายใต้เงื่อนไขและมีข้อตกลงร่วมกัน


ขณะเดียวกันได้ใช้กฎหมายควบคู่กับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 กำหนดพื้นที่และกรอบมาตรการแก้ปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าไม้ (ทุกประเภท) การปรับปรุงกฎหมายให้ราษฎรอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์อย่างเกื้อกูลธรรมชาติในเขตป่าอนุรักษ์ครั้งแรกของประเทศ แต่มีคำสั่ง คสช. ที่ 66/2557 เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2557 เป็นกฎหมายรองรับและกำหนดวิธีช่วยเหลือราษฎรผู้ยากไร้ ผู้มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกินที่อยู่อาศัยในพื้นที่เดิม ถือเป็นการปกป้องสิทธิและป้องกันกลุ่มนายทุนเข้าไปรุกที่ดินในเขตป่าด้วย นายอรรถพล เจริญชันษา รองอธิบดีกรมป่าไม้ เล่าให้ฟังว่า มาตรการปรับให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้ส่งผลดีต่อการแก้ปัญหาภาพรวม เมื่อประชาชนมีความสบายใจหลังมีที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินอย่างถูกต้อง แล้วจะหันมาเคารพกติการและร่วมกันออกแบบ และลดการขยายการครอบครองที่ดินอย่างผิดกฎหมาย ขณะเดียวกันหน่วยงานราชการจะเข้ามาสบับสนุนด้านต่างๆได้ ทำให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดินในภาพรวมของประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน  


ข้ามมาที่ปัญหาขยะเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่รัฐบาลจริงจังกับการลดปริมาณขยะพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งและโฟมตัวการสำคัญสร้างปัญหาโลกร้อนที่ใช้ในประเทศลงให้ได้ ภาพรวมมีความก้าวหน้าลดปริมาณขยะลงได้มากขึ้น หลังประชาชนหันมาใช้ถุงผ้ามากขึ้นและผู้ประกอบการสินค้าหรือร้านค้าส่งบางแห่งหันมาใช้ถุงกระดาษหรือถุงพลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งการงดใช้ 1 วัน จะช่วยลดขยะพลาสติกและโฟมลงได้ 20 ล้านใบ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการลดงดใช้ถุงพลาสติกและโฟมในชีวิตประจำวัน 


พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า โรดแมปการเลิกใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งเป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติ โดยไทยกำลังเดินก้าวเข้าสู่การเลิกใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งแล้ว แต่จำเป็นต้องใช้เวลาและค่อยเป็นค่อยไปเริ่มจากไม่จำเป็นก่อน ขณะนี้ให้ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ศึกษาความเป็นไปได้หากจะออกเป็นกฎหมายบังคับใช้อย่างจริงจังในอนาคตเกี่ยวกับการยกเลิกใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง 


ปัญหาขยะพลาสติกอาจจะดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับใครหลายคน แต่ความจริงแล้วนี่เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ถูกมองข้ามมาโดยตลอด ดังนั้น การกระตุ้นจิตสำนึก เปลี่ยนความคิด และเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในสังคมเป็นเรื่องสำคัญแม้จะเป็นเรื่องยาก หากทุกคนเห็นผลกระทบจากขยะแล้วจะเห็นว่าขยะพลาสติกเป็นกับดักการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่อันตรายและรุนแรงที่สุดไม่แพ้การค้าการลงทุน 

ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : ปิยาพรรณ ยังเทียน / สวท.

ผู้เรียบเรียง : สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

แหล่งที่มา : Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย