แผนการพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ความเป็นมา 3 จังหวัดชายแดนใต้
ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ได้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา ทำให้เจ้าหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ รวมถึงสภาพทางด้านจิตใจของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ แม้ว่ารัฐบาลจะหาทางที่จะทำให้สถานการณ์ยุติโดยเร็วแต่ยังคงมีการทำร้ายเจ้าหน้าที่และประชาชนอยู่อย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดเป็นปัญหา ทับซ้อนจากรุ่นสู่รุ่นจนถึงปัจจุบันอันสืป เนื่องจากประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของรัฐปัตตานี
เดิมอาณาจักรปัตตานีปกครองโดยชาวมลายูปัตตานี ได้รับการสถาปนาเป็นราชอาณาจักรสุลต่าน (Kesultanan Patani) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2000 เป็นรัฐอิสลามโดยมีเจ้าเมืองคนแรก คือ Tu Antara ซึ่งเป็นผู้ก่อพื้นฐานระบบการปกครองปัตตานี อาณาจักรปัตตานีแบ่งเป็น 4 ยุค คือ
มีความสำเร็จทุก ๆ ด้าน มีความเจริญรุ่งเรืองด้านศาสนา ความเข้มแข็งและความอุดมสมบูรณ์ ยังผลิตอาวุธ เช่น กริช ธนู และปืนใหญ่ ซึ่งปืนใหญ่ที่รู้จักกันดี 2 กระบอกคือ Sri Negara และ Sri Patani (นางพญาตานี) จากความเจริญรุ่งเรืองในทุก ๆ ด้านอาจกล่าวได้ว่า “อาณาจักรปัตตานีเสมือนกับเป็นระเบียงของเมกกะฮ์”
อาณาจักรประสบกับภาวะและบรรยากาศด้านการเมืองที่ไม่มั่นคง และยุ่งเหยิง เนื่องจากการทำสงครามภายในระหว่างพี่น้อง และการรุกรานจากบุคคลภายนอกในที่สุดอาณาจักรปัตตานีอ่อนแอลง และเกือบจะตกอยู่ภายใต้การปกครองของไทย ยุคสมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครองเริ่มปรากฏขึ้น
หลังจากที่ไทยสามารถมีอำนาจบังคับให้อาณาจักรอยู่ภายใต้การปกครอง ได้แบ่งออกเป็น 7 หัวเมืองเล็ก ๆ คือ
- หัวเมืองปัตตานี - หัวเมืองระแงะ
- หัวเมืองหนองจิก - หัวเมืองรามัน
- หัวเมืองสายบุรี - หัวเมืองยะลา
- หัวเมืองยะหริ่
การดำเนินนโยบายการปกครอง
| ไทยดำเนินนโยบายการปกครองโดย |
|---|
1. ยกเลิกระบบเจ้าเมืองและบุตรผู้สืบเชื้อสายมลายู (พ.ศ. 2444-2449) และรวม 7 หัวเมืองเป็น 3 จังหวัด คือ จังหวัดปัตตานี นราธิวาส และยะลา |
2. การลบล้างกฎหมายอิสลามและขนบธรรมเนียมประเพณีมลายู (พ.ศ. 2449) โดยเปลี่ยนรูปแบบการปกครองตามรูปแบบของไทย โดยยึดหลักศาสนาพุทธ และขนบธรรมเนียมไทย ยกเว้นเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวกับการสมรสและทรัพย์สิน |
3. ได้มีการลงนามสนธิสัญญาอังกฤษ-ไทย (พ.ศ. 2449)
รับรองบริเวณพื้นที่อาณาจักรปัตตานีเดิมทั้งหมดว่าเป็นส่วนหนึ่งของไทย |
| 4. โดยได้กำหนดการศึกษาภาคบังคับให้กับเยาวชนทั่วประเทศในปี พ.ศ. 2464 |
5. ประกาศใช้ขนบธรรมเนียมปฏิบัติของไทย (รัฐนิยม) ปี พ.ศ. 1939 โดยรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีวัตถุประสงค์เพื่อ เปลี่ยนแปลงคุณค่า และให้ยกเลิกการแต่งตัวแบบมลายูเดิม ห้ามพูดและใช้ภาษามลายู ห้ามปฏิบัติศาสนกิจตามแนวอิสลามบางประการ |
6. การปฏิรูปสถาบันปอเนาะ ( Pondok ) ปี พ.ศ. 2504
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้เปลี่ยนให้เป็นโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลาม ที่อยู่ภายใต้ขอบเขตที่รัฐบาลกำหนด ทำให้โรงเรียนสอนศาสนาลดลงอย่างรวดเร็วจาก 535 โรง เหลือเพียง 189 โรง |
7. โครงการตั้งถิ่นฐาน (Settlement Project)
ได้ให้ชุมชนชาวพุทธมาตั้งถิ่นฐานใน 4 จังหวัดภาคใต้เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่าง ชาวพุทธ และชาวมุสลิม |
8. นโยบายการดึงดูดความสนใจ (Policy of Attraction) ในปี พ.ศ. 2523
รัฐบาลไทยภายใต้การนำของพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ได้กำหนดนโยบายดูดซึมในระยะยาวกับประชาชนเชื้อชาติมลายู โดยให้ชาวมลายูมีสิทธิในด้านสังคมมากขึ้น เพื่อลดการต่อต้าน และความคลางแคลงใจระหว่างเชื้อชาติ |
9. การต่อต้านนโยบายการดูดซึมหรือการปรับเข้าหากันของลักษณะสังคม • การต่อต้านของอดีตผู้ปกครองปัตตานี โดยได้รับความร่วมมือต่อต้านจากอดีตเจ้าเมืองมลายู รวมทั้งผู้นำศาสนาด้วยวิธีการ ขัดขืนคำสั่ง และการบริหารราชการของผู้แทนรัฐบาลที่แต่งตั้งโดยส่วนกลางจากกรุงเทพฯ • การต่อต้านที่ปราศจากองค์กรอย่างเป็นทางการ ชนเชื้อชาติมลายูปัตตานีได้ต่อต้านในทุกรูปแบบ เพราะการปกครองแบบใหม่ ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองแบบเดิมที่ยึดรากฐานของกฏหมายอิสลาม จึงได้เกิดการปะทะระหว่างชนเชื้อชาติมลายูกับไทย อย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลไทยได้ให้ความรู้ความเข้าใจในการปกครองแบบใหม่โดยใช้ระบบสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้ รัฐธรรมนูญ ซึ่งทำให้การต่อต้านลดน้อยลง • การต่อต้านโดยผ่านองค์กรอย่างเป็นทางการ ซึ่งผู้ที่ต่อต้านได้จัดตั้งองค์กร 2 องค์กรหลัก คือ องค์กรปลดปล่อยรัฐปัตตานี (Gabungan Melayu Patani Raya -GAMPAR) ก่อตั้งโดยอดีตผู้ปกครอง ส่วนนักวิชาการศาสนาได้จัดตั้งองค์กร ที่ชื่อว่า องค์กรเคลื่อนไหวประชาชนปัตตานี (Gerakan Rakyat Patani – GRP) ซึ่งทั้ง 2 องค์กรดังกล่าวถือได้ว่าเป็น รากฐานของแนวร่วมเพื่อการปลดปล่อยรัฐปัตตานีที่มีขึ้นมาถึงปัจจุบัน |