รายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน ประจำวันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2555
รายการ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน
ประจำวันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2555
ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย
และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์
พิธีกร (นายธีรัตน์ รัตนเสรี) : สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่รายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน กับผมธีรัตน์ รัตนเสวี ปัจจุบันประชาชนเริ่มมีคำถามว่าราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเริ่มปรับตัวสูงขึ้น แล้วก็รัฐบาลจะมีแนวทางอย่างไรในการดูแลค่าครองชีพของพวกเขา ขณะเดียวกันการรับจำนำสินค้าเกษตรจะเป็นอย่างไร คงต้องมาสอบถามกับท่านรัฐมนตรี บุญทรง เตริยาภิรมย์ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สวัสดีครับ
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : สวัสดีครับ
พิธีกร : อยากถามท่านรัฐมนตรีว่า เราเห็นว่าราคาสินค้าเริ่มปรับตัวสูงขึ้น ค่าครองชีพประชาชนก็เริ่มสูงขึ้นตามไปด้วย รัฐบาลจะมีแนวทางอย่างไรในการที่จะไปดูแลให้ราคาสินค้าอยู่ในระดับที่เหมาะสม ประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่มมากขึ้น
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : ก่อนอื่นต้องกราบเรียนว่า เรื่องของค่าครองชีพ มันก็เป็นตัวสะท้อนถึงตัวภาวะเงินเฟ้อ ทีนี้เป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์ ถ้าจะว่าไปแล้วปีนี้ที่วางเป้าหมายคือ ค่าอัตราเงินเฟ้อจะคุมไว้ไม่ให้อยู่เกิน 3.5 - 3.8 นั้นก็หมายความว่าค่าครองชีพมันต้องสวิงอยู่ใน range ประมาณขนาดนี้ ทีนี้ถามว่าวิธีการจะทำอย่างไร อันที่ 1 กระทรวงพาณิชย์กำลังลงไปดูเรื่องของราคาปลายทางว่าสิ่งที่พี่น้องประชาชนต้องจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวันมีอะไรบ้างที่จะต้องเข้าไปดูแล เพื่อให้ราคานั้นมีความเหมาะสม คำว่าเหมาะสมคืออะไร ก็หมายความว่าเหมาะสมตรงที่คนที่มีรายได้ระดับต่ำ รายได้ขั้นต่ำควรจะสามารถซื้อหาบริโภคได้ การเป็นอยู่ในชิวิตประจำวันที่เหมาะสมตามไปด้วย เพราะฉนั้นเราก็ไปดูตรงนี้เพื่อให้มีความสมดุลย์ เริ่มต้นจากเรื่องของอาหารการกิน ก็ไปดูปลายทางว่า อาหารการกินควรจะเป็นอย่างไร แล้วเทียบกับราคาที่ขาย ว่าเหมาะสมหรือยัง ถ้าดูแล้วมันมีความไม่เหมาะสมสูงเกินไป เราก็จะไปเช็คดูว่าต้นทุนของการผลิตสินค้าหรืออาหารนั้นเป็นอย่างไร นั่นหมายความว่ากระทรวงพาณิชย์ดูละเอียดมากขึ้น ไล่ไปทีละ step จากปลายน้ำไปต้นน้ำจนกระทั่งเราจะไปดูว่า วัตถุดิบที่เขานำมาใช้มันมีความสูงมีความต่ำอย่างไรในเรื่องของราคา แล้วมันสมดุลย์กับราคาต้นทุนที่เขาทำหรือยัง
พิธีกร :อย่างเช่นว่ากำลังมองถึงว่าอาหารจานนึงขาย 30 บาท ซึ่งส่วนประกอบอาจจะมีทั้งหมู น้ำมันพืช มีผักอยู่ในนั้น ดูราคาปลายทางก่อนว่าเท่าไหร่ควรที่จะเป็นราคาที่เหมาะสม จากนั้นเขาเราเรียกว่า test map หรือว่าค่อยย้อนขึ้นไปดู ว่าในกระบวนการก่อนที่เนื้อหมูจะมาถึงผู้ประกอบการ น้ำมันพืชจะมาถึงผู้ประกอบการมีต้นทุนเป็นอย่างไรบ้าง
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : ทีนี้เมื่อเราจะต้องไปดูละเอียดขนาดนั้น หลายคนก็บอกว่ากระทรวงพาณิชย์ไม่จำเป็นต้องไปดูอะไรละเอียดมีเรื่องใหญ่โตกว่านั้นให้ทำ แต่จริงๆ ต้องกราบเรียนว่าการทำอย่างนี้เป็นการดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน 60 กว่าล้านคน ถูกไหม เพราะว่าเรากำลังพูดถึงว่ารายได้ขั้นต่ำเขามีเท่าไหร่ นโยบายรัฐบาลก็คือว่ายกระดับรายได้ของคนไทยให้สูงขึ้น โดยการให้อัตราเงินเดือนขั้นต่ำปริญญาตรีที่ 15,000 บาท แล้วก็ให้นโยบายไปว่าค่าแรงเริ่มต้นต้องได้วันละ 300 บาท ฉะนั้นเราต้องไปดูว่าเงินตรงนี้ที่เราเค้าควรจะได้ เขาอยู่ได้หรือยัง 300 บาทกินข้าววันหนึ่งควรจะต้องกิน 3 มื้อควรจะราคาเท่าไหร่ แล้วให้เขาอยู่ได้ในอัตราค่าแรงที่เค้าได้รับ เพราะฉนั้นสิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่กระทรวงพาณิชย์กำลังดูละเอียดกำลังเป็นห่วงว่าถ้าหากว่าเราไปบอกว่าขึ้นค่าแรง แต่เราไม่ไปดูการใช้จ่ายในค่าครองชีพประจำวัน ขึ้นเท่าไหร่ก็ไม่พอใช้ เพราะมันเป็นจิตวิทยา เมื่อบอกว่าจะขึ้นค่าแรง อาหารสูงขึ้นก่อน แล้วเวลาสูงขึ้นมันสูงขึ้นเป็นอัตราส่วนที่สูงกว่าค่าแรงขึ้นเยอะมาก สมมุติว่าเคยได้ค่าแรงสูงสุด 250 บาท แล้วเพิ่มไปเป็น 300 ถอยกลับมาแล้วเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 20 แต่ในขณะที่ข้าวแกง ถ้าบอกว่าจานละ 30 ขึ้นไป 40 มันขึ้นไป 25% เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่รัฐบาลมีความจำเป็นต้องลงไปดู ทีนี้ถอยไปแล้วถามว่าจะคุมได้ไหม ในเรื่องของราคาทุน บางครั้งมันเป็นเรื่องที่เขาเรียกว่าปัญหาโลกแตก ใช่ไหม สมมติว่าหมูราคา 120 เราจะทำให้มันเป็นอาหาร 1 จานมันอาจจะทำไม่ได้ที่ราคา 20 บาท ถูกไหม เราก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นมันควรจะราคา 25 หรือ 30 เท่าไหร่จึงจะเหมาะสม แต่ถ้าเราบอกว่าสูงสุดคนที่มีรายได้วันละ 300 กินข้าวแกงต้องไม่เกิน 25 บาท เราก็ต้องไปดูว่าหมู 120 บาท/กก. สูงไปไหม ถ้าสูงไปเหตุผลที่สูงคืออะไร ถ้าเหตุผลที่สูงคืออาหารที่เอาไปเลี้ยงหมู เราก็ต้องเข้าไปช่วยดูว่าต้นทุนอาหารจะลงได้ไหมมันก็ต้องมีกระบวนการเข้าไปบริหารจัดการให้
พิธีกร : กระทรวงพาณิชย์จะลงไปทุกรายละเอียดของทุกต้นทุนงานทุกอย่างเลย
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : คือต้องดูให้หมด เพราะมันหลีกไม่พ้น เพราะถึงท้ายสุดแล้วกระทรวงพาณิชย์ต้องมาแก้ปัญหา ราคาหมูแพง
พิธีกร : หมูแพง ไข่แพง น้ำมันแพง
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : ชาวบ้านที่กินก็มาเดินขบวน ราคาหมูถูกคนเลี้ยงก็มาเดินขบวน ท้ายที่สุดแล้วกระทรวงพาณิชย์หนีไม่พ้นที่จะต้องดูแล เพราะกระทรวงพาณิชย์คือปลายทาง ต้นทางก็คือฝ่ายผลิตก็คือกระทรวงเกษตร กระทรวงอุตสาหกรรมทั้งหลาย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมก็ได้เรียนทางหน่วยงานว่าต่อไปนี้ทำงานเชิงรุก บูรณาการหน่วยงานทำงานข้ามกระทรวงให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงที่อยู่ในซีกรัฐบาล แล้วก็เป็นคนที่ดูแลอยู่ในพรรคเดียวกัน มันควรจะทำงานด้วยกันได้ง่ายขึ้น สิ่งเหล่านี้ก็คือนโยบายที่จะต้องทำตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สำคัญที่สุดคือคุมราคาปลายทางให้คนบริโภคได้รับความเป็นธรรมในสังคม ไม่ให้มีการค้าขายที่เอาเปรียบผู้บริโภคมากเกินไป ไม่ให้ค้ากำไรเกินควร การค้าในประเทศไทยเป็นการค้าเสรี เพราะฉะนั้นจะบอกว่าไม่ให้คุณกำไรอย่างนี้พูดไม่ได้ ทุกคนทำก็ต้องมีกำไร เพราะเขาจะได้มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
พิธีกร : เราก็จะมีราคามีกำไรที่เหมาะสมให้ทุกคนอยู่ได้ ก็คือทั้งผู้บริโภคก็อยู่ได้และเจ้าของสินค้าหรือบริการก็ต้องอยู่ได้เช่นกัน
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : ใช่
พิธีกร : แต่ว่าสิ่งที่ทางพรรคเพื่อไทยสมัยก่อนเป็นรัฐบาลได้มีการหาเสียงเอาไว้ว่าจะมีการเพิ่มรายได้ลดรายจ่ายมันทำได้จริงไหมครับ
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : นี่คือสิ่งที่พวกเรากำลังทำ คือมันมีวิธีการที่ทำได้ แต่ว่ามันก็ต้องมีความเจ็บปวดบ้างในระหว่างทำ
พิธีกร : ก็คือเราได้เห็นขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 15,000 ใช่ไหมครับ
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : ถูกต้องครับ
พิธีกร : แล้วก็
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : ขึ้นค่าแรง
พิธีกร : 1 เมษายน 7 จังหวัดก็จะขึ้น 300 บาท
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : ความเจ็บปวดอยู่ตรงที่ว่า ผู้ผลิตซึ่งเป็นนายจ้างก็ต้องแบกรับภาระ ส่วนหนึ่งกระทรวงคลังก็ดี กระทรวงอุตสาหกรรมก็ดี ก็ต้องเข้าไปช่วยเขาดูเรื่องต้นทุน เราก็ถึงได้มีนโยบายลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจากร้อยละ 30 ลงมาเหลือร้อยละ 23 และในปี 56 ก็จะเหลือร้อยละ 20 เพราะฉะนั้นมันก็เป็นคล้ายๆ กับเรียกว่า trade off สิ่งหนึ่งที่เราต้องการทำคือ ยกระดับคุณภาพชีวิตคนให้สูงขึ้น เช่นเดียวกันเรากำลังพยายามยกระดับสินค้าเกษตร เป้าหมายคืออย่างเดียวกัน ชีวิตเกษตรกรต้องดีขึ้น ปลูกข้าวมาจะต้องขายให้ได้ราคา ต้องให้มีกำไรเหลือที่จะดูแลจุนเจือครอบครัว ยกเอาต้นทุนคืนให้กับเงินกู้ที่ไปกู้มาเรียบร้อยแล้วต้องมีเงินเหลือเพียงพอที่จะอยู่ได้ สิ่งเหล่านี้คือนโยบายหลัก
พิธีกร : แต่ก็มีความเป็นห่วงกันว่า ถ้าค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น ทั้งรายได้สูงขึ้น 15,000 ของปริญญาตรี 300 บาทของเกษตรกร รับจำนำข้าว 15,000 เหล่านี้เป็นต้น มันทำให้ต้นทุนสินค้าต่างๆ มันปรับตัวสูงขึ้นไปด้วย ประชาชนทั่วๆ ไป ก็ได้รับผลกระทบจากตรงนี้สิครับ
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : เพราะฉะนั้นเมื่อวานนี้ผมก็ได้สั่งให้กระทรวงพาณิชย์ตั้งศูนย์บัญชาการขึ้นมาอันหนึ่งเรียกว่า "ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพของกระทรวงพาณิชย์" ศูนย์นี้จะมีหน้าที่ทำอะไรบ้าง คือเราจะไปตรวจสอบสอดส่องดูแลการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าบริโภค อุปโภค ในพื้นที่ทั่วประเทศ ที่กระทรวงพาณิชย์เรามีอาสาสมัครพาณิชย์ ซึ่งอาสาสมัครพาณิชย์เหล่านี้จะมีอยู่ประมาณ 5,000-6,000 คนทั่วประเทศ แล้วเขาจะเป็นคนไปสอดส่องดูแลความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าแล้วแจ้งกลับมาที่ส่วนกลาง ผ่านพาณิชย์จังหวัดก็ดี การค้าภายในจังหวัดก็ดี เราจะคอยมอร์นิเตอร์ดูว่ามีสินค้าตัวใดขายแล้วเอากำไรเกินควร มีอะไรบ้างที่เขามีการกักตุนสิ้นค้าเพื่อจะไปเอาเปรียบผู้บริโภคในภายหลัง
พิธีกร : ความรวดเร็วในการเก็บข้อมูลเหล่านั้น feedback มายังกระทรวงเร็วมากน้อยแค่ไหน
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : ตอนนี้ทำทุกวัน หลังจากที่เมื่อวานสั่งให้ตั้งศูนย์ไปแล้ว อาทิตย์หน้าก็จะเปิดศูนย์ พอเปิดศูนย์ก็จะต้องทำงานทุกวัน อาสาสมัครนี้มีอยู่เดิมแล้ว เราเพียงแต่ว่าเอาเขามาแล้วก็ชี้แนะแนวทางว่า สิ่งที่เขาควรจะทำต่อไปนี้จะเป็นเรื่องใดบ้าง ไม่ต้องกว้างมากเอาเฉพาะเจาะจงเป็นเรื่องๆ ไป เป็นช่วงระยะเวลาไป
พิธีกร : แล้วเราจะไปบีบผู้ประกอบการให้เค้าทำให้ราคาสินค้าอยู่ในราคาที่เหมาะสมได้อย่างไร มาตรการที่มีการปรับ การจำคุกต่างๆ มันมีเพียงพอแล้วหรือครับ
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : ผมจะยกตัวอย่างง่ายๆ ผู้ประกอบการที่เป็นเกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงไก่ไข่ เมื่อสองอาทิตย์ที่ผ่านมาก็มาร้องเรียนว่า เขาจำเป็นจะต้องขึ้นราคาไข่หน้าฟาร์ม จากราคาที่กระทรางพาณิชย์เคยแนะนำไว้ที่ฟองละ 2 บาท 20 สตางค์ คละกัน จะขอขึ้น 40 สตางค์
พิธีกร : เป็น 2 บาท 60 สตางต์
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : ถูกไหมครับ เราก็บอกว่า เราไม่เห็นด้วยที่จะให้ขึ้น เพราะว่าถ้าหากมีการขึ้นราคาไข่หน้าฟาร์ม ปลายทางมันขยับขึ้นตามแน่นอนแล้วมันไม่ได้ขึ้นตามอัตราส่วน มันไปไกลกว่านั้น แล้วผู้ที่บริโภคซึ่งกำลังเดือดร้อนมาก บอกว่าไปซื้อไข่เจียวหรือไข่ดาว ต้องจ่ายฟองละ 10 บาท ซึ่งมันก็ไม่สะท้อนต้นทุน ความหมายคืออะไร ปลายทางมีการเอากำไรเกินควร เราก็ต้องไปดูว่าปลายทางลดลงหน่อยได้ไหมเสร็จแล้วเราก็ไปดูต้นทุนกับผู้เลี้ยงให้ ปรากฎว่าร้อยละ 70 ของต้นทุนในการเลี้ยงไก่ไข่มาจากอาหารที่ไก่กิน ขณะนี้ก็สั่งการให้องค์การคลังสินค้าไปจัดหาอาหารสัตว์ในราคาถูก เพราะองค์การคลังสินค้าสามารถซื้อในปริมาณเยอะๆ ก็จะมีอำนาจในการต่อรองเรื่องราคา ในขณะที่เกษตรกรรายย่อยไม่มีอำนาจในการต่อรอง เมื่อเราซื้อสินค้าต้นทุนได้ถูกลงก็เอาไปกระจายให้กับผู้เลี้ยงเขาก็จะมีต้นทุนที่ถูกลงด้วย มันก็เป็นกระบวนการที่เข้าไปช่วยดูแลเขา
พิธีกร : แต่วิธีการนี้กว่าจะดึงให้ราคามันลงมา ก็ใช้เวลาพอสมควรกว่าที่องค์การคลังสินค้าจะไปซื้อสินค้ามา กว่าจะไปแจกให้กับเกษตรกร
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : เรื่องที่ 2 ก็คือว่า เราตกลงกับทางผู้เลี้ยงว่าต้องลดจำนวนไก่ไข่ยืนกรงให้มีปริมาณลดลงเพื่อที่ไข่ที่ออกมาแต่ละวันมันจะได้สมดุลย์กับตลาด ในขณะเดียวกันเราก็ไปบอกกับทางกระทรวงเกษตร กรมปศุสัตว์ว่า นโยบายที่ให้นำเข้าไก่ไข่เสรีต้องลดหรือว่าเลิกต้องคุมปริมาณไก่ไข่ให้เหมาะสม เพราะฉะนั้นกระทรวงพาณิชย์จริงๆ ไม่มีหน้าที่ไปทำเรื่องเหล่านี้แต่มันจำเป็นต้องไปทำ เพราะเราจะต้องไปดูให้รู้ถึงปัญหาและเราต้องแก้ให้ถูก คือถ้าเราจะบอกว่าเรากดราคาปลายทางอย่างเดียวคนเลี้ยงไก่หรือคนทำกับข้าวขายเค้าก็จะเดือดร้อน เพราะเราไปคุมตรงนั้น ทีนี้กราบเรียนว่าเรื่องของราคาแนะนำไม่ใช่เป็นการควบคุม แล้วราคาแนะนำก็มีประมาณ 10 เมนูอาหารเท่านั้นเอง ถ้าทำสเต็กเนื้อสันเราคงไม่สามารถจะไปบอกให้ขาย 30 บาทได้
พิธีกร : ครับ เข้าใจ นอกเหนือจากไข่ที่เมื่อกี้เราคุยกันแล้ว เนื้อหมูเป็นอย่างไรบ้างครับ ก็เป็นหนึ่งในส่วนประกอบอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน ดูแลอย่างไร
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : อันที่จริงแล้ว ผมไปเดินตลาดสดมาเมื่อสองวันมานี้ ราคาเนื้อหมูปลีกในตลาดสดก็ลดลงเยอะพอสมควรจากกิโลกรัมหนึ่ง 130 อะไรนี่ เมื่อตอนปลายๆ ขณะนี้ก็เหลือประมาณ 105 , 110 ก็ลดลงมาพอสมควร แต่ถามว่าราคาเหมาะสมควรจะเป็นเท่าไหร่ วันนี้ก็บังเอิญว่าผู้เลี้ยงก็มาพบ เขาก็บอกว่าราคาหน้าฟาร์มเขาขณะนี้มันตก ราคาหน้าฟาร์มตกแต่ในขณะที่ราคาอาหารเพิ่มสูงขึ้น ก็ปัญหาเหมือนไก่ไข่ ฉะนั้นก็จะใช้โมเดลแบบเดียวกับราคาไก่ไข่ไปช่วยเขา วันนี้ก็คุยกับเขาเขาก็พอใจ กระบวนการก็เราเริ่มในเรื่องของอาหารอะไรเอาไว้แล้ว ก็จะได้อานิสงส์ไปถึงผู้เลี้ยงหมูไปด้วย ในขณะเดียวกันเราก็ช่วยเขาในการที่จะหาตลาดในการในการส่งออกให้เขา ซึ่งตลาดเพื่อนบ้านก็มีบริโภคอยู่พอสมควร ก็จะไปดูเรื่องตลาดเหล่านั้นให้ ซึ่งเขาก็ยอมรับ ทีนี้ประเด็นก็คือว่า เมื่อเราไปเอาราคาต้นทุนพวกนี้ ช่วยเขาในการหาตลาดในการส่งออกให้เขา ซึ่งตลาดเพื่อนบ้านก็มีบริโภค อยู่พอสมก็ไปดูตลาดตรงนั้นให้ก็ยอมรับประเด็นก็คือว่าเมื่อเราไปเอาราคาต้นทุนพวกนี้เราก็บอกว่าราคาหน้าฟาร์มควรจะขายราคาได้พอสมควรปลายทางต้องไม่ให้ขึ้นไปกว่านี้ราคาเนื้อหมูที่เหมาะสมควรอยู่ในราคาสัก 95-105 ว่าจะเนื้อส่วนไหนที่นี้จะไป 110 บาทบ้างอะไรบ้างก็คงจะไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่เป็นเพราะว่าค่าเช่าแพงนะครับ ค่าใช้จ่ายที่จะต้องไปอยู่ในโซนที่เป็นธุระกิจ กรุงเทพบางที่ค่าเช่ามันต่างกัน เราก็ดูเฉพาะตัวที่เป็นเนื้อๆ ของสินค้าจริงๆ ตัวค่าเช่านี้ต้องดึงออกเพื่อให้เห็นต้นทุน ส่วนเรื่องค่าเช่ากรมการค้าภายในกำลังหาวิธีไปเจรจา โซนที่ขายอาหารควรจะมีค่าเช่าที่เหมาะสม เพื่อที่จะได้ขายในราคาที่เหมาะลดลงนิดหน่อย คนไปทานจะได้มีค่าครองชีพที่ต่ำลง
พิธีกร : คือราคาไม่แพง จากไข่แล้ว หมูแล้ว หอมหัวใหญ่
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ :หอมหัวใหญ่เป็นอย่างนี้ครับ ขณะนี้ต้องกราบเรียนว่าหอมหัวใหญ่ทั้งประเทศไทยนี้นะครับ มีปริมาณที่ผลิตออกมาได้นี้ปีหนึ่งตกประมาณไม่เกิน 5 หมื่นตัน การบริโภคอยู่ที่ประมาณ 7 หมื่นเพราะฉะนั้นหอมหัวใหญ่นี้ผลิตมาไม่พอกิน ปลูกไม่พอบริโภคก็ต้องมีนำเข้า ทีนี้บางปีก็นำเข้าเยอะ ก็อาจจะมีผู้นำเข้าเมล็ดพันธุ์ในปริมาณมากก็นำไปปลูกมากมันก็จะล้นปีหนึ่งประมาณ 7-8 หมื่นตัน ซึ่งบางปีมันล้นพอล้นก็จะเป็นปัญหา แต่ 2 ปีที่ผ่านมาไม่เป็นปัญหาเพราะว่าบางส่วนเราส่งออกได้ พื้นที่เพาะปลูกมากที่สุดอยู่ที่ทางภาคเหนือแถบจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และที่ออกเร็วที่สุดคือที่เชียงใหม่ อำเภอสันป่าตอง ออกเร็วมากพื้นที่ตรงนี้ปลูกหอมได้คุณภาพดี ประเทศที่ซื้อมากที่สุดคือ ญี่ปุ่น และทุกปีก็มีการซื้อแต่บังเอิญว่าพื้นที่เขาถูก สึนามิบ้างอะไรบ้างก็เลยทำให้การสั่งนี้ช้าลงปริมาณมันลดลง นั้นคือปัญหาพอเป็นปัญหาเช่นนี้ก็ต้องหาคนไปซื้อนะครับ เมื่อวานก็มีการหารือกันเอาผู้ปลูก ผมก็จัดเวทีให้และเอาผู้ซื้อที่จะส่งออก เอาพวกกลุ่มอาหารที่ใช้เยอะๆ หรือ Border trade ที่เขาต้องซื้อและเอากระจายตามสาขาต่างๆ ก็เอาไปเจรจาโต๊ะกลม ก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจนะครับ ผลผลิตที่ออกจากอำเภอแม่วาง อำเภอสันป่าตอง ยังเหลือประมาณ 6,000 ตัน เมื่อวานคุยกันเรียบร้อย ก็สรุปกันว่าผู้ใช้กับผู้ที่จะซื้อส่งออกนี้รับไปหมดเลย เพราะฉะนั้นเมื่อวานนี้ก็ได้ข้อยุติ ทางเกษตรกรที่อำเภอแม่วางและอำเภอสันป่าตองเขาก็คอนข้างพอใจ ได้ในราคาที่พออยู่ได้ไม่ขาดทุน รัฐบาลไปช่วยเขาในเรื่องค่าขนส่งนะครับ นิดหน่อยกิโลละ 1 บาท เพื่อที่จะให้เขาเก็บผลิตพันธ์ออกมาแล้วเอามากอง ให้ผู้รับซื้อมารับไปได้ก็ได้ช่วยเหลือตรงนี้ไป พี่น้องเกษตรกรพอใจนะครับ ในขณะเดียวกันนี้ราคาค่าปลีกก็ไม่ขยับสูงขึ้น ซื่งก็ดีสำหรับผู้บริโภค
พิธีกร : จะยังคงใช้กิจกรรมธงฟ้ามาเป็นตัวนำร่องในแง่ของการแนะนำสินค้าต่อไปอีกมากน้อยแค่ไหนครับ
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : ขณะนี้เริ่มที่ร้านข้าวแกงธงฟ้า เนื่องจากว่าที่กระทรวงพาณิชย์มีสายด่วนและที่สายด่วนมีคนโทรเข้ามาร้องเรียนทุกวันว่าอาหารแพง ก็เริ่มต้นกระบวนการเราก็เอาเรื่องร้านข้าวแกงธงฟ้านี้เข้ามาดำเนินการเสียใหม่ อดีตที่ผ่านมาที่มีการดำเนินการก็ไปแต่มีการหยุดไปบ้างในบางช่วงบางขณะ ขณะนี้กรมการค้าภายในก็เอาเรื่องนี้ขึ้นมาทำโครงการนี้ใหม่ ใน กทม.นี้ก็จะทำให้ได้ 500 ร้อยแห่งและก็จะเพิ่มให้ได้ถึง1,000 ถึง 1,000เศษๆ และทั่วประเทศก็จะเร่งให้ได้ถึง 8,000 ถามว่ามีแล้วได้ผลไหม มันอาจไม่ได้ลงไปทุกตรอกซอกซอย แต่มันจะเป็นตัวชี้วัดและเป็นตัวเปรียบเทียบประชาชนผู้บริโภคก็จะมีทางเลือกและเขาจะได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องราคาเมนูที่เราแนะนำนี้มันเป็นอย่างนี้และราคาขายควรเป็นอย่างนี้ กรมการค้าภายในจะประกาศราคาต้นทุนนะครับ ประชาชนก็จะได้เห็นว่าข้าวไข่เจียวหนึ่งจานนี้ ข้าวควรราคาเท่าไหร่ ไข่กี่บาทบวกค่าแรงไปไปแล้วนี้ควรขายที่เหมาะควรจะเป็นเท่านี้ ก็จะเป็นคล้ายๆ เป็นดัชนี เพื่อให้ผู้บริโภคได้ตัดสินใจ และร้านค้าเหล่านี้ก็จะอยู่ตรงนั้นบางตรงนี้บาง ในสังคมชุมชนทั่วไปเพื่อให้เป็นทางเลือกและก็ร้านค้าเหล่านี้ผู้ที่เข้าร่วมโครงการร้านค้าก็จะได้รับการสนับสนุนสินค้าที่มีต้นทุนถูก ยกตัวอย่างเช่น องค์การคลังสินค้าก็มีข้าวสารใส่ถุงธงฟ้าขายถูกกว่าร้านขายปลีกทั่วไปประมาณร้อยละยี่สิบเปอร์เซ็นต์ และก็จะมีเรื่องน้ำมันพืชและอาจจะมีเรื่องเนื้อหมู เนื้อไก่อะไรบางอย่างและจะมีไข่ไก่ ก็อะไรประมาณนี้และทางองค์การคลังสินค้าจะทำงานร่วมมือกับกรมการค้าภายในเพื่อจะดูแลโครงการนี้ให้เกิดและให้ได้ประโยนช์มากที่สุด ส่วนร้านธงฟ้าซึ่งจะเป็นการเปิดมหกรรมขายสินค้าธงฟ้าก็จะมีอีกและก็จะมีเป็นภูมิภาคกระจายไปตามภูมิภาคต่างๆ โปรแกรมนี้ก็จะทำตลอดเราจะไม่ทำ 3-4 ปีต่อเนื่อง ทำในช่วงที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนในเรื่องของค่าบริโภคหรือว่าค่าครองชีพมันสูงก็จะเอาร้านค้าธงฟ้าเข้ามาช่วย เพราะปกติสินค้าที่ขายนี้ถูกกว่าราคาท้องตลาดประมาณร้อยละสิบห้าถึงร้อยละยี่สิบ
พิธีกร : แต่ประเด็นที่อาจจะควบคุมยากก็คือเรื่องของราคาน้ำมัน ต้นทุนของพลังงานเริ่มปรับตัวสูงขึ้นล่าสุดกลางสัปดาห์ที่ผ่านมามีการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพิ่มเติม ทั้ง NPG LPG เบนซินต่างๆ ขึ้นหมดเลย ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นมันก็จะไปกระทบกับต้นทุนของผู้ประกอบการและส่งต่อไปยังผู้บริโภคอีกจะทำอย่างไรกับตรงนี้ครับ
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : ผมคิดว่าส่วนนี้ มันเป็นเหตุการณ์ที่กระทบจากภายนอก มันไม่สามารถควบคุมได้โดยตัวเราเอง นั้นหมายความว่าประเทศไทยไม่สามารถไป control ราคาน้ำมัน ด้านหนึ่งที่เป็นนโยบายของรัฐบาลก็คือว่าส่งเสริมให้ใช้พลังงานเชื้อเพลิงทดแทน ฉะนั้นแนวทางที่จะใช้ เรื่องแก็สโซฮอลหรือ NGV เหล่านี้ก็จะกลับมาส่งเสริมให้มากขึ้น จากที่เคยทำมาอยู่แล้ว และกราบเรียนว่าสินค้านี้ไม่ใช่ทั้งหมดนะครับที่เมื่อน้ำมันขึ้นแล้วต้องขึ้นราคา ส่วนใหญ่สิ้นค้าต้นทุนพลังงานเท่าที่ผมสอบถามและดูตัวเลขมาตัวต้นทุนจริงๆสำหรับสินค้าทั่วๆ ไปมันค่อนข้างต่ำ ร้อยละสามร้อยละสี่เท่านั้นเองครับ แต่มันจะไปอยู่ที่ค่าขนส่ง ฉะนั้นราคาสินค้ามีความแตกต่างในในระหว่างค่าขนส่งในพื้นที่ไปอีกพื้นที่ หากว่าแหล่งผลิตอยู่ในกรุงเทพ ส่งไปขายที่เชียงใหม่บวกค่าต้นทุนขนส่งขึ้นไปส่วนหนึ่งประชาชนก็รับได้
พิธีกร : ประชาชนรับได้เพราะสินค้ามาไกล
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : ทีนี้วิธีการก็คือว่าเราไป control ตรงนั้นไม่ได้ก็ต้องไปดูส่วนอื่นทดแทน นโยบายของรัฐบาลเราต้องดูในภาพร่วมเราพยายามยกระดับสินค้าเกษตรขึ้นโดยการรับจำนำราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ 20,000 ข้าวขาว 15,000 เรายกระดับรายได้ปริญญาตรี 15,000 และให้ค่าแรง 300 สิ่งเหล่านี้มันเป็นการทำควบคู่กันไป ถ้ามองในภาพร่วมแล้วหมายความว่ารัฐบาลได้เข้าไปดูแลเค้าไว้ล่วงหน้าส่วนหนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้นต้องไปปรับกันตรงระหว่างทางกันอีกที่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นกราบเรียนว่ากระทรวงพาณิชย์พยายามดูแลราคาสินค้าปลายทางไม่ให้มันสูงเกินไปให้มันสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงให้มากที่สุด
พิธีกร : มีสินค้าที่ควบคุมที่ผู้ประกอบการบางรายเรียกร้องขอขึ้นราคาบางอย่างนี้มีการเจรจากับพวกเค้าอย่างไรว่าอย่าเพิ่งขึ้นเลย
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ :ขณะนี้นะครับที่ผ่านมาก็มีการประกาศสินค้าควบคุม 42 รายการ ซึ่งบัญชีรายการมีการปรับปีละหน เมื่อมีการกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก จะราคาน้ำมันหรืออะไรก็แล้วแต่ รายการเหล่านี้ที่อยู่ใน 42 รายการต้องมาหารือแล้วเราจะต้องมาดูก่อนความเหมาะสมขนาดไหน แต่ผมก็ได้ให้นโยบายว่า ในขณะนี้ค่าครองชีพอื่นๆ ยังสูงก็ได้ขอความร่วมมือว่าให้คงราคาเอาไว้และถึงเวลานี้สินค้าในรายการ 42 รายการนี้ยังไม่มาขอขึ้นราคา ยังไม่มีมาก็จะมีเฉพาะอื่นๆ
พิธีกร : แต่อีกเรื่องหนึ่งที่มีการเรียกร้องการดูแลราคาสินค้าเกษตรเราเห็นว่าราคามันสำปะหลังตกต่ำมากเลยจะเข้าไปดูแลอย่างไรครับรัฐบาลมีการพูดถึงการจำนำมันสำปะหลังก็จริงแต่ก็มีการเรียกร้องว่าในบางจังหวัดก็มีจุดรับจำนำน้อยบางละหรือเกษตรกรมาสามารถที่จะนำไปจำนำได้ต้องไปขายให้กับลานมันเอกชนก่อนนี้ ตรงนี้ดูแลอย่างไร
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : เรื่องโครงการมันเริ่มวันที่ 1 กุมภาพันธ์ นะครับได้รับความเห็นชอบจาก ครม.เมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา ประเมินในเบื่องต้นนี้เราคิดว่ามีมันที่ยังไม่ได้ขุดขึ้นมาประมาณ 10 ล้านตันนะครับ การปลูกมันทั้งประเทศประมาณ 25 ล้านตัน แต่ช่วงเดือนตุลา พฤศจิกา ธันวาคมมาจนถึงเดือนมกราคม มีการขุดขึ้นมาประมาณ 15 ล้านตัน ฉะนั้นมีบางส่วนนี้อยู่ในมือของโรงงานแป้งก็ดีลานมันก็ดี ดังนี้พอเรามาเริ่มโครงการรับจำนำในเดือนกุมภาพันธ์ก็ปรากฏว่าลานมันหลายแห่งนี้ เนื่องจากสต๊อกอยู่ในมือจนล้นก็ไม่สามารถที่จะรับมันใหม่เข้าไปได้ ก็เป็นปัญหาเมื่อเป็นเช่นนี้วันนี้ผมก็เรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายมันสำปะหลังแห่งชาติ สิ่งแรกที่ดูคือว่าทำอย่างไรให้เกษตรกรลดความกดดันทางด้านการเงินนั้นคือสิ่งสำคัญที่สุด เพราะเกษตรกรเหล่านี้ก็คือลูกค้าของ ธกส.แล้วกู้เงินจากธนาคารเขามีระยะเวลาในการชำระหนี้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังนี้ต้องชำระหนี้ทุกสามเดือน นั้นหมายความว่าเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้เป็นเวลาที่เขาจะต้องไปชำระหนี้ การเอาเงินไปชำระหนี้ก็ต้องขุดหัวมันไปขาย ขณะนี้ลานมันมีจำนวนน้อยขุดหัวมันขึ้นมาขายก็อาจโดนพ่อค้าเมื่อรับไม่ได้ก็ต้องขายในราคาที่ต่ำลงบางแห่งขายในราคาสองบาทบางขายไม่ถึงบางหรือสองบาทเศษ ใครที่มีความจำเป็นเร่งด่วนก็ขายเร็วอันนี้ก็เห็นใจ วันนี้เราก็ประชุมว่าขอ ธกส.ให้ผ่อนปรนเวลาการเร่งรัดและเป็นมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบาย ธกส.จะเลื่อนเวลาการชำระหนี้ออกไปอีกสามเดือน ในความหมายคือมีนาคมไม่ต้องชำระเลื่อนไปเดือนมิถุนายนปลายเดือนค่อยไปชำระ
พิธีกร : เกษตรกรมีเวลาที่จะค่อยๆ ขุดหัวมันขึ้นมาไม่ต้องเร่งรีบมากนัก
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : อันที่สองเมื่อเวลาอย่างนี้ก็จะมีเวลาที่ทำให้องค์การคลังสินค้ากับลานมันทำสัญญาเมื่อทำสัญญาเสร็จก็มีเวลารับจำนำ
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ :เรื่องที่ 2 ก็คือว่าแล้วจะทำยังไงในเมื่อยังไม่เอาหัวมันขึ้นมาชะลอการชำระหนี้ได้ก็จริงแต่ต้องกินต้องใช้คณะกรรมการก็มีมติให้ ธกส.จัดวงเงินหกพันล้านบาทขึ้นมาให้เกษตรกรกู้ยืมชั่วคราวโดยปลอดดอกเบี้ย ยึดเอาหนังสือรับรองที่กระทรวงเกษตรออกให้เกษตรกรว่านาย ก. นาย ข. มีพื้นที่ปลูกมันเท่านี้มีจำนวนปริมาณมันเท่านี้แล้วก็เอาตรงนี้ไปขอกู้
พิธีกร : กู้จาก ธกส.
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : จากธกส. ก็ได้ร้อยละ30 ของปริมาณ
พิธีกร : ของปริมาณที่ปลูกธกส.
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : ใช่ ก็จะช่วยเป็นการชั่วคราวให้เกษตรกรมีเงินใช้จ่ายสภาพคล่องในระหว่างที่รอจะขุดหัวมัน 2 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะที่ผ่านมาที่มีปัญหาคือ ต้องเร่งขุดขุดแล้วไม่มีที่ไปเมื่อช่วยเขา 2 เรื่องนี้ได้ ผมเชื่อว่าปัญหาความกดดันของเกษตรกรก็จะลดลงอันที่ 1 ขุดช้าลงหน่อยจ่ายหนี้ช้าลงได้มีเงินทุนหมุนเวียนชั่วคราว เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้คือเรื่องสำคัญที่เราต้องเร่งแก้ไขและก็เป็นมติจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายมันสำปะหลังเรียบร้อยแล้ววันนี้ แล้ววันพุธหน้าก็จะเอาเข้าครม.พอเข้าครม.เรียบร้อยก็หน่วยงานทั้งหลายก็เริ่มดำเนินการแก้ไขปัญหาตามที่ได้มีการคุยกันเอาไว้
พิธีกร : แล้วจะทำอย่างไรให้ราคามันสูงอย่างยั่งยืนได้ครับ
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : ขณะนี้เป็นอย่างนี้ครับ 2 ปีที่ผ่านมาราคามันสดขายอยู่ที่ประมาณสองบาทเจ็ดสิบถึงสามบาทยี่สิบขึ้นลงแล้วแต่สภาวะเหตุที่มันขึ้นลงและสูงขนาดนั้นได้ ก็เพราะว่าการต้องการการบริโภคมีเยอะมีโรงงานเอทานอลเกินมากขึ้นแล้วก็ส่งออกเอทานอลไปต่างประเทศได้มากขึ้นโรงงานแป้งมันมีออเดอร์จากต่างประเทศมากขึ้นก็รับเข้าไปเยอะแล้วก็ต่างประเทศก็มีออเดอร์เข้ามามาก ทีนี้เมื่อเราเห็นว่ามันเป็นเช่นนี้เราก็ต้องไปทำให้เป็นเหมือนเดิมปีนี้ก็มีการคุยกับกระทรวงพลังงานให้เร่งนโยบายเรื่องใช้เอทานอลให้มากมีโรงงานบางแห่งของปตท.ที่กำลังสร้างใหม่ก็จะเปิดทำเอทานอลของเอกชนก็มีบางโรงที่จะสร้างและก็จะเปิดปริมาณการผลิตขณะนี้เข้าใจว่าสักสิบกว่าล้านลิตรต่อวันถ้าเพิ่มปริมาณตรงนี้ได้มากขึ้นเท่าไหร่มันก็จะบริโภคตัวหัวมันเข้าไปได้เยอะ
พิธีกร :คือทำให้ราคาสูงขึ้นได้
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : เพราะว่าหนึ่งลิตรเอทานอลต้องใช้หัวมันสิบกิโลเรามียี่สิบห้าล้านตัน ถ้าเอาประมาณสักสิบล้านตันมาเข้าโรงงานเอทานอลมันก็ได้เนื้อเอทานอลค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นก็จะเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่จะบริโภคหัวมันได้มาก
พิธีกร : แต่ว่ามีความเป็นห่วงเรื่องการรับจำนำแบบนี้จะเหมือนข้าวที่กลัวว่าจะมีการสวมสิทธิมีการนำเอามันจากชายแดนเข้ามา
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : มีครับเราไม่ปฏิเสธว่ามี เพราะว่าประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกับเราที่ดินเขามีเหลือเฟือและก็ปลูกมันได้และในบางกรณีก็เป็นนักลงทุนจากฝั่งไทยไปส่งเสริมให้มีการปลูกเมื่อปลูกแล้วทางนู้นเค้าใช้น้อยก็ต้องส่งกลับมาเมืองไทยถ้าหากว่าเราส่งเสริมให้มีโรงงานเอทานอลเยอะๆ เรายังสามารถรับซื้อจากเพื่อนบ้านได้ด้วยโดยที่ไม่ต้องปลูกเองอันนี้ก็เป็นนโยบายอันนึงที่กำลังเร่งกันอยู่แต่ว่าจะมีผลเมื่อไหร่ก็อาจจะใช้เวลาจนถึงสิ้นปีนี้คงจะเกิดในระหว่างนี้หัวมันโดยธรรมชาติต้องปลูกให้อายุถึงเก้าเดือนถึงจะเริ่มเก็บ ไม่เช่นนั้นแล้วเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันจะน้อยขายก็ไม่ได้ราคา เพราะฉะนั้นมันจะมีวงจรสองปีอาจจะปลูกสามหนหรือสองหนครึ่ง ถ้าเรารู้วงจรเราก็จะมาบริหารกันใหม่ต่อไปนี้จะต้องมีกระบวนการให้สินเชื่อเกษตรกรให้ match กับระยะ
พิธีกร : ระยะเวลาของผลผลิตที่จะออกมาที่จะรับซื้อแล้วก็กระบวนการทั้งหมดจะต้องอยู่เรียกว่ารับเป็นช่วงๆต่อเนื่อง
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : เราก็จะทำงานใกล้ชิดกระทรวงพลังงานกระทรวงการคลังซึ่งดูแล ธกส. แล้วก็จะทำงานใกล้ชิดกับกระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งดูแลพวกโรงงานต่างๆแล้วเราจะไปดูเรื่องการปรับกฎหมายในการส่งออกเอทานอล เพราะว่าขณะนี้มันมีอุปสรรคบ้างเล็กน้อยในวิธีการส่งออกถ้าดำเนินการเหล่านี้ได้เสร็จสิ้นเร็วขบวนการผลิตเอทานอลมันจะขยายเร็วและก็โรงงานที่ใช้หัวมันเยอะๆ ก็คือพวกโรงงานแป้งมันสำปะหลังเพราะว่าแป้งมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบที่เอาไปใช้ต่อเนื่องในอุตสาหกรรมได้อีกหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิ่งทอ เรื่องของกระดาษ ซึ่งประเทศจีนต้องการมหาศาลในขณะนี้ผมเชื่อว่ามันมีอนาคตอยู่แล้วครับ
พิธีกร : แต่ว่าฝ่ายค้านบอกว่าสมัยที่เขาทำเป็นการประกันราคาดีกว่าการรับจำนำท่านมองว่าอย่างไรครับ
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : คือการประกันราคาเนี่ยชาวบ้านอาจจะได้เงินเร็วแต่ความเสียหายตกอยู่กับรัฐบาลมหาศาล เพราะการประกันราคานั้นไม่ต้องมีสินค้ามาและการประกันราคาดูที่พื้นที่เพราะปลูก แต่การจำนำนั้นเราเห็นสินค้านะครับจะขาดทุนกำไรยังไงก็ยังมีสินค้าอยู่ในมือ แต่การประกันราคาคือจ่ายเงินออกไปโดยที่คนที่มาขึ้นเงินอาจจะยังไม่เป็นเจ้าของที่เลยด้วยซ้ำไปฉะนั้นการรั่วไหลอัตราสูงมากและมันก็พิสูจน์มาแล้วตัวเลขที่เราเห็นนะครับ ประกันราคาข้าวช่วงที่เค้าทำรัฐบาลก่อนขาดทุนไปหลายหมื่นล้านในขณะที่จำนำข้าวบางปีขาดทุนไม่กี่พันล้านอันนี้มันก็เป็นการพิสูจน์เปรียบเทียบเห็นชัดเจนเป็นตัวเลขทางวิทยาศาสตร์
พิธีกร : ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ยังคงเดินหน้ารับจำนำข้าวนาปรังต่อด้วย
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : ครับ ในปีนี้ในเดือนมีนานี้จะเริ่มโครงการรับจำนำข้าวนาปรังซึ่งบังเอิญว่าฤดูกาลที่ผ่านมามันผิดปกติเนื่องจากเหตุการณ์อุทกภัยน้ำท่วมใหญ่พื้นที่เพราะปลูกมันเสียหายไปเยอะและก็ข้าวที่เขาปลูกไปมันต้องทิ้งไปและมาเริ่มปลูกได้ก็เอาช่วงเดือนตุลาหรือพฤศจิกาซึ่งการปลูกข้าวนาปีถ้าทำได้ร้อยห้าวันมันก็จะออกมาช่วงเดือนกุมภาก็เป็นประเด็นว่า ถ้าหากนาปรังเดิมแล้วเราจะเริ่มโครงการช่วงเมษาพฤษภานะครับปีนี้ต้องเริ่มเร็วขึ้นเพราะข้าวมันออกมาซ้อน ฉะนั้นเกษตรกรที่ปลูกแล้วเกี่ยวข้าวได้ในช่วงนี้เราจะอนุโลมให้เข้าโครงการได้เลยแต่เป็นโครงการนาปรังซึ่งอาจจะมีเวลาเหลื่อมกันสองอาทิตย์ถามว่ารัฐจะทำยังไงก็คือว่าเราจะให้โรงสีที่อยู่ในโครงการรับจำนำอยู่แล้วได้รับข้าวของชาวนาเหล่านั้นเอามาไว้แล้วก็ออกหนังสือรับรองไว้ให้ร่วมกับอคส.เมื่อถึงเวลาโครางการข้าวจำนำนาปรังเริ่มวันที่ 1 มีนาเกษตรกรเค้าก็กลับมารับเอาใบประทวนแล้วก็ไปขึ้นเงินถ้าไม่เช่นนั้นก็ต้องรอถึง 1 มีนาซึ่งเค้าก็บอกว่าเค้าจะรอถึงมีนาข้าวเค้าเสียหายมันต้องเก็บเกี่ยวแล้วเก็บเกี่ยวแล้วเอามาทิ้งไว้ก็จะเสียหายอีกก็เลยต้องใช้วิธีให้เค้าเอามาฝากเอาไว้ก่อนแล้วก็เขียนใบรับฝากไว้หนังสือรับรองไว้ว่าเป็นของนาย ก. นาย ข. มีปริมาณเท่านี้เป็นข้าวที่เป็นนาปรังเพราะว่าเกษตรกรเหล่านี้เค้ามีหนังสือรับรองจากกระทรวงเกษตรแล้ว
พิธีกร : มี ธกส.ให้มาด้วย ซึ่งตรงนี้จะไปทำให้บิดเบือนกับราคาข้าวมีความเป็นห่วงเหมือนกันว่าตอนแรกจะทำแค่ข้าวนาปีแต่อยู่ดีดีไปรับจำนำข้าวนาปรังด้วย
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : โดยธรรมชาติรัฐบาลก่อนๆหน้าที่ผ่านมาจะทำโครงการ 2 ครั้งต่อปีเกษตรกรจะได้รับสิทธิ์ในการจำนำข้าวหรือไปเข้าโครงการประกันราคาอะไรก็แล้วแต่ 2 ครั้งคือ 1 ครั้งคือนาปีอีกหนึ่งครั้งคือนาปรังอันนี้เป็นการดำเนินการมาโดยปกติทุกปีอยู่แล้ว ปีนี้เป็นโครงการรับจำนำเพราะฉะนั้นเกษตรกรที่เค้าขึ้นทะเบียนเอาไว้สำหรับจำนำมาปีปีที่แล้วแต่บังเอิญน้ำท่วมเสียหายไปรับเงินชดเชยจากกระทรวงเกษตรซึ่งรัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรก็จ่ายเงินชดเชยไปแล้ว น้ำลดก็มาปลูกพอจะมาเข้าจำนำนาปีเข้าไม่ได้แล้วเพราะมันใช้สิทธิ์ชดเชยไปแล้วดังนั้นคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติก็มีมติอนุโลมให้ถ้าจะเข้าโครงการนาปีต้องการเงินเร็วๆ ต้องสละสิทธิ์และคืนเงินชดเชยซึ่งให้สิทธิ์ในการเลือก แต่ส่วนใหญ่เขาก็จะเลือกจำนำครั้งที่สองมากกว่า ดังนั้นเกษตรกรชาวนาก็เอาข้าวมาฝากแล้วก็ไปรับเงินเอาวันที่ 1 มีนาซึ่งก็อาจจะเหลื่อมกันประมาณสักสองอาทิตย์เท่านั้นเอง
พิธีกร : ในแง่ของการรับจำนำข้าวที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนี้คิดว่าประสบความสำเร็จไหมครับ
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : ในส่วนที่เราประเมินกันนะครับเดิมแล้วเนี่ยข้าวนาปีหากน้ำไม่ท่วมเราน่าจะจำนำได้ถึงสิบล้านตันจากปริมาณการเพราะปลูกที่เรามีสถิติอยู่ไอ้สิบล้านตันบังเอิญพอน้ำท่วมปริมาณมันหาย เรารับจำนำตามนโยบายรับทุกเม็ดนั่นหลายความว่าเกษตรกรชาวนามีเท่าไหร่เอามาเรารับจำนำหมดแม้กระนั้นปริมาณข้าวทั้งหมดที่เข้ามาฉุกของการอยู่ที่ประมาณสักหกล้านสามแสนตันบางส่วนโรงสีเขาต้องซื้อเก็บเพราะเขาอาจจะมีออเดอร์สำหรับลูกค้าประจำที่จะต้องส่งมอบหรือาจจะไปส่งมอบให้กับโรงงานแป้งโรงงานก๋วยเตี๋ยวต่างๆ ซึ่งต้องใช้ข้าวนาปีก็ต้องซื้อเก็บไว้บ้างบางส่วนเพราะฉะนั้นข้าวที่ออกมามันอาจจะมีมากกว่าหกล้านตัน ส่วนหนึ่งจะไปอยู่ในมือโรงสีอยู่แล้วเป็นสต๊อก เพราะฉะนั้นถามว่าข้าวมันไม่หายไปไหนมันอยู่ในระบบของมันตามธรรมชาติอยู่แล้ว อีกส่วนใหญ่อยู่ในมือขององค์การคลังสินค้าที่รับจำนำไว้หน่วยงานรับจำนำก็มีองค์การคลังสินค้าองค์การการตลาดเพื่อการเกษตรแล้วก็มีธกส. ส่วนใหญ่อยู่ในมือสองหน่วยงานแรกธกส.รับจำนำยุ้งฉางแสนกว่าตันเท่านั้นเอง ฉะนั้นประมาณหกล้านตันอยู่ในมือของอคส.และก็อตก.ซึ่งก็รอเวลาในการจะระบายซึ่งขณะนี้ยังไม่มีเราก็รอดูอยู่ว่านาปรังออกมา 1 มีนาปริมาณจะมากสักเท่าไหร่ซึ่งเดิมเราประเมินว่ามีประมาณแปดล้านตัน นาปรังจะน้อยกว่านาปีเป็นธรรมชาติ
พิธีกร : แล้วคราวนี้เมื่อมีข้าวที่อยู่ในมือมากขึ้นกำหนดการในการระบายหรือวิธีการที่จะระบายข้าวในราคาที่เหมาะสมรัฐบาลไม่ขาดทุนทำไงเพราะว่ารับจำนำมาตั้งหมื่นห้าพันบาท
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : อันนี้คือสาเหตุใหญ่ ถามว่าทำไมต้องรับหมื่นห้ากับสองหมื่นก็ผมได้กราบเรียนในเบื้องต้นคือเราต้องการจะยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรชาวนาแต่เหตุการณ์ราคาข้าวในตลาดโลกมันไม่สูงมากและในอดีตที่ผ่านมากราบเรียนว่าประเทศไทยเวลาพยายามจะไปสู้ในเรื่องของการส่งออกมักจะสู้เรื่องราคาเพียงอย่างเดียวดังนั้นผมก็มีโอกาสหารือกับกลุ่มสมาคมผู้ส่งออกข้าวเราก็บอกว่าต่อไปนี้เป็นไปได้ไหมว่า เราจะทำการตลาดแบบใหม่เราจะมีการทำ segment ตลาดใหม่เราจะมีการจัดมาตรฐานของข้าวหอมมะลิกันใหม่อาจจะมีสักสองสามเกรด เอ บี ซี เกรด เอ มันก็ต้องไปแพงๆ เลยพันกว่าเหรียญเกรด บี ก็ลดหลั่นลง เกรด บี ก็ลดหลั่นลงมาเช่นเดียวกันกับข้าวขาวจะ 5% 100% ก็แล้วแต่ แต่ว่าเพิ่ม segment ให้มันมากขึ้น ข้าวที่มีคุณภาพดีที่สุดก็ต้องขายให้ลูกค้าที่มีเงินซื้อเรามากที่สุด ข้าวที่เป็นระดับกลางก็ไปอีกตลาด ระดับล่างก็ไปอีกตลาดซึ่งราคามันก็จะสะท้อนคุณภาพ ถามว่าข้าวในโลกนี้เขากินกันอยู่เท่าไหร่ ปลูกจริงๆ สี่ร้อยกว่าล้านตันแต่ว่าบริโภคในประเทศเสียเป็นส่วนใหญ่จะมีเหลือแล้วก็มีประเทศที่ไม่ปลูกเลยแล้วก็เป็นผู้กินข้าวซื้อในหนึ่งปีตลาดจะอยู่ที่ประมาณสามสิบสองล้านตันประเทศไทยกับเวียดนามส่งออกครึ่งหนึ่งแล้วสิบห้าสิบหกล้านตันต่อปี ดังนั้นจริงๆ ถามว่าเราสามารถดูบริหารได้ไหมเรื่องราคาจริงๆ ทำได้ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ได้มีการพูดคุยกับสมาคมการส่งออก แล้วเขาก็เห็นพ้องต้องกันว่าถ้ารัฐบาลจะเดินแนวทางนี้เขาพร้อมจะสนับสนุน แต่เขาก็ต้องทำงานกันหนักนะครับ ขณะนี้กรมการค้าต่างประเทศกำลังไปจัดชั้นมาตรฐานกันใหม่ เพราะเรามองอย่างเช่น ฝรั่งเศสทำไวน์นี่เขายังมีระดับราคาเป็นแสนลงมาระดับราคาเป็นร้อย ใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นก็ต้องพยายามทำ เพื่อที่จะได้ยกระดับราคาข้าวไทยในตลาดโลก มีสื่อถามผมหลายคนว่า ไม่กลัวหรือว่าเราจะเสียแชมป์ผู้ส่งออก ผมบอกว่ามันไม่น่าจะถึงขนาดนั้นนะครับ อันที่หนึ่งนี่ถ้าเราสามารถ segment ตลาดได้ใหม่ สร้างมาตรฐาน
พิธีกร : คืออาจจะทำเป็นสิ่งพรีเมี่ยม ที่เป็นเกรดเอเป็นพรีเมี่ยมไปเลยว่านี่ข้าวไทยแบบเกรดเอ
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : คืออย่างไรเสียนี่นะครับ ในโลกนี้ก็ยังต้องซื้อข้าวสามสิบสองล้านตันอยู่ดี คนกินก็ยังต้องกิน นอกจากคนกินมันเหลือน้อยลง เพราะฉะนั้นนี่ยังไง
พิธีกร : ซึ่งก็คงลำบากเพราะว่าประชากรโลกก็เติบโตขึ้นทุกวัน
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : ก็เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นมีแต่กินมากขึ้น ใช่ไหมครับ แล้วบางประเทศนี้บางปีโชคดีทำได้เยอะก็ส่งออกมากมันก็เป็นแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆที่เป็นผลของ supply กับ demand อย่างอินเดียปีนี้ เขาบอกว่าอินเดียส่งข้าวออก ผมก็เพิ่งไปอินเดียกลับมาพร้อมท่านนายก อินเดียเขาบอกว่าปีนี้เขาจำเป็นเพราะมันมีแรงกดดันจากผู้ค้าในประเทศ เพราะว่ามันล้นตลาด ก็ต้องส่งออกบ้างเขาก็ต้องปล่อยช่องหน่อย เนื่องจากว่าเขาห้ามส่งออกมาสามสี่ปีแล้ว และผมคิดว่าปล่อยออกปีนี้ปีหน้าเผลอๆ ห้ามอีก เพราะว่าปีนี้บังเอิญเป็นอย่างยิ่งที่น้ำท่าดีมากสมบูรณ์ ก็ปลูกเยอะแล้วธรรมชาติก็ไม่ได้เหมือนกันทุกปี
พิธีกร : กลับมาที่เรื่องของส่งออกกันบ้าง กระทรวงพาณิชย์ดูตัวการส่งออก การส่งออกของไทยปีนี้เป้าหมายตั้งเอาไว้ตอนนั้นบอกไว้สิบห้าเปอร์เซ็นต์ คิดว่าจะโตกว่าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ได้ไหมครับ
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : กราบเรียนว่าเราคงเป้าไว้อยู่ จะได้หรือไม่เดี๋ยวก็จะต้องมีการประเมินสถานการณ์ ไตรมาสแรกนี้จากเหตุการณ์น้ำท่วมมามีผลกระทบอันนี้ยอมรับว่ามันทำให้การส่งออกชะลอตัว ไตรมาสสองนี้เริ่มดูดีขึ้นนะครับ หลังจากไตรมาสสองแล้วนี้ ผมจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประเมินอีกทีหนึ่ง แต่ตอนนี้มอนิเตอร์อยู่เป็นเดือนๆ ไป พอครบสองไตรมาสนี้เราจะประเมินสถานการณ์อีกครั้งหนึ่งว่า สองไตรมาสสุดท้ายนี้เราจะทำได้ดีขนาดไหน ผมหวังว่าเราจะทำได้ดีกว่าเป้าที่ทำไว้ที่ตั้งเอาไว้ ร้อยละสิบห้านี้ขณะนี้หน่วยงานทั้งหมดมีความมั่นใจว่ายังทำได้อยู่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ต้องดูความพร้อมด้านอุตสาหกรรมด้วย อย่างที่กราบเรียนเราคือปลายทาง เราคือคนไปขาย แต่สิ่งที่เรากำลังพยายามทำคือเราสั่งให้กรมส่งเสริมการส่งออกและทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ทั่วโลกของประทศไทยที่ไปประจำอยู่ในประเทศต่างๆนี้ เชิงรุก เราต้องเร่งกระบวนการนี้ในการส่งออกให้มากขึ้นหาตลาดให้มากขึ้น แล้วทำหน้าที่เป็นพ่อสื่อแม่สื่อ match maker จับเอาผู้ซื้อในต่างประเทศมาเจอผู้ขายในเมืองไทย ในขณะเดียวกันนี้เพื่อให้ประทศไทยนี้ได้มีต้นทุนสินค้าที่ถูกลงนี้ ให้เขาดูด้วยว่า สินค้าอะไรที่เป็นสินค้าทุนนะ แล้วมันมีราคาถูกกว่าที่เราทำเอง ลองดูสิว่าเอาเข้ามาแล้วนี้มันไปได้ไหม ถ้าได้ต้องเอามา สร้างความสามารถในการแข่งขันทางการค้าให้กับคนไทย แล้วเราจะส่งเสริมให้คนไทยนี้ ออกไปลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้านให้มากขึ้น จะขยายมูลค่าตลาดที่เขาเรียกว่า "ตลาดการค้าชายแดน" ปัจจุบันมันอยู่ที่ประมาณเก้าแสนกว่าล้าน ชายแดนทั้งหมดของประเทศไทยนี่นะครับ จะขยายขึ้นไปให้ได้ล้านกว่า เพราะฉะนั้นตรงนี้นี่เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ถ้าประเทศไทยเป็นมิตรกับเพื่อนบ้านทั้งหมดได้ การค้าขายระหว่างกันมันจะขยายตัว เพราะฉะนั้นนี้มูลค่าการส่งออกสันจะเพิ่มเป็นเงาตามตัว
พิธีกร : แสดงว่าจะให้ความสำคัญกับตลาด เพื่อนบ้านแล้วก็อาเซียนให้มากขึ้นด้วยหรือเปล่า เพราะว่าเราจะก้าวเข้าสู่ เออีซี ในอีกสามปีข้างหน้า
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : ถูกต้องครับ มันเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับสามปี ในขณะเดียวกันนี้มันก็จะเป็นการทดสอบระหว่างกันด้วยว่าประเทศเพื่อนบ้านของเรานี้จะมีความพร้อม เออีซี เหมือนกับเราไหม เพราะว่าเราปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นอียู แม้ว่าเขาจะเจริญกว่าเรานี้ แต่ว่าประเทศแต่ละประเทศนี้ก็มีความแตกต่างกัน ทั้งในเรื่องของขนาดเศรษฐกิจ ทั้งในเรื่องของรายได้ประชาชาติ จีดีพีต่างกัน รายได้ประชาชาติต่างกัน เช่นเดียวกันครับ อาเซียนก็เหมือนกัน ดังนั้นเราต้องค่อยๆ ปรับตัว แล้วก็เตรียมความพร้อม ในขณะนี้อะไรที่ทดลองได้ต้องเริ่มทำ
พิธีกร : ไม่มีการเป็นห่วงหรือไม่ครับ ถ้าวิกฤติเศรษฐกิจโลกมันลุกลาม อเมริกาปัญหาก็ยังไม่ฟื้น ยุโรปเองนี้ก็ยังมีปัญหาอยู่นี้ ตลาดส่งออกเราอาจจะต้องหดตัวลงมาหน่อยครับ
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : จากจำนวนร้อยเปอร์เซ็นต์ที่เราส่งออก ส่วนใหญ่นะครับประมาณร้อยละหกเจ็ดสิบนี้อยู่ในแถบเอเชียกับประเทศท่ทำเอฟทีเอกับประเทศไทย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดียกำลังตามมา สหรัฐกับยุโรป เมื่อก่อนนี้เราส่งออกสหรัฐนี้เป็นอันดับหนึ่ง ขณะนี้ลดลงมาแล้ว ไม่ใช่อันดับหนึ่งแล้ว ยุโรปก็ลดลงนะครับ เพราะอะไร เพราะผู้ผลิตเมืองไทย ผู้ส่งออกนี้เขามีความสามารถและเขาต้องพยายามบริหารความเสี่ยง ถ้าเขาไปพึ่งตลาดส่งออกซึ่งมีความไม่แน่นอนสูงนี้ อนาคตนี้อาจจะมีปัญหา เพราะฉะนั้นเขามาดูตลาดส่งออกที่มีความมั่นคงมากกว่า แล้วก็เป็นแนวทางผมคุยกันอยู่นะว่า ส่งเสริมให้ผู้ส่งออกไทยนี้หันมามองตลาดอาเซียนให้มากขึ้น เอฟทีเอให้มากขึ้น แต่ไม่ให้ทิ้งตลาดยุโรปกับอเมริกา เพราะอย่างไรเสียก็ยังเป็นผู้ค้าที่มีความสำคัญอยู่ แล้ววันนี้ท่านทูตของอียู กับท่านทูตอังกฤษมากับรัฐมนตรีการค้าของประเทศอังกฤษนี้ท่านก็มาพบที่กระทรวง ทั้งสองนี้ก็ยืนยันว่าขณะนี้เศรษฐกิจอียูกำลังอยู่ในสภาวะฟื้นตัว ปัญหากำลังยุติ จากเหตุการณ์วิกฤติต่างๆ เขาบอกว่าเขามีทางออกไว้หมดแล้ว แล้วเขาเชื่อมั่นว่าปีนี้ปัญหาจะยุติลงได้ ก็ฟังจากเขาเอานะครับ ซึ่งเราก็ต้องให้ความเชื่อมั่นเขาว่าเมื่อเขาแก้ไขได้นี้ โอกาสในทางการค้าเราก็คงจะกลับไปให้เหมือนเดิม
พิธีกร : บทบาทของทูตพาณิชย์ในต่างประเทศจะมีการทำงานเชิงรุกอย่างไรบ้าง ที่จะช่วยกระตุ้นการส่งออกของเรา
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : ขณะนี้คือให้เขาทำงานเป็นทีมที่เรียกว่า "ทีมไทยแลนด์" เนื่องจากว่ามีสถานทูต มีทูตแรงงานและบางแห่งก็มีเรื่องของศุลกากรแล้วก็มีทูตพาณิชย์ ทั้งหมดนี้ต้องทำงานเป็นทีมเวิร์ค แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ข้อมูลที่ส่งกลับมาประเทศไทยต้องตรงกันหมดทุกหน่วยงาน ไม่ใช่ว่าหน่วยงานนั้นส่งมาในเรื่องนี้เป็นตัวเลขหนึ่ง อีกหน่วยงานส่งมาเป็นอีกตัวเลขหนึ่ง แล้วเรามาเช็คลิสต์กันแล้วมันไปกันไม่ได้ อย่างนี้ไม่ถูกต้อง ฉะนั้นความแม่นยำของข้อมูลคือเรื่องสำคัญที่สุด อันที่สองนี้นะครับ ต้องทำงานให้เชิงรุกแล้วต้องบุกหาตลาดใหม่ๆ ถามว่าแล้วจะไปอย่างไร ก็ต้องไปประเทศข้างเคียงสมมุติว่าประเทศนี้มีทูตพาณิชย์ แล้วข้างเคียงไม่มีตัวเองต้องทำงานมากขึ้น ต้องรุกมากขึ้น แล้วก็ต้องส่งเสริมให้มีการเอานักธุรกิจไทยนี้ไปเจรจาการค้าให้บ่อยขึ้น อันนี้คือสิ่งที่ทูตพาณิชย์ต้องทำให้มากขึ้นในเวลานี้
พิธีกร : การเปิดตลาดส่งออกใหม่ๆ ครับ มีการดำเนินการอย่างไรบ้าง
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : เรามองไปที่ตลาดแถวแอฟริกาใต้ แล้วก็โซนมิดเดิ้ลอีสต์ ตะวันออกกลาง ซึ่งตลาดการค้าในตะวันออกกลางของเรานั้นยังไม่มาก มีผู้ค้าเป็นบางประเทศ แต่มีอีกหลายประเทศที่ยังไม่เคยค้าขายกับไทย ก็ต้องไปดูตลาดใหม่ๆ
พิธีกร : ซึ่งเราๆ อยากไปไหมครับ ประเทศเหล่านั้น เพราะว่าบางทีเขาไม่เคยรู้จักตลาด ไปในการทำตลาดที่ไม่คุ้นชินมาก่อน ก็เป็นสิ่งที่ท้าทายมาก
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : เขาอยากไปครับ แต่เขาขอให้ประเทศไทยนี้ในฐานะที่เป็นรัฐบาลนี้นำเขาออกไปก่อน ซึ่งมันเป็นเครดิตนะครับในการทำการค้า ถ้าหากว่ามีตัวแทนรัฐบาลนี้นำเขาออกไป มันจะสะดวกราบรื่นมากขึ้น ซึ่งสิ่งนี้คือสิ่งที่เราต้องการทำด้วย
พิธีกร : บทบาทของกระทรวงในการที่จะพาผู้ประกอบการไทยไปต่างแดนเป็นอย่างไรบ้างครับ ในปัจจุบันนี้
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : กรมส่งเสริมการส่งออกนี้ในแต่ละปี ที่เขาเรียกว่ามี trade show แล้วก็มีการนำธุรกิจ นำนักธุรกิจไปเจรจาการค้านี้ เกือบๆ สี่ร้อยรายการ สี่ร้อยครั้งนะครับ กรมเจรจาการค้าก็ออกไปถี่มาก ร้อยกว่าครั้ง ไปประชุมร่วมกับต่างประเทศ เพื่อไปเจรจาเพื่อให้ได้ดีลที่ดีที่สุดให้กับประเทศไทยเราก็จะทำงานร่วมกับทางกระทรวงอุตสาหกรรมที่เขามีบีโอไอซึ่งเขาจะต้องไปส่งเสริมการลงทุนนี้นะครับ แล้วจะทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังในเรื่องของการดูเรื่องเงื่อนไขต่างๆ ในเรื่องภาษีศุลกากรอะไรก็ดี แต่สิ่งสำคัญที่สุดนี้คือต้องเอานักธุรกิจไทยนี้ออกไปเปิดหูเปิดตาให้มากที่สุด กลุ่มที่เขามีความเข้มแข็งอยู่แล้วต้องสร้างให้เขาแข็งแรงมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ประเทศอินเดียเขาบอกว่าเขาอยากจะได้บริษัทที่ทำเรื่องของคอนสตรัคชั่นหรือการก่อสร้าง เพราะเขาเชื่อว่า เทคนิคเทคโนโลยีเราดีกว่า อะไรอย่างนี้เป็นต้นนะครับ ก็ต้องดูความเป็นไปได้ในแต่ละกลุ่ม แต่สิ่งสำคัญคือต้องเปิดช่องทางแล้วก็ต้องสนับสนุนให้นักธุรกิจนี้เดินทางออกไปให้ง่ายขึ้น ไปเจรจาให้ง่ายขึ้นอะไรที่เป็นอุปสรรคก็พยายามลดลงตรงนั้นให้มากที่สุด
พิธีกร : ซึ่งการลดอุปสรรคภายในประเทศเองอย่างเช่น ค่าเงินบาทปีนี้ก็ยังอยู่สามสิบบาท สามสิบเอ็ดบาท ก็เลยคิดว่ายังเป็นระดับที่เหมาะสมทำงานร่วมกับแบงค์ชาติด้วยไหมครับที่จะดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้กับผู้ประกอบการหรือว่าอย่างไรบ้างครับ
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ : จริงๆ แล้วเป็นหน้าที่กระทรวงการคลัง แต่ว่าเราก็สดับรับฟังความเห็นของพวกผู้ประกอบการ ในแง่ของนำเข้าแล้วนี้ อัตราขนาดนี้ ผมคิดว่าน่าจะโอเค แต่ในแง่ของการส่งออกนี้ บางพื้นที่อาจจะมีปัญหานิดหน่อยแต่ว่าผมเชื่อว่าผู้ประกอบการนี้เขาปรับตัวได้ เพียงแต่ว่าไม่ให้สวิงมากเกินไป เขาจะได้คาดการได้ถูกว่าเวลาทำการค้าแล้วนี้ ตัวเลขต่างๆ นี้เป็นอย่างไร ปล่อยให้เงินมันสวิงมากๆ นี้ทำให้คาดการณ์ลำบาก ความเสี่ยงก็สูง แต่ก็ผมคิดว่ากระทรวงการคลังมีวิธีการบริหารจัดการอยู่ครับ
พิธีกร : คือว่าทุกอย่างพยายามอย่างเต็มที่ที่จะทำให้การส่งออกของเราอย่างน้อยเป้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์น่าจะทำได้ วันนี้ต้องขอขอบพระคุณครับ ท่านรัฐมนตรีบุญทรง เตริยาภิรมย์ ขอบพระคุณมากเลยครับ ท่านผู้ชมครับรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชนในวันนี้ได้พูดคุยกันหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับค่าครองชีพชีวิตความเป็นอยู่ของท่านผู้ชมนะครับ ซึ่งท่านรัฐมนตรี บุญทรง ได้พยายามอย่างเต็มที่ในการที่จะเข้าไปดูแลราคาสินค้าตั้งแต่ปลายทาง กลางทาง จนถึงต้นทางเป็นอย่างไร เพื่อที่จะทำให้ผู้บริโภคอย่างเราๆ นั้น ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดนะครับ ขณะเดียวกันก็ยังมีความพยายามอย่างต่อเนื่องในการที่จะทำให้เกษตรกรนั้นมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ผ่านโครงการรับจำนำทั้งมันสำปะหลัง ทั้งข้าวที่จะทำให้ราคาสินค้าเหล่านี้อยู่ระดับที่สูง ขณะเดียวกันบทบาทของกระทรวงพาณิชย์นั้นก็ต้องการทำให้เห็นการส่งออกของไทยในปีนี้เติบโต ตั้งเป้าไว้ที่สิบห้าเปอร์เซน แต่คาดว่าน่าจะเติบโตได้มากกว่านี้นะครับ ทั้งหมดคือรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน กับผมธีรัตถ์ รัตนเสวี สวัสดีครับ